อัปเดตล่าสุด 2019-04-24 17:48:02

ตอนที่ 5 แม่

     ป้ายบอกห้องฉุกเฉินสว่างชัดเพราะหลอดนีออนเปิดไฟไว้ตรงฝาเพดาน มันทำให้กำแพงสีขาวและพื้นหินขัดสีเดียวกันลดความหม่นหมองของสถานที่ลงไป คิสพบใครคนหนึ่งยืนอยู่บริเวณนั้น

 

     ชายสูงวัยอายุหกสิบกว่า ผมสีดอกเลา รูปร่างสูงโปร่ง ผิวสีน้ำตาลแบบคนตากแดดจนคล้ำ ใบหน้าเคร่งขรึม สายตาทอดมองเข้าไปภายในห้องฉุกเฉินผ่านกระจกใสที่เป็นบานกั้นอยู่

 

     "พ่อ..." คิสเอ่ยเบา เสียงแผ่วจนคำที่เปล่งมาแทบไม่ได้เล็ดลอดออกจากลำคอ

 

     คนถูกเรียกหันมา สายตาว่างเปล่าในคราแรก เพียงแวบเดียวที่พบว่าคิสยืนอยู่ไม่ห่าง ก็แปรเปลี่ยนเป็นดุดัน แสดงชัดถึงความขุ่นเคืองไม่พอใจ ไม่มีคำทักทายใดจากคนตรงหน้า คิสยกมือสวัสดียังไม่ได้รับการสนใจ เขาจึงทำได้เพียงแค่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น

 

     “มะ... แม่... อาการของแม่เป็นยังไงบ้างครับ” กว่าจะรวบรวมสติและความกล้าเอ่ยถาม ก็กินเวลาอยู่นาน

 

     “แกกลับมาทำไม!?” คนเป็นพ่อตอบคำถามด้วยคำถาม

 

     “ผะ... ผม... คือ... หมอวัชระโทรมาตาม ผมก็เลย... มา” ยิ่งพูดน้ำเสียงของคิสยิ่งแผ่วเบาลง

 

     “หึ! ยุ่งไม่เข้าเรื่อง!!

 

     คิสไม่แน่ใจว่าประโยคดังกล่าว อีกฝ่ายหมายถึงตนซึ่งเป็นลูก หรือหมายถึงหมอที่รักษาแม่ พูดจบพ่อของคิสก็เดินเลี่ยงออกไปด้วยความหงุดหงิด คิสอยากถามมากกว่านี้ แต่กระทั่งจะหันมองตามแผ่นหลังนั้น เขาก็ยังไม่กล้า

 

     ความเงียบเกิดขึ้นรอบตัว แต่ไม่ได้เพียงครอบคลุมบรรยากาศเท่านั้น มันยังกัดกินไปถึงในใจของคิสด้วย สีหน้าหดหู่แสดงชัดว่าความรู้สึกของเขาในตอนนี้เป็นเช่นไร มันแย่จนทำให้ลืมหลายๆ เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ไปจนหมดสิ้น

 

     เสียงพูดคุยภายในห้องฉุกเฉินดังแว่วทำให้คิสได้สติ

 

     จริงสิ! แม่!

 

     คิสเดินเข้าไปในห้องดังกล่าว ภาพภายในทำเอาสมองสับสน เพราะสิ่งที่เห็นคือแม่ของเขากำลังนั่งอยู่บนเตียง มีผ้าห่มคลุมปิดถึงช่วงหน้าท้อง ผ้าพันแผลรอบศีรษะมีรอยซึมสีแดงเป็นวงกว้าง เสื้อที่แม่สวมอยู่เปื้อนคราบดินกับเลือดอยู่ไม่น้อย ใบหน้าคุ้นเคยซึ่งไม่ได้เห็นมานานหลายปี มีแววโรยราไปตามกาลเวลา แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังยิ้มและหัวเราะได้ในตอนนี้ราวกับคนปกติ

 

     ไหนหมอบอกว่าแม่อาการสาหัส...

 

     “คุณคณินใช่ไหมครับ ผมวัชระครับ คนที่โทรหาคุณ” ชายหนุ่มซึ่งนั่งอยู่ข้างกายแม่ลุกขึ้นถามแล้วเดินเข้ามาใกล้

 

     “ครับ ต้องขอโทษด้วยที่ผมมาช้า แม่ของผม... ท่าน...”

 

     “ครับ เป็นเรื่องแปลกมากๆ ตอนนี้คุณแม่ของคุณไม่เป็นอะไรแล้ว”

 

     “หมายความว่ายังไง คุณหมอล้อเล่นอะไร ไหนว่าแม่ผมอาการสาหัสจนอาจจะ... หมอหลอกผมมาที่นี่เหรอ” คิสขมวดคิ้วสงสัย มีความไม่พอใจผุดขึ้นในความรู้สึก

 

     “ไม่ครับ ผมไม่ได้ล้อคุณเล่น เรื่องเกี่ยวกับชีวิตคน ผมเอามาหลอกใครได้ยังไง ก่อนหน้านี้ประมาณครึ่งชั่วโมงก่อน คุณแม่คุณนอนโคม่าอยู่จริงๆ  แต่อยู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาเป็นปกติ อย่างที่เห็นนี่แหละครับ พูดคุยรู้เรื่อง ยิ้มหัวเราะราวกับไม่เป็นอะไร ผมตรวจชีพจร ความดันให้แล้ว ปกติทุกอย่างครับ แผลที่ศีรษะทำการรักษาให้แล้ว เนื้อตัวมีรอยถลอกเล็กน้อย”

 

     "เดี๋ยวครับหมอ! ผมตามไม่ทัน อะไรยังไงกันแน่!” คิสเสียงดังจนภายในห้องเงียบงัน

 

     แม่ของเขาที่กำลังคุยอยู่กับพยาบาลสูงวัยหันมามอง คิสหันไปได้สบตากับเธอ แต่ยังไม่ทันได้พูดคุยกัน หมอวัชระก็เรียกเขาออกมาจากห้องเสียก่อน คิสจำใจต้องเดินตามออกไป

 

     “คุณคณินครับ ผมรู้ว่าคุณหงุดหงิด เรื่องนี้มันแปลกผมก็ยอมรับ แต่ใจเย็นๆ แล้วฟังผมก่อนนะ เมื่อตอนสายของวันนี้คุณแม่คุณตกลงมาจากที่สูงแล้วถูกชาวบ้านช่วยกันพามาที่โรงพยาบาล สมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างแรง อาการสาหัสมาก ผมเลยโทรตามคุณมา คุณแม่คุณนอนอยู่ไม่ได้สติทั้งวัน จนเมื่อตอนสองทุ่มเธอก็ฟื้นขึ้นมา”

 

     “ได้ยังไง?

 

     “คงต้องตรวจกันให้ละเอียดอีกทีครับถึงจะบอกได้  ตอนนี้ คุณแม่คุณทุกอย่างดูปกติ นอกจากแผลที่ศีรษะแล้ว เธอไม่เจ็บอะไรเลย แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องทำการสแกนสมอง ตรวจว่ามีเลือดคลั่งหรือเปล่า”

 

     “เอาสิ! งั้นทำเลย”

 

     “ที่นี่ไม่มีเครื่องมือ เราต้องส่งเธอไปที่โรงพยาบาลในเมือง”

 

     “ก็ได้ จะทำอะไรก็ทำเลยแล้วจะส่งไปได้เมื่อไหร่!?

 

     “ผมจะรีบจัดการให้ คุณเซ็นเอกสารยินยอมพอ”

 

     “แล้วตอนนี้ต้องทำยังไงต่อ”

 

     “ให้นอนที่นี่ก่อนครับ เดี๋ยวผมเดินเรื่องเสร็จ รถของฝั่งนั้นน่าจะมารับภายในคืนนี้หรือพรุ่งนี้เช้า”

 

     “ตอนนี้ผมคุยกับแม่ได้แล้วใช่ไหม” น้ำเสียงของคิสเริ่มอ่อนลง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายใส่ใจ จริงจังกับการดูแลแม่ของเขามากแค่ไหน

 

     “ได้ครับ เชิญเลย ยังไงตอนนี้ให้พักที่ห้องฉุกเฉินนี้ก่อนนะ”

 

     “ขอบคุณครับ” คิสบอก หมอยิ้มท่าทางอิดโรยไม่น้อย

 

     คิสจะเดินกลับเข้าไปในห้อง แต่นึกเรื่องที่สงสัยขึ้นมาได้จึงเรียกหมอวัชระที่กำลังจะเดินไปจัดการเรื่องเอกสารให้

 

     “คุณหมอบอกว่าแม่ผมตกจากที่สูง ท่านตกลงมาจากไหน?

 

     “เห็นชาวบ้านที่มาส่งบอกว่าที่คฤหาสน์ฤดูร้อนครับ”

 

     คำตอบทำเอาคิสตัวชา เพราะที่นั่นมันเป็นที่ที่เขาไม่ต้องการให้ใครเขาไปใกล้ แม้คนๆ นั้นจะเป็นแม่ของตัวเองก็ตาม

 

     “หมอว่าไงนะ”

 

     “คะ... คฤหาสน์ฤดูร้อนครับ จากระเบียงชั้นสองของที่นั่น ทำไมเหรอครับ มีอะไรหรือเปล่า”

 

     “ทำไมแม่ผมไปอยู่ที่นั่น”

 

     “เรื่องนี้ผมก็ไม่ทราบ แต่พูดขึ้นมาก็ดีแล้ว ก่อนหน้านี้คุณแม่คุณเคยมาตรวจสุขภาพประจำปี เธอมีแนวโน้มจะเป็นอัลไซเมอร์นะครับ บางที... เธออาจมีอาการหลงจนเดินไปที่นั่น แล้วก็... ตกลงมา”

 

     คิสฟังคำสันนิษฐานนั้นด้วยสีหน้าเป็นกังวล...

.....................................

 

     ภายในห้องฉุกเฉิน จิตรานั่งจิบน้ำอุ่นที่พยาบาลสูงวัยส่งให้ตามคำร้องขอ คอแห้งผาดรู้สึกดีขึ้น แต่ศีรษะยังเจ็บหน่วงๆ เป็นระยะ หญิงสูงวัยรู้ทันทีที่ลืมตาตื่นว่าที่นี่คือโรงพยาบาล แต่สับสนว่าทำไมตนเองจึงมาอยู่ตรงนี้ซ้ำยังมีอาการบาดเจ็บ

 

     “เดี๋ยวจะเตรียมข้าวต้มให้นะคะ ทานสักหน่อยแล้วนอนพัก... อย่าเพิ่งค่ะ” พยาบาลรีบร้องห้าม เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะลงจากเตียง

 

     “เมื่อกี้ฉันเห็นลูกชายฉัน”

 

     “ค่ะ ใช่ค่ะ แต่นอนรอบนเตียงนะคะ คุณหมอเขากำลังคุยธุระกับลุกชายคุณอยู่ เดี๋ยวอีกสักพักก็จะเข้ามา ไม่ต้องไปไหนนะ รออยู่ที่นี่ก่อน”

 

     จิตราไม่ตอบคำ เพียงแค่พยักหน้า ไม่ถึงนาทีคิสก็เปิดประตูเข้ามาจริงๆ

 

     “เดี๋ยวฉันจะไปเตรียมอาหารให้คุณแม่คุณนะคะ ถ้ามีอะไรกดสัญญาณเรียกจากหัวเตียงได้เลย”

 

     “ครับ ขอบคุณมากครับ”

 

     คิสกล่าว พยาบาลสูงวัยเดินออกไป ภายในห้องเหลือเพียงเขากับแม่ เธอมองลูกตัวเองราวกับเจอคนที่โหยหามานาน คิสยิ้ม

 

     “คเณศ เป็นไงบ้างลูก หายไปไหนมากินข้าวหรือยัง”

 

     คำทักทายจากมารดาทำเอาคิสหุบยิ้มลงไปในทันที เพราะชื่อที่แม่เอ่ยออกมาเป็นชื่อของพี่ชายเขาซึ่งตายไปแล้วเมื่อสิบกว่าปีก่อน

 

     “แม่คิดถึงเคจังเลยลูก เหมือนเราไม่ได้เจอกันมานานเลย ลูกกลับมาแล้ว อย่าไปไหนอีกนะ” จิตรายังพร่ำพูดพร้อมลูบหน้าลูบตาคิสอย่างอาทร

 

     ชายหนุ่มคิดจะบอกว่านี่เขาเอง คณิน ไม่ใช่พี่เค แต่เมื่อนึกถึงแนวโน้มโรคอัลไซเมอร์ที่แม่น่าจะเป็นก็ทำให้เขากลืนคำนั้นลงคอแล้วเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มแทน

 

     “ครับแม่ ผมไม่ไปไหนแล้ว แม่เจ็บไหม”

 

     “ไม่เจ็บลูก ไม่เจ็บ แค่แผลถลอกนิดหน่อยเอง ไม่รู้ไปโดนอะไร ลูกกินข้าวยัง เดี๋ยวแม่ไปเตรียมให้”

 

     “ไม่เป็นไรครับแม่ ผมกินมาแล้ว”

 

     “ดีแล้วจ้ะ ดีแล้ว นี่พ่อเขาไปไหนนะ ถ้ารู้ว่าลูกมาต้องดีใจมากแน่ๆ เลย พ่อเขาบ่นถึงลูกทุกวันเลยนะ”

 

     “คงอยู่แถวๆ นี้แหละครับ เดี๋ยวก็คงมา แม่นอนพักก่อนนะ”

 

     คิสบอก จิตรายอมทำตามอย่างว่าง่าย แต่มือกลับจับแขนของอีกฝ่ายแน่นไม่ยอมปล่อยราวกลับกลัวว่า ถ้าหากเผลอ คนตรงหน้าจะหนีหายไปจากตัวเอง เขาจึงจับมือแม่ให้คลายออกแล้วกุมไว้ในมือตัวเอง มีความรู้สึกหลากหลายในหนึ่งวันนี้

 

     สิ่งที่ชัดเจนสุดคือตัวเขายังไม่เป็นที่ยอมรับของใคร แม้กระทั่งกับครอบครัวตัวเอง...


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
markread
2019-04-22 19:07:07

โถ หนูคิส หนูน่าสงสารมากเลยนะ มาค่ะ มาอยู่กับคุณพี่ คุณพี่รับได้หมด 

 

ปล. จะโดนเซ็นเซอร์ไหมหนอ

#1

Hong Asara
2019-04-24 17:49:28

@markread แบบนี้ต้องเพิ่มตอนพิเศษ 55555

#2

Thitinun Sonsun
2019-06-13 16:24:05

ยืนมองท้องฟ้าไม่เป็นเคย​ ฤดูร้อนไม่มีเธอ​ เหมือนก่อน​ เหมือนเก่า~

#3