อัปเดตล่าสุด 2019-03-23 08:08:33

ตอนที่ 3 เสียงส่งวิญญาณที่ดังแทนที่

           “ต้องขอโทษด้วยนะคะ ไม่รู้จริงๆ ว่าคุณเป็นตำรวจ เลยทำให้เสียหน้า” กรกนกเอ่ยปากขอโทษขณะร่วมโต๊ะอาหารในร้านหรู กับพลรบกับน้องชายของเขา รวมทั้งเพื่อนนักเขียนสาวด้วย
           “แหม ไม่เป็นไรหรอกครับ อันที่จริงผมก็อ่อนซ้อมไปหน่อย ถ้าเจอกันคราวหน้าอีกหลบหมัดของคุณได้แน่นอน” พลรบคลำใต้คางที่ยังรู้สึกระบมเล็กน้อย
           “ว่าแต่พี่สาวเป็นนักมวยเหรอครับ หมัดหนักจัง ต่อยป๋าหมัดเดียวหงายเลย โอ๊ย!!!” ภัทรพลน้องจอมยุ่งโดนพี่ชายเตะขาอย่างแรง พร้อมส่งสายตาว่าเลิกพูดเรื่องน่าอายได้แล้ว
           “เป็นทนายความค่ะ คุณน้องแฟนคลับ เก่งด้วยนะ” ลีลาวดีละการกิน มาตอบคำถามแฟนคลับที่เธอคิดว่า ช่างเป็นน้องชายที่น่ารัก ต่างจากพี่ชายฟ้ากับเหว
            “จริงเหรอครับ แหมเนี่ยสเปคป๋าเลย ผู้หญิงเท่ๆ ดูคูลๆ แมนๆ แถมหมัดหนักอีก โอ๊ย!!!” น้องจอมจุ้นร้องเสียงดังลั่น เมื่อคราวนี้พลรบเหยียบเท้าจนโต๊ะกระเพื่อม และส่งสายตา อย่าเพิ่งชงสุ่มสี่สุ่มห้า อย่าแหวกหญ้าเดี๋ยวงูสาวแสนสวยจะหายไป
            “เป็นทนายความนี่ต้องฝึกมวยจนคล่องขนาดนี้เลยเหรอครับ ฝีมือคุณนี่อยู่กองปราบได้สบาย” พลรบหันมาเปลี่ยนเรื่องคุย
            “แหม สมัยนี้ผู้ชายรู้หน้าไม่รู้ใจหรอกค่ะ อย่างน้อยก็สู้โจรวิ่งราวพอได้นะคะ เออจริงด้วยคุณตำรวจช่วงนี้มีคดีแปลกๆ อะไรไหมคะ เพื่อนดิฉันเป็นนักเขียนนิยายสืบสวน จะได้ปรึกษา” กรกนกหันมาส่งสายตากรุ้มกริ่ม เป็นเชิงบอกว่าฉันกำลังหาพล็อตนิยายใหม่ให้แกอยู่
            “ยัยนก” อีกฝ่ายไม่เล่นด้วย เพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่า นิยายที่เคยโด่งดังได้โครงเรื่องจากคนอื่นมา ไม่ได้คิดเอง
            “นักเขียน? อีกแล้วเหรอ” พลรบมองนักเขียนสาวด้วยแววตาเหยียดอย่างเคยชิน จนลืมไปว่าผู้หญิงที่มาด้วยไม่ใช่ภัทรพล
             “อ้าวป๋าไม่รู้จักเหรอ เนี่ยคุณลิขิตนรี เพิ่งได้รับรางวัลนักเขียนทรงคุณค่ามาหมาดๆ เลยนะ” สาวนักเขียนดังดูถูกใจไม่น้อย ที่หนุ่มหน้าไทยผิวขาวผิดจากพีชาย ชมเธออย่างปลาบปลื้ม
             “แหมถ้าเจอกันคราวหน้านะคุณน้อง อย่าลืมเอาหนังสือมาให้พี่เซ็นนะจ๊ะ จะเซ็นให้ทุกหน้าเลยเชียว” ลีลาวดีเสียงหวานตอบไป แหมน้องชายท่าจะมารยาทดีกว่าพี่ชายเยอะ
             “มันก็มีคดีแปลกๆ อยู่นะ แต่ผมคงบอกไม่ได้หรอก มีผลต่อรูปคดีน่ะครับ” พลรบเลือกที่จะให้ความหวังแล้วจากไปด้วยการไม่บอกอะไรเลย คงอยากจะแกล้งนักเขียนทุกคนที่เลือกอาชีพเหมือนน้องชาย
             “เสียดายจังเลยค่ะ ยัยลีเนี่ยเก่งนะคะเรื่องนิยายฆาตกรรม ดูอย่างเรื่องที่ได้รางวัลมาสิคะ เอาชุดคลุมท้องสีชมพูมาสร้างเรื่องสร้างราวจนเป็นคดีฆาตกรรมได้”
             “ยัยนก ก็เธอไม่ใช่เหรอที่บอกให้ฉันเขียนน่ะ”
            “ชุดคลุมท้องสีอะไรนะครับ” พลรบเงี่ยหูฟังคำตอบอย่างตั้งใจ
            “ชมพูค่ะ อยู่ในเรื่องตาชั่งสีเลือด พอจะนึกออกไหมคะ” กรกนกตอบแทนเพื่อนนักเขียนที่ขี้เกียจจะพูดกับคนไม่ให้เกียรติในอาชีพของเธอ
            “โอ๊ย พี่ชายผมไม่อ่านนิยายหรอกครับ บอกไร้สาระเป็นเรื่องลวงโลกมากกว่า แต่ผมอ่านนะครับ อ่านงานคุณลิขิตนรีทุกเล่มเลย” ภัทรพลเห็นบรรยากาศเริ่มตึงเครียด เลยวกกลับมาชมนิยายของลีลาวดีแทน
            “แต่ชุดคลุมท้องนี่สีชมพู มันไม่ดูหวานแหววไปหน่อยเหรอครับ ฮะ ฮะ ฮ่า พวกนักเขียนนี่บางทีก็ทำอะไรแปลกๆ นะครับ จับนู่นมาใส่นี่ไม่เห็นจะสมเหตุสมผลตรงไหน” กลายเป็นพลรบหัวเราะเพียงคนเดียว ในขณะที่ทุกคนเงียบกริบ ไม่ตลกไปกับคำพูดชวนฝืดสมองของตำรวจหนุ่ม คนที่ทนไม่ได้คงจะมีเพียงนักเขียนสาว
            “ขอตัวก่อนนะคะ” ลีลาวดีหมดความอดทน เธอลุกพรวดแล้วทิ้งเพื่อนทนายสาวให้อยู่บนโต๊ะอาหารกับสองหนุ่มต่อไป
            “เดี๋ยว ยัยลี รอก่อน” กรกนกเอื้อมมือคว้าแขนลีลาวดีไม่ทัน เธอจึงทำได้เพียงรีบเก็บของและลุกยืนเพื่อจะตามเธอไป “ขอโทษที่เสียมารยาทนะคะ ทั้งสองคน”
             นักเขียนสาวก้าวให้ยาวที่สุด จุดหมายคือออกจากพื้นที่ร้านอาหารชั้นล่างของศูนย์ออกกำลังกายให้เร็วที่สุด ก่อนจะยับยั้งใจไม่อยู่คิดอยากจะทุ่มโต๊ะใส่อีตำรวจบ้านั่น
            “ยัยลี ยัยลี นี่รอฉันก่อน จะรีบไปไหนเนี่ย” ทนายสาววิ่งตามเพื่อนที่ห่างออกไปไกลเกือบถึงประตูทางออก
แล้วลีลาวดีก็หยุดกระแทกเท้าเดิน หันกลับมายืนรอ เพราะอยากหันมาระบายอารมณ์กับเพื่อนทนายของเธอ
            “นี่แกไม่โกรธอีตาตำรวจนั่นแทนฉันเลยเหรอ เห็นสายตาและคำพูดเวลามองฉันไหม มันดูถูกกันชัดๆ เป็นนักเขียนแล้วมันผิดกฎหมายหรือไง”
             “เจ็บใจสิ” กลายเป็นนักเขียนสาวที่ตกใจสายตาดั่งไฟสุมข้างในดวงตาเพื่อนรัก แต่แล้วทนายความสาวก็รีบเปลี่ยนอารมณ์หันมายิ้มตอบเธอ                “ก็เจ็บใจแทนเพื่อนนั่นแหละ แต่พูดก็พูดเถอะ คนเป็นตำรวจน่ะมีความเชื่อมั่นในอาชีพของตัวเองสูงพอควร แต่บางคนย้ำนะว่าเฉพาะบางคนที่แค่ดูถูกอาชีพแก อย่าไปใส่ใจเลย”
            “ไม่รู้ละ ไม่ถูกชะตายังไงไม่รู้บอกไม่ถูก คราวหน้าไม่ต้องไปสุงสิงกับเขาอีกนะ”
              ทนายสาวรับปากด้วยการพยักหน้า และยิ้มเจื่อน แล้วทั้งสองก็พากันกลับบ้านด้วยอารมณ์ขุ่นมัว
                                        .............................................

            แป้นพิมพ์ที่รัวอย่างรวดเร็วตามความเคยชิน เพราะครั้งหนึ่งก็เคยเป็นนักเขียนชื่อดังที่ออกผลงานกี่เรื่องต่อกี่เรื่องก็โด่งดังเป็นพลุแตก แต่ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังของความสำเร็จนี้มีไสยศาสตร์มาเกี่ยวข้อง เลี้ยงกุมารไว้ใช้เรียกทรัพย์ เรียกเงินทอง และความโด่งดัง แต่ลาภผลเหล่านี้กลับนำหายนะมาสู่ชีวิต เมื่อกุมารทองดันไม่ชอบแค่น้ำแดงธรรมดา แต่กลับชอบดื่มเลือดสดๆ จากมนุษย์ตัวเป็นๆ ถ้าชาวบ้านไม่มารู้เรื่องนี้เข้าเสียก่อนก็คงไม่ต้องมานั่งรัวแป้นพิมพ์ในห้องที่เสมือนห้องปิดตายแห่งนี้หรอก
            บุคคลนิรนามสวมหมวกไอ้โม่งช่วยชีวิตเขาไว้ก่อนจะอดข้าวตาย ทว่ากลับนำเขามาอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์หรืออะไรสักอย่าง ที่ประตูถูกปิดไร้ทางเข้าออก มีช่องส่งอาหารเล็กๆ เจาะเป็นช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดสามนิ้วเห็นจะได้ มีฝาปิดคอยส่งน้ำส่งอาหารและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆ ผ่านช่องนี้
            “ปัดโธ่เว้ย อย่างกับอยู่ในคุก” เขาสบถดังๆ ทันทีที่พิมพ์ตอนจบเสร็จ แม้แอร์จะเปิดเย็นสบายตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เตียงนองมีสปริงเด้งดึ๋งอย่างกับโรงแรมหรู แต่ไร้ทีวี และอินเตอร์เน็ต โทรศัพท์ก็ไม่มี แม้อาหารเลิศรสระดับภัตตาคาร
            มีเพียงโน้ตบุ๊กเก่าๆ ตัวหนึ่งที่ใช้พิมพ์นิยาย ดูคลิปอะไรก็ไม่ได้เซ็งชะมัด
            “อ้ะ เสร็จแล้ว ปล่อยฉันไปได้ยังรึยังล่ะ” เสียงใสตะโกนอย่างดีใจ ส่งใจความไปถึงผู้ที่จับเขามาขัง
            “ส่งโน้ตบุ๊กนั่นมาในช่องนี้” เสียงออกคำสั่งอู้อี้ชอบกล คล้ายกับไม่ใช่เสียงที่แท้จริง
            นักเขียนยื่นโน้ตบุ๊คส่งกลับไปทางช่อง ที่มีคนคอยอยู่ด้านนอก
             “ไม่เห็นต้องให้ใช้เอกลักษณ์และสำนวนการเขียนเลียนแบบของคนอื่นเลย ให้ฉันเขียนเป็นตัวเองง่ายกว่า เห็นอย่างนี้ฉันก็ดังนะเมื่อก่อน ถ้าอยากเป็นนักเขียนฉันสอนเทคนิคให้ก็ได้ ไม่ใช่มายืมมือคนอื่นเขียนงานเลียนแบบอย่างนี้ จงใจจะละเมิดลิขสิทธิ์กันชัดๆ” นักเขียนที่ใช้นามปากกาน้ำหมึกปีศาจบ่นยาวยืด แต่อีกฝ่ายไม่ตอบอะไร รีบรับโน้ตบุ๊คจากช่องอากาศ แล้วส่งซองหนาสีน้ำตาลเข้ามาแทน “อะไรเนี่ย”
            “ค่าจ้างของนาย งานเสร็จเมื่อไหร่ฉันถึงจะปล่อย อยู่ในนั้นไปก่อน” ได้ยินเหมือนเสียงขยับตัว และเสียงฝีเท้าด้านนอกค่อยๆ เดินห่างออกไป
            “เฮ้ย งานก็เสร็จแล้วนี่ ฉันเขียนตามที่นายบอกทุกอย่าง ถึงบทส่งท้ายแล้วด้วย เฮ้ กลับมาคุยกันก่อนสิ เฮ้!!!” น้ำหมึกปีศาจพยายามแหกปากร้องเรียก
             ไร้เสียงตอบกลับ ทว่าอดีตนักเขียนชื่อดังก็ต้องติดอยู่ในกล่องเหล็กสี่เหลี่ยมใหญ่ โดยไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนของมุมโลก
            “หรือว่าจะหมายถึงให้ได้ตีพิมพ์ก่อน แต่นิยายอะไรมีแค่เจ็ดตอน แถมแต่ละตอนยังไม่ถึงครึ่งหน้า สำนักพิมพ์ที่ให้ผ่านไม่โง่ก็บ้าแล้ว มันจะทำอะไรของมันกันนะ”
                                        ................................................
             “อะ นี่เงิน ใช้ระมัดระวังล่ะ เป็นตำรวจใช่ว่าจะรวย” ตำรวจในชุดเครื่องแบบสีกากีเต็มยศ วางซองเงินสีน้ำตาลไว้บนโต๊ะ ให้น้องชายที่เพิ่งตื่นมารับประทานอาหารเช้า
             “อ้าว แล้วมรดกของพ่อกับแม่ล่ะ มีตั้งสิบล้าน” น้องชายได้คืบก็อยากได้ศอกเพิ่มอีก ดีที่พี่ชายยังไม่อยากออกกำลังกายยามเช้า จึงงดประเคนศอกใส่น้องชายจอมกวน
            “นั่นมันตอนแกเรียบจบ ถึงจะใช้มันได้ พินัยกรรมเขียนไว้แกอ่านไม่ออกเหรอ”
            “อ่านออก ว่าแต่ถ้านายให้เราสักล้านนึงนะ พอเราเรียนจบ​ เราคืนให้สองเท่าเลย” และคำพูดไม่สำนึกก็โพล่งออกมาอีกตามเคย
            “ฉาด!!! นายกับเรา บอกให้เรียกพี่” พลรบสร้างความแสบที่หัวน้องชายแต่เช้า “น้อยๆหน่อย อย่าฟุ่มเฟือย อีกอย่างเรียนให้จบก่อน แล้วก็หาอาชีพอื่นทำ ไม่ใช่นักเขียนไก่กาแบบนี้”
            “นั่นไง เอาอีกแล้ว เพราะอย่างนี้ไง แสดงกิริยาเสียมารยาท คุณลีลาวดีถึงได้โกรธ เดินสะบัดหนีไปเลย” ภัทรพลเคี้ยวข้าวไปพลางบ่นไปพลาง
             “ช่างเขาปะไร ใครจะสน ถ้าเป็นคุณกรกนกก็ว่าไปอย่าง” ตำรวจหนุ่มไม่ยี่หระกับความรู้สึกของนักเขียนสาวแม้แต่น้อย
             “โอ้ย ว่าที่พี่สะใภ้โหดอย่างกับนักมวย หุ่นนางแบบ แต่หมัดเนี่ยนักมวยโอลิมปิกชัดๆ มีหวังทำอะไรขัดใจโดนเตะก้านคอเคล็ดไปหลายวันแน่ๆ” นักเขียนหนุ่มทำหน้าเหยเก เมื่อนึกถึงภาพถูกทนายสาวเตะก้านคอ
            “ดี นั่นแหละเลือกมาเพื่อแกเลยนะ ฮะ ฮ่า” ตำรวจหนุ่มแอบยิ้มที่มุมปาก
             “ถ้าป๋าชอบขนาดนั้นล่ะก็” สายตาระยิบระยับจับที่แววตา บอกให้รู้ว่าน้องชายตัวดีมีแผนจับคู่ให้พี่ชายอีกตามเคย
             “อะไร อย่าคิดทำอะไรแผลงๆ นะเว้ย”
                                       ..........................................

11 มกราคม 2562 เวลา 01.15 น.
            เลยเวลาเที่ยงคืนมาได้เกือบชั่วโมงแล้ว ท้องฟ้ามีเพียงสีดำสนิท หลายชีวิตเริ่มหยุดเคลื่อนไหวนอนหลับพักผ่อนใต้ชายคาบ้าน ทว่าสิ่งที่ยังไม่ยอมหยุดคือการครูดไถอันเจ็บปวด ของร่างอันบอบช้ำที่ถูกยิงที่ขา ถูกเชือกมัดข้อเท้าแล้วลากขึ้นบันไดตึกร้างสกปรก ทั้งเจ็บปวดทั้งทรมานเมื่อขอบบันไดกระแทกเนื้อที่เต็มไปด้วยบาดแผลจากการลากถู กว่าจะถึงชั้นบนสุดก็ทำเอาน้ำตาแห่งความเจ็บปวดพรั่งพรูอย่างไม่อาจกลั้น
            โครม!!! มันโยนร่างฉันขึ้นเตียงผู้ป่วยที่เตรียมไว้ มองไปโดยรอบด้วยแววตาที่พร่าเลือน ร่างชุดดำหยิบอะไรบางอย่างเป็นสีชมพูระเรื่อเข้ามาใกล้

                อื้อ อื้อ อื้อ เหยื่อพยายามร้องอู้อี้ เพราะอยากจะถามด้วยความสงสัย นับว่าร่างชุดดำที่จับเขามายังเมตตา ดึงสก็อตเทปที่ปิดปากออกอย่างไม่เบามือ
           “นี่แก...เป็นใคร จับฉันมัดไว้ทำไม อ๊ากกกกก!!!” กระแสไฟฟ้าซ็อตจนตัวชา ไร้เรี่ยวแรงจะขัดขืน ร่างดำสวมสิ่งที่มันหยิบมาคลุมกายที่ยากจะขยับเขยื้อน มันยัดอะไรบางอย่างที่เป็นก้อนจากด้านล่าง
            “มังกรเบอร์หนึ่งอย่างแกกลัวตายเป็นด้วยเหรออี้หลง” เสียงที่เขาไม่เคยคุ้นหู แต่กลับทำให้สะดุดเพราะชื่อของเขาเอง
            “นี่แก รู้ชื่อฉันได้ยังไง ก็ฉัน...” อี้หลงชะงักด้วยความสงสัย
            “ถึงเปลี่ยนชื่อแซ่ ไม่ได้แปลว่าความชั่วจะหดหายไปซะหน่อยนี่ ไม่มีใครเคยลืมความโหดเหี้ยมของแก๊งมังกรเพลิงอย่างพวกแกน่าจะไปลงนรกตั้งนานแล้ว” ร่างดำหยิบฟูกที่นอนสีฟ้าขนาดใหญ่มาพิงกับโต๊ะที่เตรียมไว้ มันเดินจากไป​ พร้อมหยิบอะไรบางอย่างค่อนข้างนุ่มมายัดไว้ที่หน้าท้อง
            “แกเป็นใครกันแน่ หรือว่า”
            “ใช่ ยี่สิบปีที่ฉันตามหาพวกแกเพื่อรอที่จะล้างแค้น แล้ววันนี้มันก็มาถึง” เสียงไม่คุ้นหูไขความกระจ่างให้ชายที่ใกล้ถึงวาระสุดท้ายพอได้ประติดประต่อเรื่องราว
             “ปล่อยกูนะ ปล่อยกู ไอ้เด็กเมื่อวานซืน”
เสียงร้องโวยวายดังอยู่ไม่นาน และเสียงส่งวิญญาณก็ดังมาแทนที่
             บึ้ม!!!

..........................................................................................

โปรดติดตามตอนต่อไป
 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
markread
2019-03-10 11:20:10

เอาละเว้ย เอาละเว้ย รายแรกตายละจ้า 

 

คนต่อไปขอโหดกว่านี้น้า

#1