อัปเดตล่าสุด 2019-05-20 17:00:54

ตอนที่ 9 ปิดตาย

     แอ่งน้ำขังนองบนพื้นถนนเพราะฝนที่ตกกระหน่ำแต่รุ่งสาง สาดกระเซ็นด้วยสองล้อซึ่งแล่นผ่านไปตามทาง เวลานี้ท้องฟ้าไร้หยดน้ำโปรยปรายมาสักพักแล้ว น้อยกำลังเร่งขับรถมอเตอร์ไซด์คู่ใจกลับเข้าหมู่บ้านอีกครั้งโดยมีช่างธรรม ช่างซ่อมรถประจำหมู่บ้านนั่งซ้อนพร้อมบ่นอยู่ด้านหลังไม่ขาดปาก

 

     “เสียเวลาข้าแต่เช้าเลยไอ้มหาจำเริญ เอ็งนี่นะ บอกมีงานมีเงินให้ข้ารีบแต่งตัวออกมา แล้วดูเป็นไง งานห่าอะไรก็ไม่ได้ แถมยังต้องมานั่งฝ่าฝนเปียกเป็นลูกหมาตกน้ำไปกับเอ็งด้วย ไอ้ฉิบหาย คราวหน้าจะเรียกข้ามาลำบากก็ช่วยเช็คให้ชัวร์หน่อยว่าได้งานจริง ไม่ใช่มาเสียเที่ยวแบบนี้”

 

     น้อยทำหน้ายู่ เพราะต้องทนฟังคำบ่นปนด่ามาร่วมยี่สิบนาที ตั้งแต่ช่างธรรม รู้ว่าเขาไม่ได้เอากุญแจรถมาจากคิสซึ่งเป็นเจ้าของรถ จนทำให้ชวดงานซ่อมเพราะเปิดรถไม่ได้ แต่อีกฝ่ายก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดคำ เขาจึงตัดสินใจบิดคันเร่งจนช่างธรรมเกือบหงายหลัง ต้องรีบหุบปากแล้วยึดไหล่อีกฝ่ายไว้กันตัวเองกลิ้งตกรถ

 

     จะว่าไป ความจริงจะบอกว่าเขาลืมขอกุญแจรถมาก็ไม่ถูก แต่เป็นเพราะคำพูดของคิสทำให้ชายหนุ่มเข้าใจผิดไปบางอย่าง ด้วยว่าตอนนั้นเห็นอีกฝ่ายรีบร้อนเพราะมีอาการป่วยของแม่เป็นประเด็น น้อยจึงไม่อยากรั้งคนที่ไหว้วานตนเพื่อรบเร้าถามอะไรให้มากความ

 

     แต่ถ้าตอนนั้นเขารู้ว่า พอไปถึงรถแล้วจะพบว่าไม่มีใครอยู่ในรถอย่างที่คิสบอกไว้ น้อยคงตัดสินใจเอ่ยปากขอกุญแจรถไปแล้ว

 

     ‘พี่ณินบอกว่า เพื่อนเขาอยู่ในรถ แล้วคนๆ นั้นหายไปไหนวะ?’

 

     ชายหนุ่มคิดในใจระหว่างที่ยังไม่ผ่อนคนเร่ง จนคนที่มาด้วยทนไม่ไหว ตบกบาลผ่านหมวกกันน็อคที่น้อยสวมอยู่อย่างแรง

 

     “โอ้ยยยย!! เจ็บนะลุง ตบทำไม!?” น้อยโวยวายขึ้น

 

     “เอ็งจะรีบไปตายหรือไง ถนนก็ลูกรังขนาดนี้ เห็นใจตูดข้าบ้าง ขี่ช้าหน่อย ไขข้อข้า กระดูกข้าจะกระเด็นหลุดออกมาเป็นชิ้นๆ อยู่แล้ว นี่เอ็งกะจะฆาตกรรมอำพรางกันหรือไง!!” ช่างธรรมตะเบ็งสุดเสียง

 

     “เออๆ รู้แล้ว จะเสียงดังทำไมเนี่ย ไม่พูดก็ไม่มีใครว่าใบ้หรอก เงียบๆ บ้าง เดี๋ยวได้กัดลิ้นตัวเองขาดพอดี” น้อยตอกกลับ

 

     ช่างธรรมนึกอยากจะด่าต่อ แต่เป็นจังหวะที่รถแล่นผ่านเข้าอุโมงค์ทางเข้าหมู่บ้านพอดี เขาจึงนิ่งเงียบไม่พูดอะไร เพราะชายแก่แม้จะอายุเกือบหกสิบแล้ว แต่เขากลัวความมืดไม่ต่างกับเด็กเล็กๆ ที่กลัวผี  

 

     แสงปลายทางอยู่ไม่ห่างไกล ในขณะที่ความสว่างจากต้นทางลับหายไป น้อยที่ขับมาถึงกลางทางของอุโมงค์ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างในความมืด มันฟังคล้ายเสียงกระพือปีกของแมลงนับล้านตัวที่โผบินขึ้นพร้อมกันในคราเดียว บินตรงมา ใกล้เข้ามาใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และไม่ใช่เพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ได้ยินเสียงนี้

 

     “ไอ้น้อย เอ็งได้ยินเสียงอะไรไหมวะ เสียงมันเหมือน...”

 

     ช่างธรรมตะโกนถามเสียงตระหนก แต่พูดยังไม่ทันจบประโยคดี น้อยก็รีบบิดคันเร่งยิ่งกว่าเดิมจนอีกฝ่ายปากกระแทกกัดเข้ากับลิ้นตัวเองจริงๆ อย่างที่น้อยเพิ่งเตือนไปเมื่อครู่นี้ ทว่าชายแก่ไม่คิดที่จะด่าว่าหรือตำหนิอะไรอีก มีแต่จะอยากให้น้อยเร่งความเร็วให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

     แสงสว่างจากต้นทางหายไปตั้งแต่ที่เข้ามาในอุโมงค์แล้ว ทั้งที่เห็นผ่านกระจกข้าง แต่น้อยเพิ่งมาเอะใจในตอนนี้ เพราะมัวแต่คิดเรื่องคิสกับเถียงช่างธรรมอยู่แท้ๆ น้อยบิดคันเร่งจนสุดมือ รถส่ายสะบัดจนเกือบคุมไม่อยู่ แต่เขาไม่คิดจะผ่อนมือออก ระยะห่างจากปากทางเหลืออีกไม่ถึงห้าเมตร ทว่าแสงที่ปลายทางกลับมีความมืดไหลผ่านกลบกลืนทีละน้อย

 

     “ไอ้น้อยเร็ว!!!” ช่างธรรมตะโกนร้อนรน

 

     น้อยยิ่งออกแรงกำคันเร่งแน่นกว่าเดิมทั้งที่มันถูกบิดจนสุดแล้ว เสียงครืนดังใกล้อยู่ข้างตัว ก่อนความมืดจะกลบกลืนปิดปากทางเข้าของหมู่บ้าน รถมอเตอร์ไซด์ที่ทั้งสองนั่งมาพุ่งทะยานหลุดพ้นออกมาจากอุโมงค์

 

     พริบตาที่คิดว่าปลอดภัย กองโคลนที่ถล่มลงมาจากด้านบนของภูเขาโถมใส่ล้อหลังของรถจนมันเสียหลัก น้อยพยายามคุมไม่ให้ล้ม แต่ด้วยความเร็วที่บิดมา มันยากเกินกว่าที่เขาจะทำอะไรได้ ร่างของชายหนุ่มและรถ คล้ายถูกแรงเหวี่ยงกระชากจากผืนดินลากไถลกลิ้งไปตามทางอย่างไม่รู้ทิศ เสียงดินถล่มดังสนั่นลั่นอยู่ข้างหูยาวนาน

 

     น้อยหลับตาแน่นด้วยความกลัว

 

     นานเท่านาน...

 

     ทุกอย่างจึงสงบลง ฝุ่นคลุ้งกระจายไปทั่วปกคลุมอาณาบริเวณราวกับม่านหมอกในฤดูหนาว ชายหนุ่มลืมตาขึ้นเพราะได้ยินเสียงร้องที่คุ้นเคย

 

     “ลุง! ลุงธรรม! ลุงอยู่ไหน?!” น้อยศีรษะแตกเนื้อตัวเต็มไปด้วยแผลถลอก ตะโกนร้องเรียก แต่ไม่มีเสียงขานตอบกลับมา

 

     เขาเดินหาอย่างระวัง จนไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าอุโมงค์ ซึ่งเวลานี้กลายเป็นกำแพงโคลนท่วมสูงทับทางเข้าออกของหมู่บ้าน ให้กลายเป็นห้องปิดตายที่ไร้หนทางที่จะไปไหนได้

 

     ร่างของช่างธรรมนอนคว่ำหน้าอยู่ตรงพื้นนั้น... ในสภาพจมกองเลือดเหลือตัวเพียงครึ่งเดียว...

...............................................................

 

     “พ่อพาแม่มาที่นี่ทำไม”

 

     คิสถามคำนึงเสียงเครียด เมื่อเห็นจิตรานอนสลบไม่ได้สติอยู่ที่พื้นของชั้นสองภายในคฤหาสน์ฤดูร้อนหลังโทรม คนเป็นพ่อไม่ตอบคำ สีหน้าของเขาดูตื่นตระหนกและร้อนรนมองรอบบริเวณทั่วตัวคล้ายกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่าง

 

     คิสเองก็ไม่ได้มีกะใจจะมานั่งเค้นเอาคำตอบ ไม่กระทั่งจะสังเกตอาการหรือท่าทางของพ่อด้วยซ้ำ เพราะที่เขาห่วงมากที่สุดในตอนนี้คือแม่เท่านั้น

 

     “แม่! แม่ครับ แม่ได้ยินผมไหม อย่าเป็นอะไรไปนะ แม่ แม่ครับ ฟื้นสิ ฟื้นขึ้นมา แม่” เขาร้องเรียกมารดาด้วยน้ำเสียงกังวล ก่อนจะหันไปถามคนเป็นพ่ออีกครั้ง

 

     “พ่อ ทำไมแม่หมดสติไป เกิดอะไรขึ้น แม่โดนอะไร”

 

     “รีบออกไป...” คำนึงบอกเสียงแผ่ว สองมือกำรอบคอตัวเอง สายตายังมองไปที่สุดทางเดินซึ่งเวลานี้ว่างเปล่าไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น

 

     “พ่อ! แม่เป็นอะไร ทำไมถึงหมดสติ”

 

     คิสเริ่มหงุดหงิดจึงเผลอขึ้นเสียง แต่พอคำนึงหันกลับมามองด้วยสายตาดุดัน ชายหนุ่มกลับหลบตาทันที คนเป็นพ่อคว้าแขนของลูกชายให้ยืนขึ้นแล้วบอกเสียงจริงจัง

 

     “รีบออกไป พาแม่แกออกไปจากที่นี่ เร็วเข้า!! รีบพาออกไป!”

 

     คำสั่งที่ตวาดมาทำคิสผวากลัว เขาตัวเกร็งคล้ายเด็กเล็กๆ ที่โดนดุ ได้แต่พยักหน้าไม่กล้าโต้เถียงอะไร คำนึงคลายมือจากแขนลูกชาย คิสรีบก้มลงอุ้มร่างของแม่ขึ้นมาในอ้อมแขน เขารู้สึก ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่แม่ของตัวเอง ตัวเบาราวกับปุยนุ่นเช่นนี้

 

     “พะ...”

 

     คิสที่ก้มหน้ามองแม่ ตั้งใจหันมาเรียกพ่อ เพื่อถามว่าทั้งสองมาที่นี่กันยังไง เพราะเข้าใจว่าพ่อขับรถมา แต่พอเงยหน้าขึ้นมองกลับไม่พบคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเมื่อครู่นี้ คิสรีบหันมองไปรอบตัว จึงได้เห็นว่าอีกฝ่ายที่ตนตามหาวิ่งลงบันไดไปเรียบร้อยแล้ว

 

     ‘ทำไมต้องรีบร้อนอะไรแบบนี้ด้วย’

 

     คิสรีบจะก้าวลงบันได แต่สายตาพลันหันไปเห็นอะไรบางอย่างที่อยู่สุดปลายทางเดิน ร่างของใครคนหนึ่ง คนที่เขาคุ้นเคย

 

     “มา... มาโซ” ชายหนุ่มตระหนก

 

     ไม่ใช่เพราะได้เห็นคนที่ตายไปแล้วปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า แต่เป็นเพราะคนที่อยู่ตรงหน้าคือคนที่ไม่เคยตายไปจากใจของเขา

 

     “ทะ... ทำไม... ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่” คิสเอ่ยถามเสียงแผ่ว

 

     อีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้อย่างช้าๆ เวลานั้นเหมือนมีเสียงตอบกลับมาอยู่ในหัวของคิสเอง

 

     “ฉันอยู่ตรงนี้มาตลอด... ฉันอยู่รอนายอยู่ที่นี่ ที่ๆ เราสองคนให้คำสัญญากัน”

 

     ร่างของมาโซที่ใกล้เข้ามาดูไม่ต่างจากอดีต เด็กหนุ่มร่างเล็ก มีรอยยิ้มอ่อนหวาน ดวงตาอ่อนโยน ท่าทางบอบบาง

 

     คิสตัวแข็งค้าง รู้สึกมึนศีรษะอีกครั้งเหมือนจะหน้ามืด ระหว่างที่กำลังรู้สึกไม่ดี เกิดเสียงคล้ายฟ้าผ่าดังมาจากที่ไม่ห่างไกล คิสตกใจหันไปมอง

 

     จากจุดที่ยืนอยู่ ชายหนุ่มเห็นกลุ่มควันลอยคลุ้งผ่านทางหน้าต่างชั้นสองของคฤหาสน์ ทิศทางที่เห็น เท่าที่จำได้เหมือนจะเป็นตรงบริเวณอุโมงค์ทางเข้าออกของหมู่บ้าน

 

     ‘เกิดอะไรขึ้น?’

 

     คิสหันกลับมาตรงทางเดินอีกครั้ง แต่ไม่พบกับมาโซหรือว่าใครแล้ว ทั้งตรงเบื้องหน้าและสุดปลายทางเดินว่างเปล่า ฉับพลันมีมือข้างหนึ่งยื่นมาคว้าไหล่ของคิสอย่างแรง ชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัว เมื่อหันไปมองเห็นเป็นคำนึงที่ยืนอยู่ข้างกาย

 

     “รออะไรอยู่ รีบไปเร็ว!” คำสั่งนั้นเร่งเร้าให้ทำตาม

 

     ชายหนุ่มจึงทำได้เพียงอุ้มร่างของแม่ลงบันไดไปไม่สามารถเหลียวหลังหันไปมองที่ปลายทางเดินนั่นได้อีกครั้ง ทางเดินนั่น... เชื่อมไปถึงห้องตรงหอคอยตะวันออกซึ่งเขาเคยถูกจับตัวไว้...


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
peeranai
2019-05-20 10:06:23

ชอบวิธีปล่อยตัวของปมทีละนิด  รออยู่นะคะ

 

#1

markread
2019-05-20 12:17:52

อ้าว นึกว่าพ่อวิ่งแล่นหนีไปก่อนแล้วซะอีกค่ะ

#2

Hong Asara
2019-05-20 16:34:33

@peeranai ขอบคุณมากครับ ปมมาทีละนิด พร้อมกับตอนที่หดสั้นลงทีละหน่อย 55555

#3

Hong Asara
2019-05-20 16:35:23

@markread พ่อวิ่งไปแล้ว นึกขึ้นได้ว่าทิ้งลูกเมียเลยวิ่งกลับมา 55555

#4