อัปเดตล่าสุด 2019-03-21 01:28:00

บทนำ บทนำ

     “สัญญานะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะไม่ทำร้ายกัน” เสียงของมาโซดังก้องอยู่ในความทรงจำของคิส มันเป็นหนึ่งในหลายๆ ประโยคที่เขาจำได้อย่างชัดเจนจากชายคนรัก รักแรก รักเดียวที่เขาเชื่อมั่น แม้ว่าในตอนนี้รอบกายจะเต็มไปด้วยความตายก็ตามที

 

     คิสไม่แน่ใจว่าตัวเองมาอยู่ตรงนี้ในสภาพมีเชือกมัดมือมัดเท้าได้อย่างไร แต่เขาจำมันได้ว่าเป็นห้องๆ หนึ่งภายในคฤหาสน์ฤดูร้อนซึ่งถูกปล่อยร้างอยู่ในป่าท้ายหมู่บ้าน

 

     ห้องกว้างเก่าโทรม กำแพงสี่ด้านดูสกปรกเต็มไปด้วยรอยถลอกจนสีหลุดร่อน แต่ถูกพ่นทับด้วยสีสเปรย์ มุมด้านหนึ่งของฝ้าเพดานมีร่องรอยของน้ำที่เคยรั่วซึมในช่วงฤดูฝน ทำให้บริเวณนั้นเกิดคราบเชื้อราเป็นวงกว้าง พื้นเป็นปาเก้เต็มไปด้วยฝุ่นและเศษขยะ บางจุดมีคราบเลือดที่แห้งเกรอะกรังเกาะแน่น ฝังตัวจนคล้ายเป็นส่วนหนึ่งของลวดลายบนนั้น

 

     ห้องดังกล่าวปิดทึบเพราะหน้าต่างไม้สองบานถูกม่านกั้นไว้ ไม่มีแสงจากภายนอกเข้ามา ทว่าภายในไม่มืดมิด เพราะทุกสิ่งกำลังถูกแผดเผาด้วยเปลวไฟที่ลุกไหม้ไปทั่วบริเวณ ความร้อนของมันส่งผลให้รอยเลือดเก่าตรงพื้นเกิดฟองอากาศคล้ายน้ำเดือดส่งกลิ่นเหม็นอบอวลชวนให้อยากอาเจียน

 

     มีควันเต็มไปหมด คิสทั้งตื่นตระหนกและหวาดกลัว แต่ร่างกายไร้เรี่ยวแรงใดๆ จะดิ้นขืนเพื่อให้หลุดจากพันธนาการ เชือกรัดแน่นเกินไป เขาสำลักควัน เริ่มหายใจติดขัด สองตาพร่ามัวทีละน้อย

 

     เวลานั้นคิสสังเกตเห็นว่ามีร่างของใครคนหนึ่งนอนหันหลังไม่ได้สติอยู่บนพื้นใกล้ประตูทางออก ใต้ร่างนั้นมีกองเลือดไหลซึมออกมา

 

     ใครกัน?

 

     ยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจ สถานการณ์ทั้งหมดตรงหน้าทำให้สับสน จนเกิดความรู้สึกหลากหลายอยู่ในตัว แต่ที่ชัดเจนสุดคือรับรู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย วินาทีนั้นมีใครบางคนเดินฝ่าเปลวไฟเข้ามา

 

     “โซ...” คิสเรียกเขา น้ำเสียงแหบพร่าในใจเกิดความหวัง

     

     มาโซเดินตรงเข้ามาหา ทว่าสองมือเปื้อนเลือดกลับถือมีดเล่มหนึ่งไว้ ดวงตาของอีกฝ่ายดูว่างเปล่าไม่เหลือเค้าความรู้สึกที่เคยมีให้กัน

 

     ความหวังของคนถูกมัดแปรเปลี่ยนกลายเป็นน้ำตา คิสเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นในใจ แต่ก่อนจะได้พูดอะไรออกไป มีดเล่มนั้นก็พุ่งตรงเข้ามาที่ตัวพร้อมกับความเจ็บปวดทั่วแผงอกจนทำให้รู้สึกทรมาน

     

     “คิส! คิส! คิสครับ คิส!” เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างกาย

 

     ชายหนุ่มผวาตื่นตามเสียงเรียกก่อนจะมองรอบห้องอย่างสับสน ความตระหนกยังเกาะกุมอยู่ในใจ จนกระทั่งสายตาปรับแสงให้เห็นภาพ คิสจึงพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงสีขาวขนาดหกฟุต ภายในห้องพักของคอนโดซึ่งปิดไฟปิดม่านมืดสนิท นาฬิกาบนหัวนอนบอกเวลาตีสามกว่า

 

     ไม่มีไฟไหม้ ไม่ได้อยู่ในคฤหาสน์ฤดูร้อนและคนข้างกายของเขาในตอนนี้ไม่ใช่มาโซ

 

     ทั้งหมดเป็นเพียงอดีตที่เขาฝันถึงเท่านั้น...

 

     “คิสเป็นอะไรหรือเปล่า ฝันร้ายอีกแล้วเหรอ” ธาวินเอ่ยถาม ท่าทางดูเป็นกังวล คิสยังปรับอารมณ์ไม่ได้จึงไม่ตอบคำใดออกไป

 

     ธาวินเอื้อมมือจะไปเปิดไฟตรงหัวเตียง คิสรั้งมือนั้นเอาไว้ ก่อนจะเอนตัวซบลงที่อกกว้างของอีกฝ่ายคล้ายต้องการที่พึ่งทางใจ คนข้างกายเห็นเช่นนั้นจึงใช้มือที่ยกค้างมาโอบกอดเขาไว้พลางลูบแผ่นหลังอย่างแผ่วเบา

 

     “ไม่ต้องห่วง ผมไม่เป็นไร ขออยู่แบบนี้สักพักก็พอ” คิสบอกเสียงเบา

 

     “อือ” ธาวินรับคำแล้วปล่อยให้ตัวเองกับคนข้างกายตกอยู่ภายใต้ความมืดมิดและเงียบงัน

 

     มันเป็นสภาพการณ์แบบที่คิสรู้สึกปลอดภัย นับตั้งแต่ตกอยู่ในกองเพลิงจนเกือบโดนไฟครอกตายเมื่อสิบปีก่อน ตัวเขาก็เกลียดเปลวไฟและไม่เคยรู้สึกปลอดภัยเวลาต้องอยู่ท่ามกลางความสว่าง จะยกเว้นก็เพียงพวกแสงไฟสลัวๆ ฉะนั้นเวลาไปไหนในตอนกลางวัน เขาจึงจำเป็นต้องสวมแว่นกันแดดไว้ตลอดเวลา แม้จะลำบากอยู่บ้าง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้  

 

     หมอเคยอธิบายหลังเกิดเหตุใหม่ๆ ว่าเป็นความกลัวฝังใจ หากบำบัดจริงๆ ก็จะช่วยให้ดีขึ้นตามลำดับ แต่เขาปฏิเสธไปเพราะไม่คิดว่าตัวเองจะพร้อมเผชิญกับการต้องอยู่ต่อหน้ากองไฟอีก

 

     ใครไม่เป็นเขาคงไม่มีวันเข้าใจ...

 

     สัมผัสอุ่นรู้สึกได้จากแผ่นหลัง เมื่อธาวินสอดมือเข้ามาใต้เสื้อ มันทำให้เขาคลายใจจากฝันร้ายซึ่งบีบคั้นความคิด จนความรู้สึกเลวร้ายทั้งมวลสงบลงราวกับพายุฝนที่จางหายไป

 

     กลับกันเหมือนคนที่รู้สึกพลุ่งพล่านขึ้นมาจะเป็นธาวิน เพราะเสียงหัวใจเต้นจากอกกว้างซึ่งคิสซบอยู่ดังระรัวไม่เป็นจังหวะ พอให้คาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังอยู่ในอารมณ์ไหน ปลายจมูกของธาวินซุกลงตรงศีรษะเขาก่อนจะเลื่อนลงมาบริเวณหน้าผากแล้วค้างอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน

 

     “ดีขึ้นไหม?” ธาวินถามเสียงเบา เมื่อเห็นคนที่ตนกอดไว้นิ่งสนิทราวกับหลับไป

 

     ไม่มีคำใดตอบกลับมา ธาวินเลยไม่กล้าจะขยับตัวเปลี่ยนท่า เพราะเกรงว่าจะทำให้อีกฝ่ายจะสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้ง มันเป็นความใส่ใจของเขาซึ่งคิสเองก็รับรู้

 

     ธาวินยอมนั่งอยู่ในท่านั้นเนิ่นนาน จนกระทั่งได้ยินเสียงกลั้นหัวเราะเบาๆ จึงแน่ใจว่าตัวเองโดนแกล้งแล้ว

 

     “นี่แกล้งกันเหรอ”

 

     “ก็อยากรู้ว่าจะอดทนไม่ขยับตัวได้นานแค่ไหน” คิสแหงนหน้ามองคนที่โอบกอดตนด้วยรอยยิ้ม ไม่เหลือร่องรอยความกังวลอะไรอีก

 

     “ทั้งคืนก็ยังไหว” ธาวินยักคิ้วริมฝีปากบางเกิดรอยยิ้ม

 

     “ขี้โม้” คิสเบ้ปาก

 

     “คนขี้แกล้ง มาให้ลงโทษซะดีๆ เลย”

 

     ธาวินโถมตัวกดคิสนอนลงบนเตียง สองมือยึดสองแขนไว้ เขาแกล้งขัดขืน อีกฝ่ายจึงใช้ปลายจมูกโด่งเป็นสันซุกลงบนซอกคอ เสียงคิสร้องห้ามพลางหัวเราะก่อนแปรเปลี่ยนเป็นงึมงำอย่างพอใจ ปล่อยอารมณ์ใคร่ให้นำพาความรู้สึก ธาวินชันตัวขึ้นทั้งที่ส่วนล่างยันคร่อมกลางตัวคิสไว้ เขาถอดเสื้อเผยแผงอกขาวก่อนโถมตัวลงหาคิสอีกครั้ง คิสกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น ไม่คุ้นชินสักครั้ง ทั้งที่เห็นสัดส่วนของอีกฝ่ายมาหลายหนแล้ว

 

     สองคนอยู่ใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของกันและกัน มีเพียงเสื้อของคิสเท่านั้นที่กั้นกลางระหว่างเขา ธาวินหายใจหนักหน่วง สองมือเลื่อนไล้ไปตามร่างของอีกฝ่าย ก่อนจะพยายามสอดแขนข้างหนึ่งเข้าไปใต้เสื้อคิสเพื่อจับต้องผิวกายจากทางด้านหน้า

 

     “อย่า” คิสร้องขึ้นพร้อมดิ้นขืน แต่เพราะความต้องการอันร้อนรุ่มทำให้ธาวินไม่ฟังเสียงห้าม ซ้ำยังพยายามจะถอดเสื้อนั่นออกจนต้องร้องห้ามอีกครั้งแต่ก็ยังไม่เป็นผล

 

     ที่สุดของความอดกลั้น คิสพยายามสะกดความรู้สึกแย่ที่เกิดขึ้นจนทนไม่ไหว เขาสะบัดตัวแล้วผลักธาวินอย่างเต็มแรง อีกฝ่ายไม่ได้ตั้งตัวจึงเสียหลักเซล้มเกือบตกเตียง พอตั้งสติได้จะถามว่าเกิดอะไร แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากกลับถูกอีกฝ่ายตะคอกดัง

 

     “ออกไป!” สีหน้าของคิสในตอนนี้ดูต่างราวกลับเป็นคนละคนกับเมื่อครู่ มีแววชิงชังแฝงอยู่ในนัยน์ตาคู่นั้น

 

     “คิส ใจเย็น...”

 

     “ออกกกกกกก!! ปายยยยยยยย!!!!!” คิสตะเบ็งเสียงกรีดร้องราวกับคนเสียสติ

 

     ธาวินที่กำลังตระหนกจึงร้อนรนรีบทำตามประสงค์ของอีกฝ่าย ด้วยกลัวว่าเรื่องจะบานปลายยิ่งกว่านี้ เขาคว้าเสื้อผ้าของตัวเอง แต่ยังไม่ทันได้สวมก็ต้องรีบพุ่งตัวหลบแล้ววิ่งออกไปทางประตูเพราะคิสกระชากโคมไฟตรงหัวเตียงแล้วขว้างใส่ไม่ยั้งมือ

 

     เกิดเสียงโคมไฟกระแทกกำแพงแตกกระจายลงทั่วพื้นพร้อมกับเสียงประตูห้องที่ปิดลง คิสนั่งหายใจหอบดวงตาเบิกกว้างสองมือขยุ้มอยู่ตรงแขนเสื้อทั้งสองแน่นราวกับกลัวว่าจะมีใครมาถอดมันออก

 

     ทุกอย่างเหมือนจะสงบลง แต่อยู่ๆ คิสรู้สึกร้อนไปทั่วร่างคล้ายมีไฟแผดเผาจนแทบทนไม่ไหว เขาก้าวลงจากเตียงเดินตรงไปห้องน้ำ เท้าข้างหนึ่งเหยียบเข้ากับเศษกระจกของโคมไฟ แต่ไม่คิดจะสนใจมัน ยังคงเดินต่อไปปล่อยให้เลือดไหลเป็นทางยาวไปจนถึงห้องน้ำ

 

     ฝักบัวถูกเปิดเพื่อปล่อยให้น้ำไหลผ่านร่าง ทว่าความร้อนที่รู้สึกยังไม่จางหายจึงตัดสินใจถอดเสื้อซึ่งสวมอยู่จนเผยให้เห็นสิ่งที่ปกปิดไว้

 

     รอยแผลไฟไหม้ขนาดใหญ่ตรงซีกซ้ายของร่างตั้งแต่หัวไหล่พาดยาวลงมาทั้งแถบจนถึงบริเวณท้องน้อย มันดูคล้ายรอยปีกของแมลงที่ทาบทับไว้บนตัวเขา เป็นรอยแผลซึ่งเต็มไปด้วยความอัปลักษณ์และความทรงจำอันเลวร้าย คิสใช้มือถูมันอย่างแรง ปากพึมพำว่าร้อนไม่หยุด น้ำตาเริ่มไหลรินเปื้อนสองแก้ม

 

     มือที่ถูรอยแผลนั้นออกแรงมากขึ้น มากขึ้น จนปลายเล็บครูดถูกเนื้อทำให้เกิดเลือดไหลออกมาลงทั่วพื้น... กระทั่งไร้เรี่ยวแรงจะฝืนทน คิสทรุดตัวลงนั่งกับพื้นร้องสะอื้นหวาดกลัวอยู่อย่างนั้นเพื่อระบายความรู้สึกเลวร้ายที่ถาโถมเข้ามาในใจ

 

     เสียงนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดซึ่งใครก็ไม่มีวันเข้าใจ

 

     เนิ่นนาน... เท่านาน... คิสรู้สึกได้ว่าน้ำตาเหือดแห้งลงไปแล้วและสภาพจิตใจก็ดีขึ้น แม้จะยังอยากนั่งอยู่เช่นนั้นต่อไป แต่เพราะร่างกายเปียกปอนทำให้เริ่มหนาวสั่น จึงจำเป็นต้องลุกขึ้นย้ายตัวเองออกจากตรงนั้น

 

     มันเป็นแค่อดีตตอนนี้เราปลอดภัยแล้ว... เขาเตือนสติตัวเองอยู่ภายใน

 

     ทว่าทันทีที่เดินผ่านอ่างล้างหน้า ภาพในกระจกสะท้อนให้เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ตรงด้านหลังของตัวเอง ใบหน้าซีกซ้ายของคนๆ นั้น เน่าเละไปทั้งแถบ

 

     คิสรีบหันไปมองอย่างตกใจ แต่ไม่พบอะไรนอกจากความว่างเปล่า เขาหันมองกระจกอีกครั้งก่อนจะกลับมามองด้านหลังตัวเองเพื่อให้มั่นใจว่าตาฝาดไป

 

     ใช่ มันเป็นไปไม่ได้ที่มาโซจะมายืนอยู่ตรงนี้... ไม่มีทาง...

 

     เพราะมาโซตายไปแล้วพร้อมเหตุเพลิงไหม้คืนนั้น ในฐานะของฆาตกร...


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
markread
2019-03-18 11:29:30

เปิดตัวมาพร้อมกับมีเรื่องให้ต้องขบคิด ว่าแต่ชื่อตัวละคร มาโซ คิส เอาง่ายๆ เนอะ 55555

 

ปล. ธาวินจ๋า ถ้าเบื่อคิสเมื่อไหร่ มาหามิสได้นะ อุวะฮ่า ฮ่า

#1

Hong Asara
2019-03-21 01:33:43

@markread เดี๋ยวในบทถัดๆ ไป จะได้เห็นที่มาที่ไปครับ รวมทั้งชื่อด้วย 55555 ชอบตรง ปล. ><

#2

Thitinun Sonsun
2019-04-18 16:00:48

เปิดตัวได้น่าติดตามจริงๆ​ ค่ะ​

#3

Hong Asara
2019-04-18 22:26:06

@Thitinun Sonsun ฝากติดตามผลงานด้วยนะครับ

#4