อัปเดตล่าสุด 2019-03-13 05:56:34

บทนำ

       เสียงแซกโซโฟนเพลงรักแสนหวานเพลงหนึ่งลอยล่องมาปลุกอวัศย์ให้ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ชายหนุ่มนึกรู้ได้ทันทีโดยไม่ต้องมองนาฬิกา ว่านั่นเป็นเวลาประมาณ 6 โมงครึ่ง หรืออย่างช้าก็ไม่เกินไปกว่า 6 โมง 45 นาที เพราะผู้เป็นเจ้าของเครื่องดนตรีชิ้นนั้น มักจะตื่นมากล่อมหัวใจตัวเองเช่นนี้เสมอ หลังผ่านคืนอันแสนเมามายมา ยิ่งคืนก่อนหน้าเมามายแค่ไหนยิ่งตื่นมาเป่าเครื่องดนตรีประจำกายตรงเวลาเท่านั้น

         อวัศย์ยิ้มทั้งยังหลับตาว่านั่นเป็นเรื่องตลกของคนเมาเรื่องหนึ่ง ที่มักตื่นแต่ไก่โห่เสมอหลังผ่านคืนอันเมามาย

       เพลงรักที่ฌานบรรเลงหลังตื่นนอนในตอนเช้า มักเป็นเพลงที่หลงค้างจากความทรงจำบางอย่างในหัวใจ ไม่ใช่เพลงที่มีลูกค้าคนใดร้องขอ ว่ากันตามจริงแล้วน้อยครั้งนักที่จะได้เห็นฌานบรรเลงเพลงตามใจลูกค้า ชายหนุ่มผู้ไว้ผมยาวคนนั้นบรรเลงเพลงตามใจตัวเองอยู่เสมอ ฌานเคยพูดอย่างเย่อหยิ่งกับคนกันเองว่า

       “หากคนที่ดั้นด้นเข้ามาในร้านนี่ต้องการมาฟังเพลงของฉัน ก็ต้องฟังเพลงที่ฉันอยากเป่า ไม่ใช่เพลงที่ตัวเองอยากฟัง ถ้าอยากฟังเพลงที่ตัวเองอยากฟัง ก็ให้ไปร้านอื่น”

       คำพูดที่ฟังดูเย่อหยิ่งและดื้อรั้นในหมู่คนกันเองนั้น ทำให้เหล่าผองเพื่อนส่ายหน้า แต่กลับนั่นเป็นเสน่ห์ของฌาน กลับนั่นเป็นเสน่ห์ของ “บ้านสายหมอก” ฟาร์มสเตย์บนเนินเขากลางดงดอย ที่อวัศย์เป็นเจ้าของอยู่

       แรกสร้างเมื่อสามปีก่อนนั้น อวัศย์ปรับปรุงบ้านเก่าซึ่งอยู่บนเนินที่สูงที่สุด ซึ่งพ่อเคยอาศัยอยู่สมัยเป็นครูดอย ให้กลายเป็นบ้านสวน เข้ามาพักเพียงในวันหยุดที่ต้องการหลบหลีกไปเสียจากเมืองที่เริ่มวุ่นวาย เรื่องราวและการงานที่เขาเบื่อหน่าย ต่อมาก็สร้างบ้านพักหลังเล็กอีกสองหลังลดหลั่นจากบ้านเดิม  เพื่อรับรองเพื่อนฝูงที่ปรารถนาความเงียบสงบท่ามกลางขุนเขาแห่งนี้อย่างเดียวกัน

       หนึ่งปีหลังจากที่เขาสร้างบ้านเสร็จ เพื่อนฝูงที่เคยมาเที่ยวถ่ายรูปมากมายลงในพื้นที่โซเชียลของตัวเอง ความเป็นธรรมชาติของบ้านสวน  เสียงใบไม้ที่ลู่ไปตามลมปลิว เสียงสายธารที่ไหลเอื่อยใกล้ ๆ บ้าน บางเช้าในฤดูหนาวได้เห็นสายหมอกลอยอ้อยอิ่งอยู่หน้าบ้าน บางคืนที่ฟ้าเปิด ได้นอนดูดาวอยู่บนระเบียงไม้ บางวันที่ฌานมาพักและถ่ายทอดบทเพลงไพเราะผ่านเครื่องดนตรีประจำตัวของเขา เสียงเพลงนั้นได้กลายเป็นเสียงเรียกเพื่อนของเพื่อน พี่ของรุ่นน้อง น้องของเพื่อน คนรักของรุ่นน้อง ได้ชักชวนกันมาที่นี่ จนมันกลายเป็นโอกาสอันใหญ่ที่พลิกชีวิตของอวัศย์  ให้ได้ออกจากงานอันน่าเบื่อแล้วมาทำฟาร์มสเตย์อย่างเต็มตัว มีที่พักให้แขกเพิ่มอีกสองหลัง มีครัวเล็ก ๆ ในบ้านหลังใหญ่นี้เพื่อรับรองแขกที่มาพักและขายอาหารให้นักท่องเที่ยวทั่วไปที่ผ่านพบ

 

       ฌาน ผู้เป็นเพื่อนรุ่นพี่ที่สนิทที่สุดของเขา จากที่เคยเป็นแขกประจำของบ้านสายหมอก ก็ได้กลายมาเป็นหุ้นส่วนในบ้านสายหมอกด้วย เมื่อกิจการของบ้านสายหมอกถูกกล่าวขานปากต่อปาก และยังมีเครือข่ายการท่องเที่ยวที่ส่งลูกค้ามาให้อย่างไม่ขาด ทุกสิ่งทุกอย่างดูจะเกินมือเขาที่ทำงานแค่คนเดียว ฌานจึงได้ยื่นมือเข้ามาช่วย

       อวัศย์กับฌานจึงเป็นหุ้นส่วนที่รู้จักกันและกันดี พวกเขาพูดคุยกันเกือบทุกเรื่อง

       เว้นแต่....เรื่องแม่ครัวคนใหม่

       อวัศย์นึกถึงแม่ครัวคนใหม่ที่เขาเพิ่งจ้างมา เพื่อทำครัวแทนแม่บ้านชาวพื้นถิ่นที่ไม่ถนัดทำเมนูใหม่ ๆ เธอเพิ่งเดินทางมาถึงเมื่อวานตอนเย็น เธอเข้านอนไปก่อนที่นักดนตรีผู้นี้จะกลับจากการไปรับงานนอกในวันที่บ้านสายหมอกไม่มีแขกเข้าพัก

       เธอเป็นแม่ครัวคนใหม่ แต่เธอไม่ใช่คนเก่าในชีวิตของพวกเขาเลย

       “มาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติก็หัดนั่งฟังเสียงนกร้อง เสียงลม เสียงใบไม้บ้าง ไม่รู้หรือว่าเสียงเพลงที่แปร๋น ๆ ขึ้นมาเนี่ยมันรบกวนธรรมชาติ” เสียงแปร๋น ๆ อย่างหงุดหงิดของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น  ทำให้เสียงแซกโซโฟนที่โดนว่าเป็น เสียงแปร๋นๆ ขาดห้วงลงไปทันที

        อวัศย์ลืมตาขึ้นแล้วดีดตัวผลุงลงจากเตียงโดยพลัน

        “ฉิบ...” ชายหนุ่มสบถขึ้นมา คำท้ายกลืนหายไปในอากาศ ขณะที่เขาเดินแกมวิ่งผ่านประตูห้องนอนของตัวเองไปยังระเบียงกว้างหลังบ้านอย่างร้อนใจ  ลดลงไปจากระดับสายตา ชายหนุ่มมองเห็นเรือนไม้หลังเล็ก ๆ สองหลังที่ประจันหน้ากันอยู่ ผู้เข้าพักในเรือนไม้นั้นทั้งสองคนก็กำลังประจันหน้ากันด้วย

       อวัศย์ชั่งใจว่าตนเองควรจะเข้าห้ามทัพหรือไม่ เมื่อการประจันหน้าของคนทั้งคู่เกิดขึ้นเร็วกว่าที่เขาคาดการณ์ ยิ่งเมื่อเห็นรอยคิ้วของแม่ครัวคนใหม่ขมวดมุ่นอย่างไม่สบอารมณ์ หัวใจของอวัศย์ก็เต้นรัวไม่เป็นจังหวะ เขาคิดจะตะโกนสักคำทักทายไปหาคนทั้งคู่ หากแล้วก็งับปากตัวเองไว้มั่นและสั่งตัวเองให้ยืนดูท่าทีก่อนดีกว่า เมื่อผู้ชายผมยาวผู้รบกวนเสียงธรรมชาติลดแซกโซโฟนลงมาที่กลางอก จ้องผู้มาใหม่เหมือนไม่เชื่อตา ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นความจริง

 

       “นิน” เสียงที่ลอดออกมาจากริมฝีปากหนาของฌานแสนแผ่วเบา ฌานรู้สึกคล้ายดังมีสายลมแล่นวนภายในกาย ของเขา แล้วลมก็ตีขึ้นมาจนรู้สึกวิงเวียน

        ...หรือกูจะเมา?...  ฌานถามตัวเอง ร่ำ ๆ จะยกมือขึ้นตบหน้าตัวเองให้สร่างเมา

        “ไม่เปลี่ยนเลยนะ” หญิงสาวผมสั้นลดระดับเสียงลง มองเพื่อนเก่าอย่างเอือมระอา

       ...อ้อ พูดกับกูได้ แปลว่ากูไม่เมา... ฌานบอกตัวเอง

       แม่ครัวคนใหม่หันมาสวมรองเท้าไซส์ 35 ที่วางอยู่ตรงหน้าบ้านพัก แล้วเดินจากบ้านหลังเล็ก ดิ่งไปทางเรือนใหญ่ ที่อวัศย์ยืนสงบนิ่งจนคล้ายถูกสาปอยู่ตรงระเบียง

       “ประมาณ 10 โมง ลูกค้าคนแรกจะมาถึง เขาจะมากินอาหารเช้าควบเที่ยงที่นี่ ฉันต้องไปเตรียมกับข้าวก่อน และระหว่างทำกับข้าว ฉันอยากได้ยินเสียงนกเสียงกาบ้าง” เธอว่าอย่างนั้นก่อนจะลิ่ว ๆ ไปยังห้องครัวซึ่งตั้งอยู่นอกชานเรือนใหญ่ เยื้อง ๆ กับระเบียงไม้กว้างแสนสบาย ที่เจ้าของบ้านและแขกผู้เข้าพักชอบมานั่งจิบกาแฟมองสายหมอกในตอนเช้า หรือนอนดูดาวในค่ำคืนที่ฟ้าเปิด

       ฌานมองตามร่างบางของหญิงสาวไปไม่วางตา ตรันนินห์ผอมลงกว่าภาพในความทรงจำของเขา ผอมลงจนเขาคิดว่าถ้าเอานิ้วจิ้มไปตรงใดตรงหนึ่งที่ตัวเธอ เธออาจจะล้มเผละลงไปกองกับพื้นได้ง่าย ๆ ผมที่เคยไว้ยาวจนถึงกลางหลังก็ถูกตัดสั้นจนเหลือเกือบเท่าติ่งหู ยิ่งทำให้ตัวดูเล็กลงไปอีก ใบหน้าหวานปรากฏร่องรอยเหนื่อยล้าของวันคืนที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด แต่สิ่งที่ชัดเจนแจ่มแจ้งกว่าก็คือดวงตาที่ฉายแววมุ่งมั่นและมีพลังของเธอ...สิ่งนั้นยังเหมือนเดิม

          “เธอเองก็ไม่เปลี่ยนเลยนะ” ฌานพึมพำขึ้นมา มั่นใจว่าหญิงสาวที่กำลังเปิดประตูครัวไม่ได้ยินคำของเขา แต่ชายหนุ่มคล้ายกับพูดให้ตัวเองได้ยินมากกว่า  สิ่งที่ไม่เปลี่ยนเลยในคำพูดของเขา ไม่ใช่รูปลักษณ์ภาพนอกหรอก แต่คือท่าทีของเธอ ถ้อยคำของเธอ ดวงตาของเธอที่มองเขา และ...ดวงใจของเธอก็คงด้วย

       เขาเองก็ไม่เปลี่ยนเลยเช่นกัน....เขาแน่ใจ

 

       เท้าที่กำลังจะก้าวตามไปในครัวต้องหยุดชะงัก เมื่อฌานเห็นร่างสูงโปร่งของหุ้นส่วนยืนอยู่ตรงระเบียงบ้าน อวัศย์เสหน้าหนีเมื่อเห็นสายตาคมของฌานมองมา ก่อนจะยิ้มแหยเมื่อรู้ว่าเจ้าของดวงตาคมไม่ยอมเดินไปไหน

       “เอากาแฟสักแก้วไหมเฮีย” อวัศย์หันมาชวนด้วยใบหน้าเจื่อน ๆ

       “อือ” ฌานตอบรับ “เราคงมีอะไรต้องคุยกันเยอะเลยหมอก”

       เสียงนกน้อยใหญ่ดังขึ้นมาระหว่างที่ฌานนั่งอยู่กับอวัศย์บนระเบียงบ้าน  เมื่อไม่มีเสียงรบกวนอื่นใด เสียงนกก็ดูจะชัดเจนขึ้น สำหรับฌานแล้วเสียงนกร้องเหล่านั้นไม่ได้ฟังเป็นเสียงดนตรี แต่เหมือนมันกำลังพูดคุยกันอยู่ บ้างก็ตะโกนเรียกหากัน บ้างก็กระซิบกระซาบ บางคราวชายหนุ่มก็รำคาญเสียงนกพวกนี้ที่รบกวนการนอนในตอนเช้า แต่วันนี้...เขากลับต้องการหยุดฟังเสียงพวกมันให้นานขึ้น...สักครั้ง

 

       หน้าต่างบานหนึ่งในห้องครัวถูกเปิดออก คนที่ทำตัวเป็นเจ้าของครัวยื่นหน้าออกมาฟังเสียงนกที่ร้องอยู่รายรอบด้วยความดีใจ แต่ตรันนินห์กลับหน้าเจื่อนสีลงเมื่อเห็นว่านกน้อยบนต้นไม้ใกล้เคียงต่างกระพือปีกบินจากไปเพราะตกใจกิริยาของเธอ

        ฌานหัวเราะในลำคอเมื่อเห็นอย่างนั้น รอยยิ้มเอ็นดูของเขาฉายลงไปยังหน้าต่างห้องครัวที่ถูกเปิดออก เป็นจังหวะเดียวกับที่หญิงสาวผู้นั้นหันมาสบตากับเขาพอดี คล้ายกับว่าหัวใจของตนเองได้กลายร่างเป็นนก ชายหนุ่มกึ่งกล้ากึ่งกลัวเมื่อได้สบตาเธออีกครั้ง และรอคอยว่าเธอจะมีปฏิกิริยาต่อเขาเช่นไร

        ... แล้วนกน้อยในหัวใจของเขาก็ต้องกระพือปีกบินหนีไป เมื่อปฏิกิริยาของตรันนินห์ก็คือ ผลุบหายเข้าไปในครัว...


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น