อัปเดตล่าสุด 2019-03-24 06:36:33

ตอนที่ 1 นักเขียนทรงคุณค่า ปี 2018

           นักเขียนนวนิยายหลายต่อหลายคนรีบเดินทางมาตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อเฝ้ารอเข้าร่วมการประกาศรางวัลนักเขียนทรงคุณค่าในหอประชุมใหญ่ ของสมาคมวรรณศิลป์แห่งประเทศไทย ทุกคนดูตื่นเต้นและใจจดใจจ่อการประกาศรางวัลครั้งนี้ เพราะใครที่ได้รับรางวัลนี้ นั่นเท่ากับว่าชีวิตจะเปลี่ยนสู่เกียรติยศและความมั่งคั่งที่จะตามมาอย่างประเมินค่าไม่ได้ เสียงปรบมือเกรียวกราวเมื่อมีการประกาศผู้เชิญรางวัลคนต่อไป

          “และผู้เชิญรางวัลคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น เจ้าของรางวัลนักเขียนทรงคุณค่า ปีสองพันสิบหก คุณใบหม่อนค่ะ” พิธีกรประกาศด้วยน้ำเสียงสดชื่นแจ่มใส

           หญิงชราผมขาว สวมแว่นกลมหนาเตอะ สวมชุดเดรสชีฟองสีขาวมีลายดอกสีชมพู ที่ค่อนข้างขัดกับอายุอย่างมาก เธอได้รับการประคองแขนให้ทรงตัวได้ดีขึ้นในขณะย่างก้าวขึ้นบันไดเวที เธอรับซองสีขาวจากผู้ช่วยพยุง เริ่มแกะเปิดซองที่ใส่ชื่อผู้ได้รับรางวัลครั้งนี้

           “ขอบคุณพิธีกรจริงๆ ค่ะ ดิฉันรู้สึกทั้งดีใจและเป็นเกียรติที่ได้เป็นผู้เชิญรางวัลนี้เป็นครั้งที่สองนะคะ และเสียดายจริงๆ ที่เราไม่สามารถติดต่อเจ้าของรางวัลคนก่อน คุณน้ำหมึกปีศาจ ให้มามอบรางวัลในปีนี้ได้ เอาล่ะค่ะจะพูดยืดยาวทำไม ประกาศรางวัลกันเลยดีกว่านะคะ”

           เสียงปรบมือดังกว่าเดิม เพราะถูกใจผู้ฟังที่ลุ้นกันจนตัวโก่ง ไร้เสียงพูดคุยใดๆ ทุกคนเงียบกริบ ตั้งใจฟังคำพูดที่กำลังจะประกาศอย่างยากเย็นแสนเข็ญ

          “และรางวัลนักเขียนทรงคุณค่าประจำปีสองพันสิบแปดได้แก่...ได้แก่...” หญิงชราเว้นการพูด เพื่อให้เกิดความระทึกยิ่งขึ้น
          “ปีนี้เป็นปีของแนวสืบสวนจริงๆ ค่ะ” เสียงโห่ร้องเสียดาย ที่ยังไม่รู้สักทีว่าผู้ได้รางวัลเป็นใคร “ได้แก่ นามปากกา ลิขิตนรี เจ้าของนิยายเรื่อง ตาชั่งสีเลือดค่ะ”

          ลีลาวดี วิริยะลิขิต เจ้าของนามปากกา ลิขิตนรี เธอเดินผึ่งผายในชุดสูทสีดำทั้งตัว กางเกงขายาวแบบผู้หญิงที่ดูทะมัดมะแมงคล่องตัว ที่จริงเธอเตรียมชุดราตรีเกาะอกรัดรูปไว้ทั้งเจ็ดสี แต่เพราะเพื่อนเตือนไว้ว่าไม่ใช่ดารารับรางวัลเสียหน่อย เธอจึงเปลี่ยนใจใส่ชุดนี้มาแทน

          หญิงสาวผมสั้นเท่าติ่งหู หากเธอใส่ชุดนักเรียนทุกคนคงเดาว่าเรียนอยู่มัธยม แม้ทรงผมจะไม่สมวัย แต่นั่นไม่ทำให้เธอดูตลก เพราะใบหน้าที่สวยเด่นจมูกโด่งเป็นสัน แววตาเรืองประกาย ริมฝีปากบางที่ฉีกยิ้มแล้วเห็นฟันขาวจัดเรียงเป็นระเบียบอย่างงดงาม กลายเป็นว่าดูทันสมัยและโดดเด่นเหนือผู้ร่วมงานทุกคน

          “ขอบคุณสำหรับรางวัลนะคะ” และสุนทรพจน์ยืดยาวก็พรั่งพรูดั่งสายน้ำไหล ทั้งน้ำตาแห่งความดีใจที่ออกมาจากการแสดงล้วนๆ สร้างเสียงปรบมือเกรียวกราวทั้งหอประชุมสถานที่มอบรางวัล
ทันทีที่เดินออกจากหอประชุมด้วยรอยยิ้มกริ่ม ทว่าสิ่งที่เธอไม่อยากพบอยากเจอมากที่สุดคือ พ่อนักข่าวจอมจิกกัด

          “ยินดีด้วยนะคะสำหรับรางวัล” นักข่าวสาวแทรกขึ้นขณะที่สายตาเธอมองจ้องนักข่าวคู่กัดด้วยความกังวล

          “โครงเรื่องที่ได้รางวัลลอกมาจากคดีดัง เมื่อยี่สิบปีก่อนใช่ไหมครับ” เสียงทุ้มต่ำทว่าดังแทรกกลางวงสนทนาของนักข่าว เผยให้เห็นชายร่างผอมแก้มตอบยืนยิ้มกริ่มขณะจ่อไมล์ถาม ดวงตาทุกคู่หันมาจับจ้องผู้ถูกสัมภาษณ์อย่างไม่ละสายตา

           “อะไรนะคะ” ลีลาวดีกันฟันกรอบหลังโดนคำถามแทงหัวใจ นักข่าวคนนี้อีกแล้วจะจองล้างจองผลาญฉันไปถึงไหน

           “คดีฆาตกรรมหญิงตั้งครรภ์ในชุดคลุมท้องสีชมพู ปีสี่หนึ่งไงครับ” ราวกับรู้ความคิดเธอ นักข่าวผอมกะหร่องพูดเพื่อย้ำว่าเธอลอกโครงเรื่องมาแน่นอน

           “จริงรึเปล่าคะ นี่ลอกมาจากข่าวดังเมื่อยี่สิปปีก่อนใช่ไหมคะ ช่วยตอบทีค่ะ” เสียงประสานฟังแล้วปวดหัวจนคุมอารมณ์ไม่อยู่
           “หยุดค่ะ!!! ฟังนะคะ มีคนเล่าเรื่องนี้ให้ดิฉันฟัง ซึ่งดิฉันก็ไม่ทราบว่ามันเคยเกิดขึ้นจริงหรือไม่” ที่จริงก็รู้แหละว่าเป็นเรื่องจริง แต่เธอต้องอุบอิบไว้ ใครจะไปบอกความจริงทั้งหมดกันละ

           “สรุปว่าลอกมาใช่ไหมครับ” นักข่าวชายเติมเชื้อไฟเข้าอีก

           “ดูปากฉันนะคะ ไม่-ได้-ลอก ค่ะ แค่ได้แรงบันดาลใจมาต่างหาก ชื่อและสถานที่ก็ไม่เหมือนทั้งหมดนี่คะ บางอย่างก็แต่งขึ้นมาเองเยอะด้วย อุ๊บ!!!” ลีลาวดีรีบใช้มือปิดปาก เธอหลุดข้อความสำคัญออกไปได้อย่างไรนี่

           “อ้าว ไหนบอกไม่ทราบเรื่องคดีไงครับ รู้ได้ยังไงว่าสถานที่ไม่เหมือน ช่วยตอบทีครับ” ทีนี้คลื่นคำถามประสานเสียงมาดั่งสึนามิ

           “อะ เอ่อ ก็นั่นแหละค่ะ ขอตัวนะคะมีธุระต่อค่ะ” นักเขียนสาวไม่มีหนทางอื่นนอกจากหนี หนีเท่านั้น

            “เดี๋ยวสิคุณ ยังไม่ตอบเนื้อเรื่องตอนท้ายเลย” คล้ายเย้ยหยันที่ทำเธอหน้าแหกได้สำเร็จ แต่ก็ยังไม่ลดละทำเธอเสียชื่อ ชายหนุ่มหัวเราะอย่างพอใจ โดยลืมสังเกตไปว่าเพื่อนนักข่าวรอบตัวกำลังจับจ้องมาที่เขาเพียงคนเดียว

           “นี่นายว่าไงนะเมื่อกี้ นี่รู้อะไรก็แชร์กันมั่งนะ เพื่อนนักข่าวทั้งนั้น” นักข่าวนับสิบหันมาสนใจนักข่าวผอมแห้ง แทนที่จะรีบตามไปสืบจากนักเขียนสาว ที่เดินหนีอย่างไม่คิดชีวิต

          “อ๋อ เอ่อ ก็รู้แค่ว่ามีเนื้อเรื่องคล้ายคดีฆ่าปิดปากอัยการภูมิชัยด้วย ก็แค่นั้น”
 

           หลังไม่สบอารมณ์กับคำถามที่สร้างความเสื่อมเสียให้เธอ เพื่อผ่อนคลายเธอจึงหลีกหนีมายังสถานที่ที่ไม่เหมาะกับนักเขียนชื่อดังเลยสักนิดเดียว สำนักงานทนายความเรวัต

           “มาพบคุณกรกนกหรือคะ รอสักครู่นะคะ” เสียงเจื้อยแจ้วจากพนักงานต้อนรับหน้าทางเข้า ทำนักเขียนสาวอดหัวเราะทุกครั้งไม่ได้เวลาที่มาถึงสำนักงานทนายความ ทำไมถึงต้องมีพนักงานต้อนรับด้วยนะ สถานที่ก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร แค่ห้องแถวขนาด 40x40ตารางเมตร ทำอย่างกับที่นี่เป็นโรงแรม ใครมันช่างคิดทำให้ดูเว้อวังอลังการขนาดนี้

           “เชิญทางนี้เลยค่ะ” นั่นอีกแล้ว แปลกประหลาดต้องให้พนักงานเดินคุมมาทุกฝีก้าวเลยสิน่า อย่างกับมีความลับสำคัญระดับชาติอย่างนั้นแหละ

           “แอบบ่นอะไรในใจอีกล่ะ” เสียงหวานใสดังทักทายทันทีที่เธอเปิดประตูเข้ามา ห้องทำงานของทนายสาวเต็มไปด้วยแฟ้มคดีเรียงต่อกันสูงเหนือหัว คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะดูพยายามจะครองพื้นที่ หากแต่นั่นก็ยังใช้เนื้อที่ไม่เท่าแฟ้มคดีมากมายของเธอ

           กรกนก ณรงค์พิพากษ์ ทนายความสาวสดใสวัยยี่สิบแปดปี ผิวหน้าระดับนางงามจักวาล หุ่นอย่างกับนางสาวไทย ให้ตายเถอะ ที่ยังโสดเพราะหัวใจติดพันกับคนที่อยู่บ้านเดียวกันอย่างโงหัวไม่ขึ้น

          “เที่ยงนี้ว่างไหมแก” พูดยังไม่ทันขาดคำ แทนที่ทนายสาวจะตอบคำถามเพื่อนสนิท เธอกลับชะเง้อมองเหม่อลอยผ่านกรอบสี่เหลี่ยมบานใหญ่เบื้องหน้า เพื่อให้เห็นชายวัยกลางคนที่กำลังเดินผ่านประตูได้ชัดเจน ผู้เป็นทั้งเจ้าของสำนักงานทนายความแห่งนี้ และเป็นพ่อบุญธรรมของเธอ แม้ทนายความสาวจะปฏิเสธ แต่แววตาเธอเวลามองเขาบอกให้รู้ว่าคนคนนี้เป็นคนที่พิเศษมากสำหรับเธอ

           “อะแฮ่ม ยัยนก!!!” นักเขียนสาวแกล้งตะโกนเสียงดัง หญิงสาวเจ้าของห้องทำงานถึงกับสะดุ้งโหยง

            “อะ เอ้อ ว่างสิว่าง ทำไมต้องเสียงดังด้วยนะ อยู่ใกล้แค่นี้” เธอแก้เขินด้วยการรีบหยิบแฟ้มคดีใกล้ตัวมาเปิดอ่าน เปลววดีค่อยๆ แอบย่องไปด้านหลังเธอ

            “นก แก...ฉันขอกอดทีเพื่อนรัก” นักเขียนสาวโผเข้ากอดเพื่อนจากทางด้านหลัง อีกฝ่ายสะดุ้งขนลุกขนพอง

            “อะไรของแกเนี่ย จะมาหญิงหญิงกับฉันตรงนี้ไม่ได้นะ” กรกนกถึงกับสะดุ้งลุกขึ้นยืน พยายามดึงแขนนักเขียนสาวออกจากการโอบรัด

            “ยัยบ้า แกดูซิว่านี่อะไร” เธอรีบความหาของในกระเป๋าสะพาย แล้วก็ได้ถ้วยรางวัลสีเงินที่มีหุ่นยืนชูหนังสือออกมาได้สำเร็จ

            “เฮ้ย ตกลงว่าได้รางวัลด้วย ดีใจด้วยนะ” ทนายความสาวพลอยดีใจที่เพื่อนรักได้รางวัล เธอยิ้มกริ่มและเป็นฝ่ายที่โอบกอดนักเขียนแทน

            “นี่แกไม่ได้ดูข่าวในทีวีเลยใช่ไหม ฉันออกทีวีทั้งทีทำไมแกไม่ดู ถ่ายทอดสดด้วยนะตื่นเต้นจะตาย” ลีลาวดีจงใจวางถ้วยรางวัลแรงๆ จนแฟ้มสีดำที่กองพะเนินเทินทึกเกิดการกระเพื่อม

           “ฉันก็ต้องทำงานไหมล่ะ งานทนายความยุ่งจะตาย ใครจะว่างไม่เป็นเวลาแบบเธอล่ะจ๊ะหือ” กรกนกรีบจับแฟ้มคดีที่กำลังจะหล่นให้เข้าที่เข้าทางดังเดิม

            “ช่างเถอะๆ ใกล้เลิกงานแล้ว ไปฉลองกัน เพราะเรื่องที่แกเล่าให้ฟังนั่นแหละ ฉันเลยสร้างเรื่องเขียนนิยายสืบสวนจนได้รางวัลนี่ไง เหอะนึกถึงแล้วก็น่าโมโห อีตานักข่าวนั่น มันบอกว่าฉันลอกคดีเมื่อยี่สิบปีก่อนมาเขียน”

            “ก็ใช่น่ะสิ อ้าวแกไม่ได้ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมหรอกเหรอ” ทนายความสาวดูประหลาดใจที่เพื่อนนักเขียนไม่พิถีพิถันหาข้อมูลเหมือนครั้งก่อน

             “ก็โครงเรื่องมันครบถ้วนสมบูรณ์แล้วนี่ ฉันว่ามันลงตัวดีอยู่แล้วเลยไม่ได้หาข้อมูลเพิ่ม ใครจะไปรู้ล่ะว่ามันจะเป็นคดีดังจนมีคนจำได้ นี่อย่าบอกนะว่า” ลีลาวดียอมนั่งลงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามสักที หลังยืนคุยออกรสออกท่าอยู่หลายนาที

            “เอาน่าชื่อตัวละครที่แกเขียนก็ไม่เหมือนซักหน่อย อีกอย่างเจ้าของคดีนี้เขาก็อนุญาตให้แกเขียนได้ตามสบายอยู่แล้ว ไม่ฟ้องแกหรอก”

              “นก นี่มีอะไรที่ฉันยังไม่รู้อีกรึเปล่า” ลีลาวดีหรี่ตามองกรกนกด้วยความสงสัย ใคร่รู้ว่าเหตุใดเพื่อนสาวจึงรู้รายละเอียดถึงขั้นบอกได้ว่า เจ้าของคดีเมื่อยี่สิบปีก่อนจะไม่มาเอาเรื่องกับสิ่งที่เธอเขียนในนิยาย ลีลาวดีคงได้ซักถามต่อถ้าไม่มีอะไรมาขัดจังหวะ
         อ่าห้อย อ่าห้อย อ่าห้อย เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ของนักเขียนสาวแปลกจนเพื่อนทนายความอดขำไม่ได้

            “ว่าไงคะ บก.” เธอรับสายอย่างหงุดหงิด “ตอนนี้ยังไม่มีค่ะ โธ่ บก.คะก็ช่วงนี้น้องเดินสายรับรางวัลจะเอาเวลาที่ไหนไปแต่เรื่องใหม่ล่ะคะ แค่นี้นะคะ”

            “นี่แกเชิดใส่บรรณาธิการเขาขนาดนี้เลยเหรอ ระวังนะเกิดเขาหานักเขียนมาแทนแกได้ละก็ ตกงานแน่ๆ เชียว” กรกนกเริ่มเก็บของสำคัญลงกระเป๋าไปพลางซักถามด้วยความสงสัย

            “ไม่มีทาง ไม่มีใครเขียนนิยายสืบสวนได้สนุกเลอเลิศเท่าฉันอีกแล้วใน พ.ศ.นี้ นี่ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่อง ยังมีอะไรที่แกยังไม่ได้เล่าเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมหญิงในชุดคลุมท้องสีชมพูอีก” ลีลาวดีหันมาจ้องหน้ากรกนกเพื่อเค้นเอาความจริง

            “ไม่มี ที่เพิ่งเล่าไปนั่นแหละเรื่องสุดท้ายที่ยังไม่ได้บอก” เพื่อนทนายส่ายหัว

            “ให้มันจริงนะ” ลีลาวดีย้ำคำ

             “ก็จริงน่ะสิ” กรกนกตอบอย่างรำคาญใจ

ทว่าความจริงยังคงมีส่วนที่ถูกปิดบังจากทนายความสาว
                       .......................................................................

            การสืบสวนเป็นงานที่พลรบ เรืองฤทธิเวทย์ ชอบมากที่สุด หนุ่มหน้าไทย คิ้วเข้ม ผิวสีน้ำตาลอ่อนมักจะต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เกือบเอาชีวิตไม่รอดตั้งหลายหน แต่เขายังภูมิใจและยืดอกรับกระสุนมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง เพราะมีคาถาคงกระพันชาตรี ฟันแทงและยิงไม่เข้าที่สืบทอดมาตั้งแต่รุ่นปู่ของปู่ ไม่เช่นนั้นคงพรุนไปทั้งร่างแล้ว

            วันนี้ก็เช่นกันหลังจากเจอคดีโจรปล้นธนาคารสองนายที่ลงยันต์ด้วยคาถาอาคมจนกระสุนธรรมดาทำอะไรไม่ได้ ตำรวจก็ถูกฆ่าตายไปหลายคน สุดท้ายมันก็จบลงด้วยการจับกุมในสภาพปางตายได้สำเร็จ เขาภูมิใจและรักอาชีพนี้ที่สุด

           แต่เมื่อมีสิ่งที่รักก็ต้องมีสิ่งที่เกลียดนั่นคืออาชีพนักเขียนนวนิยาย

           แก็ก แก็ก แก็ก เสียงรัวแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็วและดังจนน่าระคายหู อีกฝ่ายคือชายที่หน้าตาคล้ายกันแต่อายุน้อยกว่า ภัทรพล เรืองฤทธิเวทย์ น้องชายที่อายุห่างกันถึงเจ็ดปี แต่ไม่คิดจะเรียกเขาว่าพี่ และไม่แยแสจะสละเวลาแม้สักวินาทีเพื่อทักทายพี่ชายที่เพิ่งกลับมาจากการจับโจรจอมขมังเวทย์ และอีกผลหนึ่งที่เขาไม่ชอบอาชีพนักเขียนนั่นก็คือ

             “นี่ภัท นายไม่ได้เอาเรื่องน่าอายของฉันไปเขียนนิยายอีกแล้วใช่ไหม”

              “ไม่มีแล้ว เพราะเขียนไปจนหมดแล้ว ฮะ ฮ่า” น้องชายจอมกวนที่คำตอบยังกวนบาทาพี่ชาย

             “ไอ้น้องบ้า ไม่เชื่อหรอกเว้ย” พลรบแกล้งกดหน้าจอโน้ตบุ๊ค ไม่ให้น้องชายพิมพ์งานเขียนได้สำเร็จ

              “เฮ้ย อะไรวะเนี่ย ทุกทีเลยสิน่า กลับมาทุกที เป็นต้องอยู่ข้างล่างอย่างสงบสุขไม่ได้ ไปโดนอะไรมาอีกล่ะ” ภัทรพลบ่นอุบ พร้อมดึงมือพี่ชายออกไป ทว่ามือกลับมากดที่หัวแทน

            “ไม่มี แต่มันหงุดหงิด เป็นตำรวจไม่ดีตรงไหน ทำไมไม่เป็นตามที่พ่อขอ” พลรบยอมคลายมือออก

           “ไม่เอา น่ากลัวจะตาย จะโดนกระสุนเจาะหัวเมื่อไหร่ก็ไม่รู้” น้องชายนักเขียนเริ่มเก็บกระดาษ ดินสอ ที่วางเกลื่อนเต็มโต๊ะ เตรียมลี้ภัยไปทำงานที่ห้องชั้นบน

           “ลูกหลานตระกูลเรืองฤทธิเวทย์ไม่ขี้ขลาดตาขาวแบบนายหรอก” พลรบกระแทกเสียงดังตรงคำว่าขี้ขลาด

            “จ้ะ ไม่ใช่เพราะกระสุนเจาะกระโหลกพ่อกับแม่เหรอ ที่เราต้องมาอยู่สองคนพี่น้องแบบนี้” 
            พลรบเงียบกริบ เขายอมรับว่าสิ่งที่น้องชายพูดเป็นเรื่องจริง ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อและแม่กล้าหาญเกินไป พวกเขาคงไม่ต้องกำพร้าอยู่กันเพียงสองคนพี่น้อง

            “เฮ้ยรบ...เอ่อคือ” ภัทรพลชะงักที่พูดแทงใจดำพี่ชาย เขาพยายามคิดคำพูดที่ดีกว่าเดิม เพื่อปลอบ ทว่าสมองตัน

            “ช่างเถอะ แต่แกเลิกทำอะไรไร้สาระได้แล้ว หาอาชีพทำเป็นหลักเป็นแหล่ง อย่าลอยไปลอยมาทำแต่เรื่องไร้สาระอยู่ได้” พูดจบตำรวจหนุ่มก็เดินพรวดขึ้นบันไดมุ่งหน้าไปหาห้องนอนทันที

              “หนอย สักวันนายจะต้องเห็นความสำคัญในอาชีพนักเขียนของฉัน คอยดู”
                                 ..................................................................

               ใกล้ถึงเวลาตะวันชิงพลบชายหนุ่มผอมแห้งหนังติดกระดูก ตามร่างกายมีร่องรอยถูกทำร้ายทั่วทั้งตัว เสื้อผ้าขาดวิ่นยับยู่ยี่ กลิ่นกลายเหม็นเพราะไม่ได้ชำระล้างมาเป็นเวลานาน วันนี้ทั้งวันมีเพียงเศษข้าวและปลาเน่าๆ แค่ตกถึงท้อง เขาพยายามนั่งพนมมือผงกหัวขอความเมตตาจากผู้คนที่นั่งทานข้าวในร้านข้างทาง

               “ออกไปชิ่ว อย่ามาทำสกปรกแถวหน้าร้าน ไป!!!” ชายวัยกลางคนเจ้าของร้านข้าวราดแกง ขับไล่ไสส่งชายอนาถาอย่างไร้ความเมตตา คนเพนจรได้แต่คิดว่าโดนไล่เท่านี้ก็ดีกว่าร้านอื่นๆ บ้างเอาน้ำสาด บ้างใช้ไม้ตี ไล่อย่างกับหมูกับหมา คิดแล้วก็ให้เวทนาในชีวิตของตนนัก จากคนเคยรวยเป็นนักเขียนชื่อดัง บัดนี้เป็นเดนคนที่ขนาดฝุ่นธุลียังพอมีค่ามากกว่าตัวเขา ผู้คนผ่านไปมาต่างพากันขยะแขยงสาระรูปซอมซ่อ สกปรก ราวกับสิ่งปฏิกูลที่ต้องกำจัด

            ถึงเวลามืดค่ำ เจ้าของร้านข้าวแกงเริ่มเก็บล้างทำความสะอาดถ้วยชาม แต่เขาก็ยังนั่งวิงวอนอยู่เช่นเดิมเพราะหวังให้มีอะไรตกถึงท้องสักก้อนก็ยังดี “ขอข้าวผมกินสักมื้อหน่อยเถอะครับ ทำบุญทำทานผมหน่อย ได้โปรดเถอะ”

            “ออกไป ร้านปิดแล้ว ไป!!!” เจ้าของร้านยังคงแสดงความเมตตาอันน้อยนิดเช่นเดิม

         ทว่าภายใต้แสงแห่งความหวังอันเกือบมอด ก็ปรากฏปาฏิหาริย์แก่เขาจนได้ บุคคลไม่ทราบวัย และบอกไม่ได้ว่าเป็นหญิงหรือชายสวมที่ปิดปาก และหมวกสีดำ เขายื่นกล่องโฟมที่บรรจุอาหารอันโอชะ วางอย่างปราณีตที่เบื้องหน้าชายที่กำลังหิวโซ

            “ขอบใจนะจ๊ะ คนใจบุญ” คนเพนจรรับมาจ้องตักข้าวเข้าปากจนเกือบติดคอ โชคดีที่คนใจบุญคนเดิมยื่นน้ำดื่มเพื่อละลายก้อนข้าวในลำคอ แผ่นกระกาษขนาดเท่าฝ่ามือถูกยื่นให้เห็นเบื้องหน้า มีข้อความตัวอักษรยึกยือแต่พออ่านออก

           ฉันมีงานให้แกทำ งานที่แกถนัด

            “โอ้ย ฉันทำอะไรไม่เป็นหรอกจ้ะ เมื่อก่อนก็เป็นนักเขียนนี่แหละ แต่ก็มาตกอับ เฮ้อช่างมันเถอะ” คนถือกล่องข้าวพูดระบายความในใจได้ไม่กี่ประโยค ก็เกิดหลับหมดสติไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ กล่องข้าวตกคว่ำ เม็ดข้าวเกลื่อนกองที่พื้น คนใจบุญอุ้มร่างนั้นขึ้น แบกไปถึงรถยนต์ส่วนตัวที่ไร้เลขทะเบียน

           “ขอยืมฝีมือนักเขียนของแกหน่อยนะ น้ำหมึกปีศาจ”
.....................................................................

โปรดติดตามตอนต่อไป

 

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น