อัปเดตล่าสุด 2019-03-24 06:49:30

ตอนที่ 4 ศพประหลาดที่จัดฉากระเบิด

11 มกราคม พ.ศ.2562 เวลา 7.01 น.

           “ข่าวเจ็ดนาฬิกา สวัสดีครับ เกิดเหตุระเบิดดังสนั่นที่ตึกร้างในเวลากลางดึก ใกล้สำนักงานสอบสวนคดีเฉพาะกิจ พบผู้เสียชีวิตหนึ่งราย เป็นชายอายุประมาณห้าสิบปี ที่คาดว่าอาจจะมีปัญหาสุขภาพจิต ขึ้นไปจุดฉนวนระเบิดฆ่าตัวตายที่ขั้นบนสุดของตึกร้าง รายละเอียดติดตามได้กับทีมข่าวภาคสนามได้เลยครับ” เสียงประกาศข่าวรายงานผ่านจอโทรทัศน์

           “ไม่ไปทำงานเหรอรบ” น้องชายจอมยุ่งกำลังรัวคีย์บอร์ดบนโต๊ะทำงานแต่เช้า

           “เรียกพี่สักคำจะตายไหม ฉันอายุห่างจากแกตั้งเจ็ดปีนะ” พลรบเริ่มบทสนทนาอย่างหงุดหงิด

            “ไม่ตาย แต่ก็ไม่เรียก ฮ่า ฮ่า ฮ่า” และคำตอบก็นำไปสู่การต่อสู้ยามเช้า พลรบกระโดดจากเก้าอี้ มุ่งตรงหมายจะคว้าโน้ตบุ๊กมาโยนเล่น ทว่าภัทรพลคว้าหลบได้ทัน

“หนอยไอ้น้องบ้า” ตำรวจกัดฟันกรอบ เพราะกลั่นแกล้งไม่สำเร็จ

            “เฮ้ย คดีเมื่อกี้เขตพื้นที่นายไม่ใช่เหรอ” ภัทรพลหายใจหอบแฮก รีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันที

           “ก็ใช่ แต่ผู้การคงให้คนอื่นทำไปแล้วล่ะ ช่วงนี้ผลงานยิ่งไม่เข้าตาด้วย” พลรบนั่งสงบสติอารมณ์อย่างเบื่อหน่าย

            “แต่ก็คงเป็นคดีฆ่าตัวตายทั่วไปแหละ ไม่น่าตื่นเต้นหรอก” นักเขียนออกความเห็น

            “ฆ่าตัวตายที่ไหนกัน แกเป็นนักเขียนนิยายซะเปล่าแค่นี้ดูไม่ออก” ตำรวจหนุ่มหันกลับมามองน้องชายอย่างเย้ยหยัน

            “ฉันเขียนรักใสๆ สไตล์วัยรุ่น ใครจะไปรู้เรื่องคดีฆาตกรรม” ภัทรพลยักไหล่แก้ต่างให้ตนเอง

            “นั่นอะไร” พี่ชายชี้ไปที่หนังสือที่วางอยู่ข้างโต๊ะทำงาน

            “เล่มนี้ของนักเขียนในดวงใจน่ะ ตาชั่งสีเลือด นิยายสืบสวนของเจ๊ลีลาวดีไง ที่นายไปเสียมารยาทใส่เธอ” เขาหยิบมามองอย่างปลาบปลื้ม แอบส่งยิ้มน้อยๆ ให้หน้าปกหนังสือ ที่วาดเป็นรูปตาชั่งมีสีแดงชโลมเปรอะเปื้อน

           “ใครเสียมารยาท พูดความจริง แค่นี้ก็รับไม่ได้ นิยายสืบสวนที่ไหนต้องใส่ชุดคลุมท้องสีชมพูหวานแหววด้วย ขัดกันชะมัด” พลรบไม่สนใจคำทักท้วง เขายังยืนกรานอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับนักเขียนทุกคน

            “ระวังเถอะ คุณลีจะเป่าหูให้คุณกรกนกเกลียดนาย” ภัทรพลเริ่มเก็บข้าวของเตรียมอพยพไปหาที่ทำงานใหม่

           “ไม่สน ความดีเท่านั้นที่ชนะใจผู้หญิงได้” ตำรวจหนุ่มสบถคำที่น้องชายคิดว่าน้ำเน่า

            “อยากจะอ้วก ช่างเถอะ ยังไม่ตอบเลย ทำไมถึงดูออกว่าคดีในข่าวไม่ใช่ฆ่าตัวตาย” นักเขียนมองหน้าพี่ชายด้วยความสนใจ

           “ง่ายจะตาย จะมีลุงที่ไหนระเบิดตัวเองตกตึก ถ้าจะฆ่าตัวตายต้องทำให้ยากทำไม สู้โดดลงมาง่ายกว่าเยอะ ใช้ระเบิดให้มันอลังการงานสร้างทำไมล่ะ”

            “เออจริงด้วย”

            ตำรวจหนุ่มทำตัวสบายๆ หากแต่ในใจนั้นรู้สึกคันไม้คันมืออยากทำคดีนี้อย่างบอกไม่ถูก...หรือจะขอย้ายไปสำนักงานสืบสวนคดีเฉพาะกิจดีนะ


………………………………………………………

            สำนักงานสืบสวนคดีเฉพาะกิจ (สสฉ.) ก่อตั้งขึ้นเพื่อแบ่งเบาภาระงานอันหนักหนาสาหัสจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสืบสวนคดีพิเศษ พูดง่ายๆ ก็คือทำงานจิปาถะทุกอย่างในราชอาณาจักร ตำรวจทุกหน่วยสามารถโอนคดีมาให้หน่วยงานแห่งนี้รับผิดชอบได้ทุกเวลา แต่ส่วนใหญ่คดีที่ส่งมาจะเป็นคดีที่ไม่อาจคลี่คลายได้โดยง่าย และส่วนมากเป็นคดีฆาตกรรมปริศนาหาคนร้ายไม่ได้ จนตอนนี้ทุกคนในกรมตำรวจเข้าใจว่า ถ้ามีคดีฆาตกรรมแปลกๆ ต้องส่งมาที่สำนักงานสืบสวนคดีเฉพาะกิจเท่านั้น

            และผู้ที่ได้รับมอบหมายให้มาตรวจที่เกิดเหตุทันทีที่ได้รับแจ้ง คงหนีไม่พ้นสารวัตรสืบสวนคดีเฉพาะกิจอย่างณรงค์วัชร์ หากแต่เขามาช้าไปถึงเจ็ดชั่วโมง

            สถานที่เกิดเหตุเป็นโครงสร้างของห้องชั้นบนสุดบนตึกร้างเก้าชั้น ที่ถูกระเบิดผนังหายไปบางส่วน แม้เป็นตึกที่ยังสร้างไม่เสร็จและปล่อยทิ้งร้าง หากแรงระเบิดทำให้โครงสร้างบางส่วนใกล้จะพังถล่มลงมา แปลกที่โดยปกติหลักฐานในที่เกิดเหตุมักจะสูญสลายไปกับแรงระเบิด แต่กลับพบสิ่งที่ทำให้คลางแคลงใจ อย่างที่ไม่ควรจะเป็น

            “ทำไมเศษฟูกที่นอน กับชิ้นส่วนบิดงอของเตียงคนไข้ ถึงมาอยู่ที่นี่ได้ น่าสงสัยมากเลยครับสารวัตร” จ่าเชษฐ์รายงานสภาพที่เกิดเหตุต่อผู้บังคับบัญชา
                ณรงค์วัชร์ตรวจดูที่เกิดเหตุอย่างใจเย็น เงียบกริบ เขายังไม่ตอบคำถามผู้ใต้บังคับบัญชาเลยสักคำ จนอีกฝ่ายเห็นท่าทีจ้องมองวัตถุบางอย่างอยู่นาน จึงยื่นหน้าเข้าไปเพื่อมองให้ชัดขึ้น สิ่งที่เห็นคล้ายเศษเชือกไนล่อนสีเขียวที่ใช้มัดของทั่วไป

             “เป็นไปได้ไหมครับว่าผู้ตายจะฆ่าตัวตายแบบแผลงๆ” จ่าเชษฐ์ถามซ้ำอีกเพื่อเรียกความสนใจ

           “ก็เป็นไปได้ ถ้าไม่มีไอ้นี่” ณรงค์วัชร์ชูเศษเชือกไนล่อนสีเขียวให้ลูกน้องในทีมสืบสวนดู

            “เป็นคดีฆาตกรรมอย่างนั้นเหรอครับ” จ่าเชษฐ์ถามย้ำด้วยความสงสัย

            “มีความเป็นไปได้สูง ถ้าให้เดา เหยื่อถูกมัดทั้งตัวด้วยเชือกไนล่อน ถูกจัดให้นอนบนเตียงคนไข้ มีฟูกหนาๆวางกั้นระเบิดไว้เพื่อลดแรงกระแทก จากนั้นก็จุดระเบิด แรงระเบิดที่ลดลงแต่พอที่จะทำให้ร่างเหยื่อกระเด็นตกลงมาจากช่องว่าง ทางผนังที่ยังสร้างไม่เสร็จ แต่ที่ยังไม่เข้าใจก็คือ...” ณรงค์วัชร์เริ่มบรรยายข้อสันนิษฐาน หากแต่ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงคุ้นหู

            “ทำไมต้องทำอะไรให้ยุ่งยาก ถ้าผลักเหยื่อตกลงมาตาย น่าจะง่ายกว่า นายจะพูดอย่างนั้นใช่ไหมวัชร์” เจ้าของเสียงปรากฏกายอยู่ด้านหลัง เขาเยื้องย่างอย่างองอาจ ผึ่งผาย ผิวสีแทนต้องรับแสงยามเช้าดูเนียนละเอียด คล้ายฉากปรากฏกายของพระเอกในหนังบู๊แอคชั่น

             “อ้าว รบ ไหนบอกไม่มา ป่านนี้ผู้การคงมอบหมายให้ใครสืบคดีแทนฉันแล้วมั้ง” ณรงค์วัชร์ซึ่งเป็นตำรวจผิวขาวดวงตาเรียวเล็กแบบคนไทยเชื้อสายจีน ทำเสียงแหลมเล็กแกล้งทำเป็นล้อคำพูดของพลรบที่คุยกันเมื่อชั่วโมงก่อน

             “มีทั้งข่าวดี และข่าวร้ายนะ แต่ไว้คุยกันทีหลัง เล่าข้อสันนิษฐานของนายต่อเถอะ” พลรบยื่นหน้าเข้าไปใกล้แฟ้มที่จ่าเชษฐ์เปิดกางอยู่ เพื่อดูรูปศพ สารวัตรผู้มาใหม่ชะงักงันเมื่อเห็นสิ่งขัดสายตา “ตกตึกตาย นี่มัน ชุดคลุมท้องสีชมพู!!!”

             “ใช่ แปลกมาก ผู้ตายเป็นชายอายุห้าสิบปี แต่กลับใส่ชุดคลุมท้องสีชมพูจัด และที่หน้าท้องยังยัดหมอนหนุนให้ดูเหมือนคนตั้งครรภ์จริงๆ” ณรงค์วัชร์เริ่มเล่ารายละเอียดของศพประหลาด

            “รู้ชื่อผู้ตายไหม” พลรบรีบถามอย่างตื่นเต้น

             “ยังสืบอยู่” ณรงค์วัชร์ส่ายหัว และรู้สีหน้าเพื่อนตำรวจทันที เพราะคิ้วที่ย่นบ่งบอกว่า ทำไมถึงไม่รู้ว่าผู้ตายเป็นใครทั้งที่ก็เห็นใบหน้าชัดเจน แต่ประเด็นนี้กลับถูกข้ามไปก่อน เพื่อเล่าสาเหตุของการตายที่น่าสงสัยยิ่งกว่า

             “คดีนี้เดิมทีมองได้สองแง่ ฆ่าตัวตายแบบพิศดาร กับเป็นคดีฆาตกรรมที่จัดฉากเพื่อสื่ออะไรบางอย่าง” ณรงค์วัชร์เริ่มอธิบายข้อสันนิษฐานของตัวเองต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ท่าทีที่องอาจผึ่งผาย แววตาคมกริบยามพูดจามีหลักการนั้น ดูน่าเกรงขามยิ่งนัก แม้จะตาตี่ไปหน่อยก็เถอะ

             “นายเจ็บตาเหรอวัชร์” สารวัตรหนุ่มผู้ชอบเล่นตลกผิดจังหวะ เพราะเหตุนี้แหละผู้บังคับบัญชาถึงไม่ปลื้ม

             “ฉันตาตี่เว้ย!!!” ณรงค์วัชร์ต้องปรับอารมณ์ให้ทันจังหวะตลกที่พลรบทำตามนิสัย จังหวะนรกจริงๆ ชอบขัดเวลาฉันกำลังอธิบายอยู่เรื่อย

            “แสดงว่านายคิดเหมือนกัน ทำไมคนร้ายต้องเอาฟูกที่นอนหนาๆ มากั้น เพื่อลดแรงระเบิดด้วยใช่ไหมล่ะ” แต่บทจะเป็นงานเป็นการสารวัตรหนุ่มผิวสีน้ำตาลอ่อน ก็พูดเงื่อนงำที่น่าสงสัยออกมาได้อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

              “ใช่ ถ้าใช้ระเบิดตรงๆ หลักฐานทุกอย่างที่จะนำสืบถึงตัวคนร้าย จะสลายหายไปในพริบตา” สารวัตรตาตี่เห็นพ้องด้วยกับข้อสันนิษฐานของสารวัตรหน้าไทยคิ้วเข้ม

             “แต่กลับเลือกให้เห็นหน้าผู้ตายชัดเจน แสดงว่าต้องพยายามสื่ออะไรให้ใครสักคนรับรู้อย่างแน่นอน” พลรบก้าวเดินอย่างระมัดระวังไปชิดขอบตึกเพื่อส่องดูด้านล่าง

             “หวังว่าจะไม่ใช่ฆาตกรรมต่อเนื่องนะ ไม่อย่างนั้นหน่วยเราคงต้องขอกำลังเสริมจากตำรวจในพื้นที่อย่างนาย” ณรงค์วัชร์เดินตามไปอย่างระแวดระวังเช่นกัน

            “หวังให้เป็นเช่นนั้น แต่...” พลรบหยุดบทสนทนากลางคัน “ผู้บังคับบัญชาของนายโอนคดีนี้มาให้ฉันแล้วล่ะ นายลองไปคุยกับท่านก่อนเถอะ”

            “อะไรนะ ทำไมต้องโอนคดีให้นายด้วยล่ะ กรมตำรวจก็รู้กันทั่วว่า สสฉ.เชี่ยวชาญการสืบคดีฆาตกรรมที่สุด ทำไมต้องโอนให้ทีมสืบสวนในพื้นที่ด้วย” ณรงค์วัชร์ทำคิ้วย่น สงสัยในการตัดสินใจอันประหลาดของผู้บังคับบัญชา

            พลรบเลือกที่จะส่ายหัวแทนประโยคสุดท้ายที่ตอบเพื่อนรักกลับไป เขารีบเดินสำรวจที่เกิดเหตุเพิ่มเติมหลีกหนีจากการช่วยหาเหตุผล ว่าทำไมคดีนี้จึงถูกโอนมายังเขาแทนที่จะเป็นสำนักงานสืบสวนคดีเฉพาะกิจที่เชี่ยวชาญผ่านการทำคดีฆาตกรรมปริศนามาแล้วหลายร้อยคดี


………………………………………………………


12 มกราคม พ.ศ.2562 เวลา 9.00 น.

            ช่วงสายนี้สารวัตรหนุ่มตั้งใจจะไปหาเบาะแสเพิ่มเติมที่หน่วยเก็บประวัติอาชญากรรม ทว่าถูกขัดจังหวะด้วยสิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษ

             “ให้มันแน่นะ ล้มหัวฟาดพื้นหรือไง ถึงอยากเป็นตำรวจขึ้นมา” ตำรวจหนุ่มตะโกนใส่สมาร์ทโฟนอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง

            “เอ้า ไม่ดีหรือไงล่ะ อาชีพนักเขียนมันก็ไม่แน่นอนนี่นะ” ปลายสายตอบกลับมายิ่งดูน่าสงสัย

             พลรบรู้สึกตะหงิดใจที่น้องชายเกิดอยากเป็นตำรวจขึ้นมา และชวนมาฝึกยิงปืนที่สนามยิงปืน คงจะหลอกเอาใจเพื่อขอเงินอีกละสิท่า หรือจะคิดมากไป ช่างเถอะ เราต้องคอยช่วยเหลือน้องสิถึงจะถูก “จะสอบตำรวจก็ต้องไปฝึกสมรรถภาพทางร่างกายนู่น มาฝึกยิงปืนแบบนี้มันไม่ลัดขั้นตอนไปหน่อยเหรอ”

             “หึหึ” เสียงในลำคอเปล่งออกมาอย่างมีเลสนัย ทว่าไม่นานแผนการที่แท้จริงก็ปรากฏจากด้านหลัง
             “อ้าว มาแล้วเหรอคะ คุณครูฝึก” กรกนกปรากฏตัวในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงยีสน์สีน้ำเงิน วันนี้เธอดูทะมัดทะแมงคล่องตัว แต่ที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นใดคือถูกใจพลรบเต็มๆ ตำรวจหนุ่มคงเคลิบเคลิ้มอยู่เช่นนั้น หากผู้หญิงอีกคนไม่ปรากฏกายเดินตามหลังมาติดๆ ลีลาวดีในเชิ้ตสีดำเข้ากับสีกางเกง ผิวขาวหมดจดถูกขับเปล่งปลั่งอย่างดึงดูด วันนี้เธอดูปราดเปรียวมากกว่าวันที่เธอทะเล่อทะล่าชนเขา หัวใจตำรวจหนุ่มเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน กรกนกว่าเท่งามสง่าแล้ว หากแต่วันนี้เธอดูเท่ยิ่งกว่า พลรบตกในภวังค์ที่มีเพียงคำว่าครูฝึก คำเดียววนในหัว

             “ครูฝึก?” พลรบสงสัยและก็เข้าใจได้ฉับพลัน แผนแกใช่ไหมภัทร สายตาขวางที่ส่งมาหากามเทพที่ทำหน้าระรื่น ยักไหล่เป็นเชิงบอกว่า นายต้องขอบใจฉันนะพี่ชาย

             “อ้าว ก็คุณภัทรโทรไปชวนฉันกับยัยลี ว่าคุณจะสอนยิงปืน แหมอยากลองมาตั้งนานแล้วค่ะ” กรกนกยิ้มตอบอย่างเริ่งร่า หากสายตาของสารวัตรหนุ่มกลับมองเลยไป

              “อ๋อครับ งั้นเรามาเริ่มกันเลยดีกว่านะครับ”
พี่ชายนายตำรวจสอนตั้งแต่วิธีใส่ลูกกระสุน จับปืน แล้วยิง ช่วงเวลานี้ต้องมีการใกล้ชิดกันนี่ล่ะคือแผน จะได้สปาร์คกันซะที พอพลรบมีแฟนแล้ว จะได้เลิกยุ่งวุ่นวายบังคับขู่เข็ญเขาเสียที ยิงปืนนัดเดียวได้ทั้งอิสรภาพและพี่สะใภ้ ฉลาดจริงเรา

            “ยิ้มอะไร ตาแกแล้ว เริ่มยิงได้”

             ปัง ปัง ปัง

              บนเป้ายิงพื้นสีขาวมีรูปคนทาสีดำสนิท ยังคงไม่มีอะไรสัมผัสถึง ว่างเปล่าและขาวสะอาด

             “ยิงแบบนี้จับแมวยังไม่ได้เลย จะรอดไหมเนี่ย”

             “เออน่า เดี๋ยวฝึกไปก็ดีเองแหละ”

             พลรบละสายตาจากน้องชายจอมจุ้น ส่งสายตาทะเล้นมาทางลีลาวดีที่ยืนนิ่ง เขาส่งเสียงในลำคอ เป็นเชิงเยาะเย้ย แต่หญิงสาวนักเขียนกลับนิ่งสนิทไม่สบตาเธอ ตายละวา นิ่งแบบนี้ยังโกรธเราอยู่แน่เลย ทำมาเป็นเฉยเมย ไว้ค่อยขอโทษทีหลังละกัน “ไงคุณลี สงสัยต้องสอนกันยาว”

              ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง!!!

             “ขะ...เข้าตรงกลางเป้าทุกลูกแฮะ” ภัทรพลยืนอึ้งไม่อยากจะเชื่อ

              “ฉันไม่ได้มาให้คุณสอน ฉันแค่มาเป็นเพื่อนยัยนกเฉยๆ” ทั้งท่ายิง การจับปืน ลีลาวดีทำได้ถูกต้องทุกอย่าง และผลลัพธ์ที่เข้ากลางเป้าทุกลูก วันนี้เธอดูเคร่งขรึมผิดจากวันก่อน ราวกับเป็นคนละคน ที่ดูโก๊ะๆ เก้ๆ กังๆ ทำอะไรซุ่มซ่ามนั้นไม่ปรากฏให้เห็นเลย น่ากลัวกว่าเสือก็คงจะเป็นผู้หญิงงอนนี่แหละ
รอยกระสุนทะลุตรงกลางเป้าซ้อมทุกนัด ทำให้ตำรวจหนุ่มอดสงสัยในตัวเธอไม่ได้ “คุณเป็นนักเขียน แต่ทำไมถึงยิงปืนแม่นขนาดนี้ นี่คุณ...”

             “พ่อฉันเคยเป็นตำรวจ แต่ลาออกจากราชการนานแล้ว ท่านชอบสอนฉันยิงปืน” ลีลาวดียกปืนขึ้นเล็งเป้า เธอเตรียมจะทดสอบความแม่นเป็นครั้งที่สอง หากแต่ถูกพลรบขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน

              “เพราะอะไร”

              “ท่านคงเบื่องานสืบสวนมั้ง”

             ปัง ปัง ปัง!!!


………………………………………………………

 

15.00 น.

              “สารวัตรอยู่ไหน มาสายอีกตามเคย” คำถามปนความขุ่นมัวในน้ำเสียงของทินกร รองสารวัตรที่รับคำสั่งให้ประชุมด่วน 

              ท่ามกลางวงสนทนาในห้องประชุม ตำรวจสี่คนนั่งประชุมกันโดยขาดผู้นำ บางคนเล่นมือถือระหว่างรอ และที่ขยันหน่อยก็นั่งอ่านแฟ้มที่รวบรวมหลักฐานในคดีระเบิดตึกฆ่าตัวตาย

               “สารวัตรอยู่ไหนไม่รู้ แต่จะเรียกประชุมคดีคนตกตึกทำไม ก็มันฆ่าตัวตายชัดๆ” หมวดกึกก้องผู้มีความขยันเท่าเม็ดถั่ว เริ่มสรุปคดีเองโดยยังไม่ได้เปิดแฟ้มอ่านสักหน้าเดียว

              “ถ้าไม่มีระเบิดกับเชือกในที่เกิดเหตุ ก็พอสรุปได้ว่าเป็นการฆ่าตัวตาย” หมวดสาวนั่งตรงข้ามหมวดกึกก้อง เธอทั้งขยันและตั้งใจสืบคดีมากกว่าใครกล่าวทัดทาน

                 “โธ่ หมวดอร ผู้เสียชีวิตอาจสติไม่ดีก็ได้ อยากฆ่าตัวตายแบบพิสดาร” กึกก้องออกความเห็นอย่างเบื่อหน่าย

             “ที่ข้อเท้าซ้ายยังพบรอยเชือกมัดแน่นจนช้ำเป็นสีม่วง ตามตัวบริเวณก้น แผ่นหลังและศีรษะยังมีรอยครูดเป็นแผลและสภาพบอบช้ำจากการกระแทกที่คาดว่าน่าจะถูกลากบนพื้นปูน หรือขั้นบันไดอีก มันจะพิสดารมากเกินไปหน่อยไหมล่ะ หมวดก้อง” อรวรรณหมวดสาวที่แย้งหมวดกึกก้อง เพราะอยากกระตุ้นให้เลิกทำงานแบบเช้าชามเย็นชามเสียที

             “ก็มันน่าเบื่อนี่ งานฉันยุ่งนะ ไม่ได้ว่างเหมือนเธอ”

             “ถ้าการนั่งจ้องโทรศัพท์ทั้งวัน กับการตั้งใจเปิดแฟ้มศึกษาคดีเพียงไม่กี่นาที ดิฉันว่าไม่กี่นาทีของดิฉันมีค่ามากกว่าเวลาทั้งวันของคุณนะคะ”

              “จะมากเกินไปนะ!!!”

              “พอ!!! หยุดกัดกันได้แล้ว ทั้งคู่นั่นแหละ” ทุกคนเงียบกริบเพราะเสียงกังวาลที่ทรงพลังอำนาจของร้อยตำรวจเอกทินกร รองสารวัตรแผนกสืบสวนแสร้งทำเป็นห้ามการทะเลาะ ทั้งที่ในใจคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะหาเหตุฟ้องผู้บังคับบัญชาให้พลรบถูกลงโทษ

             โดยส่วนมากตำแหน่งสารวัตรจะมอบให้กับตำรวจที่มียศพันตำรวจตรีขึ้นไป หากแต่ก็มีข้อยกเว้นสำหรับนายตำรวจผู้มีผลงานที่น่าจับตามอง ดังเช่นพลรบ ที่ได้เป็นสารวัตรทั้งที่ยังไม่ได้ยศพันตำรวจตรี เพราะประสบความสำเร็จกับการจับคนร้ายมาดำเนินคดีได้อย่างรวดเร็ว ทั้งที่ทำหลักฐานสำคัญหายไปบ้าง ตกหล่นไปบ้าง ซึ่งทินกรกลับมองว่าไม่ใช่เพราะความสามารถ แต่หากเป็นเพราะพลรบเป็นพวกชอบเลีย จึงได้เลื่อนตำแหน่งเป็นสารวัตรอย่างรวดเร็ว แทนที่จะเป็นทินกรผู้ตั้งใจทำงานอย่างยิ่งยวด ด้วยเหตุนี้แม้จะเป็นรองสารวัตร แต่ทินกรก็แค่ทำความเคารพตามหน้าที่อย่างไม่เต็มใจ และวันนี้ก็อีกเช่นเคย

              ทุกคนลุกพรวด ยืนตรงทันทีที่พลรบก้าวขายาวๆ ผ่านบานประตู สีหน้าของชายหนุ่มที่เคยสบายๆ ไม่ตรึงเครียด วันนี้เขากลับเปลี่ยนไป กลายเป็นคนคิ้วย่น ดวงตาแข็งกร้าวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

             “จ่านัย ได้เรื่องอะไรบ้างไหม” สารวัตรหนุ่มไม่สนใจพิธีรีตอง เร่งยิงคำถามใส่ดาบตำรวจที่ยืนอยู่ด้านขวาสุดทันที

              “ผู้ตายเป็นชาย อายุประมาณห้าสิบปี ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร์ครับ” ข้อมูลของจ่านัยทำให้ทุกคนตกตะลึง

             “เป็นไปได้ยังไง” ทินกรสบถเสียงดัง

             “เราตรวจทั้งรอยนิ้วมือ และพยายามเทียบเคียงจากใบหน้าในแฟ้มอาชญากรแล้ว ไม่พบข้อมูลที่ใกล้เคียงกับผู้ตายเลยครับ”

            “อาชญากรชาวต่างชาติล่ะ จ่าตรวจสอบแล้วใช่ไหม”

           “เรียบร้อยครับสารวัตร ไม่พบข้อมูลใดๆ” คำตอบของจ่านัยทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมเงียบกริบด้วยความตึงเครียด

             แล้วจ่านัยก็เล่าถึงข้อมูลที่โทรสอบถามเพิ่มเติมจากสำนักงานสืบสวนคดีเฉพาะกิจ สภาพศพมีรอยไหม้เพียงบางส่วนที่ศีรษะและปลายเท้า ผู้ตายเป็นชายวัยห้าสิบปี แต่กลับแต่งชุดคลุมท้องสีชมพู ถูกมัดที่ข้อมือจับไพล่หลัง มัดที่ข้อเท้า ข้อเข่า ให้ดิ้นหนีไม่ได้

              พลรบเริ่มมองภาพก่อนคนร้ายลงมือเริ่มชัดเจนในสมอง สันนิษฐานเบื้องต้นก่อนจุดระเบิดคงถูกจับให้นอนบนเตียงผู้ป่วย ราวเหล็กกั้นคงถูกดึงล็อคไว้ทั้งสองข้างไม่ให้ตกเตียง จากนั้นเอาฟูกหนามากั้นเป็นฉากค้ำไว้กับเตียง จากนั้นแรงระเบิดกระทำให้ ร่างเหยื่อรายนี้ตกลงมาแบบโปรเจ็คไตล์* หัวกระแทกพื้นตายคาที่

             “สารวัตรครับ ยังมีอีกเรื่องที่ต้องแจ้งให้ทราบครับเรื่องคดีชุดคลุมท้องสีชมพู เกี่ยวข้องกับคดี...”

              “เมื่อยี่สิบปีก่อน หญิงตั้งครรภ์ที่ถูกยิงในคดีนี้ชื่อมินตา ภรรยาของร้อยตำรวจตรีทศกร และคนที่ลงมือร้อยตำรวจตรีนพกาลที่เป็นเพื่อนสนิท จ่าจะบอกอย่างนั้นใช่ไหม” พลรบตอบกลับไปจนจ่านัยหยุดชะงัก

             “ครับสารวัตร”

             “ผมรู้แล้ว เลิกประชุมเถอะ” ระหว่างที่ทุกคนกำลังเก็บข้าวของเตรียมออกจากห้องประชุม จ่านัยก็รีบแทรกขึ้นอย่างรวดเร็ว

             “เดี๋ยวครับ ที่ผมจะบอกก็คือ...” จ่านัยเว้นวรรค ในขณะที่ทุกคนต้องหยุดหันมาทำคิ้วย่นอย่างสงสัย

             “รีบพูดมาเถอะจ่า อย่าอ้ำอึ้ง”

             “นพกาลเพิ่งออกจากคุก เมื่อเดือนที่แล้วครับ”


————————————
โปรดติดตามตอนต่อไป
————————————


      *โปรเจคไทล์ คือ การเคลื่อนที่วิถีโค้งเป็นการเคลื่อนที่ 2 มิติ คือ เคลื่อนที่ในระดับและแนวดิ่งพร้อมกัน แนวการเคลื่อนที่มีรูปร่างเป็นเส้นโค้งพาราโบล่า


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น