อัปเดตล่าสุด 2019-04-29 21:10:35

ตอนที่ 6 ตามหา

     ในความมืดเงียบงัน เสียงแรกที่ได้ยินคือ น้ำตกกระทบพื้นดังติดกันนานจนเรียกสติให้รู้สึกตัว สัมผัสต่อมาคือหนาวสั่นเพราะอาการเย็นชื้นเกิดขึ้นรอบตัว คิสปรือตาขึ้นทีละน้อย พบตัวเองหลับอยู่ในท่านั่งฟุบลงกับขอบเตียงคนไข้ พอขยับตัวขึ้นความปวดเมื่อยก็แล่นผ่านช่วงแขนที่วางซ้อนทับไว้ให้ศีรษะตัวเองได้แนบอิงแทนหมอน ต้นคอรู้สึกระบมนิดๆ จนต้องเคลื่อนตัวช้ากว่าที่ควร

 

     ด้านนอกฝนตก ท้องฟ้าหม่นเป็นสีมัว ทั้งที่นาฬิกาบอกเวลาเจ็ดโมงเช้าแล้ว คิสลุกขึ้นบิดขี้เกียจแล้วถึงเพิ่งจะสังเกต

 

     บนเตียงว่างเปล่าไม่มีใครนอนอยู่...

 

     คงเพราะเพิ่งตื่น สติของชายหนุ่มจึงไม่ทันได้กังวล เขาคิดเพียงว่ามารดาของตัวเองคงลุกไปเข้าห้องน้ำ กระทั่งพยาบาลสูงวัยคนที่ช่วยเตรียมข้าวต้มให้เมื่อคืนเดินเข้ามาในห้อง

 

     “คุณจิตราไปไหนคะ?” คนถามน้ำเสียงดูแตกตื่นเล็กน้อย

 

     “เอ่อ... คงไป... ห้องน้ำมั้งครับ” คิสตอบท่าทางเริ่มจะกังวล

 

     “ไม่นี่คะ เมื่อกี้ ฉันเพิ่งออกมาจากห้องน้ำ”

 

     “หรือ... หรือว่ารถพยาบาลของอีกที่จะมารับไปแล้ว” ชายหนุ่มพยายามหาความเป็นไปได้ของสถานการณ์

 

     ซึ่งนั่นนับเป็นความคิดที่โง่มาก เพราะพยาบาลเวรดึกมีสองคนคือช่อ ตัวพยาบาลสูงวัยเองกับขวัญ พยาบาลสาวที่คิสเจอเมื่อคืนนี้ หากมีรถพยาบาลจากในเมืองมารับไปจริง ช่อย่อมต้องรู้แน่นอน

 

     “อะไรกันวะเนี่ย จะออกเวรอยู่แล้วแท้ๆ ขวัญ! ขวัญ!! อยู่ไหน!?” พยาบาลสูงวัยสบถอย่างหัวเสียง ไม่สนใจความเห็นของคิส เธอเรียกหารุ่นน้องโดยไม่สนใจว่าจะมีคนไข้คนไหนตกใจตื่นขึ้นมาบ้าง

 

     “คะพี่ช่อ ขวัญอยู่นี่ มีอะไรคะ” คนถูกเรียกเดินเข้ามาในห้อง

 

     “เห็นคุณจิตราไหม!?”

 

     “ไม่ค่ะ” ขวัญมองไปที่เตียงว่างเปล่า มองคิสแล้วปะติดปะต่อเรื่องราว

 

     “ถ้าอย่างนั้น เธอไปถามลุงเชียรที่เฝ้าอยู่หน้าโรงพยาบาลนะ เดี๋ยวพี่จะไปถามคุณหมอดู แล้วถ้าเจอให้รีบพามารอที่นี่นะ” ช่อสั่งแล้วรีบออกจากห้องไปทำตามที่ตัวเองบอก

 

     ขวัญรีบแยกไป คิสยืนงงอยู่เพียงครู่ก็รีบวิ่งตามไป ในใจหวัง ขอให้ไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น...

....................................

 

     “ครับ ครับ ขอบคุณมากนะครับ ครับผม สวัสดีครับ” หมอวัชระวางโทรศัพท์ลงหลังกล่าวจบ

 

     เสียงฟ้าร้องจากด้านนอกดังแว่วมาจากที่แสนไกล หมอหนุ่มเดินไปดูที่หน้าต่าง เห็นประกายแสงผ่าลงมาแถวขอบสันเขาสุดปลายสายตา เพียงครู่ มีเสียงครืนดังแผ่วอยู่ครู่หนึ่ง หมอวัชระถอนหายใจ แม้จะไม่ชอบอากาศร้อนที่ชวนให้รู้สึกอบอ้าว แต่ที่เขาเกลียดยิ่งกว่าคือฝนที่ตกลงมาไม่ดูเวล่ำเวลาเช่นตอนนี้

 

     ฝนนี่ตกมาตั้งแต่เมื่อคืนตอนตีสอง ตกหนักตกยาวราวกับจะไม่มีวันสิ้นสุด เมื่อเย็นวานพยากรณ์อากาศบนช่วงสัปดาห์นี้จะมีพายุฤดูร้อน ยังไม่ทันครบวันดีก็เป็นอย่างที่เห็น เพราะเหตุนี้จึงยังทำให้ไม่มีการย้ายจิตราไปที่อื่น เมื่อครู่โทรศัพท์จากทางโรงพยาบาลในเมืองบอกมีลูกเห็บตก ทำให้ยังออกมาไม่ได้ ทุกอย่างเรียบร้อยเมื่อไหร่จะรีบมาทันที

 

     หมอวัชระถอนหายใจอีกครั้ง เขาไม่ชอบสถานการณ์ต่างๆ ที่ตัวเองควบคุมไม่ได้ มันชวนให้กังวล ไม่สบายใจและนอนหลับได้ไม่เต็มตา หากฝนยังตกหนักแบบนี้คงมีแต่ทำให้เขาอึดอัดใจมากกว่าจะรู้สึกเย็นสบาย

 

     เสียงเคาะประตูรัวเร็วดังขึ้น ไม่รอคำตอบจากคนในห้อง ช่อก็เปิดประตูเข้ามาในทันที

 

     “คุณหมอคะ! แย่แล้วค่ะ แย่แล้ว” เสียงพยาบาลสูงวัยกระหืดกระหอบร้อนรน

 

     “ใจเย็นๆ ครับ เกิดอะไรขึ้น!?” หมอวัชระที่เพิ่งทิ้งตัวลงนั่งผุดลุกขึ้นยืนอย่างตระหนก

 

     “คุณจิตรา... คุณจิตรา... เธอ...”

 

     ช่อพูดแล้วเว้นหายใจ จนคนรอฟังรู้สึกหงุดหงิด

 

     “แม่ผมหายตัวไป” คิสที่เพิ่งวิ่งเข้ามาเป็นคนเฉลยความให้อีกฝ่ายได้รับรู้

 

     หมอวัชระไม่ได้เอ่ยถามว่า หายได้ยังไง เพราะหาต้นเหตุตอนนี้ก็ไม่ช่วยอะไร

 

     “ตอนนี้ให้ขวัญไปถามลุงเชียรที่หน้าโรงพยาบาลแล้วว่าเห็นไหม” ช่อรายงานสถานการณ์

 

     “แล้วจุดอื่นละ ดูหรือยัง?”

 

     “ยังค่ะ พอรู้เรื่องก็รีบมาบอกคุณหมอก่อนทันที”

 

     “โอเค คงจะอยู่ที่ไหนสักแห่งในโรงพยาบาล คุณช่อรบกวนช่วยดูที่ชั้นนี้ให้ทั่วนะครับ ผมจะขึ้นไปดูที่ชั้นบน เอ่อ... รบกวนคุณคณินช่วยด้วยนะครับ พอดีเวรดึกเรามีคนเท่านี้”

 

     คิสพยักหน้าแทนคำตอบ ช่อมีสีหน้าไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หมอวัชระสังเกตเห็น

 

     “คุณช่อโอเคไหม เป็นอะไรหรือเปล่า?”

 

     “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไหว แค่เหนื่อย ขอพักหายใจแป๊ปหนึ่ง ว่าแต่สองคนจะหาข้างบนไหวเหรอค่ะ ตั้งสามชั้น”

 

     “ได้แหละครับ แค่ชั้นว่าง อีกอย่างห้องส่วนใหญ่ก็ล็อคประตูไว้”

 

     “โรงพยาบาลนี่ก็ใหญ่เหลือเกิน ไม่รู้จะสร้างทำไมใหญ่โตขนาดนี้”

 

     ช่อบ่นขึ้นอย่างหงุดหงิด คิสได้ฟังแล้วหน้าเสีย แต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป

 

     “อย่าเพิ่งบ่นเลยครับ ถ้าโอเคแล้วรบกวนด้วยนะครับ ระวังเรื่องเสียงด้วย เดี๋ยวจะไปรบกวนคนไข้คนอื่นที่พักอยู่ ผมกับคุณคณินไปดูข้างบนก่อน”

 

     สองคนแยกตัวออกไป ช่อหายใจอยู่สองสามครั้งก่อนจะลุกไปรับผิดชอบในส่วนของตัวเอง

......................................

 

     บันไดหินขัด มีสองสีในหนึ่งขั้นโดยแบ่งเป็นสามส่วนคือ ซ้ายขวาเป็นสีขาวหม่น ส่วนตรงกลางเป็นสีเขียว ขอบของแต่ละขั้นมีอลูมิเนียมสีทองตีทับติดไว้เพื่อให้สังเกตเห็นได้ง่ายขึ้นเวลาเดินขึ้นเดินลง

 

     หมอวัชระเดินนำทางขึ้นไปโดยไม่ได้เปิดไฟที่บันได คิสไม่พูดอะไร เดินตามอย่างระวัง มือจะจับราวบันไดสีแดงที่เป็นพลาสติก แต่อีกฝ่ายร้องบอกขึ้นมาก่อน

 

     “ระวังเลอะนะครับ พอดีตั้งแต่ชั้นสามขึ้นไป เราไม่ได้ใช้เลยไม่ค่อยได้ทำความสะอาด อาจจะมีฝุ่นนิดหนึ่ง เอ่อ... ไฟก็เสียยังไม่ได้เปลี่ยนเลย” ประโยคท้ายเขาบอกพร้อมหัวเราะแห้งดูคล้ายปลดปลงกับที่แห่งนี้

 

     “ไม่เป็นไรครับ ผมไม่กลัวความมืด” คิสตอบ อีกฝ่ายยิ้มกลับมา

 

     “เอ่อ... ทำไม... ที่นี่ถึง...” คิสเอ่ยขึ้นอย่างลังเล ไม่แน่ใจว่าควรถามไหม

 

     “เงียบๆ ใช่ไหมครับ ผิดกับตัวอาคารที่ใหญ่โต”

 

     คิสพยักหน้าแทนคำตอบ

 

     “คือที่นี่เป็นแค่หมู่บ้านเล็กๆ น่ะครับ อยู่กับธรรมชาติมากกว่า ถ้าไม่เจ็บหนักแบบเลือดตกยางออกไม่ค่อยมีใครมารักษาหรอกครับ เพราะส่วนใหญ่กินพวกสมุนไพรที่หาได้เองแถวๆ นี้ เขากลัวเปลืองเงินน่ะ แต่เราไม่ได้คิดราคาแพงอะไรนะ จริงๆ โรงพยาบาลนี้มันไม่ได้ต่างจากอนามัยทั่วไปหรอก แค่สถานที่มันใหญ่โตเท่านั้น” น้ำเสียงของคนเล่าดูจะเหนื่อยล้าจนคนฟังรู้สึกได้

 

     “คุณหมอไม่... ไม่ชอบที่นี่เหรอครับ”

 

     “ไม่เกี่ยวกับชอบไม่ชอบหรอกครับ... มันเป็นหน้าที่มากกว่า ผมเพิ่งถูกส่งมาประจำที่นี่เมื่อปีก่อน แต่ตึกนี้สร้างมาสี่ปีแล้ว เลยไม่รู้อะไรเยอะ เท่าที่รู้คือมีใครไม่รู้เป็นคนบริจาคเงินให้กับหมู่บ้านให้ทำโรงพยาบาล สุดท้ายก็เท่านั้น คนออกเงินก็ไม่ได้สนใจอะไร แค่นึกว่าให้เงินแล้วก็จบ ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านก็ทำตามหน้าที่ตัวเอง หวังว่าหมู่บ้านมีโรงพยาบาลหรูๆ ก็อวดคนหมู่บ้านอื่นได้ แต่ดูสิข้างในมีอะไร กลวงเปล่าเท่านั้น เครื่องมือที่ควรมีก็ไม่มี เวลามีคนเจ็บที่ก็ต้องรักษาไปตามมีตามเกิด แล้วใครมาสนใจอะไร มีแต่... ขอโทษครับ เหมือนผมจะพูดอะไรมากเกินไป”

 

     หมอวัชระตัดบทเมื่อเดินขึ้นมาถึงชั้นสาม คิสนึกถึงคำบ่นของอีกฝ่ายและพยาบาลสูงวัยก็ทำให้รู้สึกผิดในใจ เพราะคนบริจาคเงินลึกลับคนนั้นคือเขาเอง

 

     ความรู้สึกที่อยากจะชดเชยบางสิ่งบางอย่างให้กับหมู่บ้าน กลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่คู่ควร คิสได้แต่เก็บความหดหู่ใจไว้เงียบๆ เพียงลำพัง

 

     สองคนเดินไปตามทางเดิน หมอวัชระเปิดสวิตซ์ไฟ แต่ไม่ติด เขาได้แต่หันหน้ามายิ้มแห้งแล้วใช้มือถือเปิดไฟฉายเพื่อส่องทาง อยู่ๆ เกิดเสียงบางอย่างจากทางด้านหลัง ทั้งคู่หันไปมอง เห็นเงาใครบางคนยืนอยู่ตรงปลายบันไดที่เพิ่งเดินจากมา...


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
markread
2019-04-29 11:52:54

หมอวัชระและคิสหันกลับไปทางต้นเสียง เห็นเงาดำรูปร่างเหมือนคนยืนอยู่ เพียงครู่ร่างนั้นก็ยืดขึ้นสูงก่อนจะโค้งตัวงุ้ม มือกางออกทางด้านข้าง ทิ้งตัวลงพื้นจนเกิดเสียงสะท้อนก้องในความเงียบ

 

แปะ แปะ ร่างนั้นคืบคลานเข้ามา

แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ เสียงระรัวเร็วขึ้น เมื่อจู่ๆ มีเงายืดออกทางด้านหลังของสิ่งลี้ลับ

 

" ตัวใครตัวมันละโว้ย" คิสร้องลั่นด้วยความตกใจ แล้วจึงหันหลังสับตีนแตกโกยไปด้านหน้าอย่างไม่คิดชีวิต โดยมีเพียงแสงไฟฉายจากมือถือส่องเท่านั้น 

#1

Hong Asara
2019-04-29 21:13:02

@markread ใช้ได้เลยนะเนี่ย แต่คิสจะทิ้งหมอวัชระไม่ได้นะ 55555 ชอบตรงสับตนแตกนี้แหละ

#2