อัปเดตล่าสุด 2019-02-22 10:16:34

ตอนที่ 7 อุณหภูมิปะทุ: 3

กระชากประตูตู้เย็นเปิด ไอเย็นแผ่ออกมา หนูกำลังจะคว้าขวดนมออกมาเทดื่ม แต่เสียงแว๊ดขึ้นอีกครั้งก็ทำเอาชะงักไปทั้งตัว

“คุณเข้ามาไม่ยอมปิดบ้าน ! ไม่ยอมปิดบ้าน !”

หันไปดู ปรากฏว่าแม่ชี้กราดไปที่หน้าประตูบ้าน

พ่อที่โกรธอยู่เมื่อครู่ หลุดอุบอิบว่า “เมื่อกี้ผมปิดแล้วนะ”

“แมว !” แม่ตะโกนขึ้น “ต้องเป็นแมวตัวนั้นแน่ ๆ !” พูดแล้วแม่ก็ทะลึ่งลุก วิ่งเบิกตาน่ากลัวมาหาหนู

“กรี๊ด !”

“อย่าทำลูก !” พ่อวิ่งเข้ามาจะคว้าตัวหนู อากาศร้อนคงทำให้พ่อเหงื่อออกเหม็นตุ

แต่แม่ไม่ได้สนใจหนูเลย เข้ามาถึงครัวก็หยุดหันรีหันขวาง พอไม่เจอสิ่งที่หาก็ปีนขึ้นไปยืนบนโต๊ะประกอบอาหารที่ตั้งอยู่กลางครัว

“มันอยู่ไหน ! มันอยู่ไหน !”

“แม่เป็นอะไรคะพ่อ !” หนูซุกเข้าอกพ่อด้วยตัวสั่นเทา “แม่เขา...เขา...”

พ่อกอดหนูไว้แน่น เหงื่อจากตัวพ่อเหนียวเหนอะ “แม่เขาไม่ค่อยสบาย นอนไม่หลับมาหลายคืน เลยอาจจะ...อาจจะ...”

“อยู่ – นั่น – เอ้ง แมวดำ !” เสียงแม่เรียกความสนใจขึ้น พอเราหันไป ร่างผอมก็กระโดดทื่อ ๆ ลงมาจากโต๊ะ น่ากลัวว่าหน้าจะคะมำ แต่นอกจากไม่คะมำแล้วยังออกวิ่งต่อไปรวดเร็ว

“พ่อคะ แล้วตอนนี้เนื้อตัวของแม่ก็มีรอยจ้ำ ๆ น่ากลัวเหมือนถูกทำร้ายด้วย”

พ่อหลุบตาลงจนหนูใจหาย พูดเสียงเบา

“หลายคืนก่อน แม่เขาเริ่มมีอาการแปลก ๆ แบบนี้ พ่อคิดว่าเขาละเมอกลางคืน ต้องหยิกที่ตัวให้ตื่น เขาก็รู้สึกตัวขึ้น แต่แล้วก็เป็นอีก พอแม่กลัวว่าตัวเองจะเป็นอีก เลยหยิกแล้วก็บิดเนื้อตัวเองบ่อย ๆ”

พ่อถอนใจแล้วเงยหน้า “แม่บอกว่า แม่เขารู้สึกเหมือนสิ่งที่เขาเคย...ฆ่า มันเปิดตาตื่นขึ้นมา แล้วพยายามหาทางเอาคืน !”

“โธ่ แม่เป็นอะไรไปแล้ว”

“เอาอย่างนี้ หนูสอบเสร็จก็ดีแล้ว ระหว่างนี้ไปขออาศัยอยู่บ้านเพื่อนสักพักนะลูก ไปพรุ่งนี้เลย รอให้พ่อจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย ให้แม่เขาสงบลงแล้วเดี๋ยวค่อยกลับมา พ่อกลัวว่า...กลัวว่า...”

“กลัวอะไรคะพ่อ”

พ่อเม้มปาก เหมือนจะพยายามยิ้ม แต่แล้วก็หยุดแค่ที่เม้ม “ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ รีบไปเก็บข้าวของนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ออกจากที่นี่แต่เช้า”

. . . . . . . . . .
 

เย็นนั้น พ่อให้หนูรีบกินให้เสร็จแล้วอาบน้ำขึ้นห้องนอน ส่วนพ่อพยายามปะเหลาะแม่ให้ใจเย็นลง เลิกหมกมุ่นเรื่องแมวที่เข้ามาในบ้าน

อย่างไรก็ดี ตอนที่หนูออกมาจากห้องน้ำ ปรากฏว่าข้าวของในบ้านหลายอย่างกระจุยกระจาย แม่ไม่ฟังพ่อและพยายามคุ้ยหาแมวล่องหน ยิ่งหาไม่เจอก็ยิ่งโกรธ ยิ่งเห็นบ้านรกก็ยิ่งโกรธ ในที่สุดก็ได้แต่นั่งร้องไห้เพราะผิดหวังในตัวเอง

“ฉันมันเป็นคนไม่เอาไหน ฉันทำให้เขาตาย...”

“แม่--”

พ่อมีอาการเหมือนสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อพบว่าหนูออกจากห้องน้ำมาเห็น รีบโบกมือ “ขึ้นห้องไปจัดของซะลูก บอกเพื่อนด้วย พรุ่งนี้พ่อจะไปส่งหนูแต่เช้า”

หนูพยักหน้า ตอนวิ่งขึ้นบันได ไม่วายสายตายังมองแม่ที่ทิ้งตัวนั่งลงกับพื้นในอ้อมกอดพ่อ โวยวายผมสยาย  “ยายหนูได้เชื้อไม่ดีจากฉัน-- !”

พอขึ้นถึงห้อง หนูก็รีบจัดข้าวของตามพ่อว่า แป้งเย็นที่ทาไว้ช่วยให้รู้สึกสบายได้แค่ไม่กี่นาที ความร้อนอ้าวที่ทวีขึ้นทุกขณะทำให้กลับมาตัวเหนียวน่ารำคาญ แม้เปิดพัดลมก็ยังมีแต่ลมร้อน ๆ หนูต้องจัดไปปาดเหงื่อใต้คางไป

สัมภาระมีไม่มาก เพราะถึงจะจะเป็นสาวม.ปลายแต่หนูก็ไม่ชอบแต่งตัว เสื้อผ้าใส่อยู่บ้านพอจะใช้วน ๆ ได้ ตุ๊กตาผ้าเข็นหนูเหม็นอะไรก็ไม่มีกับเขา มีเพียงหนังสือบางเล่มที่อยากติดไปอ่านต่อเท่านั้น -- ใช่ ก็เรื่องสั้นอื่น ๆ ในชุดเดียวกับใต้คลุมโปงของคุณเชิงเทียนนั่นละ

หลังจากจัดของเสร็จด้วยความเหน็ดเหนื่อย หนูโทรหานังชุบ ชื่อจริงมันคือนายชูบุญ แต่เพื่อน ๆ เรียก ‘นัง’ เนื่องจากความแรดแต๊ดแต๋ นังชุบเป็นเพื่อนที่หนูสนิทมากที่สุด อย่างไรก็ตาม เพราะเวลาอยู่ที่บ้านมันต้องแสดงตัวเป็นผู้ชาย นังชุบจึงจำต้องบอกปัดความช่วยเหลือหนูไปให้เพื่อนอีกคนแทน หนูเข้าใจมัน นังชุบช่วยหนูเรื่องที่อยู่ไม่ได้แต่ก็ทำให้เบาใจลงได้ ไม่ใช่เพราะมันคิดหาสาเหตุอาการป่วยประหลาดของแม่หนูเจอ แต่เพราะมันชวนคุยเรื่องอื่นยืดยาวต่อไป จนในที่สุดหนูก็ลืมเรื่องที่กลุ้มใจอยู่

“เออ งั้นตกลงพรุ่งนี้เจอที่บ้านลูกแก้ว” ลูกแก้วคือเพื่อนอีกรายที่หนูติดต่อไว้ว่าจะไปขอพักด้วย

“ย่ะ แล้วเดี๋ยวไปตะแล๊ดที่ไหนต่อค่อยว่ากันอีกที บาย ฝันดีไม่มีเสียงแมว”

“อีบ้า !”

หนูกดตัดสายทั้งยิ้มขำ รู้สึกว่าคุยเหนื่อยจนลืมคิดเรื่องแมวเรื่องแม่เลยด้วยซ้ำ อาจเพราะตอนนั้นเวลาล่วงไปเกือบสี่ทุ่มแล้ว แล้วสรรพเสียงรอบตัวก็เงียบไป ท้ายสุดหนูล้มตัวนอนและหลับไปง่าย ๆ ในหัวมีแต่ความคิดว่า พรุ่งนี้จะต้องเป็นวันที่สนุก...

ไม่คิดเลยว่า ‘พรุ่งนี้’ จะมาถึงไวก็ที่คิด !

หนูตื่นกลางดึก

เปล่า ไม่ใช่เพราะเสียง

อากาศร้อนต้นวันใหม่ช่างเหมือนคลื่นไมโครเวฟที่แผดเผาจนทำเอานอนต่อไม่ได้ ขนาดบ้านเราเป็นบ้านในสวน และหนูเปิดพัดลมจ่อตรงมาแท้ ๆ

เปิดตาในความมืด งัวเงียลุกไปยื่นปลายนิ้วเท้ากดเปลี่ยนพัดลมเป็นเบอร์แรงขึ้น โชคดีเครื่องยนต์พัดลมใหม่ครางไม่ดัง แล้วลมที่พัดส่งมาก็ชื่นใจดีจนหนูล้มตัวนอนต่อได้ง่าย ๆ

หากถึงอย่างไร จังหวะที่ใกล้หย่อนตัวสู่ภวังค์นิทรา จู่ ๆ หูก็ได้ยินเสียงกุกกัก เป็นเสียงที่ดังจากใต้พื้นที่นอนอยู่

แม้จะง่วง ตาก็ยังปิด แต่สัญชาตญาณส่วนตัวกลับปลุกประสาทรับรู้อื่น ๆ จนเขม็งเกลียวทันควัน ร่างทั้งร่างแข็งค้างเพื่อรอคอยความเคลื่อนไหวหรือเสียงบางอย่างในความมืด

เกือบนาทีต่อมา ทุกอย่างยังเงียบ ไม่มีความเคลื่อนไหว ไม่มีเสียงใดนอกจากแมลงกลางคืนที่นอกตัวบ้าน ประสาททุกขดค่อยคลายตัวช้า ๆ หนูถอนหายใจ รู้สึกคล้ายตัวเองกำลังจะปล่อยมือทิ้งตัวเองลงสู่ก้นสระแห่งความง่วงงุน แต่จู่ ๆ มันก็เกิดขึ้นอีก

กุกกัก กุกกัก แกรกกก...

หนูเปิดตาขึ้นทันที คราวนี้เสียงของมันลากยาว และอย่างชัดเจนว่าเกิดขึ้นจากอะไรบางอย่างข้างใต้ตัวหนู!

ในท่านอนตะแคงข้าง และทั้ง ๆ ที่มีฟูกบาง ๆ รองนอน หนูแทบจะรู้สึกว่า ต้นตอเสียงนั้นครูดผ่านข้างใต้พื้น และมันได้ส่งคลื่นแห่งการเคลื่อนไหวมากระทบผิวหน้าและครึ่งร่างกายของหนูนั่นเทียว

ราวกับรู้ว่าหนูรู้สึกตัวและลืมตาขึ้นแล้ว อะไรบางอย่างนั่นเงียบดับไปเหมือนระวังระไว หนูจึงบังคับร่างค้างในท่าเก่า คล้ายจะแสร้งหลอกมันว่าหลับลงแล้ว ทั้งที่จริงตอนนี้ความตื่นนั้นประทับลงทั้งตัว มันค่อย ๆ ผลิดอกแห่งความกลัวและตกใจ ปล่อยเกสรและกลิ่นฟุ้งว่อนอันทำให้เครียดขยาด

บ้านเรามีสมาชิกแค่สาม ถึงจะเคยมีคุณทวด คุณปู่ และคุณลุงอยู่มาก่อน แต่ทั้งสามสิ้นใจไปถ้วน เหลือเพียงโกศตั้งไว้ในห้องพระข้าง ๆ ถัดไปจึงจะเป็นห้องพ่อกับแม่หนูที่ยังมีชีวิต และแทบไม่เคยตื่นกลางดึกขนาดนี้ลงไปทำอะไรข้างล่าง

เพราะงั้น...มันเสียงอะไรกันนะ

จินตนาการเริ่มร่างภาพร้าย ๆ ขึ้นในความมืดของโพรงอันอยู่ระหว่างพื้นชั้นสองและฝ้าชั้นหนึ่ง ภาพใครบางคนแนบหน้าหงายขึ้นมาแทบประกบหน้าหนูอย่างพอดิบพอดี หากเพียงแต่รายนั้นเป็นชายมีใบหน้ากลม ผมค่อนข้างน้อย จนตรงเชิงผมเหนือหน้าผากมองเห็นรอยสักตัวยิบ ๆ ยืดยาวจากฝั่งซ้ายไปจรดฝั่งขวา คิ้วหนาเป็นแผ่นแทบเชื่อมกัน และยาวต่อไปเกือบจดเหนือใบหู จมูกไม่โด่งนัก และมีรูปเล็กอยู่กลางหน้า ตรงข้ามกับริมฝีปากยาวจนดูประหลาด แต่ที่น่ากลัวที่สุดได้แก่ ตาโตลึกโหลเหมือนคนอดนอนมานานที่ส่อประกายใคร่ครวญ

ไม่รู้ทำไมจู่ ๆ หนูเกิดจินตภาพอย่างว่า ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเห็นชายหน้าตาแปลก ๆ ดังกล่าวมาก่อน และแค่คิด ขนบนต้นแขนก็ลุกโพลงคล้ายถูกเป่าหนาว

ถ้าใครคนนั้นมีตัวตนอยู่จริง ๆ นาทีนั้นก็คล้ายชั่วขณะที่ทั้งหนูและเจ้าตัววัดใจกันในความมืดสงัด แม้แต่แมลงข้างนอกก็เงียบไป

กำลังกลัวว่าเสียงหัวใจของตัวเองจะดังก้องจนอีกฝ่ายรู้เท่า เสียงใหม่ก็ดังต่อ

ครืดดด... ครืดดด...

เสียงต่อเนื่องยืดยาวคล้ายมีคนลากอะไรอยู่ใต้ตัว หนูถึงกับตกใจสะดุ้งลุกทันที เป็นการลุกนั่งแบบผงะถอยจากจุดที่นอนนิ่งอยู่แต่ต้น ตาเบิกโพลง สว่างจนเห็นภาพในความมืดค่อนข้างชัดแล้วตอนนี้

กึก ๆ ๆ ๆ กึก ๆ ๆ ๆ...  

คราวนี้เหมือนเสียงเขย่ารุนแรง

หนูกลืนน้ำลาย พยายามลบภาพร้าย ๆ ในหัว บ้านเราอยู่ลึกขนาดนี้ ซอมซ่อขนาดนี้ จะมีโจรที่ไหนอยากเข้ามา ถึงรั้วจะไม่ได้ปีนยากก็เถอะ แล้วถึงเข้ามา มันก็ควรจะย่องเบาเอาของข้างล่าง ไม่ใช่ลอบปีนเข้ามาใน ‘โพรง’ เหนือฝ้าแบบนี้ !

ใช่ น่าจะเป็นอย่างอื่นมากกว่า

พอประโลมตัวเองได้ หัวใจก็คลายเสียงกระชั้น หัวคิดประหวัดถึงผงดำ ๆ บนหน้าหนังสือที่ตัวเองอ่านอยู่เมื่อหลายวันก่อน

อาจจะเป็นหนู

เสียงความคิดค่อย ๆ มีพลังขึ้น ใช่ คงจะเป็นหนู มันกิน ‘ขนม’ ของแม่เข้าไป นี่ยาคงเริ่มออกฤทธิ์ทรมาน...

“--ถ้ากินเข้าไปก็จะปวดท้อง ปวดท้องมาก ๆ เพราะมันจะทำให้เลือดออกข้างใน สุดท้ายก็ช็อกตาย !”

คำอธิบายเมื่อยามเย็นย้อนมา นั่นเองทำให้หนูคิดถึงแม่

จริงสิ หนูพวกนี้เป็นต้นเหตุให้แม่เครียด ถ้าเราจับหนูได้ แล้ว...ทิ้งไป

แม่ย่อมต้องเครียดยิ่งกว่าเดิม และเราก็อาจจะได้ย้ายไปพักบ้านลูกแก้วตลอดปิดเทอมนี้ !

พลันนั้นเอง รอยยิ้มค่อยๆ วาดขึ้นบนใบหน้าหนู

ช่วยไม่ได้ แม่ใจร้ายกับหนูนัก ทำตัวให้เห็นว่ารักลูกอีกคนมากกว่า...

ลูกอีกคน... ก็ ‘แมว’ ที่พ่อใช้เป็นคำอ้างว่าแม่ ‘ฆ่า’ นั่นไง !

ใช่ ! หนูสืบรู้นานแล้ว ช่วงสาวแม่เคยทำตัวแรดแต๊ดแต๋จนป่อง จึงต้องแอบแท้งเอง การเสียลูกไปทำให้แม่เสียผู้ชายที่รักไปด้วย วิมานของแม่ทลายซ้ำยังถูกใคร ๆ นินทา ดีแต่ว่าพ่อรักแม่มาก จึงพาแม่มาอยู่ด้วยกันที่นี่ เพื่อลืมอดีตทั้งหมดแล้วเริ่มต้นใหม่

บาดแผลในใจทำให้แม่กดดันหนูมานาน เปรียบเทียบหนูกับคนนั้นคนนี้ แต่หนูรู้ดีว่าที่จริงแม่ตั้งใจเปรียบหนูกับใคร แม่คงคิดว่าถ้าลูกคนนั้นไม่ตาย แม่จะได้ลูกที่เลอเลิศกว่า

เสียใจด้วยว่ามันเป็นแค่ฝัน !

ในเมื่อแม่ไม่รักหนู เรื่องอะไรหนูจะต้องรักแม่ แค่คิดว่าปิดเทอมใหญ่จะต้องหมกตัวอยู่ในบ้านห่างไกลกับคนประสาท ๆ อย่างแม่ หนูก็เบื่อจนจะอ้วก ขี้ผงอันแสดงถึงการมีอยู่ของหนูสกปรก กับเสียงร้องของแมวที่แต่ไหนมาทำให้แม่นึกถึงเสียงร้องของลูกอีกคน จึงกลายเป็นสารตั้งต้นให้หนูหนีไปพ้นจากบ้านนี้

คิดอยู่แล้วว่าแม่จะต้องประสาทขึ้นมาเหมือนที่เคยประสาทมาก่อน คราวนี้หนูก็แค่เอาคลิปเสียงแมวร้องไปเปิดในห้องพระข้าง ๆ กัน เปิดตอนที่มั่นใจว่าพ่อหลับไปแล้ว และแม่จะต้องหลอนจนไม่กล้าออกมาเดินหา ยิ่งแม่นอนไม่หลับ อาการของแม่ก็จะยิ่งดิ่งลง ยิ่งแม่จัดการหนูบนฝ้าไม่ได้ แม่ก็จะยิ่งเครียด...

คิดได้อย่างนี้ หนูจึงรีบฉวยโทรศัพท์มือถือต่างไฟฉาย เปิดประตูย่องกริบลงไปข้างล่าง ตั้งใจว่าคงใช้เวลาไม่นาน ป่านนี้หนูที่กินยาเบื่อไปคงใกล้ตายอยู่ในฝ้า ไม่มีปัญญาหนีไปที่ไหนอีก ที่ต้องทำก็แค่จับมันออกมาโยนทิ้งไปไกล ๆ ปล่อยให้แม่เวียนหาหนูต่อไปเหมือนกับว่ามันเป็นสัตว์ล่องหน !

น่าแปลก จังหวะที่จรดเท้าลงมาถึงพื้นข้างล่าง หนูรู้สึกคล้ายมีลมเย็นวูบผ่านในคืนที่อากาศร้อนเป็นไฟ ปลายตาเห็นเงาแวบวาบบางอย่าง ต่อเมื่อกวาดแสงไฟตามกลับไม่เห็น แล้วมันก็มาปรากฏตรงหางตาอีกข้าง และยังคงเหมือนเดิม หนูหันตามไม่ทันมันเสียที

ตาฝาดล่ะมั้ง

ถึงห้องทำงาน ประตูเปิดค้างอยู่นิด ๆ พอให้สะกิดใจ ไม่รู้ตอนเย็นใครเข้ามาในห้องแล้วไม่ปิดประตูให้สนิท บางทีอาจเป็นแม่ที่วิ่งตามหาแมวพล่านไปทั้งบ้านก็ได้ เฮอะ ป่านนี้ไม่รู้แมวบ้านั่นเตลิดไปถึงไหนต่อไหน อยู่ในสวนอย่างนี้ บางทีจะถูกงูกินไปแล้วก็ได้มั้ง !

ปลายเท้าของหนูชะงักทันทีที่เสียง แง้...แง้ว... ดังแผ่วขึ้น

ภาพทารกประหลาดผุดหลังม่านตา หนูสั่นหัวไล่ภาพนั้นไป ภาพใหม่ชัดขึ้นแทน ภาพแมวดำตัวที่แม่เห็น

สรุปว่าแม่ไม่ได้ประสาท แมวตัวนั้นเข้าบ้านเรามาจริง ๆ รึนี่ ?!

เป็นไปได้ว่าหนูบนฝ้าล่อเรียกมันเข้ามา ไม่แปลกใจเลยถ้าเปิดฝ้าขึ้นไปแล้วจะได้เห็นแมวตัวนั้นกำลังย่องเตรียมตะครุบหนูอยู่ ไอ้แมวโง่ ขืนแกกินมันเข้าไป ดีไม่ดีจะได้ตายเพราะหนูนั่นมันกินยาพิษไปแล้ว !

เอาเถอะ ไม่ว่าเป็นหรือตาย ยังไงก็ต้องหามันให้เจอ ทั้งหนูทั้งแมวนั่นละ แล้วก็โยนทิ้งไปซะ ปล่อยให้แม่วนหาต่อวันพรุ่งนี้

อาศัยแสงไฟหน้าจอวาดขึ้นไป ฝ้าเพดานถูกเปิดค้างไว้หนึ่งช่อง หนูลากเก้าอี้มาตั้งไว้ใต้ช่องดังกล่าว จากนั้นปีนขึ้นไปเลื่อนฝ้าแผ่นนั้นให้ช่องกว้างออก ค่อย ๆ มุดศีรษะเข้าไปพร้อมแสงไฟในมือ

โพรงมืดยังทั้งมืดและเหม็น จังหวะที่ค่อย ๆ วาดแสงไฟไป ไม่รู้เป็นบ้าอะไร จู่ ๆ หนูก็นึกถึงสามชีวิตที่เคยอาศัยและตายจากไปในบ้านหลังนี้

คุณทวดตายที่ห้องนี้ คุณปู่กับคุณลุงไม่ใช่ แต่ทุกคนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือรักบ้านหลังนี้เหลือเกิน รักอาชีพทำสวนของตัวเองเหลือเกิน ตอนยังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าพ่อจะโน้มน้าวอย่างไรก็ไม่มีใครคิดจะผละไปไหน ไม่รู้ว่าตอนตายพวกเขาจะ...

ละม้ายลมเยียบเย็นสัมผัสหลังท้ายทอยจนขุมขนลุกชัน หนูพยายามลบไล่ความคิดน่าพรั่นพรึงนั้น จังหวะเดียวกัน เสียงแง้ว ! ก็ดังขึ้นกว่าเดิม ในนาทีที่แสงไฟวาดไปจับต้นตอได้

ใช่ มันคงตกใจ เพราะขณะนี้แสงไฟของหนูส่องจับมันชัดเจน

ท่ามกลางแสงสว่าง ร่างผอมทื่อนั่งขดกลางโพรง ในปากคาบหนูเป็น ๆ หนึ่งตัวมีเลือดไหลโชกลงปลายคาง ใบหน้าแหลมหันมาสบไฟ แม้ผมยาวจะปรกหน้าลงมา ทว่ายังเห็นเค้าหน้าของแม่ชัดเจนพร้อมดวงตาสะท้อนแสงวาววับ

ดวงตาที่กลายเป็นขีดราวกับตาแมว !

. . . . . . . . . .
จบตอน
"อุณหภูมิปะทุ"
โปรดติดตามตอนต่อไปใน
"ในห้องติดกัน"



 

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น