อัปเดตล่าสุด 2019-04-16 13:45:36

ตอนที่ 4 โรงพยาบาล

     เวลานั้นน่าจะราวๆ สองทุ่มเศษ เป็นคืนวันศุกร์สุดท้ายของเดือนเมษายน น้อยบอกว่าหมู่บ้านไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมสักเท่าไหร่ แต่ก็มีหลายอย่างที่ไม่เหมือนนับตั้งแต่คิสจากมา

 

     บางที... สิ่งที่น้อยอยากสื่อจริงๆ อาจหมายถึง หลังจากคิสทำให้สังคมภายนอกรู้เรื่องคดีฆาตกรรมซากจักจั่นนั่น หมู่บ้านก็ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกเลยมากกว่า

 

     เขาได้แต่นิ่งฟัง ไม่ได้พูดอะไรออกไป คิดในใจว่ามันคงดีกว่าที่ให้ความเงียบช่วยกลบกลืนเรื่องราวที่ไม่อยากจดจำ

 

     อากาศอบอ้าวทั้งที่เป็นเวลากลางคืน ถึงจะนั่งซ้อนท้ายอยู่บนมอเตอร์ไซด์ใต้ความเร็วแปดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ก็ไม่ช่วยให้เย็นสบายขึ้น ลมที่พัดมามีแต่ไอร้อน ท้องฟ้ามืดมีเมฆแดงลอยเต็มไปหมดจนกลายเป็นคืนไร้ดาว อีกไม่นานฝนคงตก

 

     ทิวทัศน์รอบข้างเลื่อนผ่านรวดเร็วจนจำแนกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร แต่ถึงจะมองเห็นชัดเจน ภาพที่ปรากฏก็คงมีเพียงต้นไม้ข้างทางเท่านั้น คิสปล่อยใจตัวเองไปตามความคิด แรกเริ่มตอนตัดสินใจมากับน้อย ความคิดของเขายังกังวลเรื่องของธาวินซึ่งถูกปล่อยทิ้งไว้เพียงลำพัง แต่พอรถมอเตอร์ไซด์ขับผ่านมาราวๆ สามกิโลเมตร ความไม่สบายใจของเขาในตอนนี้กลับเป็นจุดเดิมที่ทำให้ออกเดินทาง คือห่วงอาการของแม่ซึ่งนอนโคม่าอยู่

 

     นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้กลับมา

 

     กี่ปีแล้วที่ไม่ได้พูดคุยกับคนทางบ้าน

 

     จะไปทันดูใจแม่ไหม...

 

     ทำไมเขาถึงทำตัวห่างเหินยอมปล่อยให้ครอบครัวกลายเป็นคนแปลกหน้าได้ขนาดนี้

 

     ความคิดเวียนวนอีกครั้งจนเมื่อถึงทางเข้าหมู่บ้าน จึงทำให้คิสตื่นตระหนกลืมทุกเรื่องกังวล เพราะทางที่น้อยพามาไม่ใช่ทางคุ้นเคย ซ้ำมันยังแปลกประหลาดจนเขาคาดไม่ถึง

 

     เบื้องหน้าเป็นกำแพงของภูเขาสูง มันถูกขุดจนกลายเป็นอุโมงค์แบบทางเข้าเหมืองซึ่งเรามักจะเห็นกันในหนังหรือสารคดี น้อยชะลอความเร็วของรถแล้วเข้าไปอย่างไม่ลังเล ด้านในมืดยิ่งกว่าคืนเดือนดับภายนอก มันมืดขนาดแค่ยื่นแขนออกไปจนสุด ก็มองไม่เห็นปลายนิ้วของตัวเอง

 

     คิสมองไกลไปจนสุดสายตา ยังไม่เห็นแสงสว่างของปลายทาง วินาทีนั้นเขารู้สึก หากทางเข้านรกมีอยู่จริง มันคงมีลักษณะเป็นเช่นนี้

 

     “หนะ... น้อย นี่เรากำลังจะไปไหนกัน!?” คิสเอ่ยถามทั้งตกใจ ทั้งหวาดกลัว

 

     “เข้าหมู่บ้านไงพี่ อ๋อ! ผมลืมไป พี่ไม่ได้กลับมาที่นี่เกือบสิบปี เลยไม่รู้ ทางเข้าเก่าของหมู่บ้านเราถูกดินถล่มปิดทางไปตอนปี54 แล้ว แล้วพอทางราชการมาช่วยขุดเปิดทางก็ถล่มซ้ำลงมาอีก เจ้าหน้าที่เขาว่ามันอันตรายเลยหาทางใหม่ให้ ก็กลายเป็นแบบนี้แหละ” น้อยตะโกนบอกเสียงลอยมาตามลม

 

     เกือบสิบนาทีที่ยาวนาน ทั้งสองก็ออกมาพ้นจากอุโมงค์ดังกล่าว คิสถอนหายใจโล่งอกก่อนจะสังเกตสภาพรอบตัว จากมุมสูงที่เขาอยู่ในเวลานี้ ภาพทั้งหมู่บ้านอยู่เบื้องล่าง ทว่าเพราะเป็นคืนเดือนดับจึงทำให้เห็นอะไรไม่ได้ชัดเจนมากไปกว่าจำนวนหลังคามากมายซึ่งสร้างติดกันเป็นทิวแถว มีอาคารสูงสีขาวตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ไม่ไกลเกินสายตาจะมองเห็น มันเปิดไฟสว่างอยู่ คิสเพ่งมองแน่ใจว่าที่นั่้่นคือโรงพยาบาลที่ต้องไป

 

     “ตรงนั้นไงพี่ ไม่ไกล เดี๋ยวผมรีบบิดไป พี่เกาะแน่นๆ นะ ถนนไม่ค่อยดีเท่าไหร่”

 

     น้อยตะโกนบอก ไม่รอให้คิสได้ตั้งตัว ความเร็วก็พุ่งไต่ระดับขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาเกือบหงายหลังไป โชคดีที่คว้าเอวของอีกฝ่ายไว้ได้ทัน

.................................................

 

     วัชระถอนหายใจท่าทางร้อนรนมองดูนาฬิกาแขวนบนผนัง เวลาป่านนี้แล้วแต่ลูกชายของคนเจ็บยังมาไม่ถึง หรือว่าจะเกิดเรื่องอะไร

 

     ไม่สิ! นั่นไม่ใช่เรื่องที่เขาควรกังวลมากสุด ที่ต้องห่วงในตอนนี้คือเรื่องของอาการของคนเจ็บซึ่งนอนโคม่าไม่ได้สติอยู่

 

     บาดแผลจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ทำให้คนเจ็บควรทำการสแกนสมอง แต่เพราะที่นี่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมือง จึงไม่มีเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยแบบนั้น ครั้นจะส่งคนเจ็บไปโรงพยาบาลอื่นที่พร้อมกว่า ก็มีทั้งเรื่องเงินและขั้นตอนซึ่งจะต้องให้ญาติคนไข้ตัดสินใจ การเซ็นเอกสารรองรับเพื่อความถูกต้อง ไม่ให้เกิดปัญหาภายหลังเป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

     เวลานี้นายแพทย์คนเดียวซึ่งประจำอยู่ที่โรงพยาบาลของหมู่บ้าน จึงทำได้เพียงรักษาอาการบาดเจ็บในส่วนที่สามารถทำได้และเฝ้าภาวนาไม่ให้คนเจ็บอาการทรุดมากไปกว่านี้ เขาไม่อยากให้เธอตายก่อนลูกชายของเธอจะมา ทว่าอีกฝ่ายมาช้าเกินไป ครั้นพอโทรไปตามอีกครั้งก็กลับติดต่อไม่ได้อีก

 

     วัชระมองดูนาฬิกาบนผนังซ้ำอีกครั้งอย่างร้อนใจ เวลาบนนั้นไม่ต่างจากเมื่อกี้ที่ได้รู้

 

     ฉับพลันที่นอกห้องเกิดเสียงเอะอะดังเข้ามา หมอหนุ่มรีบลุกขึ้นยืนในทันทีเพราะรู้แน่ว่าต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เขาเพียงไม่รู้ว่ามันจะเป็นข่าวดีหรือไม่ดีเท่านั้น ประตูห้องทำงานถูกเปิดออก พยาบาลสูงวัยคนหนึ่งกระหืดหระหอบวิ่งเข้ามา

 

     “คุณหมอคะ! คนเจ็บ! คนเจ็บ!! คุณหมอรีบไปดูเร็ว!!” เธอกล่าวน้ำเสียงติดขัดเพราะกำลังพยายามจะสูดอากาศเพื่อหายใจ

 

     หมอหนุ่มรีบวิ่งออกจากห้อง ไปดูอาการของคนเจ็บทันที...

...................................

 

     “ขอบใจนะ ขอบใจมากจริงๆ” คิสเอ่ยเมื่อน้อยขับรถมาจอดเทียบหน้าโรงพยาบาล

 

     “เดี๋ยวครับพี่ เดี๋ยวผมไปด้วย” เด็กหนุ่มรีบบอก รั้งให้อีกฝ่ายรอ

 

     “ไม่ต้อง!” คิสตวาดกลับอย่างรวดเร็วราวกับไม่ได้เสียเวลาคิด

 

     น้อยได้ยินคำบอกที่เหมือนห้ามก็ทำให้วางตัวไม่ถูก

 

     “เอ่อ... พี่ไม่ได้... พี่ขอโทษ พี่แค่ร้อนใจ น้อยช่วยพี่อีกอย่างได้ไหม ช่วยตามช่างให้ไปดูรถหน่อย พี่เป็นห่วงเพื่อนน่ะ กลัวเขาจะรออยู่ตรงนั้นนาน”

 

     “เพื่อนพี่...”

 

     “ส่วนทางนี้เดี๋ยวถ้ามีเรื่องอะไรพี่จัดการเอง น้อยไม่ต้องห่วง ”

 

     “ครับ ได้ครับ เดี๋ยวผมจะรีบไปบอกช่างให้”

 

     “ขอบใจนะ รบกวนด้วย” คิสบอกเสร็จก็รีบวิ่งเข้าไปในอาคารทันที

 

     น้อยได้แต่มองตาม สีหน้ามีความเคลือบแคลงสงสัยปรากฏอยู่

 

     คงเพราะเป็นเวลาดึกพอควรแล้ว ภายในโรงพยาบาลจึงค่อนข้างเงียบและเปลี่ยวร้าง ไฟส่วนใหญ่ปิดสนิท มีเพียงบางดวงที่เปิดไว้ให้เห็นทาง

 

     ตรงเคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ไม่มีคนอยู่ คิสมองไปรอบๆ ชั้นล่างกลับไม่พบใคร เขาไม่แน่ใจว่าควรจะไปตรงไหนยังไงต่อ จึงได้แต่ยืนมอง

 

     “ขอโทษครับ! มีใครอยู่ไหม? ขอโทษครับ!!”

 

     ไม่มีเสียงใครตอบกลับมา ด้วยร้อนใจทำให้ความหงุดหงิดเริ่มถาโถมเข้าใส่

     'หรือจะเดินออกไปถามลุงยามที่นั่งสัปหงกอยู่หน้าอาคารดี ไม่ดีกว่า ลองเดินเข้าไปอาจเจอใครให้ถามสักคน'

     ทว่าพอคิสจะเดินเข้าไปข้างใน กลับมีมือหนึ่งยื่นเข้ามาคว้าจับแขนเอาไว้ เขาสะดุ้งตกใจ พอหันไปมองยิ่งผวากลัวมากกว่าเดิม เพราะเจ้าของมือเย็นเยียบนั่นเป็นสตรีร่างเล็กอยู่ในชุดคนไข้ มีผ้าพันแผลเปื้อนเลือดพันรอบศีรษะจนทั่ว เว้นเพียงช่วงดวงตาที่เบิกกว้างและริมฝีปากซึ่งมีแต่แผลพุพองเต็มไปหมด

 

     คิสพยายามสะบัดมือนั้นออกจากแขน แต่กลับถูกบีบแน่นกว่าเดิม

 

     “ช่วยด้วย...” หญิงสูงวัยกล่าวเสียงแหบพร่าพร้อมยื่นใบหน้าที่ซ่อนแผลเน่าเละไว้ใต้ผ้าพันแผลเข้ามาใกล้

 

     คิสจะถอยหนีแต่ไม่สามารถทำได้

 

     “คุณป้าคะ หลงมาอยู่ที่นี่เอง หนูเดินหาตั้งนาน” เสียงพยาบาลคนหนึ่งร้องทักขึ้น

 

     หญิงสูงวัยในชุดคนไข้จึงยอมปล่อยมือออกจากคิส เธอหันไปทางพยาบาลสาวคนนั้น

 

     “ช่วยด้วย...” เสียงแหบพร่าย้ำคำเดิมอีกครั้ง ท่าทางเลื่อนลอย

 

     “ค่ะป้า ช่วยค่ะ ตามหนูมานะ เดี๋ยวหนูจะพากลับไปที่ห้องพักเอง” พยาบาลสาวยื่นมือเข้ามาช่วยประคองอีกฝ่าย

 

     คิสมีท่าทางตื่นตระหนก กลืนน้ำลายอย่างหวาดหวั่น

 

     “ขอโทษด้วยนะคะ พอดีคุณป้าแกหลงๆ ชอบเดินออกมาแล้วจำห้องพักไม่ได้เป็นประจำ แต่แกไม่มีอันตรายอะไร ไม่ต้องกลัวนะคะ”

 

     “คะ... ครับ ไม่เป็นไร”

 

     “คุณใช่คุณคณินหรือเปล่าคะ”

 

     “ครับ ผมเอง”

 

     “ตอนนี้คุณหมอวัชระรอพบคุณอยู่ที่ห้องฉุกเฉินค่ะ เดินไปทางซ้ายสุดทาง ห้องอยู่ตรงนั้น”

 

     “ครับ ขอบคุณมากครับ”

 

     คิสกล่าวแล้วรีบวิ่งไปตามทางที่บอกทันทีโดยไม่หันหลังกลับไปมอง เพราะไม่อยากอยู่ใกล้คนไข้คนนั้นอีก แม้แต่เพียงวินาทีเดียว


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
markread
2019-04-15 11:21:28

แหม นึกว่าคุณป้าเป็นผีซะอีกค่ะ

#1

Hong Asara
2019-04-16 13:49:13

@markread ป้ามาช่วยสร้างบรรยากาศครับ หึหึ

#2

Thitinun Sonsun
2019-04-20 15:58:39

น่าจะมีคนเป็นผี​ ????????????????

#3

Hong Asara
2019-04-21 17:12:41

@Thitinun Sonsun หึหึหึหึ วะฮ่าฮ่าฮ่า 

#4