อัปเดตล่าสุด 2020-01-12 10:40:54

ตอนที่ 1 งานประมูลลับ

ตอนที่ ๑ งานประมูลลับ

                ชายวัยสามสิบห้าปีนั่งกอดเข่าซุกตัวอยู่บนโซฟาตั้งแต่ตะวันโผล่พ้นขอบฟ้าเมื่อรุ่งสาง จวบจนเวลาผ่านไปจนลับวันเขาก็ยังคงมิเปลี่ยนอิริยาบถ ไม่รับรู้แม้กระทั่งรสชาติของอาหารที่กินลงท้องเพื่อประทังความหิว ไม่สนใจสรรพเสียงอันอื้ออึงจากรายการทีวีในจอโทรทัศน์ เศษของสติยังพลัดหลงอยู่ในห้วงอันสับสน มันยังคงตกหล่นอยู่ในปราสาทลึกลับแห่งนั้นแม้เวลาจะผ่านมากว่าสองวันแล้วก็ตาม

                “ทำไมแกเพิ่งมาบอกฉันเอาตอนนี้ไอ้สิทธิ์ ถ้าเรื่องนี้ถูกเปิดเผย แกคนแรกที่จะถูกจับ ไอ้สารเลว” คำเธียร ชี้หน้าผู้เป็นเพื่อนพร้อมกับทรุดนั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้าม ฐานสิทธิ์ เอามือกุมขมับอย่างคิดไม่ตกหลังจากได้ฟังเรื่องราวของฐานสิทธิ์กับพรรคพวกที่เข้าไปขโมยสมบัติในปราสาทแห่งหนึ่งในเทือกเขาพนมดงรัก

                “ฉันทำในสิ่งที่ไม่ควรให้อภัย รูปปั้นนั้นไม่ธรรมดา มันฆ่ามานพตายต่อหน้าต่อตาฉัน” น้ำเสียงของฐานสิทธิ์สั่นเครือ ในดวงตาจดจ้องมองแผนที่ภูมิศาสตร์ในเขตแดนอีสานตอนล่างและกัมพูชาตอนบนซึ่งถูกติดไว้ใต้โต๊ะกระจกระหว่างโซฟาที่เขานั่ง

                “ที่แกเรียกฉันมาที่นี่ เพื่อสารภาพบาปที่แกทำ แล้วก็จะบอกว่าพรรคพวกของแกถูกอาถรรพ์ในปราสาทเล่นงานงั้นเหรอ? แล้วแกจะให้ฉันช่วยยังไง นี่แกบ้าไปแล้วรึเปล่าวะไอ้สิทธิ์” คำเธียรยกมือเกาศีรษะอย่างหงุดหงิด ก่อนรวบมัดผมที่ไว้ยาวประบ่าไว้อย่างหลวมๆ สายตาจดจ้องมองฐานสิทธิ์ที่มีสภาพไม่ต่างจากคนกำลังบ้า

                “ที่ฉันทำไปก็เพื่อความอยู่รอด ฉันมันคนจนตรอกแล้ว เขาแค่ต้องการนักโบราณคดีไปยืนยันว่าของที่นำออกมาคืออะไร อายุประมาณเท่าไหร่ก็แค่นั้น ฉันไม่ได้เอาไปขายเองเสียหน่อย แต่เรื่องที่ฉันกำลังเครียดจนจะบ้าไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกนะ แต่เป็นเรื่องรูปปั้นที่ฉันเล่าให้แกฟัง คำเธียร แกจำเรื่องที่ศาสตราจารย์ตะนาวเคยเล่าให้พวกเราฟังได้มั้ย เรื่องที่เคยมีราชินีของเมืองอยุชฌปุระกลายเป็นอสุรกาย” ฐานสิทธิ์เงยหน้าขึ้นจ้องหน้าผู้เป็นเพื่อน อีกฝ่ายถอนหายใจอย่างหงุดหงิด กระพริบตาถี่ แล้วหวนย้อนนึกถึงอาจารย์ผู้ล่วงลับ ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงกร้านกร้าว

                “อยุชฌปุระอาจไม่มีอยู่จริง ศาสตราจารย์ตะนาวก็ฟังเขาเล่ามาอีกที หลักฐานอะไรก็ไม่มีบอก ไม่มีจารึกที่ไหนกล่าวถึงชื่อเมืองนั้นเลยสักแห่ง แล้วแกจะท้าวความถึงเรื่องนั้นทำไม หรือว่าปราสาทที่แกพาโจรพวกนั้นเข้าไปขโมยเอาสมบัติมาเป็นเมืองอยุชฌปุระงั้นเหรอ?” คำเธียรเค้นถามเลือดขึ้นหน้า เขาจบการศึกษาในสาขาเดียวกันกับฐานสิทธิ์ หากแต่ผันตัวมาเป็นศิลปินทำงานอิสระ ทว่าสายเลือดนักโบราณคดีก็ยังคงเข้มข้น เรื่องราวเก่าแก่อันเป็นปริศนาที่เคยรับฟังยังคงฝังลึกอยู่ในความทรงจำเขาเสมอ

                “ฉันไม่รู้ แต่ว่าลักษณะปราสาท เอกลักษณ์ทุกอย่างมันบ่งชัดว่าสร้างในสมัยอาณาจักรอิศาณปุระ โดยเฉพาะจารึกบนผนัง ระบุชัดว่าปราสาทสร้างขึ้นในสมัยพระนางชัยเทวี” ฐานสิทธิ์กัดฟันแน่น เม้มริมฝีปากที่สั่นระริก ทำหน้าเหมือนคนกำลังจะร้องไห้

                “มีปราสาทอีกเป็นสิบในสมโบรไพรกุกห์1ที่ยังไม่ถูกค้นพบ” คำเธียรหันมาตะเบ็งเสียงใส่

                “ฉันไม่ได้ไปแถวสมโบรไพรกุกห์ ปราสาทนั้นอยู่ในภูเขาพนมดงรัก” ฐานสิทธิ์กำมือทั้งสองข้างเขาหากัน หอบหายใจหนักหน่วงรุนแรงเมื่อนึกไปถึงจารึกบนผนังภายในปราสาท ขณะที่คำเธียรเหมือนจะคลายอารมณ์โกรธเกรี้ยวลงแล้วตั้งใจจับฟังสิ่งที่ผู้เป็นเพื่อนกำลังจะถ่ายทอดออกมา

                “จารึกรอบฐานเทวรูปพระศิวะ เขียนไว้ว่า ห้ามมิให้ผู้ใดก้าวล่วงล้ำอาณาเขตแห่งนี้ ศิวะเทพผู้สูงสุดจะประทับอยู่เหนืออำนาจมฤควตีศรีวรมัน ราชินีแห่งอยุชฌปุระผู้ถวายวิญญาณรับใช้องค์อสูร ผู้ข่มขวัญชาวแดนอรัญให้ตกตายอย่างทรมาน ข้าผู้เป็นกษัตริย์แห่งเจนฬาทึกจะกักขังนางไว้ในรูปปั้นอันนี้ ที่ถูกฝังอยู่ใต้พระบาทองค์ศิวะเจ้า จองจำวิญญาณของนางไว้ตราบชั่วนิจนิรันดร์ “

                “ถ้าอย่างนั้นเรื่องที่ศาสตราจารย์ตะนาวพูดก็อาจจะเป็นเรื่องจริง ถ้ามีจารึกบอกไว้ อยุชฌปุระ อาจเป็นเมืองหนึ่งในสมัยที่อาณาจักรเจนละแบ่งแยกเป็นเจนละบกและเจนละน้ำ ในช่วงที่พระนางชัยเทวีหายสาบสูญไปจากประวัติศาสตร์ เมืองน้อยใหญ่ในเจนละน้ำต่างแก่งแย่งชิงดีกัน อาจเกิดชนวนสงครามระหว่างเมืองในอาณาจักรจนนำไปสู่การสู้รบ ถ้าจำไม่ผิดศาสตราจารย์ตะนาวบอกว่า อยุชฌปุระถูกรุกรานจากคิรีบรรพตเป็นเหตุให้มหินทรวรมันผู้เป็นเจ้าเมืองอยุชฌปุระสิ้นพระชนม์ เจ้าชายศัตรุฆน์ผู้เป็นโอรสของกษัตริย์คิรีบรรพตบุกเข้าหมายยึดอยุชฌปุระ แต่ก็กลับแตกพ่ายกลับมาด้วยว่าราชธิดาพระองค์ใหญ่ของมหินทรวรมันเข่นฆ่าเหล่าทหารจนล้มตายทั้งหมด”

                “ใช่...แล้วจากนั้นเจ้าชายศัตรุฆน์จึงให้พราหมณ์ทำพิธีลบล้างอาถรรพ์จากอำนาจมืดของเจ้าหญิงมฤควตีและจองจำนางไว้ในที่ๆ อยู่ห่างไกลจากอยุชฌปุระและคิรีบรรพต” ฐานสิทธิ์ยกสองมือขึ้นมาปิดตาพร้อมกับพ่นลมหายใจออกอย่างแรง

                “มันอาจเป็นแค่ตำนานปรัมปราก็ได้ ถึงแม้อยุชฌปุระจะมีอยู่จริง แต่ก็ไม่ใช่ว่าสิ่งที่ศาสตราจารย์ตะนาวพูดจะเป็นเรื่องจริงทั้งหมด เจ้าหญิงมฤควตีอาจไม่มีตัวตนอยู่จริงก็ได้ รูปปั้นนั้นอาจถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนพระนาง ก็เพื่อสนองความโกรธของเจ้าชายศัตรุฆน์ที่สุดท้ายก็มีชัยเหนืออยุชฌปุระ นครที่มีความหมายว่าไม่มีใครรบชนะก็เท่านั้น” คำเธียรแย้งเสียงแข็ง ก่อนที่ฐานสิทธิ์จะเอามือตบลงบนโต๊ะกระจกอย่างแรง

                “รูปปั้นนั้นมันมีชีวิตคำเธียร นั่นคือเจ้าหญิงมฤควตีที่ถูกสาป แกต้องเห็นกับตาตัวเองถึงจะเชื่อ”

                “แล้วตอนนี้มันอยู่ไหนล่ะ ? รูปปั้นที่แกว่า” คำเธียรตะคอกถามอย่างคนหมดความอดทนเช่นเดียวกัน ก่อนที่ฐานสิทธิ์จะกัดฟันกรอดแล้วสะบัดหน้าหนีอย่างคนจนตรอก เมื่อไม่มีทางรู้ได้เลยว่ารูปปั้นที่เขาร่วมขโมยออกมาจากปราสาทลึกลับแห่งนั้นกำลังถูกขายต่อไปให้กับใคร

 

                “สินค้ารหัส A265 ถูกประมูลไปแล้วในราคา เจ็ดสิบล้านบาท โดยมิสเตอร์โรเจอร์ เชิญสินค้าชิ้นต่อไปได้ครับ” เทวรูปพระศิวะถูกนำลงมาจากแท่นประมูล ณ อาคารลับแห่งหนึ่งในเขตชานเมืองของกรุงเทพฯ เบื้องหลังแท่นประมูลคือจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ ฉายภาพผู้เข้าร่วมประมูลที่รับชมการประมูลพร้อมกัน “ท่าน” ผู้อยู่เบื้องหลังการลักลอบขโมยโบราณวัตถุในครั้งนี้นั่งผลิยิ้มอยู่บนเก้าอี้ในมุมหนึ่งของห้องเมื่อตัวเลขเงินที่โอนเข้ามานั้นเพิ่มขึ้นตามที่ตนต้องการ

                “และแล้วก็มาถึงสินค้าชิ้นสุดท้ายของเรานะครับ สินค้าชิ้นนี้เรียกได้ว่าเป็นสินค้าชิ้นสำคัญที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก โดยมีที่มาซึ่งถือว่าน่าสนใจมากทีเดียว เอาล่ะครับเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ขอเชิญทุกท่านพบกับ รูปปั้นหินทรายเจ้าหญิงมฤควตีศรีวรมัน...” เมื่อเสียงของผู้ดำเนินการประมูลเงียบลง เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกอย่างในห้องนั้นก็ดับพรึบลง

                “ท่าน” ผู้ที่เพลิดเพลินกับการนำสินค้ามาขายให้กับเหล่ามหาเศรษฐีลุกจากเก้าอี้ด้วยอาการตกใจ ก่อนหันไปตะโกนเรียกลูกน้องคนสนิท ชายในสูทดำกว่าสิบคนรีบเข้ามาประกบร่างเขารอบกาย ไฟฉายถูกเปิดขึ้น พร้อมกับเสียงสนทนาผ่านวิทยุสื่อสารไปยังห้องควบคุม

                “สงสัยไฟช็อตน่ะครับท่าน ฝ่ายห้องเครื่องบอกว่าขอเวลาแก้ไขไม่เกินสิบนาทีครับ” ลูกน้องคนสนิทรีบรายงานเสียงวิตก

                “อะไรกันวะ งานกำลังจะเสร็จอยู่แล้วเชียว แล้วตอนนี้ใครดูสินค้าอยู่” ท่านสบถอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนหันหน้าไปยังประตูห้องอีกฟากที่เชื่อมไปยังห้องเก็บสินค้า

                “พี่ยศกำลังไปดูครับ” สิ้นเสียงรายงาน ทั้งหมดก็หันไปมองยังประตูทางเชื่อมที่มุ่งไปยังห้องเก็บสินค้าที่เปิดพรึ่บออกพร้อมกัน ยศในสภาพร่างโชกเลือด หวีดร้องโหวกเหวกราวกับคนบ้า ก่อนที่เขาจะทะยานเข้าไปชนกับร่างของชายสูทดำที่ยืนประจำอยู่หน้าประตู แย่งเอาปืนที่อีกฝ่ายเหน็บเอวไว้แล้วกระหน่ำยิงเข้าไปภายในความมืดที่ทอดยาวจากประตูตรงเข้าไปภายในห้องเก็บสินค้า

                “ไอ้ยศ ไอ้เชี่ย มึงเป็นบ้าไปแล้วรึไง?” ท่านผู้นั้นตะโกนถามเลือดขึ้นหน้า ก่อนที่ไฟในห้องประมูลแห่งนั้นจะเปิดพรึบขึ้น เผยให้เห็นสภาพอันชวนสยดสยองของยศ ใบหน้าและร่างกายของเขาเต็มไปด้วยเลือด ทั้งเนื้อตัวสั่นระริก ดวงตาเบิกกว้างอย่างคนที่กำลังหวาดกลัวถึงขีดสุดขณะที่ประตูลับอีกฟากที่ทะลุสู่ห้องเก็บสินค้าถูกเปิดออก รูปปั้นหินทรายที่ตั้งอยู่บนสายพานเคลื่อนออกมาตามแรงดึงบนสายพานอย่างช้าๆ ยศหันไปจ้องมองรูปปั้นอย่างไม่กระพริบตา กระแสไอเย็นอันบีบเค้นถาโถมเข้าใส่ร่างเขา ดวงตาของรูปปั้นนั้นจ้องมองเขา มือที่ถือปืนนั้นค่อยๆ ยกขึ้นและหันปลายกระบอกปืนมาที่ปากของตัวเอง

                ปั๊ง !!!

                เลือดกระเซ็นสาดจากรูกะโหลกที่ถูกเจาะเปื้อนพื้นห้องจนแดงฉาน ร่างยศล้มฟุบลงบนพื้น รูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตีเคลื่อนมาหยุดอยู่ตรงกลางเวทีประมูลพอดี

                “เอ่อ...ทะ ท่านครับ เอายังไงต่อดี” ผู้ทำหน้าที่ผู้ดำเนินการประมูลเอ่ยละล่ำละลัก ทุกร่างต่างตกอยู่ในความตกใจไม่ต่างกัน ไม่มีใครกล้าขยับเขยื้อนแม้แต่คนเดียว ทุกสายตาจ้องมองไปยังร่างไร้ชีวิตของยศด้วยความสะพรึงกลัวและสับสนกับสาเหตุในการปลิดชีพตนเอง เลือดที่ไหลออกมาจากบาดแผลนั้นค่อยๆ เจิ่งนองท่วมพื้น และไหลเป็นสายตรงไปยังแท่นพิธีซึ่งมีรูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตีตั้งตระหง่านอยู่

                “ท่านครับ ดูนั่น” ลูกน้องคนสนิทที่ตั้งสติได้ ชี้ให้ผู้เป็นนายหันไปมองที่จอมอนิเตอร์ รายชื่อผู้ประมูลมีเพียงคนเดียว โดยเสนอราคาที่หนึ่งร้อยล้านบาท

                “รีบตอบรับไปเลย จะได้รีบจบเกมนี้” ท่านผู้นั้นหันไปยังเจ้าผู้ดำเนินรายการ ก่อนหันไปสั่งทีมงานผู้ควบคุมคอมพิวเตอร์และดูการเคลื่อนไหวเงินในบัญชี เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย จึงรีบสั่งให้ผู้เป็นลูกน้องจัดการกับศพของยศโดยเร็วที่สุด และเตรียมส่งสินค้าชิ้นนี้ให้กับผู้ที่ประมูลได้

                รูปปั้นหินทรายชิ้นนั้นถูกลำเลียงสู่รถตู้คันใหญ่ และเคลื่อนสู่จุดหมายแก่ผู้เป็นเจ้าของในที่สุด

 

                บ้านสืบแสงสุริยวงศ์

                คฤหาสน์หลังนี้ในยามราตรีนั้นวิเวกและวังเวงดุจราวกับสุสานที่มีชีวิต อาคารทรงยุโรปหลังงามตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางพื้นที่เกือบยี่สิบไร่ บนชั้นสูงสุดของโดมนั้นทำให้มองเห็นทัศนียภาพโดยรอบของเมืองได้อย่างชัดเจน หากแต่ว่าเบื้องล่างกับปกคลุมด้วยไม้ยืนต้นน้อยใหญ่ ที่ผู้เป็นเจ้าของหลงใหลและสรรหามาปลูกจนเต็มพื้นที่บ้าน ในยามดึกก็ยิ่งเย็นจัดด้วยไอจากพฤกษชาติและหมอกที่ลงจัด ชายชราวัยเจ็ดสิบปีผู้เป็นเจ้าของคฤหาสน์ยืนทอดมองรถตู้สีดำคันนั้นที่ค่อยๆ วิ่งตามถนนจากหน้าประตูบ้านเข้ามายังคฤหาสน์ของเขาอย่างช้าๆ หัวใจอันแก่ชรานั้น ถีบเต้นรุนแรง เลือดในกายพลันคล้ายกับมีเรี่ยวแรงพลกำลังขึ้นมาอีกครั้ง ใบหน้าอันยับย่นด้วยริ้วรอยแห่งสังขารประดับด้วยรอยยิ้มอันสุขล้น เมื่อสิ่งที่เขาปรารถนาได้มาถึงมือแล้ว

                “ของอยู่ที่ห้องแล้วครับท่าน ท่านจะลงไปชมตอนนี้เลยมั้ยครับ” ผู้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อเอ่ยบอกแก่ไอศูรย์ สืบแสงสุริยวงศ์ หลังจากนำสินค้าเข้าไปเก็บไว้ในห้องเก็บของเรียบร้อยเหมือนอย่างที่เคยทำ

                “ให้คนยกขึ้นมาไว้บนนี้ ฉันเตรียมห้องเอาไว้ให้แล้ว ผู้หญิงสูงศักดิ์แบบนั้น จะให้อยู่รวมกับผู้อื่นไม่ได้” สิ้นคำสั่งนั้น ชายผู้เป็นสื่อกลางจึงถอยออกไปจากห้อง จากนั้นจึงหันไปสั่งลูกน้องอีกสามคนตรงไปยังห้องสะสมของไอศูรย์ซึ่งอยู่บนชั้นสองด้านในสุดซึ่งทั้งหมดเพิ่งนำรูปปั้นที่เขาประมูลมาได้ เก็บไว้ในห้องนั้นรวมกับของสะสมเก่าแก่ชิ้นอื่นๆ

                “พี่...ดูนี่สิ เมื่อกี้ของพวกนี้ยังดีๆ อยู่เลยนะ” ลูกน้องผู้เปิดประตูห้องออกมาพูดเสียงสั่น แสงจากไฟหน้าห้องสาดเข้าไปภายใน รูปสลักนางอัปสรา รูปปั้นสิงห์ ราชสีห์ เศียรพญานาคและของสะสมชิ้นอื่นๆ ต่างล้มระเนระนาดอยู่บนพื้นราวกับเพิ่งมีคนเข้ามารื้อค้นอาละวาดพังโบราณวัตถุพวกนี้

                เหลือแต่เพียงรูปปั้นสตรีที่เขาเพิ่งนำเข้ามาเท่านั้นที่ยังตั้งตระหง่านอยู่ที่เดิม...

                “พะ...พี่ ผมไม่กล้าเข้าไปหรอกนะ” ลูกน้องอีกคนเอ่ยเสียงสั่นระริก ก่อนจะปัสสาวะราด พลังอำนาจบางอย่างนั้นแผ่ออกมารายล้อมรอบตัวเขาจนรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ผู้เป็นหัวหน้าพยายามตั้งสติแล้วข่มกลั้นความกลัว ก่อนจะเดินนำหน้าลูกน้องทั้งสามเข้าไปในห้องและมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้ารูปปั้นนั้น

                “เฮ้ย พี่จะทำอะไรน่ะ” ลูกน้องทั้งสามว่าเสียงสั่นพร้อมกัน เมื่อเห็นว่าผู้เป็นหัวหน้าค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งคุกเข่าแล้วพนมมือขึ้น จากนั้นจึงกราบลงไปบนเท้าของรูปปั้นเบื้องหน้า

                “พวกมึง ถ้าไม่อยากตายก็รีบมาทำตามกูเดี๋ยวนี้ จะได้รีบยกไปให้ท่าน” เขาผู้อยู่ในเหตุการณ์ ณ ห้องประมูลแห่งนั้นหันไปสั่งบรรดาลูกน้องอีกสามคน ทั้งหมดต่างเดินเข้ามาอย่างกล้าๆ กลัวๆ แต่ก็รีบทำตามผู้เป็นหัวหน้าสั่งอย่างไม่ติดขัด เมื่อรูปปั้นนั้นถูกวางลงยังที่หมายใหม่ พวกเขาทั้งสามจึงรีบผละจากไปอย่างไม่รีรอ

                ชายชราเดินจากระเบียงบนชั้นสูงสุดของคฤหาสน์ด้วยท่วงท่าเนิบช้าแต่ทว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นในหัวใจ ในห้องลับแห่งนี้นั้นอวลด้วยกลิ่นของกำยานและเครื่องหอมในสมัยโบราณ มีเตียงและตั่งไม้แกะสลักจากไม้มีค่า ผ้าม่านนั้นก็ทอจากผ้าไหมเนื้อดี บนพื้นปูด้วยพรมขนสัตว์อันนุ่มเท้า ส่องสว่างด้วยตะเกียงน้ำมัน ขับให้ใบหน้าของรูปปั้นชวนพิศในแสงเทียนที่โลมไล้

                ไอศูรย์ คลายยิ้ม มือหยิบเอาผ้าไหมสีเลือดหมูขึ้นมาแล้วพันไปรอบอกของรูปปั้นเบื้องหน้าแล้วผูกมัดไว้แน่น ก่อนจะหยิบเอาผ้านุ่งที่ทอด้วยลวดลายอันประณีตสวมใส่ให้รูปปั้นอย่างบรรจง กำไลทอง เกราะคอและแหวนทองถูกสวมใส่ให้กับรูปปั้นที่เหมือนจริงนั้นอย่างช้าๆ

                ไอศูรย์ระบายลมหายใจออกช้าๆ มืออันเหี่ยวย่นนั้นจับที่ท่อนแขนของรูปปั้น ดวงตาหม่นพร่าใต้แสงตะเกียงจับจ้องมองสองตาของรูปปั้นแน่วนิ่ง หัวใจและดวงจิตตั้งมั่นแน่วแน่ สัญญาเก่าก่อนในอดีตชาติอันไกลโพ้นถีบเต้นรุนแรงอยู่ในเลือดที่ไหลเวียนไปทั่วร่าง

                “ข้าสัญญา ว่าจะทำให้เจ้าหญิงกลับคืนมามีชีวิตอีกครั้งให้ได้”

 

...........................................................................................................................................................

(1) ปราสาทสมบูรณ์ไพรคุก  หรือไทยมักเขียนว่า ปราสาทสมโบร์ไพรกุก เป็นโบราณสถานในเขตกำพงธม  ประเทศกัมพูชา อยู่ห่างจากกรุงกำพงธม  เมืองเอกของเขตกำพงธม ไปทางเหนือราว 30 กิโลเมตร อยู่ห่างจากเมืองพระนครไปทางตะวันออกราว 176 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากราชธานีพนมเปญ  ไปทางเหนือราว 206 กิโลเมตร ปัจจุบันเป็นแต่ซากปรักหักพัง มีอายุย้อนหลังไปถึงสมัยเจนละ ซึ่งเป็นสมัยก่อนพระนคร เพราะเคยเป็นที่ตั้งเมืองชื่อ อีศานปุระ (ឦឝានបុរ อีศานบุร) ที่พระเจ้าอีศานวรรมัมที่ 1 (ឦឝានវម៌្មទី១ อีศานวรฺมฺมที ๑) พระมหากษัตริย์เจนละ ทรงสถาปนาขึ้นเป็นเมืองหลวงในคริสต์ศตวรรษที่ 7

ที่มา : th.wikipedia.org/wiki/ปราสาทสมโบร์ไพรกุก


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น