อัปเดตล่าสุด 2019-02-22 10:23:29

ตอนที่ 9 ในห้องติดกัน: 1

ในห้องติดกัน
[นอนไม่หลับ...เพราะเสียงรบกวน]

 

-ห้องที่ 1-

ฉันเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์มือถือลง กลืนน้ำลายเพราะตำนาน ‘แต่งงานกับผี’ ที่ค้นเจอในอินเตอร์เน็ต อากาศในคฤหาสน์หลังนี้ค่อนข้างเย็นอยู่แล้วเพราะเปิดแอร์คอนดิชั่นทิ้งไว้ ถึงตอนนี้มันกลับยิ่งเยียบจนฉันขนลุก

แสงไฟจากหลอดทรงโดนัทติดเสาที่ตั้งอยู่ตรงหน้า ควรจะอาบให้ห้องขนาดกว้างแห่งนี้ดูกระจ่างยิ่งขึ้น เน้นรายละเอียดอันประณีตของเครื่องเรือนแต่ละชิ้นให้ดูวิบวับ ที่เป็นแก้วหรือกระเบื้องมันวาวก็ควรจะยิ่งแพรวพรายสำแดงมูลค่า สุกใสล้อไฟ ไม่เว้นแม้แต่เส้นด้ายลายปักบนผืนผ้าม่านสีแดงฉานเนื้อดี

ทว่ากลับตรงกันข้าม

ทุกสรรพสิ่งที่นี่งดงามอลังการ ตั้งแต่จอดรถหน้าอาคารอันโอ่โถงและเดินเข้ามาแล้ว แม้แต่ห้องที่แม่บ้านบอกให้เข้ามารอนี้ก็ตาม ถึงจะเป็นแค่ห้องกินข้าว แต่ก็กอปรไปด้วยโต๊ะไม้แท้สลักเสลา ตุ๊กตากระเบื้องตั้งโชว์แสนหวาน อัจกลับเจียระไนย้อยระย้าจากเพดาน และพรมขนสัตว์ลาดพื้น แต่แทนที่จะงามตระการ ทั้งหมดนั้นกลับให้ความรู้สึกชืดชา เย็นยะเยือก การคลุมโทนสีชมพูซีดทำให้ทุกอย่างดูปราศจากชีวิต บ้านหลังใหญ่กลายเป็นปราสาทร้างที่แฝงฝังดวงวิญญาณน่าพรั่นพรึง

บางที...อาจเป็นเพราะตอนที่แม่บ้านนำก้าวเข้ามา ฉันได้พบว่ากลางห้องโถงหน้าเรือนใหญ่ ห้องที่อยู่ติดกันนี่เอง มันกลับมีสิ่งแปลกปลอมอย่างหนึ่งตั้งอยู่

ช่างเป็นสิ่งอัปมงคลเหลือร้าย ขนาดฉันที่เป็นคนใจแข็ง ไม่เชื่อเรื่องลี้ลับ ยังกลับขนลุกซู่ไปทั้งตัว และถึงกับเผลอคิดว่าตัวเองขับรถมาผิดที่

ก็ฉันเป็นช่างรับจ้างแต่งหน้าเจ้าสาว

ไม่ใช่รับแต่งหน้าอย่างอื่น...

แม้มันจะถูกตกแต่งงดงามเพียงไหน ทั้งสลักลายชดช้อย มีผ้าลูกไม้โปร่งบางสีพาสเทลคลุม ผูกโบว์ แถมยังจัดเถาดอกไม้เบ่งบานไว้ข้าง ๆ แต่นั่นละ ให้ถึงอย่างไร โลงศพก็ยังเป็นโลงศพ ! แถมยังเป็นโลงแบบที่ฝาบนเป็นกระจก ต่อให้ตอนที่เข้ามาจะยังไม่มีอะไรอยู่ในนั้นก็เถอะ !...

มันเกิดอะไรกันหนอ งานวิวาห์ที่เจ้าสาวนัดฉันมาแต่งหน้า จึงกลับมีของอย่างนั้นตั้งต้อนรับแขกอยู่หน้าบ้าน

ด้วยความสงสัยนั้นเอง หลังจากแม่บ้านพามายังห้องที่จะให้ทำงาน เตรียมอุปกรณ์พร้อมสรรพทั้งเสาไฟโดนัทและอุปกรณ์ลงสีอื่น ๆ ฉันจึงแอบค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเพื่อเปรียบเทียบดู ไม่คิดว่าอ่านจบแล้วจะยิ่งหวิว ๆ ข้างในใจ

ในสกู๊ปตำนานบอกว่าคนตายคือฝ่ายหญิง วันนี้ฉันเองก็ต้องมาแต่งหน้าให้ฝ่ายหญิง...

รู้งี้ตอนเข้ามาน่าจะถามแม่บ้านเสียหน่อยว่าโลงนั่นคืออะไร หรือ...เป็นของใคร...

ความคิดสะดุดลงเพราะเสียงกุกกักดังขึ้นที่หน้าประตูห้องกินข้าว ไม่ช้าเสียงบานพับก็ออดขึ้น ระหว่างที่บานประตูไม้หนาหนักถูกผลักเข้ามาเชื่องช้า

ช่องประตูที่วาดกว้าง เผยให้เห็นผู้อยู่เบื้องหลัง

แม่บ้านยิ้มพยักให้ฉันเพื่อรักษามารยาท ฉันเองก็ควรจะยิ้มตอบไป ทว่าสายตามัวตะลึงกับร่างบนเก้าอี้รถเข็นที่คนยิ้มค่อย ๆ ดันเข้ามาในห้อง

ดันใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เพื่อหยุดลงตรงหน้าฉัน

. . . . . . . . .

 

-ห้องที่ 2-

หญิงสาวเบื้องหน้ามีรูปหน้าค่อนข้างซูบ ใต้ตาคล้ำจากการโหมงานหนักและแทบไม่ได้พักผ่อนยาวนาน ถึงกระนั้นต้องยอมรับอย่างไม่เอนเอียงว่า เธอเป็นผู้หญิงที่ดูดีคนหนึ่ง

คิ้วไม่บางและไม่เข้มจนเกินไปนั้นวางตัวโก่งกำลังดีเหนือลูกตากลมโต ดำเข้ม จมูกค่อนข้างแคบ แค่มีสันโด่ง ตรง ปลายจมูกเป็นรูปหยดน้ำตามธรรมชาติ กระทั่งริมฝีปากจีบหยักกระจิริดก็เป็นสีชมพูระเรื่อโดยไม่ต้องแต่งแต้มลิปสติก

‘เธอเป็นคนสวย’ หญิงสาวบอกเงาในกระจกอยู่แค่ในใจ แต่เสียงที่มีเฉพาะตัวเองได้ยินนั้นกลับไม่มีความภาคภูมิใจอยู่เลย

หลังจากค่อย ๆ ใช้ผ้าขนหนูซับหยดน้ำอันเกาะบนผิวเนียนเรียบสีน้ำผึ้งจนแห้งสนิท ดวงหน้าก็ค่อย ๆ หดกลับไปจากเหนืออ่างล้างหน้า ในห้องเช่าเล็ก ๆ นี้ ในห้องน้ำไม่มีแม้แต่เครื่องทำน้ำอุ่น อ่างล้างหน้าก็เล็กเก่ามีรอยร้าว แทบจะลอยซ้อนอยู่เหนือโถส้วมอยู่รอมร่อ

ด้วยความเคยชิน ผู้เป็นเจ้าของห้องพักไม่ได้รู้สึกอึดอัด ผ้าขนหนูถูกยีลงบนผมตัดสั้นอีก 2-3 ที ร่างกะทัดรัดก็ก้าวคล่องแคล่วพ้นจากช่องประตูห้องน้ำ ผ่านไปยังประตูระเบียงซึ่งตั้งอยู่แทบจะติดกัน สะบัดผ้าขนหนูตากลงบนราว ติดกิ๊บพอให้ไม่ปลิวร่วงลงไปจากชั้นห้านี้ ลมดึกสะบัดชายมันน้อย ๆ ลูบความเย็นลงบนผิวหน้าเธอหน่อย ๆ แต่แทนที่จะอ้อยอิ่งกับความสดชื่นนั้น หญิงสาวกลับผละกลับเข้ามาในห้องแล้วล็อกประตูระเบียงแน่นหนา

ความเหนื่อยล้าจากการทำงานยิ่งทวี หน้าอกยังเจ็บเป็นบางขณะ บางตำแหน่งในกะโหลกศีรษะก็เจ็บแปล๊บ ๆ เพิ่มขึ้นมาจากอาการเวียนหัวแทบจะตลอดเวลา จนต้องพึ่งยาและวิตามินจากร้านเภสัชด้านข้างหอพักนี่แหละ

ห้องพักเดินละเจ็ดพันแถบชานเมืองมีตู้เสื้อผ้าและเคาน์เตอร์ไม้ฝั่งตรงข้ามเตียงไว้บริการ เธอมีทีวีเครื่อง 14 นิ้วอยู่บนนั้น แต่มันแทบไม่เคยถูกเปิด พื้นที่ติดกันใช้นั่งกินข้าว กับบางทีบันทึกรายรับรายจ่าย ส่วนเวลาจัดข้าวของลงกระเป๋าทำงานต้องนั่งกับพื้น เพราะใช้พื้นที่ค่อนข้างมาก พื้นห้องเช่าแห่งนี้ปูกระเบื้องสีน้ำตาลสว่าง ทำความสะอาดไม่ยาก แต่นั่นละ สำหรับเธอที่ต้องออกตะลุยงานข้างนอกเกือบทุกวันและทั้งวัน กลับมาทีไรก็มองไม่เห็นแล้วว่าอะไรสะอาดหรือไม่สะอาด ใช้ซุกหัวนอนสถานเดียว อาศัยว่าเป็นคนมีระเบียบ กินแล้วเก็บ หยิบของแล้วต้องวางที่ จึงไม่มีอะไรรุงรัง อย่างมากก็แค่เศษผมเศษฝุ่น

เพราะต้องการรัดเข็มขัดลดรายจ่ายให้มากที่สุด ปกติหญิงสาวจึงแทบไม่เคยแตะรีโมทแอร์คอนดิชั่น กระนั้นวันนี้ ด้วยความหวังว่าจะได้หลับสบายเสียที เธอจึงอนุญาตให้ตัวเองเปิดเครื่องทำความเย็นได้

แอร์ร้องดังอืด ไอเย็นระบายออกมาพอสัมผัส

ร่างเล็กสะบัดผ้านวมแล้วสอดตัวเข้าไป ไม่ลืมกดลบการตั้งนาฬิกาปลุกในโทรศัพท์มือถือ ถ้าเป็นทุกทีคงรู้สึกไม่ดีที่พรุ่งนี้ไม่มีงาน แต่วันนี้ต่างไป เธอเหนื่อยจนขอบคุณสวรรค์ที่มีวันพักกับเขาเสียที

ก่อนนอน หญิงสาวเปิดแอพพลิเคชั่น Page Manager และไลน์เพื่อตรวจดูว่ามีลูกค้ามาว่าจ้างเพิ่มหรือไม่ เมื่อเห็นว่าไม่มีก็ปิดลง แวะเปิดอีแบ๊งกิ้งดูยอดตัวเลขเงินฝาก แค่เห็นมันขยับขึ้นนิดหนึ่ง เท่านี้ความเหนื่อยก็ถูกแทนที่ด้วยอิ่มใจ

ถอนหายใจ ปิดหน้าจอ แล้วล้มตัวลงนอน

รู้สึกผ่อนคลาย อากาศเย็นประมาณนี้นี่สบายดีจริง ๆ รู้สึกถึงการคลายตัวของกล้ามเนื้อมัดบนที่แผ่นหลัง หนังตาหนักขึ้นทุกที ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอ

อีกนิดเดียวเธอคงหลับ ถ้าจู่ ๆ ไม่เกิดเสียงดังโครมครามขึ้นจนแทบสะดุ้ง

“ฮือ...ฮือ...”

หลังจากถูกดุด่าและปาข้าวของ หญิงข้างห้องจะร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างนี้ ซ้ำซากเหมือนเล่นแผ่นเสียงเดิมทุกคืน แต่วันนี้มีเสียงฝืด ๆ คล้ายเลื่อยดังตามอีก

โอย !... ผู้ได้ยินคำรามในใจ กดหมอนปิดหูป้องกันการรบกวนจากเสียงข้างห้อง แต่ยิ่งปิดก็เหมือนโสตประสาทกลับตื่นรู้ต้อนรับว่าจะมีเสียงใดดังขึ้นอีก

และแล้ว เหมือนทุกคืนที่ผ่านมา

เธอตาสว่าง

. . . . . . . . .

 

-ห้องที่ 1- 

เจ้าสาวผู้ถูกเข็นมาหยุดตรงหน้าฉันนี้มีรูปร่างบอบบาง ทั้งซูบ และซีด จนแทบเหมือนหุ่น...หรือ...ศพแห้ง ๆ มากกว่าจะเป็นมนุษย์ !

อันที่จริงหล่อนเคยส่งรูปตัวเองให้ฉันดูมาก่อนแล้ว แต่เป็นไปได้ว่ารูปถ่ายในโทรศัพท์มือถือถูกตกแต่งด้วยแอพพลิเคชั่นจนแปลกไป เค้าหน้ายังละม้าย ทว่าผิวจริงเผือดแทบเทา มีรอยคล้ำตามผิวหนังเป็นจ้ำ ๆ เหมือนแพ้แมลงกัด หรืออะไรสักอย่างที่ฉันคิดไม่ออก

“สวัสดีค่ะคุณหลิว” เธอทัก ฉันจึงพลอยได้สติ กะพริบตาแล้วยกมือไหว้ จำได้ว่าเธอชื่อ--

“คุณนรี วันนี้เป็นไงบ้างคะ”

คุณนรีแจ้งว่าหล่อนมีโรคประจำตัว ทำให้อ่อนเพลียง่าย ในวันงานแบบนี้คงมีเรื่องให้ต้องเหนื่อยมากขึ้นจนถึงกับต้องพึ่งเก้าอี้รถเข็น นี่ไม่รู้ว่ารีบตื่นมาตั้งแต่ตีอะไร บางทีเมื่อคืนคุณนรีอาจนอนไม่หลับเหมือนเจ้าสาวส่วนใหญ่ก็ได้ พอใกล้เวลาแล้วจึงลุกมาอาบน้ำแต่งตัว

ชุดที่เธอเลือกใช้เป็นชุดไทยจักรพรรดิสีจืดไม่ต่างจากเครื่องเรือนในบ้านใหญ่หลังนี้ ดวงหน้านั้นกอปรด้วยลูกตากลมโตทว่าไร้แววสดชื่น จมูกเป็นรูปหยดน้ำ และริมฝีปากบางแสดงลักษณะของคนใจเหี้ยม ทุกอย่างเหมาะเจาะพองาม ในความงามนั้นช่างน่าประหลาดที่มีเค้าบางอย่างละม้ายฉันอยู่พอสมควร นี่ถ้าแสร้งหลอกใครว่าเราเป็นญาติ ก็อาจมีคนเชื่อได้ไม่ยาก

“เหนื่อยนิดหน่อยค่ะ” หล่อนตอบหงอย ๆ ฉันรู้ตัวว่าควรชวนคุยมากกว่านี้ แต่เพราะเป็นคนพูดไม่เก่ง อีกทั้งบรรยากาศบ้านนี้กับอะไรบางอย่างจากคนตรงหน้าชวนให้รู้สึกว่าถูกอะไรกดทับหน้าอก ฉันจึงเลี่ยงไปยังอุปกรณ์ทำงานของตัวเอง แล้วบอก “เริ่มกันเลยนะคะ”

ได้ยินอย่างนั้น แม่บ้านที่เข็นเจ้าสาวของงานเข้ามาก็พยักให้ฉันอีกครั้ง ก่อนถอยกลับเปิดประตูก้าวออกไป จังหวะที่ช่องประตูกว้างออก ฉันยังมองลอดไปเห็นโลงศพที่ตั้งโดดเด่นดุจเป็นลางร้ายอยู่ด้านนอก

“โอเครึเปล่าคะ”

เสียงถามของคนข้างกายดังขึ้น ฉันจึงดึงสายตากลับมาที่เธอ

“คุณมือสั่น”

นั่นเองฉันจึงเพิ่งสังเกตมือของตัวเองที่ถือพัฟฟ์อยู่ เตรียมจะรองพื้นบนใบหน้าซีดของเธอ

แม่บ้านคงได้ยิน จึงชะงักอยู่ตรงช่องประตูนั้น เงยจากลูกบิดขึ้นมาถาม “รับกาแฟเสียหน่อยนะคะ”

“รบกวนด้วยค่ะ” ฉันจำใจยิ้มบอก ทั้งที่จริงตอนเข้ามา ปฏิเสธเจ้าตัวไปรอบหนึ่งแล้ว

“อย่าเขียมนักซีคะ” เจ้าสาวที่ยังนั่งแข็งนิ่งดุจหุ่นอยู่บนเก้าอี้รถเข็นพูดขึ้น หลังจากแม่บ้านออกไปและดันประตูปิด ตัดภาพของอัปมงคลนั่นไปเรียบร้อยแล้ว


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น