อัปเดตล่าสุด 2020-01-12 12:31:02

ตอนที่ 10 คนทรยศ

ตอนที่ ๑๐ คนทรยศ

                  “เอ๊ะ...คุณลลิตากลับไปแล้วเหรอคะ ทำไมไม่เห็นมีรถขับเข้ามารับเธอเลย” ชมนาดเอ่ยถามราเชนทร์หลังจากที่เดินเข้ามาตามตัวแขกสาวเพื่อไปรับประทานอาหารเที่ยง แต่ทว่ากลับไม่พบตัวเธอ

              คนที่กลับเข้าไปอ่านหนังสือบนห้องตั้งแต่เห็นร่างแขกสาวจึงเลิกคิ้วสูงด้วยความแปลกใจ

             “รถอาจจะขับเข้ามาตอนป้าชมไม่เห็นก็ได้มั้งครับ เพราะคงไม่เจอผม เธอคงไม่รู้จะอยู่ที่นี่ต่อไปทำไม” ชายหนุ่มจุดยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะจูงแขนนางชมนาดเดินจากโถงใหญ่ของคฤหาสน์ตรงสู่ศาลาด้านนอกที่จำปากับแก้วตากำลังจัดสำรับอาหารเที่ยงให้เขากับไอศูรย์

              “วันนี้ผมไปทานข้าวต้มบ้านคุณเรศมาด้วยนะ” เขาเปรยขึ้นเสียงใสใบหน้ายิ้มระรื่่น ขณะเดินนำหน้าแม่บ้านคนสนิท อีกฝ่ายได้ยินก็ถึงกับแอบลอบยิ้มหวาน

              “นั่นแน่...เข้าตามตรอกออกตามประตูแบบนี้ แสดงว่า...คนนี้คุณเชนน่าจะจริงจัง”

               “พูดเหมือนรู้ทัน” สายตาคมหันมามองชมนาด ก่อนที่ทั้งสองจะผายยิ้มกว้าง ในขณะที่ศิขเรศกำลังถือแฟ้มเอกสารเดินตามไอศูรย์ตรงเข้ามาที่ศาลา

               “คุณเรศ...ทานข้าวกลางวันด้วยกันนะครับ”

                “ขอบคุณค่ะคุณเชน แต่วันนี้เรศขอคุณท่านลาครึ่งวัน พอดีมีธุระนิดหน่อยน่ะค่ะ เลยกะว่าจะไปทานข้างนอกเลย” หญิงสาวยิ้มตอบในไมตรีเขา ในแววตาแสดงความเสียดายที่ไม่ได้อยู่ร่วมทานอาหารกับชายหนุ่ม

                “งั้นก็รีบไปเถอะครับ เดี๋ยวคนทางโน้นเขาจะคอยนาน” ผู้เป็นเจ้านายหันมาบอกเลขานุการสาว ศิขเรศยกมือไหว้ลาไอศูรย์แล้วจึงรีบเดินละลิ่วจากไปพร้อมกับความสงสัยในหัวใจของราเชนทร์ เพราะคำว่า “คนทางโน้น” ที่ไอศูรย์พูด จะหมายถึงชายหนุ่มคนเมื่อเช้าที่มาหาเธอที่บ้านรึเปล่า?

                      

                 สร้อยมาลาผลักประตูเข้ามาในห้องทำงานของบิดาหลังจากที่เสร็จจากเคลียร์งานขายอสังหาริมทรัพย์โครงการใหม่ หญิงสาวในชุดสูทสีดำเข้ารูป รีบทรุดนั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของทรงพล แล้ววางมือทั้งสองข้างทาบลงบนโต๊ะไม้สีโอ๊คด้วยสีหน้าเป็นการเป็นงาน

                “พี่ราเมศบอกว่าคุณพ่อมีงานจะให้สร้อยทำเหรอคะ”  

                “ใช่จ๊ะ...งานเกี่ยวกับวัตถุโบราณที่หนูขอร้องพ่อ ว่าอยากจะเข้ามาช่วยดูแลไง”

                 พูดจบ ทรงพลก็หยิบรูปถ่ายใบหนึ่งลงบนโต๊ะแล้วยื่นให้กับสร้อยมาลา

                 หญิงสาวก้มลงมองบุคคลในภาพถ่ายก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองบิดาด้วยความสงสัย

                 “คุณอนิรุธ...”

                 ทรงพลยิ้มเรียบๆ เมื่อหญิงสาวเอ่ยชื่อลูกค้ารายใหม่ของเขา ผู้คนในวงสังคมชั้นสูงย่อมรู้จักอนิรุธ รวมถึงตัวเธอด้วย

                “คุณอนิรุธอยากได้รูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตีที่ถูกประมูลไปได้...เขาเสนอราคาให้มากกว่าที่คุณไอศูรย์ให้กับพ่อ หน้าที่ของสร้อยก็คือ ต้องไปซื้อรูปปั้นชิ้นนี้คืนจากคุณไอศูรย์ สืบแสงสุริยวงศ์มาให้ได้”

                “คุณพ่อ...”

                 หญิงสาวลากเสียงค้าง ไม่คิดว่างานแรกที่บิดาเธอให้ทำจะต้องเข้ามาเกี่ยวพันกับเรื่องรูปปั้นที่ราเชนทร์กำลังเป็นเดือดเป็นร้อนแทนเพื่อนพอดี

                “พ่อรู้ว่าสร้อยเป็นเพื่อนกับราเชนทร์ หลานชายของคุณไอศูรย์ เพราะฉะนั้นจงใช้โอกาสนี้ขอซื้อรูปปั้นชิ้นนั้นมาจากไอศูรย์ พ่อเชื่อว่าสร้อยทำได้ ถ้างานนี้ผ่าน...งานต่อไปก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับสร้อยอย่างแน่นอน”

               ทรงพลยิ้มอย่างเชื่อมั่นในความสามารถบุตรสาว ก่อนที่สร้อยมาลาจะก้มหน้าครุ่นคิดถึงคำพูดของราเชนท์ ไอศูรย์คงไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าตนได้ครอบครองโบราณวัตถุชิ้นนั้น แล้วนับประสาอะไรกับเธอที่คิดจะเข้าไปหาเพื่อขอซื้อ มันคงไม่ง่ายอย่างแน่นอน

 

               คมกริชส่งรายงานและภาพถ่ายผ่านทางโทรศัพท์ให้แก่อนิรุธ หลังจากที่เขาและลูกน้องฝีมือดีรับคำสั่งเร่งด่วนจากผู้เป็นนายเพื่อติดตามการเคลื่อนย้ายของรูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตีจากแหล่งประมูลไปจนถึงผู้รับสินค้า

              “คนนี้ชื่อนายฐานสิทธิ์ครับ เป็นนักโบราณคดีและทำงานให้กับคุณทรงพล ฐานสิทธิ์เป็นหนึ่งในคนที่เข้าไปร่วมขุดค้นหาวัตถุโบราณที่ปราสาทร้างหลังล่าสุด และเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตไม่กี่คนครับ” ระหว่างฟังคำสาธยายของคมกริช สายตาของอนิรุธก็เลื่อนดูภาพของฐานสิทธิ์ขณะเดินทางเข้าออกบริษัทของทรงพล และขณะทำกิจกรรมในที่สาธารณะ ก่อนที่สายตาคมจะมาหยุดอยู่ที่ภาพถ่ายที่บ้านสืบแสงสุริยวงศ์

             “ไอ้หมอนี่...มันเป็นอะไรกับคนที่บ้านหลังนี้” ราเชนทร์ยื่นหน้าจอโทรศัพท์หันไปหาคมกริช ชายหนุ่มเบิกตามองภาพนั้นแล้วรีบก้มลงเลื่อนดูข้อมูลในแท็บเล็ตของตน

               “ฐานสิทธิ์เป็นเพื่อนสนิทของราเชนทร์ สืบแสงสุริยวงศ์ครับ มีข้อมูลในกลุ่มผู้สะสมงานวัตถุโบราณว่า ไอศูรย์ สืบแสงสุริยวงศ์เจ้าของคฤหาสน์หลังนั้นเป็นนักสะสมวัตถุโบราณล้ำค่าตัวยงทีเดียวครับ”

               “ให้คนไปเค้นถามมัน ว่ารูปปั้นชิ้นนั้นถูกประมูลไปให้ใคร” คำสั่งของอนิรุธถึงกับทำให้อีกฝ่ายต้องเบิกตากว้าง

               “ตอนนี้นายฐานสิทธิ์พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลครับนาย”

               “งั้นบุกไปบ้านมัน ค้นดูข้อมูลทุกอย่าง แล้วหาเบาะแสมาให้ได้ ฉันให้เวลาแกสามวัน” อนิรุธวางโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะ ก่อนจะกำหมัดแน่น สายตาระอุร้อนเมื่อหวนนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าขณะประจันหน้ากับราเชนทร์ ที่บ้านของศิขเรศ ยิ่งเกลียดชังก็ยิ่งเหมือนกับอีกฝ่ายกำลังเข้ามาใกล้กับสิ่งที่เขาปรารถนามากขึ้นเรื่อยๆ

 

                      “เรศทำสมาธิไม่ได้ค่ะอา...พอหลับตาลงทีไร ใจมันก็จะฟุ้งซ่านและเห็นแต่ภาพนั้น ทั้งความฝัน ทั้งภาพของรูปปั้นที่ขยับเขยื้อนเหมือนมีชีวิต เขากำลังต้องการอะไรจากเรศเหรอคะ เรศควรทำบุญให้เขา หรือควรทำยังไงดี” สายตาของศิขเรศบอกมองทิวไม้รอบศาลาปฏิบัติธรรมขณะปรับทุกข์ให้พิทักษ์ ผู้เป็นอาได้ฟัง คนที่นั่งอยู่เคียงข้างบนศาลาหันมามองหน้าหลานพร้อมกับระบายลมหายใจออกยาว

               “ทุกที่มาพบกันล้วนสัมพันธ์ด้วยบุญและกรรมศิขเรศ อามิอาจรู้ได้ว่าสิ่งที่หลานพบเห็นนั้นคืออะไร แต่อาเชื่อว่า ไม่ว่าหลานจะพบเจอหรือเห็นอะไรก็แล้วแต่ ถ้ามีสติที่ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ภยันตรายก็มิอาจจะกล้ำกลาย และหลานจะสามารถคิดหาวิธีแก้ปัญหาสถานการณ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นได้”

                สิ้นน้ำเสียงปลอบประโลมนั้น หญิงสาวก็ค่อยๆ หันมามองหน้าพิทักษ์ด้วยสายตาอันหวาดหวั่น

                “เรศคิดว่ามันคือภาพในอดีตชาติของเรศค่ะ...แต่ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเรศต้องฝันเห็นมันด้วย..และไม่รู้ว่าต่อไป มันจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเรศอีกบ้าง...”

                “อย่าไปกลัวกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง...ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขอให้หลานจงมีสติ จิตใจที่ประกอบแต่คุณความดี ย่อมจะก้าวผ่านสิ่งชั่วร้ายไปได้เสมอ เหมือนแสงสว่างที่มีชัยเหนือความมิด”

                “เรศจะจดจำไว้ค่ะอา” หญิงสาวเม้มปาก ระบายความเครียดเกร็งทั้งหลายในกายให้ออกจากร่าง แม้ว่ามันจะทำได้เพียงน้อยนิดก็ตามที หญิงสาวอยู่สนทนาธรรมกับพระอาจารย์ที่สถานปฏิบัติธรรมและเหล่าผู้คนที่เข้ามาปฏิบัติธรรมจนกระทั่งเวลาผ่านไปจนพลบค่ำ จึงได้เอ่ยลาพิทักษ์และเดินทางกลับบ้าน

 

          ฐานสิทธิ์ออกจากโรงพยาบาลในเย็นวันนี้ โดยมีราเชนทร์และคำเธียรเป็นผู้พาชายหนุ่มกลับมายังห้องพัก และทันทีที่เปิดประตูห้องพักของฐานสิทธิ์เข้ามา ทั้งสามก็ต้องผงะด้วยความตกใจ โดยเฉพาะผู้เป็นเจ้าของห้องที่รีบถลาร่างเข้าไปรื้อค้นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดในห้องนอนหลังจากสภาพข้าวของภายในห้องบ่งชัดว่าถูกรื้อค้น

          ราเชนทร์ค่อยๆ ก้าวขาเข้าไปในห้องนั้น แล้วย่อตัวลงหยิบเอกสารทางด้านโบราณคดีที่ตกลงบนพื้นขึ้นมา ในขณะที่คำเธียรเดินตามฐานสิทธิ์เข้าไปด้านในห้องนอนของเขาด้วยสีหน้าหวั่นวิตก

          “เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย...ห้องแกโดนโจรงัดแหงเลยไอ้สิทธิ์ ว่าไง ข้าวของเงินทองชิ้นไหนหายไปบ้าง?” คำเธียรชะโงกหน้าถามผู้เป็นเจ้าของห้องอย่างเป็นห่วง ก่อนที่อีกฝ่ายจะผลักลิ้นชักโต๊ะข้างเตียงนอนปิดไว้ดังเดิม

          “เงินข้าไม่ได้หาย...แต่ว่า...” ฐานสิทธิ์หันไปมองที่หน้าโต๊ะทำงาน เครื่องเขียนที่เคยวางอยู่บนโต๊ะหล่นกระจายเกลื่อนพื้น ภาพวาดขนาด A3 ที่เขาวาดจนเสร็จเรียบร้อยแล้วได้หายไป

          “รูปวาด...รูปวาดเจ้าหญิงมฤควตีหายไป” ฐานสิทธิ์บอกเสียงสั่น ในขณะที่ราเชนทร์รีบเดินเข้ามาเกาะขอบประตูห้องนอนแล้วมองหน้าผู้เป็นเจ้าของห้องด้วยความตกใจ

          “อะไรนะ...รูปวาดเจ้าหญิงมฤควตีหายไปงั้นเหรอ?” ราเชนทร์ทวนคำ ในขณะที่ฐานสิทธิ์หน้าซีดเผือดลงด้วยความพรั่นพรึง

          “แกอย่าเพิ่งคิดเรื่องไสยศาสตร์เลยนะไอ้สิทธิ์ ไปขอดูกล้องวงจรปิดของคอนโด จะได้รู้ว่าใครแอบเข้ามาในห้องของเอ็ง” คำเธียรตบไหล่เพื่อนหนุ่ม ก่อนจะเดินไปยกหูโทรศัพท์ โทร.ไปยังสำนักงานของคอนโดที่อยู่ชั้นล่าง แล้วจากนั้นเรื่องราวทุกอย่างก็ถูกดำเนินการไปตามวิธีการที่ควรจะเป็น

          ภาพสองคนร้ายใส่ชุดดำ งัดห้องของฐานสิทธิ์เข้าไป ก่อนกลับออกมาพร้อมกับห่อกระดาษใบหนึ่ง ทั้งสองถอดชุดที่สวมใส่นั้นออกแล้วเปลี่ยนเป็นชุดลำลองหากแต่ใส่แว่นอำพรางใบหน้าไว้

          “พวกมันเป็นใครกันวะ...ทำไมถึงเข้ามาขโมยรูปวาดเจ้าหญิงมฤควตี มันจะเอาไปทำไม?” คำเธียรลูบปลายคางขณะจ้องมองดูภาพในกล้องวงจรปิด หลังจากนั้นราเชนทร์จึงจัดแจงให้เพื่อนหนุ่มเข้าดำเนินการแจ้งความทันที

                เขาต่อสายถึงสร้อยมาลา หลังจากกลับมาถึงบ้านในสภาพอิดโรยเพราะการเดินทางที่วุ่นวายในตอนเย็น ในขณะที่หญิงสาวรู้สึกตื่นตัวทันทีที่ชายหนุ่มเอ่ยถึงเรื่องของรูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตี

                “เห็นทีว่า งานที่เราเคยวานให้สร้อยช่วย ตอนนี้คงไม่ต้องแล้วหละครับ” น้ำเสียงปลายสายแสดงความเหน็ดเหนื่อย ขณะเอนกายนั่งพิงพนักเก้าอี้โยกในสวนดอกไม้หลังคฤหาสน์

                “ทำไมละคะเชน...” สร้อยมาลาที่ปลีกตัวออกมาคุยโทรศัพท์นอกร้านอาหารใจกลางกรุงหรี่ตา ขณะที่รังสิมา เพื่อนสาวคนสนิทที่ร่วมโต๊ะรออยู่ด้านในร้านโบกมือให้เธอรีบกลับเข้ามา

                “ก็ไอ้สิทธิ์มันโดนงัดห้องน่ะสิครับ แต่แปลกที่โจรไม่ยักขโมยอะไรไปเลย นอกจากรูปวาดของเจ้าหญิงมฤควตีที่ผมจะเอาไปให้สร้อยช่วยดูนี่แหละครับ เฮ้อ...เกิดแต่เรื่องจริงๆ”

                “น่าแปลกนะคะ...แสดงว่าโจรนั่น ก็อาจจะต้องการรูปปั้นเหมือนกันรึเปล่าคะ” หญิงสาวขบคิด ก่อนที่ปลายสายจะหัวเราะน้อยๆ ตอบกลับมา

                “ผมว่าคงไม่หรอกครับ ไอ้สิทธิ์มันวาดรูปสวย โจรมันอาจคิดว่าถ้าเอารูปไปขายคงได้เงินมากกว่าหอบตำราเก่าๆ เต็มห้องมันไปมากกว่า”

                สร้อยมาลาพลอยยิ้มตามคำพูดของชายหนุ่ม ก่อนที่เธอจะนึกถึงภาระที่บิดาเพิ่งมอบหมายให้

                “เชนคะ...พรุ่งนี้เชนว่างรึเปล่า สร้อยอยากไปหาเชนที่บ้านสืบแสง ไม่ได้ไปบ้านนั้นนานแล้ว”

                “ได้สิครับ ผมกะว่าจะอยู่ที่นี่อีกสักสองสามวันก่อนจะกลับไร่”

                “งั้นดีเลยค่ะ สร้อยจะไปถึงราวเก้าโมงเช้านะ” สร้อยมาลาระบายลมหายใจออกยาวด้วยความดีใจ ก่อนชายหนุ่มจะเอ่ยลาและกดวางสายไป ครั้นพอหญิงสาวกลับเข้ามานั่งบนเก้าอี้ภายในร้าน เพื่อนสาวร่างท้วมผู้ร่วมโต๊ะก็หยิกแขนเข้าให้ทีนึง

                “ฉันเรียกตั้งนาน มัวแต่คุยโทรศัพท์อยู่ได้ยัยสร้อย ปลายสายของเธอมันสำคัญไปกว่าผู้ชายที่นั่งอยู่โต๊ะถัดไปอย่างนั้นเหรอ?” คำพูดของเพื่อนสนิท ถึงกับทำให้สร้อยมาลาต้องเบ้ปาก ก่อนจะหันไปชำเลืองมองโต๊ะข้างๆ ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งนั่งเบิกตามองอากาศธาตุคล้ายคนตกอยู่ในภวังค์เหม่อลอย กำลังยกแก้วไวน์ขึ้นมาจิบเบาๆ

                “อนิรุธ...”

                “ก็ใช่ยังไงล่ะ วันก่อนแกก็ไม่ยอมไปงานเปิดตัวร้านนาฬิกาใหม่ของเขา เซเล็บไฮโซไปกันขรม เหลือแต่แกยัยสร้อย...ทั้งที่เขาอุตส่าห์ส่งบัตรเชิญมาให้ เอาไงดี แกจะเข้าไปทักทายเขาดีมั้ย?” รังสิมายุยงด้วยสีหน้าตื่นเต้น ก่อนที่สร้อยมาลาจะถอนหายใจ

                “ฉันกลับแล้วนะ ไว้เจอกันวันหลัง พรุ่งนี้ฉันมีนัดสำคัญ วันนี้อยู่ดึกไม่ได้” พูดจบ ร่างระหงในชุดเดรสสีดำเกาะอกก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนจะหันไปชำเลืองร่างสูงสง่าอีกครั้งด้วยท่าทีไม่ใส่ใจ จากนั้นจึงเดินละลิ่วออกไปจากร้านด้วยสายตามุ่งมั่น

 

                ประตูห้องสะสมถูกเปิดออกในเวลาเที่ยงคืน เสียงฝีเท้าและเสียงไม้เท้าที่กระทบกับพื้นห้องดังเป็นจังหวะตามการเคลื่อนที่เข้ามาของร่างชราในชุดขาวราวกับพราหมณ์ สุรไกรปิดประตูล็อกแน่นหนาเมื่อเขาและผู้เป็นนายเข้ามาในห้องสะสม จากนั้นลูกน้องหนุ่มจึงเดินไปยังหน้าตู้ไม้ใบเขื่องและออกแรงเข็นมันไปชิดผนังอีกด้าน ก่อนจะเปิดประตูอีกบานที่ซุกซ่อนออก

                “โชคดีที่คืนนี้แกไม่ต้องเหนื่อยไปอีกคืน...” ร่างชราหันไปบอกกับลูกน้องหนุ่ม ขณะที่ร่างซึ่งนอนซบอยู่กับพื้นห้องค่อยๆ แหงนหน้าขึ้นมองสองร่างที่ยืนอยู่หน้าประตู

                “คุณลุง...ชะ ช่วยลิตาด้วยค่ะ ช่วยลิตาด้วย” ลลิตาอ้อนวอนเสียงสั่น พยายามคลานไปจับขาอีกฝ่ายไว้ด้วยเรี่ยวแรงที่มีอยู่ แต่ทว่าไอศูรย์กลับยังคงยืนนิ่งเฉย เพียงแต่หันไปมองหน้าสุรไกรหมายเป็นสัญญาณ ผู้เป็นลูกน้องจึงรีบตรงดิ่งไปจับร่างลลิตาแล้วลากมาที่หน้ารูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตี จากนั้นจึงใช้เทปกาวมัดมือเธอไว้ไพล่หลัง

                “ปล่อย ปล่อยฉันะ แกจะทำอะไร...คุณลุงไอศูรย์ ช่วยด้วยค่ะ...ไม่นะ ฉันไม่อยู่ตรงนี้ ปล่อยฉันออกไป” ใบหน้าที่เคยงามสะพรั่งบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัว สะบัดหน้าไปมาเมื่อความกลัวครอบงำหัวใจขณะสุรไกรจับร่างเธอให้นั่งประจันหน้ากับรูปปั้นตรงหน้า ไอศูรย์หันไปปิดประตูห้องลับแล้วเดินไปหยิบเอาโถทองเหลืองที่ตั้งอยู่หน้าแท่นพิธี ก่อนนำกริชเงินที่ซุกซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อคลุมออกมา

                คมกริชสะท้อนแสงจันทร์ที่สาดผ่านช่องแสงเป็นเงาวับ ลลิตาจ้องมองมันแน่วนิ่งพร้อมกับหัวใจที่หล่นฮวบลงกับพื้น สุรไกรกดร่างหญิงสาวไว้ไม่ให้ขยับ ขณะที่ไอศูรย์ค่อยๆ ก้าวขาเข้ามาใกล้ร่างเหยื่อสาวช้าๆ พร้อมกับมือที่จับกริชด้ามนั้นไว้แน่น ค่อยๆ ยื่นเข้ามาใกล้คอหอยของลลิตาเรื่อยๆ

                “คุณลุง...จะทำอะไรคะ คุณลุงจะทำอะไรหนู ไม่นะ....ไม่...กรี๊ดดดดดด....”

                 คมมีดตัดฉับเฉือนเข้าไปที่เส้นเลือดใหญ่ของลลิตา หญิงสาวยังคงอ้าปากกรีดร้อง นั่นยิ่งทำให้โลหิตพุ่งพรวดออกมาจากปากและจมูกของเธอพร้อมกับพุ่งออกมาจากบาดแผลที่ถูกเฉือนออก มันไหลย้อยลงสู่โถทองเหลือง ทุกอย่างดำเนินไปตามพิธีกรรมที่เคยกระทำตลอดมา ร่างไร้ชีวิตของลลิตาถูกนำใส่ห่อพลาสติกสีดำและเก็บไว้ในตึกเก่าหลังคฤหาสน์ โลหิตถูกเทลงใส่ปากรูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตี พร้อมกับอณูแห่งชีวิตที่ค่อยๆ ปรากฏบนรูปปั้นขึ้นเรื่อยๆ จวนจะเสร็จสมบูรณ์

                ไอศูรย์คลายยิ้มอย่างดีใจ เหลือเพียงอีกแค่หนึ่งชีวิตเท่านั้น ที่จะทำให้เจ้าหญิงของเขากลับคืนร่างดังเดิมอีกครั้ง...

 

                หลังจากที่อนิรุธได้รับภาพถ่ายจากคมกริชที่ส่งมาให้ทางโทรศัพท์ เขาก็นั่งจมอยู่ในร้านอาหารแห่งนั้นจนกระทั่งร้านปิด ภาพสเก็ตช์รูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตีที่ขโมยมาได้จากห้องของฐานสิทธิ์ ทำให้ชายหนุ่มคล้ายจมอยู่กับภวังค์อันชวนครั่นครามจนเขาไม่รู้ตัว คืนนั้นเมื่อกลับมาถึงห้อง เขาจึงเรียกลูกน้องคนสนิทมาพบเพื่อสั่งงานสำคัญ

                “รู้ตัวคนที่ประมูลไปได้แล้วใช่มั้ย...” คำถามของผู้เป็นนายทำให้คมกริชคลี่ยิ้มมาดมั่น

                “ครับนาย ผู้ประมูลไปได้ชื่อ ไอศูรย์ สืบแสงสุริยวงศ์”

                 ชื่อที่ได้ยินทำให้อนิรุธเบิกตากว้างทันที

                “โลกมันช่างกลม...” ชายหนุ่มกำมือแน่น ก่อนจะส่งเงินสดปึกหนึ่งให้กับคมกริช แล้วเดินไปหยิบเอาพระขรรค์ด้ามนั้นมาถือไว้ ใช้ปลายนิ้วลูบคมของมันด้วยความรู้สึกองอาจที่กระพือปีกในหัวใจ

                “แกไปหาลูกน้องมาทีมหนึ่ง แล้วคืนพรุ่งนี้บุกไปที่บ้านของมัน ไปเอารูปปั้นนี้มาให้ได้”

                “บ้านนั้นมีการคุ้มกันแน่นหนา...ผมเกรงว่าถ้าหากมีการปะทะ อาจจะ...” ผู้เป็นลูกน้องลากเสียงค้าง เมื่อคาดคิดไปถึงเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นขณะเข้าไปบุกขโมยรูปปั้นที่คฤหาสน์หลังนั้น

                “ใครขวาง ก็ฆ่ามันให้หมด...”

                  อนิรุธเม้มปาก ความโกรธพัดพาให้นึกไปถึงใบหน้าของราเชนทร์ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเช้าของวันนั้นที่บ้านของศิขเรศ...

 

          แม้จะกลับมาจากสถานปฏิบัติธรรมแล้วก็ตาม แต่หัวใจของศิขเรศก็ยังคงเต็มไปด้วยความอึดอัดใจ หญิงสาวเข้านอนเร็วกว่าทุกวันและสวดมนต์แผ่เมตตาเพื่อหมายว่ามันจะช่วยให้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเธอทุเลาเบาบางลงไปได้บ้าง ทว่าหลังจากที่ทิ้งตัวลงนอนและปล่อยให้ดวงจิตตกสู่ห้วงนิทรา อดีตกาลก็พรากดวงจิตของเธอให้ย้อนกลับไปเมื่อกว่าพันปีก่อนอีกครั้ง

                อรุณรุ่งของอยุชฌปุระในวันนี้ช่างเศร้าสร้อย เหล่าข้าราชบริพารต่างยังคงอยู่ในอาการโศกเศร้า เหล่าบรรดาชาวเมืองที่สูญสิ้นญาติมิตรจากการถูกลอบทำร้ายหนีตายเข้ามาอาศัยในเขตเมืองหลวงแห่งอยุชฌปุระยังคงอยู่ในอาการเสียขวัญ ทหารกล้ายังคงรักษาตัวจากการต่อสู้ เด็กหนุ่มที่พอจะจับถืออาวุธได้ถูกเกณฑ์ให้มาเป็นทหารเตรียมพร้อมรบ บัลลังก์อยุชฌปุระกำลังระส่ำระส่าย... ทุกคนในปุระแห่งนี้รู้ดีอยู่แก่ใจ

                “ข้าสงสัยในการสิ้นพระชนม์ของเสด็จพ่อ...เจ้าไปสืบความมาให้อย่างละเอียดโดยห้ามให้ผู้ใดรู้เนียลจรัญ ได้ความอย่างใดให้รีบมาแจ้งแก่ข้า...”

                 คำสั่งของเจ้าหญิงศรีศิขเรศในครั้งนั้นทำให้เนียลจรัญและเหล่าบรรดานางข้าหลวงเริ่มปฏิบัติภารกิจลับ จนกระทั่งจับได้ว่า ในเครื่องเสวยที่องค์กษัตริย์ทรงรับทุกเพลา มีบางอย่างเจือปนอยู่ และนางข้ารับใช้ผู้ปรุงอาหารก็ให้การรับสารภาพถึงผู้บงการแต่โดยดี

                “หม่อมฉันเพียงแต่ทำไปตามรับสั่งเท่านั้นเพคะ นังกุณฑีบอกเพียงว่านี่เป็นยา ที่จะช่วยให้องค์เหนือหัวเจริญพระกระยาหาร ให้ใส่ลงไปทีละหยดผสมกับเครื่องเสวย หมะ หม่อมฉันไม่คิดว่านั่นจะเป็นยาพิษ...”

                “เหลวไหล เจ้าเป็นผู้ปรุงอาหาร จะแยกไม่ออกเลยหรือว่าอะไรเป็นยา อะไรเป็นพิษ” เนียลจรัลที่ทนฟังไม่ได้ตบหน้านางข้ารับใช้ไปฉาดใหญ่ ก่อนที่ศรีศิขเรศที่ยืนฟังจะกำมือแน่น ลมหายใจอุ่นร้อนระบายออกยาวหมายเพื่อข่มจิตใจอันคุโชนด้วยความโกรธไว้

                “กุณฑีอย่างนั้นรึ...นั่นแปลว่า พระสนมสร้อยมาลาเป็นผู้สั่งการนางอีกทีใช่หรือไม่?” น้ำเสียงสั่นเครือนั้นเอ่ยถาม ก่อนที่นางข้ารับใช้ผู้ตกเป็นจำเลยจะพยักหน้ารับ แล้วจึงก้มลงกราบแทบพระบาท ก่อนที่เนียลจรัลจะสั่งให้ทหารหลวงมานำตัวนักโทษไปคุมขัง

                เจ้าหญิงศรีศิขเรศยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่มิอาจปกป้องพระบิดาไว้ได้ จากนั้นจึงหันไปสั่งทหารองครักษ์ให้มาประชุมพร้อมกันที่หน้าพระตำหนัก

                “บัดนี้...ข้าถือว่ามีสิทธิ์ในพระนครด้วยเป็นราชธิดาแห่งเจ้าผู้ครองอยุชฌปุระ ข้าขอสั่งให้พวกเจ้าจงไปจับตัวพระสนมสร้อยมาลามาทำการไต่สวนที่ศาลหลวง ข้าจะนำเรื่องนี้ไปกราบทูลต่อเจ้าพี่มฤควตี รีบไปเดี๋ยวนี้” สิ้นรับสั่ง เหล่าทหารจึงตั้งแถวแล้วดาหน้าวิ่งตรงไปยังพระตำหนักของพระสนมอย่างไม่รีรอ แต่ทว่าบนตำหนักกลับว่างเปล่า ไร้เงาพระสนมผู้คิดทุรยศแล้ว...

                “ยังดีที่นางบัวกุดมาส่งข่าวทัน ไม่อย่างนั้นป่านนี้พระนางและหม่อมฉันคงถูกนำตัวไปลงทัณฑ์แล้วกระมังเพคะ” กุณฑีเอ่ยเสียงสั่นเครือ ขณะนั่งอยู่ด้านหลังร่างระหงที่ซุกซ่อนอยู่ในเกวียนซึ่งกำลังมุ่งหน้าออกจากชายแดนเมืองอยุชฌปุระสู่คิรีบรรพต

                พระสนมสร้อยมาลาได้แต่กำมือแน่นอย่างเจ็บแค้นใจ ที่ความลับถูกเปิดโปงออกมาจนได้ และเธอต้องหอบลูกน้อยวัยหกขวบหนีอย่างหัวซุกหัวซุนออกมาอย่างไร้สิ้นศักดิ์ศรี

                “เจ้าหญิงศรีศิขเรศช่างปราดเปรื่องกว่าพี่สาวนัก แต่คิดจะมาหาคนผิดเอาตอนนี้มันก็สายไปเสียแล้วหละ พระบิดาของพระนางก็คงมิอาจฟื้นคืนชีพมาได้ และอยุชฌปุระจะต้องล่มสลายในอีกไม่ช้า” มือที่จับชายผ้าซิ่นนั้นกำแน่น ขณะที่หวนคิดถึงสถานการณ์ในอยุชฌปุระที่กำลังตึงเครียดขึ้นทุกขณะ

                “พระธิดาทั้งสอง จักต้องผูกใจเจ็บโกรธแค้นพระนางหนักหนาเป็นแน่แท้ แต่อย่างไรเสีย ก็คงมิอาจทำอะไรพระนางได้ อำนาจของเจ้าชายอนิรุฆน์อีกไม่นานก็จะแผ่ขยายมายังอยุชฌปุระ...” กุณฑีเสริมขึ้นอย่างลำพอง ก่อนที่ผู้เป็นนายจะยิ้มเยาะ

                “ถูกแล้ว...เมื่อใดที่เจ้าชายทรงเอาชนะอยุชฌปุระได้ ข้านี่แหละที่จะเอาเลือดของนังสองพี่น้องนั้นมาล้างตีนข้าให้จงได้”

                  พระสนมสร้อยมาลากัดฟันแน่น แล้วสาปแช่งอยู่ในใจขอให้สิ่งที่เธอรอคอยปรากฏผล.. ในขณะที่เมืองซึ่งเธอกำลังจากมานั้น กำลังจะจัดพระราชพิธีสำคัญ นั่นคือการแต่งตั้งองค์เหนือหัวพระองค์ใหม่ ผู้ซึ่งเป็นพระรัชทายาทลำดับที่หนึ่ง ขึ้นปกครองอยุชฌปุระ นั่นก็คือ

                พระนางมฤควตี ศรีวรมันอัญญาณี ราชินีแห่งอยุชฌปุระ...

 

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น