อัปเดตล่าสุด 2019-04-06 23:36:48

ตอนที่ 2 ทางกลับบ้าน

     รถฮอนด้าซีวิคสีแดงแล่นผ่านไปตามท้องถนน ทิวทัศน์รอบข้างเคลื่อนผ่านจากตัวเมืองที่มีตึกรามบ้านช่องติดกันเป็นแถว ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่รกร้างเสียส่วนใหญ่ ต้นไม้เริ่มหนาตา บ้านเรือนเริ่มเบาบางทิ้งระยะห่างมากขึ้น จากตัวเมืองกลายเป็นทุ่งโล่งกว้าง ข้างทางเห็นภูเขาใหญ่อยู่ไม่ไกล ป้ายบอกทางขนาดใหญ่มีตัวอักษรกำกับไว้ จังหวัดเลยอีกสิบห้ากิโลเมตร

 

     ดวงอาทิตย์อัสดง ท้องฟ้าเป็นสีส้ม เพียงสิบห้านาทีถัดมาทุกอย่างก็หม่นแสงมืดลงกลายเป็นยามราตรี นาฬิกาบอกเวลาหนึ่งทุ่มยี่สิบสี่นาที จากสภาพร่มรื่นของต้นไม้ซึ่งขึ้นขนานอยู่ริมถนนข้างทาง เวลานี้กลับวังเวงชวนให้รู้สึกหวาดระแวง แต่นั่นไม่ได้มีผลกับคิส สติเขากำลังจดจ่ออยู่กับข่าวร้ายที่ได้รับมาเมื่อตอนบ่าย

 

     “คุณแม่ของคุณตกลงมาจากที่สูง ร่างของท่านได้รับการกระแทกอย่างแรง กระเทือนไปถึงสมอง ตอนนี้ท่าน เอ่อ... อยู่ไอซียู อาการยังไม่พ้นขีดอันตราย คุณรีบมาจะดีกว่า

 

     คำพูดของหมอวัชระดังซ้ำไปมาในความคิด เขาได้แต่สงสัย มีหลายอย่างไม่เข้าใจ ทำไมเกิดเรื่องแบบนี้ แม่ตกลงมาจากที่สู? ที่สูง? ที่ไหนกัน? อาการสาหัสขนาดไหน? ท่านจะตายเหรอ? ในสมองเต็มไปด้วยคำถาม ทำให้วิตกกังวล

 

     มือข้างหนึ่งเลื่อนมากุมมือของเขาไว้พร้อมบีบกระชับแน่นอย่างให้กำลังใจ คิสสะดุ้งเล็กน้อยเพราะไม่รู้สึกตัว เขาหันมองคนข้างกายที่สายตาจับจ้องอยู่กับท้องถนน

 

     “ใกล้ถึงแล้ว ไม่ต้องกังวลนะ คุณแม่อยู่ในมือหมอ ผมเชื่อว่าท่านจะปลอดภัย” ธาวินเอ่ยปลอบเช่นนี้เป็นระยะ ตั้งแต่ตอนคิสโทรศัพท์ไปหาเพื่อเล่าเหตุการณ์

 

     หลังหมอวัชระบอกถึงอาการของแม่ คิสคล้ายตกอยู่ในภวังค์ จนปัณสังเกตเห็นท่าทางผิดปกติของเขา หัวหน้าบรรณาธิการใหญ่จึงช่วยคุยโทรศัพท์ให้จนรู้ข้อมูลทั้งชื่อโรงพยาบาลและรายละเอียดอีกเล็กน้อย เขาอาสาจะขับรถไปส่ง ทว่าคิสเห็นว่าอีกฝ่ายมีงานของสำนักพิมพ์ต้องดูแลรับผิดชอบ จึงปฏิเสธความหวังดีนั้นแล้วบอกว่าจะขับไปเอง

 

     อีกฝ่ายไม่เห็นด้วย เพราะสามสี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ คิสเพิ่งประสบอุบัติเหตุร้ายแรงถูกรถมอเตอร์ไซด์ขับปาดหน้าจนทำให้รถพลิกคว่ำ แม้ภายนอกจะดูไม่มีบาดแผลอะไรสาหัสนอกจากศีรษะแตก แต่ในตอนเกิดเหตุเขาหยุดหายใจไปเกือบนาที โชคดีถูกช่วยเหลือไว้ได้ทัน จึงรอดพ้นจากวิกฤต ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ทว่าเรื่องนี้ส่งผลกับจิตใจจนคิสยังไม่กล้ากระทั่งจะจับพวงมาลัยรถ

 

     ปัณเตือนสติ จนเขารู้ตัวดีว่ายังไม่พร้อมที่จะขับรถไกลขนาดนั้น หลังตั้งสติได้ คิสจึงตัดสินใจโทรหาธาวิน พออีกฝ่ายรู้เรื่องก็อาสาขับรถไปส่งถึงที่โดยไม่ต้องเอ่ยปากร้องขอ

 

     ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงถัดมา ธาวินก็ขับรถคันนี้มารับคิสตรงหน้าสำนักพิมพ์ เป็นความช่วยเหลือในยามคับขันซึ่งมีความหมายมากๆ

 

     โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทั้งสองมีความสัมพันธ์เป็นเพียงแค่คู่นอนกันเท่านั้น...

 

     “วิน ขอบคุณนะ... แล้วก็... ขอโทษเรื่องคืนนั้นด้วย” คิสเอ่ยเบา ในใจรู้สึกผิดเมื่อนึกถึงตอนไล่อีกฝ่ายออกจากห้องไปทั้งที่เวลานั้นดึกมากแล้ว

 

     ธาวินหันมายิ้มให้ ใบหน้าอ่อนหวานยิ่งดูอ่อนโยนมากขึ้นกว่าเดิม

 

     “เรื่องนั้นผมต่างหากที่ต้องขอโทษ คิสเคยบอกไว้แล้วแท้ๆ ว่าห้ามถอดเสื้อ”

 

     “...” คิสไม่ได้ตอบอะไรไป เพราะเป็นความจริง ถึงจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง แต่กับเรื่องแผลเป็นนั่น ยังไงเขาก็ไม่พร้อมให้ใครได้รับรู้ 

 

     “ความจริงผมดีใจนะ ที่เวลาเกิดปัญหา คิสนึกถึงผมเป็นคนแรก” ธาวินบอกพร้อมเลื่อนมือมาตรงแก้มของอีกฝ่าย

 

     “จำไว้นะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมพร้อมจะช่วยคิสเสมอ”

 

     คล้ายคำพูดนั้นส่งถึงคนฟัง มันให้ความรู้สึกอบอุ่นในใจ เขายิ้มบางตอบ ไม่ขยับหน้าหนีสัมผัสของอีกฝ่าย

 

     ถึงอย่างนั้นก็ยังมีความไม่แน่ใจอยู่หลายอย่างภายในความรู้สึก เพราะเวลาเพียงแค่หนึ่งเดือนที่ได้รู้จักกัน ไม่สามารถการันตีได้ว่าเขารู้นิสัยใจคอของธาวินทั้งหมด

 

     สิ่งหนึ่งที่คิสรู้สึกชัดเจนคือถึงอีกฝ่ายจะเป็นรับ แต่ตั้งแต่ต้นธาวินมักจะรุกเข้าหาเขาโดยตลอด ทั้งตอนเข้ามาทำความรู้จักแนะนำตัว การชื่นชมในตัวตน รวมถึงการขอมีสัมพันธ์ลึกซึ้ง

 

     ความจริงคิสไม่ใช่คนขี้ริ้วอะไร ใบหน้าเรียว คิ้วเข้ม ดวงตาเรียวเล็ก ริมฝีปากบางและจมูกที่โด่งเป็นสัน รวมทั้งชื่อเสียงที่มีในฐานะนักเขียนซึ่งเป็นที่รู้จักตั้งแต่ผลงานเรื่องแรก จึงทำให้มีคนเข้าหามาโดยตลอดเวลาอยู่แล้ว บางคนก็อ้างว่าเป็นแฟนผลงาน แต่แค่พูดคุยกันได้สักพักก็รู้ได้ทันที่ว่าไม่เคยอ่านหนังสือของเขา

 

     ไม่นับเรื่องการปิดกั้นตัวเองจากสังคม คิสก็ไม่โง่พอที่จะไว้ใจให้ใครมาใช้ประโยชน์จากชื่อเสียงของตนเอง

 

     ทว่ากับธาวินมีอะไรที่ต่างออกไป...

 

     คงเพราะถูกชะตา หรือบางที... นี่อาจจะเป็นพรหมลิขิตก็ได้

 

     “เข้าเลยแล้ว อีกไม่ไกลแล้วล่ะ ถ้าง่วงก็นอนก่อนได้นะ เดี๋ยวถึงแล้วผมปลุกเอง ตอนนี้พักเอาแรงไว้ก่อน ถึงโรงพยาบาลคงมีอีกหลายอย่างที่ต้องจัดการ” ธาวินเอ่ยขึ้น ดึงความสนใจของคนเหม่อลอยให้รู้ตัว

 

     นั่นสินะ มีเรื่องมากมายต้องจัดการ ทั้งอาการของแม่ ทั้งเรื่องการไลฟ์สดในวันนี้ ตัวเขาจะมองข้ามไม่ใส่ใจกับปัญหาไม่ได้

 

     ก่อนรับโทรศัพท์แจ้งข่าวของแม่ มีบางสิ่งติดค้างอยู่ในใจเขา คือการขอโทษปัณเกี่ยวกับความมุทะลุจนพูดจาล้ำเส้นไปในการไลฟ์สด รวมถึงเรื่องของป้าเพ็ญ

 

     คิสตั้งใจว่าพอไปถึงโรงพยาบาล จัดการเรื่องต่างๆ เรียบร้อย จะรีบโทรไปคุยกับปัณทันที หวังว่ามันจะไม่กลายเป็นปัญหาใหญ่โตจนบานปลายไป เพราะทุกวันนี้ก็รู้ดีว่า สถานะนักเขียนของตัวเอง ไม่ได้ดีเหมือนเมื่อก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อหนังสือที่เขาเขียนเป็นนิยายแนวสืบสวนสอบสวน

 

     หากเทียบจากสถิติทั่วโลก ในแต่ละปีนิยายที่ผู้คนส่วนใหญ่สนใจ มักมีเรื่องที่เกี่ยวกับการฆาตกรรม สืบสวนสอบสวนเป็นอันดับต้นๆ เสมอ แต่ในไทยนิยายประเภทนี้ หากเขียนขึ้นโดยคนไทย จะไม่ค่อยได้รับการสนับสนุน

 

     คิสเคยมานั่งคิดหาสาเหตุว่าทำไม มีบางคนบอกไว้ว่าเป็นเพราะนักเขียนไทยยังขาดชั้นเชิงในการนำเสนอ สภาพแวดล้อมของสังคมไม่ส่งผลให้คนส่วนใหญ่เชื่อว่าบ้านเราจะสามารถมีนักสืบฉลาดๆ ที่ไขคดียากๆ ได้ เขาไม่แน่ใจว่าควรโต้แย้งยังไง เพราะส่วนตัวก็มีนิยายรหัสคดีหลายเล่มที่ชื่นชอบ อ่านแล้วรู้สึกสนุก มันคงเป็นเพราะรสนิยมหรือไม่ก็อคติที่ไม่สามารถบังคับกัน

 

     จึงได้แต่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดียิ่งขึ้นเท่านั้น

 

     นี่ยังไม่รวมถึงกระแสการอ่านนิยายวายหรือชายรักชาย ซึ่งแม้จะมีบางส่วนไม่ยอมรับ แต่จากยอดการขายก็ทำให้รู้ได้ว่านิยายแนวนี้กำลังเป็นที่นิยม

 

     ทว่าน่าแปลกใจไม่น้อย เพราะถึงนิยายชายรักชายจะเป็นที่ชื่นชอบ แต่ในสังคมจริงยังมีหลายส่วนรังเกียจคนรักเพศเดียวกันอยู่อีกมาก ไม่ต้องไปยกตัวอย่างที่ไหนไกล เอาจากแค่ตัวเขาเองที่ไม่เคยปิดบังสิ่งที่ตนเป็น ก็ถูกกระแสจากสังคมส่วนหนึ่งพูดถึงในทางลบ

 

     ทำนองว่าจะยกให้คนที่ผิดเพศเช่นเขาเป็นตัวอย่างของเด็กในสังคมอย่างนั้นหรือ

 

     เป็นคำถามและคำกล่าวหาที่คิสไม่เคยได้โต้แย้งใดๆ บางทีคิสอดนึกไม่ได้ว่าชีวิตตัวเองก็เหมือนกับนิยายสืบสวนที่ตนเลือกเขียน ไม่มีทางได้รับการสนับสนุนจนเขาได้แต่ปลง เพราะการได้รับการยอมรับ มันไม่เกิดขึ้นกับทุกชีวิตที่มีลมหายใจ...  

 

     อยู่ๆ รถที่นั่งเบี่ยงสะบัดส่ายไหววูบอยู่ครู่หนึ่ง ล้อทั้งสี่บดถนนส่งเสียงดังลั่น

 

     คิสตกใจจับคอนโซลหน้ารถแน่น หัวใจเต้นรัวเร็ว

 

     “คิส! เป็นอะไรไหม?!” ธาวินถามเสียงตระหนกทันทีที่รถจอดนิ่งสนิท

 

     “เกิด... เกิดอะไรขึ้น”

 

     “เมื่อกี้มีตัวอะไรบางอย่างวิ่งตัดหน้ารถ ผมเลยรีบเบรก คุณไม่เป็นอะไรนะ”

 

     “ไม่... ไม่เป็นอะไร แล้วมันตัวอะไร ชนถูกไหม”

 

     “ไม่รู้ หมามั้ง ไม่ก็กวาง แต่ผมไม่ได้ชนถูก”

 

     รอบด้านเงียบสงัด มืดสนิทเพราะไม่มีแสงไฟข้างทาง ทั่วทั้งถนนมีเพียงรถของพวกเขาเท่านั้น ความสว่างหนึ่งเดียวที่ทำให้มองเห็นคือไฟหน้ารถที่เปิดอยู่ คิสคล้ายเห็นตัวอะไรบางอย่างเร้นกายในความมืดสุดปลายของแสงไฟ มันขยับตัวทีละน้อยเข้ามาใกล้อย่างช้าๆ จนบางส่วนของร่างกายโผล่พ้นเงาดำ

 

     “วิน นายเห็นตรงนั้นไหม” คิสถาม เพราะสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงสุดปลายแสงไฟหน้ารถคือแขนชุ่มเลือดข้างหนึ่ง

 

     “เห็น... เห็นอะไร”

 

     “ตรงนั้นไง แขนนั่น...” คิสบอก แต่พอหันไปมองอีกครั้ง ทุกอย่างมีเพียงความว่างเปล่า

 

     คิสทำท่าจะเปิดประตูลงจากรถ แต่ธาวินห้ามไว้

 

     “จะทำอะไร”

 

     “จะลงไปดู”

 

     “ดูอะไร มันอันตรายนะ มืดมาก ไม่รู้มีตัวอะไรอยู่ไหม”

 

     “แต่เมื่อกี้เราเห็น... คน... แขนคน... มีเลือดด้วย” คิสบอก ท่าทางมีความลังเลอยู่

 

     ธาวินได้ยินอย่างนั้น หน้าถอดสีอย่างเห็นได้ชัด

 

     “แน่... แน่ใจนะ”

 

     คิสไม่ตอบคำถามนั้น แต่สายตาเพ่งมองไปยังที่เดิม

 

     “โอเค ไม่ต้องลงไป เราจะไม่หนี เดี๋ยวผมจะขับเข้าไปใกล้ๆ ถ้ามีคนบาดเจ็บจริง เราจะช่วยเขา... ผมแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ขับชนอะไร” ธาวินอธิบายพร้อมย้ำความบริสุทธิ์ของตนเองอยู่กลายๆ

 

     รถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าช้าๆ แสงไฟจากหน้ารถเลื่อนส่องนำทางไปทีละน้อย คิสเพ่งมองอย่างตั้งใจ จนรถขยับจากจุดเดิมไปราวยี่สิบเมตร ทั้งสองก็ยังไม่พบใครหรือตัวอะไร แม้กระทั่งรอยเลือดที่เปื้อนพื้น

 

     “เป็นไปไม่ได้”

 

     “บ้างทีคุณอาจตาฝาด ช่างมันเถอะ ไม่มีก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ”

 

     “แต่... อืม ช่างเถอะ เราคงตาฝาดจริงๆ ไปกันเถอะ” คิสอยากเถียงกลับ แต่อยู่ๆ ก็นึกกลัวขึ้นมา จนไม่เห็นประโยชน์อะไรในการโต้แย้งนี้

 

     ธาวินพยักหน้ารับแต่พอเหยียบคันเร่ง เครื่องยนต์กลับดับสนิทลงทันที คิสกลืนน้ำลายลงคอรู้สึกภายในรถเย็นเยียบขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ธาวินพยายามสตาร์ทรถ แต่ทำเท่าไหร่ก็ไร้ผล

 

     ทั้งสองคนตกอยู่ในความมืดและเงียบงัน ฉับพลันเกิดเสียงบางอย่างดังขึ้นตรงประตูข้างคนขับ คิสสะดุ้งสุดตัว เขาไม่ได้ตาฝาด มือที่เห็นเมื่อครู่นั่น กำลังเกาะแน่นอยู่ตรงข้างกระจกรถในเวลานี้...


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
markread
2019-04-01 10:48:48

กลับเป็นธาวินที่ส่งเสียงกรีดร้องประหนึ่งอยู่ท่ามกลางทุ่งลาเวนเดอร์พลิบาน

 

" นังชะนีฝีแตกมันไปมุดท้องรถทำไมยะ" 

#1

Hong Asara
2019-04-04 00:01:37

@markread 5555555 เพราะมุดใต้ท้องรถเลยฝีแตกชิมิ ><

#2