อัปเดตล่าสุด 2020-01-12 10:34:30

บทนำ บทนำ

บทนำ

 

ความตายเป็นเพียงประตู

อดีตมิอาจจะถูกกลบฝัง ซากหินกักขังได้แต่เพียงร่าง

แต่วิญญาณนั้นเป็นอิสระ รอคอยวันหวนคืนในหลากรูปแบบ

 

                ณ ที่หนึ่งในเทือกเขาพนมดงรัก1 เวลา 24.00 น. คืนหนึ่งในฤดูหนาว

                มานพกับสมุนต้องใช้ความระมัดระวังในการเดินทางเข้ามายังเป้าหมายครั้งนี้อย่างมาก แม้จะไม่ต้องระวังกับการปะทะจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่กับระเบิดที่ยังถูกซ่อนไว้ใต้ผืนดินแถบนี้ก็พร้อมจะสังหารพวกเขาได้เสมอ ด้วยสมุนเกือบยี่สิบคนและพรานนำทางสามคน ซึ่งเกือบทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นคนในพื้นที่ มีเพียงแค่ ฐานสิทธิ์ นักโบราณคดีตกอับวัยสามสิบห้าปี และยศ ลูกน้องคู่กายของเขาเท่านั้นที่เป็นคนของเขาจริงๆ ส่วนพวกพรานและบรรดาสมุนที่เหลือล้วนแล้วแต่เป็นคนของ “ท่าน” ผู้เป็นนายของเขา หากว่าไม่ได้เงินค่าจ้างกว่าครึ่งล้านและถ้าได้สมบัติล้ำค่ากลับมาค่าตอบแทนนั้นก็จะเพิ่มขึ้นอีกสองเท่า เขาคงไม่ยอมเอาชีวิตมาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายทำอะไรแบบนี้แน่

                 “เราพ้นเขตอันตรายแล้วนาย” นายพรานวัยห้าสิบผู้นำทางหันมาบอกกับมานพ ทั้งกลุ่มจึงพลอยถอนหายใจโล่งอก เบื้องหน้าใต้เงาไม้ที่ยืนต้นเหยียดสูงจนปิดบังแสงจันทร์คือกลุ่มปราสาทร้างที่ถูกเถาวัลย์และต้นไม้ปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นเค้าโครงเดิม

                “ทำไมทางการถึงไม่เข้ามาสำรวจที่นี่” ยศวางสัมภาระลงบนพื้น แล้วหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ ขณะที่พรานสองคนเดินไปทำพิธีอะไรบางอย่างหน้าปราสาท ส่วนมานพนั้นรีบเดินสำรวจรอบๆ ก่อนจะเดินมาตบไหล่ฐานสิทธิ์สองสามที

                “ว่าไงพ่อนักโบราณคดี ข้างในน่าจะมีอะไรเจ๋งๆ มั้ย ?” มานพหรี่ตา ก่อนจะเปิดไฟฉายตรงไปยังด้านหน้าปราสาทหินที่มีสภาพชำรุดทรุดโทรมจนยากที่จะบูรณะให้กลับมาเป็นดังเดิมได้อีก ฐานสิทธิ์ค่อยๆ สืบเท้าตรงเข้าไปใกล้ปราสาทขณะพรานทั้งสองถอยกายกลับออกมาแล้วยกมือพนมไหว้ขึ้นเหนือหัว

                “เป็นปราสาทหินทราย ดูจากลักษณะและรูปทรงแล้วน่าจะสร้างก่อนสมัยอาณาจักรยโสธรปุระ”

                “จะสร้างในสมัยไหนฉันไม่อยากรู้หรอกน่า กลัวแต่ว่าสมบัติข้างในจะถูกขโมยไปหมดแล้วจนไม่เหลือให้พวกเราเอาอะไรกลับไปน่ะสิ ทุกคน ถ้าพักหายเหนื่อยกันแล้ว ให้รีบตัดเถาวัลย์พวกนี้ ฉันอยากจะเข้าไปในปราสาทคืนนี้เลย” คำสั่งของมานพทำให้เหล่านายพรานและลูกสมุนทั้งหมดต้องหันมามองหน้าเขาเป็นตาเดียว

                 “ถ้านายอยากเข้าไป ก็เข้าไปคนเดียว ผมกับพวกลูกน้องจะรออยู่ตรงนี้ อาทิตย์ขึ้นเมื่อไหร่ เราถึงจะเข้าไปกัน”

                “มันจะอะไรนักหนา ถ้าพวกพรานไม่เข้าไปอย่างนั้นก็สั่งให้ลูกน้องไปตัดเถาวัลย์ข้างหน้าออก ผมกับเพื่อนจะเข้าไปกันเอง” มานพตะเบ็งเสียงอย่างไม่สบอารมณ์ ยศหันไปมองหน้าเขาอย่างกังวล ด้วยที่หัวใจนั้นยังคงยำเกรงต่ออำนาจเหนือธรรมชาติและบางสิ่งที่มองไม่เห็น

                พรานและลูกสมุนไม่อาจทัดทานคำสั่งของมานพได้ เมื่อเถาวัลย์น้อยใหญ่ที่ขึ้นปิดทางเข้าปราสาทถูกถางออก มานพ ฐานสิทธิ์ และยศจึงถือไฟฉายคนละกระบอก มีมีดสั้น ปืนสั้นเป็นอาวุธ เดินเข้าไปภายในปราสาทลึกลับที่สร้างในสมัยก่อนเมืองพระนคร

                “ที่นี่เหมือนเป็นห้องมุขขนาดใหญ่ มีจารึกบนผนังทิศใต้ภาษาสันสกฤตว่าปราสาทแห่งนี้ สร้างในสมัยเจนฬาทึก ในรัชสมัยของพระนางชัยเทวี2 ”   

                “อ๊ะ ดูนั่นสิลูกพี่” ยศร้องขึ้นพร้อมกับมือที่ฉายไฟตรงไปยังห้องตรงกลางปราสาท ไม่ได้สนใจเสียงพร่ำบ่นของฐานสิทธิ์ที่มัวเอาแต่ยืนอ่านจารึกบนผนัง แต่ดวงตาวาบวับกำลังจ้องมองเทวรูปพระศิวะที่ทำจากสำริดเบื้องหน้าแทน

                “เจอของดีแล้วมั้ยล่ะมึงไอ้ยศ” มานพฉีกยิ้ม ก่อนรีบก้าวขาเดินฉับๆ ตรงเข้าไปยังห้องกลางปราสาทพร้อมกับยศ

                “ด้วยอำนาจของพระศิวะเจ้า จะอยู่เหนืออำนาจของอสุรกายที่สถิตอยู่ในร่างของมฤควตี เทวสถานแห่งนี้จักสำแดงถึงอำนาจของเทพที่อยู่เหนืออำนาจของอสูร จงอย่าได้เยื้องกรายเข้าไปในเขตแดนนั้น จงอย่าได้แตะต้ององค์พระศิวะที่ประดิษฐานอยู่เหนือแท่นบูชา จงอย่าให้มฤควตีฟื้นคืน” ฐานสิทธิ์ก้าวถอยหลังอย่างคนที่รู้สึกกลัวจนถึงก้นบึ้งของหัวใจ แสงไฟฉายสาดไปบนผนังเรื่อยๆ ภาพสลักนูนต่ำบนผนังเผยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตกาลกว่าพันปี ภาพทหารถือหอกและอาวุธบุกเข้าโจมตีกันและกัน ภาพการเข่นฆ่าและการจลาจลในเมือง ภาพสตรีที่ประทับอยู่เหนือซากศพประดุจมัจจุราชผู้ยึดครองพื้นพิภพ แล้วถัดจากมาจนถึงซุ้มประตูที่ทะลุไปยังอีกด้านหนึ่งของปราสาท มีรูปปั้นนายทวารบาลสูงเกือบสองเมตร ในมือนั้นกำหอกสำริดไว้ หันหน้าตรงไปยังห้องกลางปราสาท ฐานสิทธิ์ไล่ไฟฉายไปเรื่อยๆ ในขณะที่หัวใจเริ่มเต้นตุบตับรุนแรง ปรากฏนายทวารบาลที่ยืนหันหน้าไปตรงห้องกลางอีกห้านาย นี่ไม่ใช่ปราสาทที่สร้างอุทิศถวายแด่องค์กษัตริย์ หรืออาจไม่ใช่ปราสาทที่สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นที่ประทับแด่องค์เทพ นายทวารบารไม่ได้ปกป้องปราสาทจากผู้ก้าวล่วงจากภายนอก แต่ถูกสร้างเพื่อกุมขังบางอย่างที่อยู่ในห้องกลางของปราสาท

                “ไอ้ฐานสิทธิ์เว้ย มัวแต่ยืนโม้อยู่นั่นแหละ มาช่วยกันยกเทวรูปออกไปหน่อยเร็ว” มานพตะโกนเสียงดังลั่น ไฟฉายที่เขาวางไว้บนพื้นทำให้ฐานสิทธิ์มองเห็นมานพกับยศกำลังช่วยกันอุ้มเทวรูปพระศิวะลงมาจากฐานอย่างทุลักทุเล

                “อย่า อย่ายกเทวรูปลงมานะ...” หัวใจของฐานสิทธิ์ร่วงตกลงพื้น เมื่อชายทั้งสองยกเทวรูปพระศิวะลงมาจากฐานได้สำเร็จ ซากหลังคาที่ผุกร่อนก็พังครืนลงมา

                “เห้ย ไอ้ยศ เทวรูปเป็นไงบ้าง เสียหายมั้ยวะ” เมื่อตั้งหลักได้ มานพจึงรีบเอื้อมมาจับเทวรูปทันที ยศที่ยกมือขึ้นปัดเศษฝุ่นที่ลอยคลุ้งหรี่ตามองหันไปมองที่ฐานเทวรูปซึ่งกำลังสั่นไหว่ดุจมีอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้ฐานนั้น ฐานสิทธิ์ที่หอบหายใจด้วยความตกใจหลังหินจากส่วนหลังคาปราสาทพังครืนลงมาต่อหน้าค่อยๆ ก้าวขาเข้าไปภายในห้องกลางของปราสาทช้าๆ แสงจันทร์ที่สาดผ่านช่องโหว่ของหลังคาลงมานั้นทำให้มองเห็นภาพภายในห้องกลางของปราสาทได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

                “ใต้ฐานนั่น น่าจะมีสมบัติซ่อนอยู่ใช่มั้ยไอ้ด๊อก” มานพหันไปถามฐานสิทธิ์ ในขณะที่คนซึ่งถูกถามยืนเหงื่อท่วมตัวทั้งที่บรรยากาศภายในนี้เย็นจัด ยศส่องไฟฉายไปยังกองหินที่ตกท่วมฐานเทวรูปในขณะที่กองหินเหล่านั้นเริ่มสั่นไหวรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่มันจะร่วงหล่นลงไปภายในหลุมใต้ฐานเทวรูปต่อหน้าทั้งสาม

                “นี่มันอะไรกันวะเนี่ย?” ยศรีบตรงเข้าไปใกล้ฐานเทวรูป ส่องไฟฉายลงไปภายในหลุมลึกเบื้องล่างที่พังลงไป

                “เหมือนมีห้องลับอยู่ข้างล่างนี้พี่” ยศหันมาถามมานพอย่างกล้าๆ กลัวๆ อีกฝ่ายละจากเทวรูปพระศิวะแล้วค่อยๆ เดินมาที่หน้าฐานเทวรูป มองลงไปยังห้องลับเบื้องล่างตามแสงของไฟฉายของยศที่สาดลงไป ในขณะที่ฐานสิทธิ์เริ่มกลืนน้ำลายลงคอและหน้าถอดสีอย่างคนกำลังขวัญเสีย

                “นี่มันเป็นห้องต้องห้าม นายทวารบาลหันหน้าตรงมายังห้องนี้ทุกนาย เทวรูปพระศิวะประทับอยู่เหนือฐานเพื่อข่มอำนาจบางอย่างที่ถูกกังขังไว้ใต้ฐานนั่น”  

                “ไร้สาระ บ่นอะไรเป็นตุเป็นตะ ไอ้เวร” มานพหันมาสบถใส่หน้าฐานสิทธิ์ ก่อนวิ่งกลับออกไปนอกปราสาทอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักจึงลากสมุนเข้ามาอีกสองนายพร้อมกับเชือกและไฟฉายกระบอกใหญ่

                “ลงไปกันเลย” มานพเอ่ยสั่ง เมื่อจัดการผูกเชือกกับเอวไว้และผูกปลายอีกด้านไว้กับเสาของปราสาทโดยให้ยศช่วยจับ เมื่อเขาและสมุนสองนายนั้นลงมาถึงห้องลับใต้ปราสาทอันอับชื้นและอวลด้วยกลิ่นแห่งอดีตกาล แสงจากไฟฉายจึงเผยสิ่งที่รอคอยพวกเขาอยู่ภายในห้องลับแห่งนี้

                “มานพ คุณต้องขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลยนะ นี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดาแล้ว คุณต้องขึ้นมาเดี๋ยวนี้” ฐานสิทธิ์โผไปชะโงกหน้าข้างกับฐานเทวรูป มานพหันมาส่องไฟฉายขึ้นมาแล้วยกนิ้วกลางส่งให้พร้อมกับยิ้มเยาะ

                “ข้างล่างนี่มีเครื่องใช้โขเชียวมึง กูเจอรูปปั้นนางอัปสรด้วย มึงรีบลงมาดูหน่อยไอ้ด๊อก” ฐานสิทธิ์กัดริมฝีปากตัวเอง แล้วรีบยกไฟฉายอ่านจารึกรอบฐานปราสาท

                ห้ามมิให้ผู้ใดก้าวล่วงล้ำอาณาเขตแห่งนี้ ศิวะเทพผู้สูงสุดจะประทับอยู่เหนืออำนาจมฤควตีศรีวรมัน ราชินีแห่งอยุชฌปุระผู้ถวายวิญญาณรับใช้องค์อสูร ผู้ข่มขวัญชาวแดนอรัญให้ตกตายอย่างทรมาน ข้าผู้เป็นกษัตริย์แห่งเจนฬาทึกจะกักขังนางไว้ในรูปปั้นอันนี้ ที่ถูกฝังอยู่ใต้พระบาทองค์ศิวะเจ้า จองจำวิญญาณของนางไว้ตราบชั่วนิจนิรันดร์”

                “ไอ้ยศ ดึงเชือกขึ้นไป” เสียงตะโกนของมานพทำให้ฐานสิทธิ์ที่เหมือนหลุดเข้าไปในภวังค์ของเรื่องราวในจารึกนั้นต้องเบิกตาโพลง สมุนคนหนึ่งปีนขึ้นมาจากห้องลับนั้นแล้วขึ้นมาช่วยยศออกแรงดึงเชือกที่ผูกกับเอวของมานพไว้ ฐานสิทธิ์ถอยกรูดมาเอาหลังพิงกับผนังห้อง จ้องมองสิ่งที่กำลังค่อยๆ โผล่พ้นขอบหลุมใต้ฐานเทวรูปขึ้นมาอย่างช้าๆ

                แสงจันทร์บนฟ้าสาดลงมาจากหลังคาปราสาทที่แตกหัก แสงนวลนั้นอาบลงบนรูปปั้นหินทรายสตรีที่แกะสลักได้งดงามและประณีตที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา เครื่องประดับบนศีรษะและรอบคอแสดงถึงสถานะของรูปปั้น แขนทั้งสองข้างนั้นแนบลูลงข้างตัวมิได้ยกขึ้นร่ายรำดุจนางอัปสรา หากแต่ถือกริชด้ามหนึ่งไว้ ข้างริมฝีปากนั้นปรากฎคราบสีน้ำตาลคล้ำดุจเลือด ไหลอาบมาจนถึงปลายคางและเปื้อนหน้าอก ดวงตาที่กลมโตของพื้นผิวหินทรายนั้นเหมือนมีชีวิต มันตรึงให้จิตของฐานสิทธิ์สงบนิ่งอยู่อย่างนั้น

                “ไอ้ด๊อก นี่รูปปั้นนางอัปสราใช่มั้ย สภาพสมบูร์มากเลยมึง ถ้าเป็นคนคงจะสวยมาก นมใหญ่ซะด้วย” มานพหัวเราะแหะๆ หลังวางรูปปั้นที่อุ้มขึ้นมาจากห้องลับใต้ฐานเทวรูปลงบนพื้น สบถเพียงวาจาไม่พอ มือยังเอื้อมไปแตะหน้าอกของรูปปั้นนั้นอย่างเยาะหยัน

                “อย่า อย่าทำแบบนั้น นี่ไม่ใช่รูปปั้นนางอัปสรา แต่เป็นรูปปั้นราชินีเชียวนะ”

                “ราชินีเหรอ?” มานพเบิกตากว้าง ในขณะที่เหล่าสมุนอีกสองนายที่ตามเข้ามากลืนน้ำลายลงคอ แล้วรีบเดินออกไปจากห้องกลางแห่งนั้น ยศหันไปมองที่กริชในมือของรูปปั้น งานฝีมืออันละเอียดนั้นน่าจะขายได้หลายบาทหากเขาจะถือโอกาสขโมยมันมาไว้ก่อนส่งให้ผู้เป็นนาย

                “ใช่ พระนางมฤควตี ราชินีแห่งเมืองอยุชฌปุระ จารึกบอกไว้ว่าปราสาทแห่งนี้ใช้เป็นสถานที่กักขัง...”

                 “พอๆ กูไม่อยากฟังมึงพล่ามแล้ว ว่าแต่...ทำยังไงถึงจะได้เป็นผัวราชินีวะ” มานพหัวเราะหึๆ ก่อนจะหันไปยังรูปปั้นหินทรายนั้น แล้วจูบลงบนแก้มของรูปปั้นก่อนที่ทั้งร่างของเขาจะล้มครืนลงบนพื้น

                “เฮ้ย ลูกพี่” ยศรีบปราดเข้าไปจับร่างมานพที่หงายหลังล้มลงพื้นดุจมีคนผลัก มือทั้งสองข้างหงิกหงอ ริมฝีปากอ้าค้าง และดวงตาทั้งสองเบิกจนสุด ทั้งร่างดิ้นเร่าประหนึ่งปลาที่กำลังถูกน้ำร้อนจัดราดลงบนตัว

                “พี่นพ เป็นอะไรไปพี่” ยศพยายามจับร่างนั้นด้วยความตกใจ ก่อนที่เลือดก้อนใหญ่จะพุ่งออกมาจากปากมานพ ร่างที่นอนดิ้นอยู่บนพื้นกระเด้งตัวลุกขึ้น แล้วผลักยศจนล้มครืนลงไปอีกด้าน สองมือของมานพยกขึ้นมากุมที่คอหอยแล้วเดินปัดป่ายไปมาพร้อมกับเลือดที่ไหลทะลักออกมาจากทวารทั้งห้าอย่างไม่หยุด จวบจนกระทั่งร่างนั้นมาทรุดฮวบลงตรงหน้ารูปปั้นของสตรีที่เขาเพิ่งนำขึ้นมาจากห้องลับใต้ฐานเทวรูปพระศิวะนั้น

                มานพสำรอกเลือดออกมาตรงปลายเท้าของรูปปั้นสตรีผู้นั้น ราวกับใช้เลือดชะล้างคราบฝุ่นที่เขรอะรูปปั้นที่ผ่านกาลเวลามานานนับพันปีให้สะอาดขึ้น ศีรษะของเขาฟุบลงตรงหว่างเท้ารูปปั้นนั้น ริมฝีปากและนัยน์ตายังคงอ้าค้างดุจหวาดกลัวถึงขีดสุด ทั้งร่างของเขาชักเกร็งอยู่อีกกว่านาทีก่อนที่จะหมดลมหายใจ

                                

มฤควตีศรีวรมันอัญญาณี 

เรืองบารมีกังวานไกลเกริกไพศาล

ครองอยุชฌปุระราชธานีบริบาล

เหล่าภัยพาลแวดล้อมพร้อมฆ่าฟัน

พระนางพร้อมยอมสละวิญญาณร่าง  

เป็นนางสางอสูรร้ายทำลายขวัญ

ปกป้องชาวแว่นแคว้นแดนอรัญ

จวบจนวันสิ้นสุดอยุชฌปุรา

...........................................................................................................................................................................................

(1)ทิวเขาพนมดงรัก (เขมร: ជួរភ្នំដងរែក, Chuor Phnom Dângrêk; ไทย: ทิวเขาพนมดงรัก, มาจากภาษาเขมรว่า "พนมดองแร็ก" มีความหมายว่า "ภูเขาไม้คาน" เป็นภูเขาที่ทอดตัวในแนวตะวันออก-ตะวันออก เป็นพรมแดนกั้นระหว่าง ประเทศไทย และประเทศกัมพูชา

อ้างอิง  th.wikipedia.org/wiki/ทิวเขาพนมดงรัก

(2) พระนางชัยเทวี 

             เป็นพระมหากษัตริย์หญิงแห่งเจนละซึ่งเป็นรัฐก่อนหน้าจักรวรรดิเขมร เสวยราชย์อย่างน้อยตั้งแต่ ค.ศ. 681 ถึง 713 แต่บางแหล่งก็ว่า ค.ศ. 690–713

              พระนางเป็นพระธิดาของพระเจ้าชัยวรรมันที่ 1 (ជ័យវរ្ម័នទី១ ชัยวรฺมันที ๑) และมีพระขนิษฐาหนึ่งพระองค์ คือ Sobhajaya ผู้ซึ่งเสกสมรสกับนักบวชอินเดียนาม Sivait Brahim Sakrasvamin

               พระเจ้าชัยวรรมันที่ 1 สิ้นพระชนม์เมื่อ ค.ศ. 681 โดยไม่มีรัชทายาทที่เป็นชาย พระนางจึงได้สืบราชสมบัติต่อ รัชสมัยของพระนางเต็มไปด้วยความวุ่นวายทางการเมือง และการขึ้นครองราชย์ของพระนางก็เป็นที่โต้แย้ง นำไปสู่การแบ่งแยกรัฐเจนละออกเป็นเจนละบก (ចេនឡា​គោក; เจนฬาโคก) กับเจนละน้ำ (ចេនឡា​ទឹក; เจนฬาทึก)

               ใน ค.ศ. 713 พระนางให้สร้างจารึกไว้ที่เมืองพระนครพรรณนาถึงช่วงเวลาอันเลวร้ายในบ้านเมือง และสิ่งต่าง ๆ ที่พระนางประทานแก่เทวาลัยของ Siva Tripurankata ซึ่งพระขนิษฐาของพระนางได้สร้างขึ้นไว้ ไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดเกี่ยวกับรัชกาลของพระนางหลังจาก ค.ศ. 713 อีก แต่จารึกหลักหนึ่งระบุว่า ใน ค.ศ. 716 มีพระมหากษัตริย์พระนาม "ปุษกร" (Pushkara) หรือ "ปุษกรักษ์" (Pushkaraksha) แล้ว และมีผู้สันนิษฐานว่า พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ได้ราชสมบัติมาด้วยการสมรสกับราชนารี ซึ่งอาจเป็นพระนางก็ได้ แต่พระมหากษัตริย์ดังกล่าวอาจได้ราชบัลลังก์มาด้วยการยึดอำนาจก็เป็นได้เช่นกัน อย่างไรก็ดี มีผู้เห็นว่า พระนางครองราชย์จนถึง ค.ศ. 713 เท่านั้น หลังจากนั้น ผู้ครองราชย์ คือ สัมภูวรรมัน (Sambhuvarman) จนถึง ค.ศ. 716 แล้วจึงเป็นปุษกรักษ์ ตามลำดับ

อ้างอิง 

  1. "Early Civilizations of Southeast Asia by Dougald J. W. O'Reilly - Chenla". Google Books. สืบค้นเมื่อ 30 December 2015.
  2.  Coedès, George (1968). Walter F. Vella, ed. The Indianized States of Southeast Asia. trans.Susan Brown Cowing. University of Hawaii Press. ISBN 978-0-8248-0368-1.
  3.  Higham, Charles. Early Mainland Southeast Asia. River Books Co., Ltd. ISBN 9786167339443.
  • Coedes, G. (1962). "The Making of South-east Asia." London: Cox & Wyman Ltd.
  • George Cœdès: The Indianized States of South-East Asia

แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น