อัปเดตล่าสุด 2019-05-06 17:38:04

ตอนที่ 7 เงาใครในความมืด

     วอลเปเปอร์สีน้ำตาลดูเก่าโทรมจนมองออกยากว่าลวดลายเดิมของมันคืออะไร บางส่วนถูกสีสเปรย์พ่นทับ บางส่วนฉีกขาดจนเห็นเนื้อปูนด้านใน ฝ้าเพดานหลายจุดทะลุพังลงมา จนด้านบนเปิดกว้างเผยให้เห็นโครงไม้คานซึ่งไม่เหลือเค้าดีสักเท่าไหร่ ส่วนที่ยังอยู่ก็เต็มไปด้วยเขม่าควันสีดำเกาะแน่นจนดูคล้ายตัวอะไรซ่อนเร้นกายในความมืด ขณะที่พื้นปาเก้เต็มไปด้วยฝุ่น ขยะมากมาย เศษฝ้าที่พังลงมาและคราบเลือดแห้งกรังที่ติดแน่นราวกับเป็นเนื้อเดียวกันไปแล้ว

 

     นี่คือสภาพภายในบางส่วนของคฤหาสน์ฤดูร้อนในปัจจุบัน ที่ซึ่งคนในหมู่บ้านต่างหลีกหนี...

 

     “เธอให้ฉันพามาที่นี่ทำไม... จิตรา” คำนึง พ่อของคิสเอ่ยถามคนที่เป็นคู่ชีวิตของตน

 

     หญิงสูงวัย ใบหน้าอ่อนโยน หางตาตกเล็กน้อย รูปร่างเล็ก ผมสั้นสีอ่อนแซมขาวทั่วศีรษะ ตรงหน้าผากมีผ้าพันแผลพันรอบไว้ เธอหันมามองคนถาม เพียงครู่หนึ่งใบหน้านั้นก็เปื้อนยิ้มขึ้นมาจนทำให้อีกฝ่ายยิ้มตาม

 

     “ฉันคิดถึงลูก... ฉันอยากเจอเขา พี่ว่าฉันจะได้เจอเขาไหม”

 

     จิตราถามเสียงเรียบ แล้วหันกลับไปตามทาง มือหนึ่งวางแนบข้างตัว อีกมือใช้ปลายนิ้วไล้เบาๆ ไปตามกำแพง คำนึงมองตามการกระทำและฟังคำพูดนั้นแล้วตอบไป

 

     “ลูกอยู่ที่โรงพยาบาล ป่านนี้คงกำลังหาตัวเธอให้วุ่นไปหมดแล้ว”

 

     “พี่ก็รู้ว่าฉันหมายถึงใคร” เธอตอบ

 

     แล้วความเงียบงันก็โอบล้อมสองสามีภรรยาให้เดินเคียงข้างกัน ด้วยความหม่นหมอง ชายสูงวัยถอนหายใจครั้งหนึ่ง อากาศเย็นชื้นจากฝนที่ตกด้านนอก มันพัดเอาลมหนาวเข้ามาผ่านทางช่องหน้าต่างหักพังที่เปิดโล่งอยู่ คำนึงถอดเสื้อนอกของตัวเอง หมายคลุมร่างของภรรยาที่สวมชุดเปื้อนเลือดเนื้อผ้าบางตัวเดิมตั้งแต่เมื่อวาน

 

     ทว่าเธอกลับปฏิเสธ...

 

     “พี่สวมไว้เถอะ พี่ต่างหาก ดูแลสุขภาพตัวเองบ้าง”

 

     คำนึงทำได้เพียงตามใจคู่ครอง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นเช่นนี้มาเนิ่นนานแล้ว นับตั้งแต่ที่สูญเสียคนสำคัญอย่างลูกชายคนโตไป ใจของทั้งสองถอยห่างออกจากกันทีละน้อย แม้เยื่อใยของรักก็ไม่อาจรั้งให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม ที่อยู่ด้วยกันได้ เพียงเพราะความจำเป็นเท่านั้น

 

     แสงสว่างพาดผ่านกลางหมู่เมฆ ไม่นานเสียงฟ้าก็ร้องแว่วดังมาจากที่แสนไกล ฟังคล้ายเสียงร่ำไห้ของใครบางคนที่ทุกข์ทรมาน จิตราไม่สนใจ ยังคงเดินไปเรื่อยราวกับกำลังมองหาใครบางคน บันไดเป็นพื้นไม้ที่ตีทับพื้นปูน เธอก้าวเท้าเหยียบได้แค่สองขั้น ก็สะดุดจนเกือบล้มเพราะปลวกกินมันจนผุพัง

 

     คำนึงถลันเข้าใกล้ คว้าแขนอีกฝ่ายประคองไว้ได้ทันก่อนที่จะล้มลง เธอกล่าวขอบคุณแล้วทรงตัวพร้อมก้าวเดินต่อขึ้นไปยังชั้นบน

 

     “พอเถอะ จิตรา ข้างบนมันอันตราย”

 

     “พี่กลับไปก่อนเถอะ ฉันจะหาลูกให้เจอ”

 

     “เธอก็รู้... เขาตายไปแล้ว เคตายไปแล้ว” เสียงชายแก่แฝงความเศร้าที่กรีดลึกอยู่ในใจ

 

     “พี่พูดอะไร ทำไมแช่งลูกแบบนั้น” จิตรากล่าวตำหนิพร้อมหันมามองอีกฝ่าย สายตาดูขุ่นเคืองหัวคิ้วขมวดแน่นอยู่เสี้ยววินาทีหนึ่งก่อนจะกลับคืนเป็นสีหน้าปกติดั่งเดิม

 

     “เมื่อวานฉันเห็นเขาที่นี่ เมื่อคืนเขาก็มาเยี่ยมฉัน คราวหลังพี่อย่าพูดแช่งลูกแบบนี้อีกนะ ฉันไม่ชอบ”

 

     คำนึงได้ยินที่หมอเคยบอกไว้ ว่าจิตรามีแนวโน้มที่จะเป็นอัลไซเมอร์ นี่คงเป็นอาการของมัน เขาเคยบอกให้ไปรักษา แต่เธอดูจะไม่สนใจในโรคที่ตัวเองเป็น

 

     ระหว่างกลัดกลุ้มกับปัญหา อยู่ๆ จิตราอุทานร้องขึ้นมาครั้งหนึ่งก่อนเสียงจะเงียบหายไป คำนึงรีบก้าวเท้าขึ้นบันไดไปอย่างร้อนรน

 

     ทันทีที่ขึ้นมาถึงปลายบันไดภาพตรงหน้าทำให้เขาตกตะลึง เมื่อเห็นจิตรานอนสลบอยู่บริเวณนั้น ทว่าที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่า คือคำนึงมองเห็นเงาร่างของใครคนหนึ่งยืนอยู่ตรงสุดทางเดินของชั้นด้วยท่าทีมุ่งร้าย...

......................................................

 

     ในความมืดของทางเดินไร้ความสว่าง แสงจากท้องฟ้าด้านนอกส่องผ่านช่องหน้าต่างสุดทางเดิน คิสและหมอวัชระมองเห็นร่างของคนอยู่ตรงปลายบันได ในมือถือแท่งอะไรบางอย่าง มันยืนอยู่ราวกับเป็นหุ่นขี้ผึ้งที่ตั้งอยู่ในพิพิธภัณฑ์ นั่นทำให้คิสขนลุกชัน

 

     “หมะ... หมอ นั่นใครน่ะ” เสียงคิสเอ่ยเบาราวกระซิบ

 

     ไม่มีเสียงตอบรับจากอีกฝ่าย พอเขาหันไปมอง ก็เห็นหมอวัชระเหงื่อไหลทั่วใบหน้า คิสรู้ได้ทันที ว่าตนต้องพึ่งตัวเอง

 

     อยู่ๆ ฝ่ายตรงข้ามเริ่มขยับ มองก้าวเท้าเดินเข้ามาใกล้ เงาสีดำที่สะท้อนส่องลงพื้นขยับไหวดูบิดเบี้ยวราวกับปีศาจสูงใหญ่ มันทาบทับลงบนร่างของคนทั้งสองที่ยืนหวาดกลัวอยู่

 

     “หมอ! ทำไมมาอยู่ตรงนี้  ทำลับๆ ล่อๆ ผมนึกว่าโจร!” เสียงคนที่ขยับเข้ามาใกล้เอ่ยเสียงดังฟังชัดกลบเสียงฟ้าร้องด้านนอก

 

     “หนะ... นั่นเจ๋งเหรอ นายเจ๋งใช่ไหม?”

 

     คนถูกถามไม่ตอบ แต่ใช้เปิดไฟจากโทรศัพท์มือถือเปิดให้แสงส่องสว่างขึ้นเพื่อให้เห็นกันถนัดชัดตา

 

     ใบหน้าคม คิ้วเข้ม คางเหลี่ยม จมูกเป็นสัน นัยน์ตาโศก ร่างหนาสูงใหญ่แบบคนใช้แรงปรากฏใต้ไฟนั้น คิสรู้สึกคุ้นทั้งหน้าและชื่อของอีกฝ่าย แต่นึกเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกว่าเคยเจอกันที่ไหน

 

     “หมอมาทำอะไรตรงนี้ ผมคิดว่าเป็นโจรที่ไหนจะเข้ามาขโมยของเสียอีก” คนชื่อเจ๋งกล่าวหัวเราะพร้อมชูให้เห็นแท่งเหล็กที่ถืออยู่ในมือ

 

     “เปล่า ไม่ใช่ พอดีคุณจิตรา เอ่อ คนเจ็บน่ะ เดินหายไปไหนไม่รู้ ผมก็เลยเดินขึ้นมาดูกลัวว่าจะหลงมาบริเวณนี้”

 

     “จิตรา... แม่ไอ้คณินน่ะเหรอ เห็นเมื่อวานพยาบาลบอกอยู่ว่าหัวแตกเข้ามาในโรงบาล”

 

     “ชะ... ใช่ แม่ของคุณคณิน”

 

     หมอวัชระตอบแล้วหันมามองคิส อีกฝ่ายจึงหันมองตาม เพราะความมืดทำให้เจ๋งไม่ทันได้สังเกต แต่พอได้มองชัดเขารู้สึกตะลึง

 

     “เฮ้ย! ไอ้ณิน!! มึงใช่ไหม!? มาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ?! จำไม่ได้เหรอ กูเจ๋งไง ไอ้เก๋าเจ้งที่มึงชอบด่าไง”

 

     คิสทบทวนรู้สึกคุ้นมาก แต่ยังนึกไม่ออก ทว่ายังไม่ทันที่จะได้เท้าความกันให้นึกออก ช่อก็วิ่งขึ้นบันไดมาอย่างร้อนรน

 

     “หมอ! คุณหมอคะ!!! แย่แล้ว!!” เสียงพยาบาลสูงวัยตะโกนก้องทั่วชั้นที่ว่างเปล่า เธอเว้นวรรคหายใจหอบ นึกสบถภายในว่าวันนี้มันวันหายนะอะไรที่ตัวเองต้องวิ่งวุ่นตามหมอจนเหนื่อยหอบสามสี่ครั้งขนาดนี้

 

     “มีอะไรครับคุณช่อ” หมอวัชระวิ่งไปหาเธอพร้อมเอ่ยถาม รู้แน่ว่าเรื่องคนไข้ แต่ไม่รู้ว่าใครและหวังว่าจะไม่ร้ายแรง

 

     คิสตามไป เพราะคาดว่าเป็นเรื่องของแม่ตัวเอง เจ๋งเดินรั้งท้าย

 

     “แต๋น... แต๋นชักค่ะหมอ ตอนนี้ให้ขวัญดูอยู่ หมอรีบไปเถอะค่ะ”

 

     สิ้นคำบอกกล่าว คนที่วิ่งแซงนำทุกคนไปกลับเป็นคนที่รั้งท้ายเมื่อครู่ หมอวัชระไม่รอช้ารีบก้าวตามอย่างร้อนใจ คิสได้แต่มองอย่างสับสน แต่เห็นช่อท่าทางเหนื่อยจนแทบจะทรงตัวยืนไม่ไหว เขาจึงเข้าไปช่วยประคองร่างเธอไว้

 

     “ขอบใจ ขอบใจนะ ไม่ไหว เช้านี้วิ่งวุ่นไปมา เหนื่อยจริงๆ”

 

     “มาครับเดี๋ยวผมช่วยประคองลงไป”

 

     “ขอบใจ เจอแม่คุณไหม?”

 

     คิสส่ายหัวแทนคำตอบ คิดในใจว่าเดี๋ยวพาพยาบาลสูงวัยกลับไปชั้นล่างเสร็จตัวเองจะขึ้นไปตรวจอีกสองชั้นที่เหลือ

 

     “เดี๋ยวก็เจอ พื้นที่มีเท่านี้ ไม่มีทางไปไหนไกลได้หรอก เดี๋ยวรอให้หมอช่วยอีแต๋นให้ดีขึ้นก่อน พวกเวรเช้าใกล้มาแล้ว คนช่วยหาจะได้เยอะขึ้น คุณไม่ต้องกังวลนะ”

 

     “ครับ... ขอโทษนะครับ คนชื่อเจ๋งเป็นใครเหรอครับ”

 

     “เป็นแฟนของนางแต๋นน่ะ ถึงได้ร้อนใจรีบวิ่งนำไปแบบนั้น”

 

     “เอ่อ... ผมหมายถึงเขาทำงานในโรงพยาบาลนี้หรือเปล่า เห็นสนิทกับคุณหมอ”

 

     “เปล่าๆ ไอ้เจ๋งเป็นลูกตาจ้อย ทำนาอยู่ท้ายหมู่บ้าน แต่เวลาว่างก็มานั่งเฝ้าแฟนมัน นางแต๋นมันเป็นเจ้าหญิงนิทราน่ะ เกือบสิบปีแล้วมั้ง”

 

     คำตอบที่ได้กลับมา ยิ่งทำให้คิสงุนงงมากขึ้นไปอีก แต่สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้คือเขาคุ้นทั้งสองชื่อที่ได้ยินมา คาดว่าตัวเองคงรู้จักกับอีกฝ่ายแน่นอน

 

     เมื่อพาช่อมาถึงห้องที่แต๋นพักฟื้นอยู่ อาการทุกอย่างสงบลงแล้ว คนชื่อเจ๋งนั่งกุมมือแฟนที่นอนนิ่งร่างกลายผอมโทรมอย่างกังวล หมอวัชระใช้ไฟฉายในมือส่องเข้าไปในดวงตาของคนป่วยเพื่อตรวจสอบ พยาบาลขวัญยืนอยู่ใกล้ๆ เมื่อเห็นว่าช่อกับคิสเข้ามาในห้อง เธอเดินมาพูดอะไรกับช่อสองสามประโยคแล้วพาคิสออกมาด้านนอก

 

     “เธอคนนั้นจะเป็นอะไรไหม” คิสถาม นึกห่วงอยู่ไม่น้อย

 

     “ทางนี้เรียบร้อยค่ะ ไม่ต้องกังวลอะไร เอ่อ... หลังๆ คุณแต๋นมีอาการแบบนี้บ่อยๆ”

 

     คิสฟังแล้วถอนหายใจ ก่อนจะนึกถึงเรื่องสำคัญได้

 

     “แม่ผม เจอท่านไหมครับ”

 

     “ยังไม่เจอค่ะ แต่...”

 

     “แต่... แต่อะไรครับ”

 

     “...” ขวัญลังเล ไม่แน่ใจว่าควรพูดไหม

 

     “บอกผม”

 

     “มีคนได้ยิน แม่คุณบอกจะไปที่คฤหาสน์ฤดูร้อน”

 

     คิสนิ่งงัน สิ่งแรกที่คิดขึ้นเป็นไปไม่ได้ ไม่เชื่อ ไม่มีทาง แม่ไม่เคยชอบที่นั่น ตลอดเวลาที่อยู่ที่หมู่บ้านนี้ แม่ไม่ยอมให้เขาไปที่นั่นเลย ทั้งที่ไม่เคยห่วงเขาในฐานะลูกเลยสักครั้ง แต่กลับที่นั่น แม่บอกเขาเสมอว่ามันอันตรายไม่ควรเข้าใกล้ และมันก็เป็นจริงเช่นนั้น

 

     คิสรู้สึกเหมือนกำลังถูกอีกฝ่ายล้อเล่น อำตัวเองอยู่ แต่พอมองอย่างถี่ถ้วนจึงได้เห็นท่าทางของพยาบาลสาว ไม่ได้มีวี่แววของคำโกหกเลยสักนิด ยิ่งเมื่อนึกถึงคำบอกเล่าของหมอวัชระที่ว่า แม่ของเขาตกลงมาจากระเบียงของคฤหาสน์นั่น ก็ทำให้เขาเปลี่ยนใจ

 

     “ผมจะรีบไปดูที่นั่น ยังไงฝากคุณช่วยหาที่นี่อีกครั้งด้วยนะ บางทีคนที่บอกคุณ อาจจะได้ยินมาผิดก็ได้ ถ้าเจอแม่ผมรีบโทรมานะ นี่นามบัตรผม โทรตามนี้ได้เลย” คิสบอก

 

     “ค่ะ ได้ค่ะ ฉันจะตรวจในโรงพยาบาลอีกครั้ง คุณรีบไปเถอะ เอ่อ นี่กุญแจรถมอเตอร์ไซด์ของฉันค่ะ เอาไปใช้ก่อนได้เลย” ขวัญบอกเสียงเครียด

 

     “ขอบคุณมากครับ” คิสรับไว้แล้วรีบออกจากโรงพยาบาล กังวลกับเรื่องรอบตัว หวังในใจว่าจะไม่มีเรื่องแย่อะไรไปมากกว่านี้

 

     โดยที่ไม่รู้เลยว่า นี่ยังไม่ใช่เรื่องเลวร้ายที่สุดของเขาในเวลานี้...


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
markread
2019-05-06 17:20:54

ในที่สุด แต๋น ก็โผล่มาจริงๆ 

 

ถ้าได้รถบรรทุก เจ๋งคงได้หาแฟนใหม่แหงมๆ 

#1

Hong Asara
2019-05-06 17:34:11

@markread 55555555555555555 ผมรับปากแล้วทำเสมอครับ 55555555555555

#2