อัปเดตล่าสุด 2019-03-02 20:11:52

บทนำ 2 คดีเมื่อ 20 ปีก่อน

ธันวาคม พ.ศ. 2541

        หญิงสาวรู้สึกคอแห้งผาก เธอทั้งกระหายทั้งโหยหิว และต้องสะกดกลั้นความสะอื้น เพราะน้ำตาแห่งความอาลัยแห้งเหือดไปหมดแล้ว มือที่ถูกพันธนาการด้วยเชือกร้อยรัดจนแทบเขยื้อนไม่ได้ แม้เรี่ยวแรงเริ่มร่อยหรอ แต่ก็พยายามกัดฟันสู้ เธอรู้สึกถึงความตายที่ใกล้เข้ามา หากแต่สิ่งสุดท้ายก่อนจะสิ้นลม เธอต้องทำให้สำเร็จ

          “หนีไป รีบหนีไป” เสียงร้องทั้งแหบและแผ่วเบา ทว่าเจ้าของเสียงไม่ยอมละความพยายาม เธอใช้กำลังทั้งหมดที่มีตะโกนให้สุดเสียง “ตื่นเดี๋ยวนี้!!!”

        และความพยายามก็ได้ผล ชายหนุ่มลืมตาจากภาวะสลบไสลไม่ได้สติ ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจแตกร้าวประดังเข้ามาเมื่อลืมตาตื่นขึ้น หญิงสาวท้องแก่ใกล้คลอดในชุดคลุมท้องสีชมพู ถูกพันธนาการมือและเท้าเข้ากับเก้าอี้ไม้เก่าๆ บนพื้นโกดังร้างที่ไหนสักแห่ง เขาพยายามทบทวนความทรงจำก่อนเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นอยู่หลายนาที จนจำทุกอย่างได้ นพกาล ลุกพรวดทันทีเพื่อไปถึงเธอ

        “มินตรา รีบออกจากที่นี่ แล้วไอ้กรล่ะ” ตำรวจหนุ่มในชุดนอกเครื่องแบบรีบแก้เชือกพันธนาการให้เธอ ทว่าต้องหยุดชะงักเมื่อเสียงสะอื้นร่ำไห้ดังระงมปานจะขาดใจ

        “เขาอยู่ตรงนั้น ถูกฆ่าตายแล้ว” เสียงเธอร้องโหยหวนครวญครางกว่าเดิม เมื่อประโยคสุดท้ายเปล่งออกไปอย่างกล้ำกลืน

          น้ำตาลูกผู้ชายหลั่งมาไม่ขาดสาย เมื่อเห็นร่างชุ่มเลือดนอนแผ่หลานัยน์ตาเบิกโพลงของ ทศกร เพื่อนสนิทที่สุดในกรมตำรวจ และเป็นสามีของผู้หญิงที่ถูกมัดอยู่ตรงหน้า ทว่าไม่มีเวลาจะอาลัยเพื่อนรักแม้สักวินาทีเดียว มือหยาบกร้านรีบแก้เชือกที่มัด ฉับพลันมัจจุราชในม่านหมอกก็ปรากฏเป็นสัญญาณแห่งความเลวร้ายที่สุดของชีวิต

        “แย่แล้ว” เสียงมินตราสั่นเครือด้วยความหวาดกลัว สถานการณ์แย่มากขึ้น เมื่ออาการสลึมสลือง่วงนอนเกิดขึ้นทันทีที่สูดดมกลุ่มควันสีขาวจางๆ เพียงไม่กี่ลมหายใจ สายตาเริ่มพร่าเลือน และแย่ที่สุดคือไม่อาจทรงตัวอยู่ได้

        ทันใดนั้นคล้ายสวรรค์มาโปรด เสียงฝีเท้าเคลื่อนที่รวดเร็วเข้ามาใกล้ คงเป็นกำลังเสริมที่มาช่วย ด้วยความดีใจและสติที่เสียไปบางส่วนฉุดรั้งให้เขาพยายามลุกขึ้น และได้เห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น

        ปัง!!! เสียงปืนนัดเดียวที่จะเปลี่ยนชะตาชายผู้นี้ไปตลอดกาล

        ก่อนโลกจะหมุนดับไป กลิ่นคาวคลุ้งอบอวลพร้อมภาพสุดท้าย คือหยดน้ำสีแดงฉาน ไหลทะลักจากกายเธอ สองชีวิตอันมีค่าปราศจากลมหายใจอย่างไร้ความยุติธรรม

 

3 เดือนต่อมา

        ภายใต้หลังคาบ้านไม้สองชั้น ที่ชายวัยห้าสิบปีนั่งหลังตรงบนเก้าอี้ไม้ที่ตั้งกลางบ้าน  เริ่มใช้ความคิดทบทวนพิจารณาไปมาอย่างระมัดระวัง มือของเขากำปึกกระดาษหนาเตอะ จ้องเขม็งอย่างไม่ละสายตา เลื่อนแผ่นแล้วแผ่นเล่าเพื่ออ่านข้อความสำนวนเตรียมสั่งฟ้องคดีฆาตกรรมหญิงมีครรภ์อย่างโหดเหี้ยม

        “พ่อครับ ผมกลับมาแล้ว” ชายหนุ่มวัยยี่สิบหกปีในชุดข้าราชการสีขาวเครื่องแบบอัยการ ยืนปรากฏกายอย่างภาคภูมิใจ

        “โอ้โห หล่อเหมือนพ่อสมัยหนุ่มๆ เลยนะเนี่ย ไหนขอกอดสักที คนเป็นพ่อมันก็ดีใจตอนลูกประสบความสำเร็จนี่ล่ะ เอ๊ะ ลืมไป เดี๋ยวชุดขาวจะยับนี่นะ” ชายวัยกลางคนทำท่าจะโผเข้ากอด แต่ต้องถอยตัวออกเพราะกลัวชุดใหม่ของลูกชายสุดที่รักจะเลอะเปรอะเปื้อน

        “ไม่เป็นไรหรอกครับ ยับแล้วก็รีดใหม่ได้ วันนี้จะกอดพ่อให้เครื่องแบบยับยู่ยี่ไปเลย” เป็นชายหนุ่มที่โผเข้ากอดแทน รู้สึกสุขที่สุดเมื่อได้โอบกอดพ่อที่รัก “ถึงผมจะเป็นเพียงแค่ลูกบุญธรรมของพ่อ แต่ผมก็รักพ่อมากนะครับ ถ้าเราเกิดมาเป็นพ่อลูกกันจริงๆ ก็คงดี”

        “เอาอีกแล้ว พร่ำเพ้ออีกแล้ว ได้เป็นอัยการทั้งที่อายุน้อยแบบนี้ ถือว่าโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว อย่าทำตัวงอแงนะ ฮะ ฮ่า” คล้ายเสียงหัวเราะทำลายความน้อยใจโชคชะตาของชายหนุ่ม เสียงหัวเราะอันอบอุ่นของพ่อ ทำลายรอยร้าวและปมทุกอย่างในอดีต ความสมบูรณ์พูนสุขภายใต้ความดูแลเอาใจใส่จากชายแปลกหน้าผู้นี้ทำให้เขาเติบโตอย่างไม่อายใคร ฉันคือ เทเวศน์ องอาจตุลย์ชัย ลูกบุญธรรมของอัยการอาวุโสภูมิชัย องอาจตุลย์ชัย

        “โอ๊ะ เกือบลืม อาจจะทำลายบรรยากาศนิดหน่อยนะ แต่เวศน์ช่วยไปดูน้องหน่อยสิ ยังไม่ยอมลงมากินข้าวเย็นเลย” อัยการอาวุโสตบบ่าร้องขอให้ลูกบุญธรรมช่วย

        “อีกแล้วเหรอครับ แกคงยังทำใจไม่ได้ จะว่าไปก็เหมือนผมนะ ไม่มีญาติที่ไหน สูญเสียทั้งพ่อแม่และก็น้องที่อยู่ในท้องอีก” เทเวศน์ย่นคิ้วด้วยความกังวล

        “ชู่ อย่าพูดอะไรแบบนี้อีกนะ ศิรินทร์อายุแค่แปดขวบ พ่อยังไม่อยากให้เด็กรับรู้อะไรตอนนี้ มันสะเทือนใจเกินไป” ภูมิชัยรีบปรามลูกชายไม่ให้ส่งเสียง กลัวเนื้อความที่คุยกันจะดังจนกระทบกระเทือนจิตใจของเด็กน้อย

        “ได้ครับ ผมจะไม่พูดอะไรอีก ถ้าอย่างนั้นผมขึ้นไปดูน้องก่อนนะครับ”

        ทันทีที่เทเวศน์ก้าวขึ้นบันไดได้เพียงสองขั้น เสียงเครื่องยนต์รถเก๋งก็เคลื่อนผ่านมาจอดหน้าบ้าน ที่จริงเทเวศน์อยากจะออกไปต้อนรับผู้มาเยือนแทน เพราะพ่อยังมีอาการเจ็บเข่ากำเริบอยู่ แต่คงช้าไปเพราะทันทีที่จะหันหลังกลับ เสียงฝีเท้าก็เคลื่อนที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว

      “สวัสดีครับท่าน” เสียงแหบแห้งคล้ายชายวัยกลางคนเปล่งคำอย่างสุภาพ อัยการหนุ่มแอบมองแขกผู้มาเยือนจากช่องราวบันได แม้จะมาในชุดนอกเครื่องแบบ แต่เทเวศน์จำได้ดีเขาคือ พันตำรวจตรีวีรวัฒน์ ตำรวจที่พ่อสนิทและยังเคยมาเยี่ยมเยียนที่บ้านอยู่บ่อยครั้ง

       เทเวศน์รู้ดีว่าการแอบฟังผู้ใหญ่คุยกันไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ ทว่าบริบทการสนทนาชวนให้หยุดเงี่ยหูฟัง

       “ผมขอยืนยันว่าเรื่องทั้งหมดที่โทรมาเล่าเป็นเรื่องจริง” ชายวัยกลางคนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง คงกำลังดูท่าทีของผู้กุมชะตาตำรวจไว้ในมือว่าจะตอบอย่างไร เมื่อฝ่ายอัยการอาวุโสนิ่งเงียบไม่ยอมพูดจา เขาจึงลังเลอยู่ชั่วครู่แล้วในที่สุดก็ล้วงกระดาษสีขาวแผ่นเรียบมีตราธนาคารลอยเด่นยื่นให้ฝ่ายตรงข้าม “ถ้าคุณช่วยเพิ่มหลักฐานแก้ต่างชิ้นนี้เข้าไป นี่แทนสินน้ำใจ”

       “เอากลับไปเถอะ วีรวัฒน์ ปลอกกระสุนปืนขนาดจุดสามแปดตกเกลื่อนกลาดข้างศพขนาดนั้น ลูกน้องคุณดิ้นไม่หลุดหรอก และที่สำคัญตัวประกันเป็นคนท้องด้วย ทางตำรวจควรระมัดระวังและใจเย็นให้มากกว่านี้ในการช่วยตัวประกัน” พ่อมองตอบกลับไปด้วยสายตาที่บอกตำรวจที่นั่งตรงข้ามว่ากำลังทำสิ่งไม่สมควร เพราะการจ่ายเงินเป็นสินบนแก่อัยการเพื่อช่วยลูกน้อง เท่ากับว่าดูถูกความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายบ้านเมืองอย่างเลวที่สุด

        “เราถูกใส่ร้าย พวกมันจัดฉากฆาตกรรม พอไปถึงที่นั่นเธอก็พรุนไปทั้งร่างก่อนแล้ว” แม้จะยอมเก็บเช็คคืนใส่กระเป๋าแต่โดยดี แต่ไม่ยอมที่จะหยุดแก้ต่าง

        “คุณรู้ได้ยังไง ว่าลูกน้องของคุณไม่ใช่คนยิง หรือว่าคืนนั้นคุณอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย” คำพูดของอัยการทำอีกฝ่ายจุกอก แทบพูดไม่ออก

        “อะ...เอ่อ ลูกน้องของผมเล่าให้ฟัง”

        “ที่คุณควรจะทำในตอนนี้คือกลับไป รอฟังคำตัดสินจากศาลเท่านั้น ผมไม่ไปส่งนะ คุณคงจะรู้ว่าบ้านหลังนี้ทางเข้าออกคือทางเดียวกัน สวัสดีครับ” เป็นการไล่แขกที่พ่อคิดว่าสุภาพที่สุดแล้ว สำหรับคนที่หมิ่นเกียรติอัยการด้วยสินบน

         เทเวศน์แอบถอนหายใจโล่งอก เมื่อเรื่องตึงเครียดได้ผ่านพ้นไปเสียที เขาก้าวเดินหมายจะไปดูเด็กหญิงผู้รอดชีวิตและได้รับการอุปการะมาเลี้ยงดูที่นี่ ทว่าก้าวขึ้นได้เพียงก้าวเดียว

          “กลับมาทำไมอีก ออกไปได้แล้ว... นี่พวกแกเป็นใคร”

          ปัง!!! แล้วผู้ผดุงความความยุติธรรมก็ถูกพังทลายแค่ปลายกระสุน

          พ่อ!!! นี่พวกมันกล้ามาฆ่าอัยการถึงในบ้าน ต้องแจ้งตำรวจ ไม่สิหรือคนยิงจะเป็นตำรวจ

         “แม่นเหมือนเดิมนะอี้หลง นัดเดียวทะลุขมับ” เสียงที่เอ่ยปนขบขัน

        อี้หลง อัยการหนุ่มพยายามนึกชื่อนี้ว่าเขาเป็นใคร

        “ใครใช้ให้มันจะเอาซาหลงน้องของพวกเราติดคุกล่ะ หน้าที่ฉันเสร็จแล้ว ถึงตานายแล้วเอ้อหลง จัดการให้เสร็จๆ สักที” เสียงหนึ่งสั่งการ หากอีกคนหนึ่งกำลังพยายามกดโทรศัพท์

       “ผมจะโทรบอกว่าอัยการที่สารวัตรมาหาเมื่อกี้นี้ ไปเฝ้าเง็กเซียนแล้วนะครับ” เอ้อหลงเงี่ยหูฟังอีกฝ่ายสบถด่าทอ “ใจเย็นๆ แค่จะบอกว่า ถ้าแกไม่ออกจากอาชีพตำรวจ เตรียมตัวเป็นแพะคดีฆ่าอัยการภูมิชัยได้เลย แค่นี้นะ” เอ้อหลงวางสายเรียบร้อย และฆาตกรที่เพิ่งฆ่าอัยการ กำลังเตรียมหนีเอาตัวรอด   

      “เสียงดังจังเลยค่ะ พี่” เทเวศน์หัวใจหล่นวูบ เด็กหญิงที่ไม่ควรปรากฏตัว กลับยืนเหนือบันไดด้านบน เทเวศน์ใช้ความว่องไวรีบคว้าตัวเธอไปหลบที่ห้องชั้นบนสุด ทว่ามือปืนใจทรามทั้งสองเร่งตามขึ้นมาทันที เทเวศน์เปิดประตูตู้เสื้อผ้าแล้วปล่อยให้ปิดเอง ฉวยอุ้มร่างเด็กหญิงกระโดดข้ามหน้าต่าง ก้มตัวขดอยู่บนหลังคาใต้หน้าต่าง เสียงกระแทกประตูตู้ทำคนร้ายคนเข้าใจผิด นึกว่ามีคนหลบในตู้เสื้อผ้า มันยิงกราดอย่างบ้าคลั่ง เทเวศน์หันมากระซิบเด็กน้อยด้วยเสียงเบาที่สุด “เชื่อใจพี่นะ”

      “เฮ้ย มันอยู่นั่น”

       ตู้ม…เสียงผิวน้ำกระแทกสองร่าง ทั้งคู่จมหายลับในสระบัวขนาดใหญ่หลังบ้าน ตามด้วยเสียงรัวปืนนับไม่ถ้วน ทว่าไม่มีแม้สีแดงของคราบเลือดลอยให้เห็น ทั้งสองร่างลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย

        

       

..............................................        

โปรดติดตามตอนต่อไป


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
markread
2019-03-02 11:31:35

อีกสองวันไปโผล่ที่ใต้สะพานในสภาพนอนลอยอืดถืดเพราะจมน้ำตาย

#1

คำเธียร
2019-03-02 13:03:29

ใจเย็นนะครับ^^ @markread​ ทุกฉากมักจะมีเรื่งราวต่อไปเสมอ​ อิอิ

#2