อัปเดตล่าสุด 2019-02-22 10:12:48

ตอนที่ 6 อุณหภูมิปะทุ: 2

สองวันต่อมา นอกจากบรรยากาศในบ้านไม่ดีขึ้นยังกลับขุ่นมัวลงอีก และอากาศในบ้านสวนก็กลับร้อนขึ้นอีกทั้งที่ไม่ได้อยู่กลางเดือนเมษาด้วยซ้ำ

แม่เงียบไป แต่เหมือนระเบิดที่พร้อมปะทุ หนูไม่กล้าถามเพราะเสี่ยงจะถูกแม่เหวี่ยง แถมการสอบก็เข้มข้นเข้าจึงไม่ได้ใส่ใจอะไร

กระทั่งกลับบ้านมาเย็นหนึ่ง ปรากฏว่าแม่กำลังยืนอยู่บนเก้าอี้ในห้องทำงานของหนู เปิดฝ้ายื่นหัวเข้าไปทำอะไรบางอย่างข้างบนนั้น

“แม่ ทำอะไรอยู่คะ”

“กลับมาแล้วเหรอ” แม่ก้มลงมา ระดับเดียวกับที่หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ติดอยู่บนฝ้า แทนที่มันจะอาบให้ดวงหน้าแหลมของแม่ดูกระจ่าง กลับเน้นให้เห็นแก้มที่ซูบตอบและเบ้าตาที่ลึกโหลลงไปคล้ายไม่ได้พักผ่อนยาวนาน หน้ามันย่องมีเหงื่อหยด แววตาที่กระทบแสงไฟควรจะเป็นประกายวาว แต่กลับด้านลงอย่างประหลาด

แม่ยืดตัวกลับขึ้นไปเฉยเมย ยกมือทั้งสองข้างขึ้นไปด้วย ข้างหนึ่งมีกระบอกไฟฉาย อีกข้างคงใช้จัดแจงอะไรข้างบน เสียงพูดค่อนข้างกระด้าง “ก็วันก่อนเห็นบ่นว่ามีหนู แม่หาอยู่นานก็ไม่มี เลยเอา ‘ขนม’ มาล่อมันบนนี้--”

เรารู้กันดีว่าคำว่า ‘ขนม’ ของแม่คืออาหารผสมยาเบื่อ แต่แม่มีความเชื่อว่าหนูสกปรกพวกนั้นฟังภาษาคนได้ ถ้าพูดตรง ๆ มันจะไม่มากิน และทำให้การดักจับไม่สัมฤทธิ์ผล

“--นี่มัวแต่วุ่นวาย ยังไม่ได้ทำกับข้าวเลย”

ปกติ ระหว่างที่สมาชิกในบ้านไม่อยู่ แม่จะขัดถูดูแลทุกอย่าง เตรียมอาหารพร้อมสรรพราวกับมีคนช่วยทำงานอีกสาม พอทุกคนกลับมา แม่จึงจะทำงานเบา ๆ อย่างรดน้ำต้นไม้ หรือนั่งดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือที่หยิบมาจากห้องของหนู การที่แม่มัวแต่หาหนูจนไม่เป็นอันทำงานใหญ่ จึงนับว่าเป็นเรื่องน่าพิศวง

“แต่สองวันนี้ไม่มีเสียงอะไร แล้วก็ไม่มีผงหล่นลงมาแล้วละ” หนูวางกระเป๋าแล้วเงยพูดกับแม่ที่เหมือนคนไม่มีหัว เพราะส่วนหัวของแม่หลุดหายขึ้นไปบนเพดาน มานึกอีกทีก็ดูจะเป็นภาพอันแสดงสัญญาณน่าขนลุก

“วันก่อนโน้นที่ได้ยินเสียงแมว บางทีมันจะแอบมาไล่จับหนูไปหมดแล้วก็ได้นะแม่ ช่วงนี้เลยเงียบไปทั้งสองอย่าง”

พอได้ยินถึงตรงนี้ ร่างผอมเกร็งของแม่ที่ขยับกุกกักอยู่ก็ชะงักลงทันที

เสียงถามดังขึ้นโดยแม่ไม่ได้ก้มลงมา “เงียบไปทั้งสองอย่าง?”

“ค่ะ เงียบไปตั้งแต่คืนก่อนสอบหนูจะฟิสิกส์นั่นละ”

มีเสียงถอนหายใจเยียบเย็น พร้อม ๆ กับเสียงกุกกักดังต่อเมื่อแม่ขยับอะไรข้างบนต่อไป

“หูไม่ดีอีกคน เหมือนพ่อเราน่ะ แมวมันร้องออกดังทุกคืน กลับไม่ได้ยินอะไรเลย”

“หืม? หนูไม่ได้ยินจริง ๆ นะค--”

“ไม่รู้แมวของใคร” แม่พูดเหมือนไม่ได้ยินเสียงของหนู ย่อลงเพื่อเลื่อนปิดฝ้า งานแบบนี้อาจดูยากสำหรับหญิงอื่น ๆ แต่กับแม่ของหนูผู้มีลักษณะเข้มแข็งจนติดจะแข็งกร้าว งานนี้ก็เลยกลายเป็นงานง่าย ๆ

แม่พูดต่อหลังจากปิดฝ้าแล้วปีนกลับลงมาจากเก้าอี้ “เราน่ะมีเพื่อนอยู่แถว ๆ นี้ก็ลองถามเขาดูซะบ้าง เผื่อเป็นแมวหลุดของใคร จะได้ให้เขามาเอาคืน ใช้ไม่ได้เลย ปล่อยให้มาร้องเสียงดังข้างบ้านคนอื่นตอนกลางค่ำกลางคืนจนเขาไม่ได้นอน”

“ทำไมแม่ไม่นอนกลางวันล่ะคะ”

อีกครั้ง คำถามธรรมดากลับทำแม่สะดุดกึก

ร่างของแม่พลันแข็งทื่ออยู่หน้าประตูห้อง แล้วแม่ก็หันมามองหนูด้วยการปรายตา “ฉันไม่ได้มีนิสัยรักสบายเหมือนเธอกับพ่อนะ”

เป็นอันว่าหนูแทบคอย่น ถ้าลองใช้คำแทนตัวว่า ‘ฉัน’ นั่นแสดงว่าแม่เริ่มโกรธ ครั้งนี้แม่คงเริ่มโกรธเพราะรู้สึกเหมือนหนูไปดูถูกชีวิตอันเป็นระเบียบแบบแผนของตัวเอง

“หนูไม่ได้หมายความอย่างนั้นนะ--” หนูเสียงอ่อย แต่แม่ไม่ปล่อยให้พูดจบ

“จะรีบทำอาหารเย็นไว้รอพ่อด้วย เธอเองก็อ่านหนังสือซะ กำลังสอบอยู่แท้ ๆ วันก่อนก็เห็นนะว่าแอบเอาหนังสืออ่านเล่นมาสอดไส้ เมื่อไหร่จะทำอะไรได้เรื่องเหมือนลูกคนอื่นเขาซะที...”

. . . . . . . . . .
 

ถึงจะโดนดุจนรู้สึกเซ็ง แต่หลังจากนั้นหนูก็ยังไม่ลืมคำถามที่ค้างคาใจ

และแน่นอน คนที่ไขปริศนาให้หนูได้คือพ่อ

พ่อบอกว่า ลองซักแม่แล้ว ที่แม่ไม่นอนกลางวันเป็นเพราะมัวไล่หาแมวกับหนูคู่นั้นอยู่จริง ๆ เมื่อหนูทำท่าไม่อยากจะเชื่อ พ่อบอกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับแม่เขา การมีหนูอยู่ในบ้านก็เหมือนมันแสดงถึงความบกพร่องของแม่ แม่รักความสมบูรณ์แบบจนยากจะยอมให้ชีวิตมีรอยด่างพร้อย

“เราอาจต้องให้เวลาแม่เขาสักหน่อย...” หนูจำได้ว่าพ่อพูดด้วยสายตาเลื่อนลอยอันแฝงความหนักใจ ทั้งที่หนูยังมีเรื่องไม่เข้าใจอีกมาก จึงไม่ได้ถามอะไรพ่ออีก

เรามีชีวิตอยู่ท่ามกลางความเพี้ยนพังในบ้านหลังนี้จนถึงวันที่หนูสอบวันสุดท้าย ตอนแรกหนูตั้งใจว่าจะไปเลี้ยงฉลองกับเพื่อนก่อนปิดเทอม ทว่าพ่อโทรด่วนมาหา การที่พ่อซึ่งติดนิสัยไม่ชอบโทรศัพท์ระหว่างการทำหน้าที่บุรุษพยาบาลกลับโทรมาหา แสดงว่าต้องเป็นเรื่องสำคัญ ตอนนั้นหนูจับน้ำเสียงร้อนใจของพ่อได้

“พ่อโทรกลับบ้าน แต่แม่ไม่รับสายเลย ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า พ่ออยากให้หนู--”

“เข้าใจค่ะ สอบเสร็จแล้วหนูจะรีบกลับบ้านทันที”

“ขอบใจมากนะลูก” พ่อควรจะจบแค่นั้น เมื่อมีประโยคต่อจากนั้น จึงเป็นเรื่องผิดปกติมาก โดยเฉพาะนัยของการใช้คำ “วันนี้พ่อเอาโทรศัพท์ไว้ติดตัวตลอดเวลา มีอะไรโทรมาทันทีนะลูก ระวังตัวด้วย !”

จะว่าพ่อล้อเล่นก็ไม่ใช่ จะว่าพ่อเสแสร้งเพื่อให้หนูกลับบ้านไปเจองานฉลองวันสอบวันสุดท้ายก็เป็นไปไม่ได้อีก บรรยากาศในบ้านนั่นละเป็นตัวกระซิบ เพราะอย่างนี้ ทันทีที่สอบเสร็จ หนูจึงรีบต่อรถเมล์กลับบ้านทันที

ระยะทางจากปากซอยถึงบ้านวันนี้ช่างไกลนัก และเป็นอย่างที่พ่อบอก ไม่ว่าจะโทรหาอย่างไร แม่ก็ไม่รับสาย ทั้งที่ปกติแม่ไม่เคยรอให้เสียงเรียกดังเกินครั้งที่สอง !

เมื่อวิ่งกระหืดกระหอบเข้าประตูรั้วมาถึงบ้าน ช่างน่าแปลกที่บ่ายแก่ต้นกุมภากลับสลัวคล้ายฤดูฝน แต่ขณะเดียวกันกลับมีไอร้อนร่ายมนตร์แผดเผาจนรู้สึกอึดอัดแทบหายใจไม่ออก

บ้านเงียบ สวนล้อมรอบตัวบ้านก็ซึมกะทือราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิต ไม่มีกระทั่งกระแสลม หนูตะโกนเรียกแม่ แต่แล้วต้องไขกุญแจเข้าไปเองเพราะไม่มีเสียงตอบรับ ประตูหน้าเรือนของเราเป็นประตูไม้คู่บานใหญ่ที่เปิดออกตลอดกลางวัน แต่มีประตูอีกชั้นเป็นมุ้งลวดติดเหล็กดัดล็อกกันไม่ให้ใครยุ่มย่ามเข้าไปได้ ฉันผลักบานประตูของมันเข้าไปดังแอ๊ด... เสียงแหลมที่ดูจะเสียดแก้วหูกว่าทุกวัน

ทุกอย่างมัวซัว ราวกับว่าในบ้านมีหมอกหรือม่านมนตร์บางอย่างปกคลุมอยู่ หนูเหลียวซ้ายแลขวา และแล้วสะดุดตากับโซฟาด้านในบ้าน แม่นอนเหยียดยาวอยู่ตรงนั้น

ทันทีที่วิ่งเข้าไปถึงตัว หนูแทบสะดุดปลายเท้าตัวเองเพราะเพิ่งสังเกตเห็นว่า ผิวหนังของแม่ที่โผล่พ้นร่มผ้าออกมา อาทิ ช่วงหน้าอก หน้าท้อง และต้นแขน กลับมีรอยจ้ำแปลก ๆ คล้ายรอยช้ำหรือห้อเลือดปรากฏอยู่ หน้าแหลมของแม่ดูน่ากลัวเพราะผมยาวยุ่งไม่ได้รวบเรียบเช่นทุกที ทว่าแผ่สยายไปบนเท้าแขนข้างหนึ่งของโซฟา ดูเหมือนสาหร่ายใกล้ตาย เพราะทั้งหยักแห้งและแซมสีเทาเงินไว้เป็นหย่อม ๆ ดวงหน้าของแม่ดูแก่ลงไปโขในเวลาแค่ไม่กี่วัน -- ไม่กี่วันที่หนูแอบโกรธระคนน้อยใจเพราะคำพูดแม่ตั้งแต่วันนั้น และเลยไม่ค่อยอยากสุงสิงด้วยกระทั่งมองตา

วันนี้ ทิฐิมานะสลายไป กลายเป็นความตกใจ กึ่ง...กลัว

ใช่แล้ว หนูกำลังกลัวแม่ตัวเอง ไม่ใช่ความกลัวอย่างเวลาปกติที่ลูกกลัวแม่ หรือเด็กหญิงอ่อนเดียงสากลัวหญิงแก่เจ้าระเบียบผู้มีสายตาและคำพูดเฉียบร้าย หนูกำลังกลัวด้วยความรู้สึกคล้ายสัตว์เล็กกำลังเกรงอันตรายจากสัตว์ใหญ่

บ้าไปแล้วเรา !

สบถใส่ตัวเองแล้วรีบบังคับปลายเท้าเข้าใกล้แม่ ยกมือแตะ เกือบสะดุ้งอีกเพราะผิวแม่ร้อนเหมือนกำลังจับไข้

“แม่ ! แม่เป็นอะไรรึเปล่า !”

ก่อนที่จะตกใจไปกว่านั้น เปลือกตาแม่ก็ค่อยเปิดขึ้นเชื่องช้า ดวงตาเลื่อนลอยจนเหมือนมีแต่ตาขาว หนูตกใจ ต่อเมื่อกะพริบมองใหม่จึงเห็นดวงตาดำของแม่จ้องตรงมา

“กลับมาแล้วเหรอยายหนู” เสียงแม่แหบแห้ง ริมฝีปากบางก็ระแหง

“แม่เป็นอะไรรึเปล่าคะ”

“โทษที แม่ยังไม่ได้ทำกับข้าวไว้เลย”

แม่คงนึกว่านี่เย็นแล้ว และนั่นหมายความว่าหน้าที่ของตัวเอง ‘บกพร่อง’ อีก จึงทำท่าจะกระวีกระวาดเข้าครัว หนูรีบรั้งแขนแม่ไว้ “บ้านเรายังมีของกินอยู่ในตู้เย็นตั้งเยอะ วันนี้แม่ไม่ต้องทำหรอก”

ถ้าเป็นทุกทีแม่คงปฏิเสธอย่างคนดื้อ หรือถึงกับจิกกัดในข้อหาที่หนูไม่รู้จักหน้าที่ตัวเองแล้วยังคะยั้นคะยอให้คนอื่นละเลยด้วย แต่ครั้งนี้แม่กลับยอมนั่งถอนหายใจ

“เมื่อกลางวันแม่มัวแต่หาหนู”

“หนู? ในห้องทำงานน่ะเหรอคะ”

“ฮื่อ” แม่พยักช้า ๆ ท่าทางเหมือนถูกผีเข้า “มันกิน ‘ขนม’ ที่แม่ให้ไปครึ่งนึงแล้ว”

คำนั้นแสดงว่าแม่คงไต่ขึ้นไปเปิดฝ้าสำรวจแล้ว

หนูเคยเปิดขึ้นไปเหมือนกัน ไม่ได้ตั้งใจจะสำรวจอะไร แต่อินกับการดูหนังหรืออ่านหนังสือแนวลึกลับซึ่งมักมีฉากที่ตัวละครต้องปีนขึ้นไปห้องใต้หลังคา หรือบนฝ้า เพื่อหลบหนีหรือตรวจหาอะไรบางอย่าง ยังจำได้ ของจริงข้างบนนั้นไม่มีอะไรน่าพิสมัย

อย่างที่บอก เพดานชั้นหนึ่งกับพื้นบ้านชั้นสองอยู่ห่างกันพอสมควร ช่องเหนือฝ้าจึงมีระดับสูงขนาดคนตัวผอม ๆ ลอดขึ้นไปได้ มันมีลักษณะเป็นโพรงกว้างใหญ่อันมืดสลัว เฉพาะจุดแสงจากช่องผนังแตกบางช่วงเท่านั้น ส่องลอดเข้ามาให้เห็นพื้นที่อันเต็มไปด้วยคราบหยากไย่และเศษขี้เศษขยะ ซึ่งพวกหนูและจิ้งจกตุ๊กแกถ่ายหรือคาบมากองเป็นรังไว้ มันทั้งเหม็นเอียน ราวกับในอากาศเต็มไปด้วยพิษ ไม่มีเสียละที่คนจะสามารถขึ้นไปคลานอยู่ได้โดยไม่รู้สึกแขยง

แม่พูดต่อด้วยอาการลอย ๆ เหมือนเดิม

“ตอนที่คลุกบี้ ‘ขนม’ ไปในปลาทู แม่ขยำอย่างดีจนทั่วนะ มันกินไปขนาดนั้น ป่านนี้ก็น่าจะเริ่มตายแล้วซี เขาบอกว่าเมื่อก่อนยานี่ใช้ทาให้ขนร่วง ต่อมาเป็นพิษมากยังถูกสั่งห้ามใช้เลย ถ้ากินเข้าไปก็จะปวดท้อง ปวดท้องมาก ๆ เพราะมันจะทำให้เลือดออกข้างใน สุดท้ายก็ช็อกตาย !”

“แม่พูดอะไรน่ากลัวจัง”

“แต่นี่มันยังอยู่” คนข้าง ๆ พูดเหมือนไม่ได้ยินหนูเสียอย่างนั้น “มันต้องยังอยู่ซี ต้องใช่แน่ ๆ เป็นเพราะพวกมันนั่นแหละ แมวบ้ามันถึงยังตามมาร้องแถวนี้ตอนกลางคืน ร้องเสียงเหมือนเด็ก...”

เสียงของแม่เย็นเยียบลง และเจืออาการสั่นละม้ายสะอื้น แม้แต่ในคลองตาก็มีน้ำเอ่อดูน่าตกใจ

หนูกำลังจะถาม แต่แม่กลับสะบัดหน้ามาเป็นฝ่ายคาดคั้นเสียก่อน

“นี่แหละที่ทำให้แม่นอนไม่ได้เลยสักคืน หนูล่ะ นอนหลับบ้างรึเปล่า ได้ยินเสียงแมวมันร้องบ้างรึเปล่า !”

มือของแม่เหมือนกรงเล็บสัตว์อะไรสักอย่างที่ตะปบลงบนข้อแขนของหนู แล้วเขย่าจนหนูแทบหัวสั่นหัวคลอน หนูรีบตอบ “ได้ยินแค่คืนก่อนที่หนูจะสอบฟิสิกส์น่ะค่ะ แต่ตอนนี้หนูไม่ได้ยินแล้ว”

“แกมันเหมือนพ่อ” แม่แหวทันที “หูไม่ดี ไม่ได้ยินอะไร กลางคืนก็เอาแต่หลับอุตุเหมือนหมูสกปรก !”

หนูกำลังตกใจ อึ้งเพราะปกติแม่ไม่เคยตวาดใส่อย่างนี้ บ่อยครั้งที่หนูขัดใจหรือทำอะไรไม่ได้ดังใจ แม่มักไม่พูดดีกับหนู แต่นั่นก็มักเป็นการใช้เสียงเย็นเยียบห่างเหิน ราวกับว่าหนูอยู่ชั้นล่าง และแม่อยู่ชั้นบนที่มีโพรงกั้นห่างกันเหมือนบ้านเรานี่ละ โพรงน่ากลัวที่ไม่มีใครกล้าไปจัดการอะไรกับมัน เหมือนกับว่าข้างบนที่แม่อยู่ แม่เห็นใครดีกว่าหนูเสมอ และหนูไม่มีทางไต่ขึ้นไปแทนที่ใครคนนั้นได้

ยังไม่ทันพูดอะไร หรือได้สติแม้แต่จะแกะมือแม่ออก อีกเสียงก็ดังขึ้นข้างหลัง

“ไปว่าลูกทำไมล่ะวิ ก็ยายหนูมันไม่ได้ยิน !”

“พ่อ ! สวัสดีค่ะ” การดึงมือกลับมายกไหว้พ่อ เป็นไปเหมือนตามสัญชาตญาณจากการถูกแม่ปลูกฝังให้เป็นคนมีมารยาทเสียมากกว่า แม่เองก็หันหน้าไปหาพ่อด้วยความงุนงง

ร่างท้วมใหญ่ที่ก้าวตรงมาจากหน้าประตูอยู่ในชุดฟอร์มเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายเครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อดัง ระยะหลังพ่อเองก็ดูทรุดโทรมลงไปเช่นกัน หนูเดาว่าอาจเป็นเพราะเรื่องที่แม่นอนไม่หลับ และสองคนมีปัญหาอะไรกันสักอย่าง ในฐานะลูกจึงไม่กล้าถามออกไป แม้จะมีเวลาอยู่ด้วยกันแค่สองคนตอนขับรถออกจากบ้านในช่วงเช้า

“ทำไมพ่อกลับไวได้คะ” หนูหลุดปากถาม และแล้วก็นึกว่าพ่อคงเป็นห่วงแม่นั่นเอง

แทนที่แม่จะทักพ่อ กลับพรั่งพรูออกมาว่า “วันนี้ไปถามบ้านแถวนี้ เขาว่าแมวนั่นน่าจะเป็นแมวจร เพราะไม่มีใครเลี้ยงไว้เลยค่ะ แปลกชะมัด จู่ ๆ โผล่มาที่บ้านเรา”

 “ความจริงคือมันไม่มีแมวสักตัวนั่นแหละ เธอหูฝาดไปเองวิ !”

“ไม่จริง !” แม่ตวัดสายตาสู้ แต่แล้วด้วยบางอย่างในดวงตาพ่อ แม่ค่อย ๆ หันหลบมาสบตาแล้วเขย่าแขนหนูอีกครั้ง

“แกล่ะ ว่าไง ที่ให้ไปถามเพื่อน ต้องมีคนพูดแน่ ๆ ว่าได้ยินเสียงแมวบ้านั่น แมวอยู่ที่นี่ บอกสิว่ามันอยู่ที่ไหน !”

“นี่วิ หยุดนะ !” พ่อตวาดอย่างที่ไม่เคยตวาดมาก่อน แต่แม่ยังคงดวงตาเหลือกลาน สั่นเทาไปทั้งตัวเหมือนคนเกิดอาการประสาทประเภทย้ำคิดย้ำทำ

“แม่ขา ไม่มีเลยนะ ไม่มีใครเขาพูดถึงแมวกันเลย”

“มีสิ ! ต้องมี !” เสียงแม่กรีดขึ้นจนหนูแทบต้องอุดหู “แกมันไม่เอาไหนสักที ในตัวมีแต่เชื้อพ่อ !--”

“พูดดี ๆ นะ วิฬาร์ศนี !” หน้าพ่อเริ่มเป็นสีแดงก่ำ แต่แม่ทำเหมือนมองไม่เห็นและไม่ได้ยินอะไร มัวแหวใส่หนู

“--เมื่อไหร่แกจะสู้คนอื่นเขาได้ แกเป็นลูกคนเดียวของฉันแท้ ๆ นะ แกเป็นลูกคนเดียวของฉัน--”

พ่อคงรู้สึกได้ว่าคำพูดนั้นคล้ายคมมีดคว้านอกหนู เสียงที่ใช้จึงนุ่มเบาลง แตะต้นแขนบอก “เข้าไปหาอะไรกินก่อนเถอะยายหนู”

หนูไม่ได้ตอบ มัวเม้มปากกลั้นสะอื้น แต่แค่พยักแรง ๆ หยดน้ำก็ร่วงจากตา

แม่เป็นแบบนี้เสมอ เป็นแบบนี้มาตลอดเลย !

ระหว่างที่กระแทกเท้าเข้าครัว ภาพและเสียงจากเหตุการณ์เก่า ๆ ย้อนทยอยขึ้นฉายหลังม่านตา

ทั้ง ๆ ที่หนูเป็นลูกของแม่ แต่แม่มักเอาหนูไปเปรียบเทียบกับคนนั้นคนนี้ ลูกบ้านนั้นเขาทำอย่างนั้น ลูกบ้านนี้เขาทำอย่างนี้ เหมือนกับว่าหนูเองไม่มีดีเอาเสียเลย และทำดีเท่าไหร่ก็ไม่มากพอที่จะเป็นลูกแม่ได้

คุณคงคิดว่าหนูกำลังวิ่งตามแม่ ไม่ใช่เลย ถ้าหนูเป็นฝ่ายวิ่งตาม  สักวันที่เหนื่อยมากเข้า หนูยังอาจหยุดได้ ยอมให้แม่ทิ้งหนูไว้ข้างหลัง แล้วสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมา อาจเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งและเป็นตัวเองมากกว่าด้วยซ้ำ แบบเดียวกับที่พ่อถูกปู่และลุงทิ้งไว้ข้างหลัง จากนั้นก็แกร่งในตัวเองพอจะกางปีกโผไปทิศทางอื่นได้

แต่เพราะไม่ใช่ ความรู้สึกของหนูคือ หนูกำลังวิ่งข้างหน้า ทั้งล้า ทั้งเหนื่อย ทั้งไม่เห็นว่าจุดหมายคืออะไร และมีแม่คอยวิ่งไล่ตะครุบเสมอ ทันทีที่หนูหยุดหอบหายใจ หรือแม้แต่คิดว่าตัวเองเริ่มทำดีพอแล้ว เหลียวกลับไป จะทันได้เห็นตาวาว ๆ ของแม่คอยจ้องอยู่ เขี้ยวและกรงเล็บอันแหลมคมของแม่ที่ค่อย ๆ แสดงความยาวโง้งออกมา และแล้วหนูจะต้องวิ่งต่อไป วิ่งหนีแม่ของตัวเอง เพื่อจะไม่ให้ถูกตะปบลงบนหัวใจอย่างในวันนี้ !


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น