อัปเดตล่าสุด 2019-04-08 09:03:19

ตอนที่ 3 เรื่องผีระหว่างทาง

     จุดหมายของการเดินทางในครั้งนี้คือหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของจังหวัดเลย เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขาห่างไกลผู้คน มันปลีกวิเวก เต็มไปด้วยธรรมชาติและไร้ความเจริญในแบบที่สังคมเมืองมี

 

     รถฮอนด้าซีวิคสีแดงของธาวินอยู่ห่างจากหมู่บ้านดังกล่าวไม่เกินสิบกิโลเมตร ทว่า... มันเป็นสิบกิโลเมตรที่เปลี่ยวร้าง สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้และป่ารกชัฏ ไม่มีบ้านใครหรือผู้คนอยู่ในละแวกดังกล่าว สิ่งที่มีคือภูเขาสูงตระหง่านเบื้องหน้า โอบล้อมความมืด เสียงเงียบและความวังเวงให้คนไม่คุ้นชินกับสถานที่รู้สึกหวาดกลัว... อย่างที่คิสกับธาวินกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้

 

     ฝ่ามือหนาวางทาบทับลงบนกระจกข้างคนขับ ใบหน้าหนึ่งแนบชิดเข้ามาใกล้ คิสที่วันนี้พบเจอเรื่องราวต่างๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือวิญญาณป้าเพ็ญที่มาหลอกหลอนในสภาพตอนตายน่าสยดสยอง ทำให้เวลานี้เขาแทบคุมสติตัวเองไม่อยู่

 

     “วิน! รีบสตาร์ทรถเร็ว!! รีบหนีไปจากที่นี่”

 

     ธาวินทำตามแต่ไม่เป็นผล คิสละสายตาหันไปมองธาวินเพียงเสี้ยววินาที พอหันกลับไปมองที่กระจกอีกครั้งทั้งใบหน้าและมือนั่นก็หายไปแล้ว เขามองรอบๆ พยายามหามัน แต่นอกรถมืดมากจนทำให้ไม่เห็นอะไร

 

     ระหว่างที่ทั้งสองกำลังตื่นกลัว อยู่ๆ มือหนาและใบหน้านั้นก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งที่กระจกฝั่งคิส เขาผงะถอยด้วยความตระหนก ดวงตาที่มองเข้ามาเบิกกว้างจนน่ากลัว มันเคาะกระจกถี่รัวแล้วตะโกนก้อง

 

     “พี่! พี่! ได้ยินผมไหม เป็นอะไรหรือเปล่า? เฮ้ย! พี่! ทำไมติดฟิล์มมืดจังเลยวะ มองไรไม่เห็นเลย พี่ รถเสียเหรอ?! มีอะไรให้ช่วยไหม?!

 

     สองคนภายในรถกระพริบตาถี่แล้วหันมองหน้ากัน ใจยังเต้นรัวเร็วก่อนจะยิ้มแล้วหลุดหัวเราะออกมาเพราะตลกในท่าทีของตัวเอง หากไปเล่าให้ใครฟังก็คงมีแต่คนบอกว่าเป็นเรื่องผีหลอกที่งี่เง่าที่สุด แต่ในพริบตานั้นก่อนที่จะรู้ว่าเข้าใจผิด มันก็ทำให้คิสรู้สึกกลัวขึ้นมาจริงๆ

 

     เหตุนี้เองทำให้เขารู้ ว่าทุกสิ่งอยู่ที่จิตปรุงแต่ง เรากลัว เราคิด เราหลอกตัวเอง คิสจึงตั้งมั่นในใจ ครั้งหน้าหากเจออะไร จะมีสติให้มากกว่านี้

 

     หลังสงบสติอารมณ์ได้ คิสตัดสินใจจะลงจากรถไปคนเดียว ธาวินค้านหัวชนฝา เขาจึงให้เหตุผลสองข้อที่ต้องทำเช่นนั้น เพราะหนึ่ง รถดับสนิท เลยเลื่อนกระจกลงเพื่อพูดคุยกับคนข้างนอกไม่ได้

 

     สอง หากคนที่อยู่ข้างนอกเป็นโจรหรือมิจฉาชีพ มันอาจมีพวกดักซุ่มอยู่ ถ้าเกิดอะไรขึ้นจริงๆ จะได้ไม่เดือดร้อนไปพร้อมกัน

 

     “ต้องลงไปพร้อมกันสิ มันเห็นเรามีกันสองคนจะได้ไม่กล้าทำอะไร” ธาวินแสดงเจตจำนง เพราะไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ดูไร้เหตุผลของคิส

 

     “ถ้ามันจะปล้นจะจี้ ต่อให้เรามากันเยอะกว่านี้ มันก็คงมีวิธีจัดการ เชื่อเราเถอะ วินอยู่ในรถแหละ เราจะระวัง หากมีอะไรเกิดขึ้นจะรีบวิ่งขึ้นรถทันที”

 

     เมื่อครู่เพราะเข้าใจผิดว่าถูกผีหลอก ทำให้คิสรู้ใจตัวเองอย่างหนึ่ง นั่นคือ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยเขาไม่ต้องการให้ธาวินต้องมาเดือดร้อนเพราะเรื่องของตน

 

     ธาวินรู้ดีว่าลองอีกฝ่ายยืนยันจุดยืนเช่นนี้ ก็ยากที่จะเปลี่ยนใจ เสียเวลาที่จะโต้เถียงกัน จึงได้แต่ย้ำบอกว่าให้ระวังตัว คิสพยักหน้ารับแล้วเปิดประตูลงจากรถ ธาวินมองตาม คิดในใจว่าหากมีอะไร ยังไงก็จะไม่ยอมหนีไปคนเดียวแน่นอน

 

     “พี่ณิน! พี่คณินใช่ไหม!?” ทันทีที่เห็นหน้า คนที่รออยู่นอกรถทักขึ้นราวกับรู้จักกันเป็นการส่วนตัว ไม่มีใครเรียกเขาชื่อนี้ในฐานะนักเขียน

 

     คิสเพ่งมอง แต่ความมืดทำให้เห็นใบหน้านั้นไม่ชัดเจน อีกฝ่ายจึงรีบวิ่งกลับไปที่รถมอเตอร์ไซด์ของตัวเองซึ่งจอดอยู่ไม่ไกลแล้ววิ่งกลับมาพร้อมไฟฉายที่เปิดสว่าง

 

     “ผมเองพี่ณิน ผมน้อยไง น้องพี่โตเพื่อนของพี่” น้อยพูดอย่างดีใจ เพราะเคยสนิทกับคิสในวัยเด็กและอีกฝ่ายใจดีกับเขามาก

 

     “น้อย... นี่น้อยเหรอ โตขึ้นมากเลยนะ” คิสทักกลับ ท่าทางยังรู้สึกสับสนกับเหตุการณ์ตรงหน้าเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นกะทันหันเกินไป

 

     “ดีใจจังได้เจอพี่ ผมตามข่าวพี่ตลอดเลยนะ เป็นนักเขียนดังแล้ว ดีใจด้วยนะครับ แล้วนี่พี่มาทำอะไรที่นี่ครับ กลับมาหาคุณป้าเหรอ แล้วนี่รถพี่เสียเหรอ มีอะไรให้ผมช่วยไหม” น้อยถามรัวเป็นชุดไม่รอคำตอบ ท่าทางใสซื่อบริสุทธิ์เหมือนกับตอนสมัยยังเป็นเด็ก

 

     คิสเห็นแบบนั้น ทำให้นึกถึงความทรงจำเก่าๆ ในช่วงที่สนิทกัน นอกจากรูปร่างสูงใหญ่ อีกฝ่ายดูจะไม่เปลี่ยนไปเลย

 

     “ใจเย็นๆ ถามเป็นชุดขนาดนี้พี่ตอบไม่ทัน”

 

     อีกฝ่ายยิ้มกว้าง พลอยทำให้คิสยิ้มตามอย่างเอ็นดูก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนเป็นกังวล

 

     “คือพี่กำลังรีบไปหาแม่ เกิดเรื่องกับท่าน แต่รถพี่อยู่ๆสตาร์ทไม่ติด”

 

     “คุณป้าเป็นอะไรครับ!? เอ่อ... พอดีผมออกมาทำธุระในเมืองเมื่อสองวันก่อน นี่เพิ่งจะกลับ วันนั้นยังเห็นปกติอยู่เลย ท่านเป็นอะไรมากไห?!” น้อยท่าทางตื่นตระหนก เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มาที่นี่นานมากแล้ว แต่อยู่ๆ กลับมา นั่นสื่อเป็นนัยว่า ‘เรื่องที่เกิด’ ย่อมไม่ธรรมดา

 

     สีหน้าอีกฝ่ายดูเคร่งเครียดจนไม่ต้องฟังคำตอบก็รู้ได้ชัดเจนว่าเป็นยังไง

 

     “ผมไม่รู้เรื่องเครื่องยนต์ แถมแถวนี้ก็ไม่มีช่าง ไม่มีบ้านคนเลย ต้องโทรตามช่างจากในเมือง ไม่ก็ให้คนในหมู่บ้านเรามาช่วยดู ถ้าพี่รีบจริงๆ ซ้อนรถผมไปก็ได้นะครับ ไม่ถึงสิบโล ขี่แป๊ปเดียวเดี๋ยวก็ถึงแล้ว เพียงแต่รถพี่คงต้องเข็นจอดไว้ข้างทางก่อน”

 

     ทันทีที่ได้ข้อเสนอจากน้อย คิสตอบรับทันทีโดยที่ไม่ต้องคิดนาน เขากลับไปที่รถแล้วเล่าให้ธาวินฟัง พร้อมบอกว่าจะรีบไปตามช่างมาดูรถ ให้รออยู่ที่นี่

 

     เป็นอีกครั้งที่ธาวินอยากจะค้าน แต่ก็ทำได้เพียงแค่จำยอม เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายต้องรีบไปดูอาการของแม่และรถมอเตอร์ไซด์ของน้อยก็คันเล็กเกินกว่าที่เขาจะซ้อนไปด้วยได้

 

     “ขอโทษนะวิน เราขอให้นายมาส่งแท้ๆ แต่กลับ...”

 

     “ขอโทษทำไม ผมเข้าใจ คิสรีบไปเถอะ มีอะไรโทรมาหาผมนะ เดี๋ยวรถเรียบร้อยแล้วผมจะรีบตามไป”

 

     “เอ่อ... ถ้ารถซ่อมเสร็จแล้ว แล้ว... ถ้านายไม่สะดวก จะกลับก่อนเลยก็ได้นะ เรา... เกรงใจ” คิสบอกอ้อมๆ ว่าอยากให้อีกฝ่ายกลับไปไม่ต้องรอหรือตามมา

 

     ธาวินเข้าใจความหมายนั้น จึงได้แต่นิ่งงัน รู้ดีว่าอีกฝ่ายมีเหตุผลในการปิดกั้นตัวเอง มันเป็นเรื่องที่ทั้งสองคุยกันไว้เนิ่นๆ ตั้งแต่ตอนที่เริ่มรู้จักกัน

 

     “ขอโทษนะ” คิสกล่าวย้ำอีกครั้ง เพราะรู้ดีว่าตัวเองทำไม่ถูก ไม่บ่อยที่เขาจะรู้สึกเช่นนี้

 

     ธาวินได้แต่ยิ้มตอบ

 

     “ไม่เป็นไร รีบไปเถอะ” น้ำเสียงนั้นมีความเศร้าซ่อนเร้นอยู่

 

     คิสกับน้อยช่วยกันเข็นรถเข้าข้างทาง ก่อนที่จะจากมา ถึงจะห่วงเรื่องแม่และเร่งรีบอยู่ แต่การทิ้งธาวินไว้ในรถเพียงลำพังก็ยังเป็นเรื่องที่ทำให้คิสไม่สบายใจอยู่ดี และนั่นก็เป็นเรื่องที่น้อยดูออก

 

     “พี่ณินไม่ต้องห่วงนะ รถอยู่ตรงนั้นปลอดภัยไม่โดนใครขโมยไปแน่นอน เดี๋ยวส่งพี่เรียบร้อยแล้วผมจะรีบไปตามช่างมาช่วยดูให้” น้อยตะโกนบอกขณะบิดคันเร่งเพื่อทำเวลา

 

     คิสไม่คุ้นกับการซ้อนมอเตอร์ไซด์จึงเสียการทรงตัวเล็กน้อยจนต้องรีบกอดเอวอีกฝ่ายไว้แน่นเพื่อประคองตัว อีกฝ่ายหันมาบอกอะไรบางอย่าง แต่เขาได้ยินเพียง ‘กอดแน่น’ จึงเข้าใจผิดคิดว่าตนออกแรงมากไปเลยคลายอ้อมแขนตัวเองออก

 

     ทว่าน้อยกลับใช้มือข้างหนึ่งกุมสองแขนของคิสที่โอบรอบเอวตัวเองให้กระชับขึ้นยิ่งกว่าเดิม เขาจึงเข้าใจว่าอีกฝ่ายบอกให้กอดแน่นๆ ไว้ ใบหน้าของคนซ้อนเลยต้องซบลงกลางแผ่นหลังกว้างอย่างไม่ตั้งใจ

 

     แต่น่าแปลกที่มันกลับทำให้เขารู้สึกปลอดภัย...


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
markread
2019-04-08 14:53:44

เอาละเว้ย เอาละเว้ย มือที่สามหรือมือที่สี่โผล่มาละเว้ย

#1

Hong Asara
2019-04-16 13:47:52

@markread เดี๋ยวจะมีมือที่ห้าที่หกมาเพิ่มด้วย 55555

#2

Thitinun Sonsun
2019-04-20 15:53:08

ฮั่นแน่!! ชอบเร่งเครื่องเหรอ

#3

Hong Asara
2019-04-21 17:11:11

@Thitinun Sonsun 55555 ไม่เร่งๆ กลัวแล้ว

#4