อัปเดตล่าสุด 2020-01-12 12:32:25

ตอนที่ 11 หวนคืน

ตอนที่ ๑๑ หวนคืน

          วันนี้อาจเป็นวันที่ศิขเรศไม่พร้อมสำหรับการทำงาน ด้วยที่รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวตั้งแต่เมื่อคืน แต่ถึงกระนั้นหญิงสาวก็ไม่ปล่อยให้อาการป่วยเล็กน้อยมารบกวนภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ไอศูรย์ให้เธอคิดโปรเจ็คท์จัดแสดงผ้าไหมโบราณของเขาที่จะจัดในต้นเดือนหน้า โดยจะจัดพร้อมกับงานวันเกิดครบรอบเจ็ดสิบปีของชายสูงวัยผู้เป็นเจ้านายด้วย

         หลังเสร็จจากการเคลียร์งานในตอนเช้า ศิขเรศจึงหลบมานั่งพักที่เรือนพักของเหล่าคนรับใช้ รวมถึงพูดคุยกับนางชมนาดถึงการจัดงานวันเกิดของไอศูรย์ในปีที่ผ่านๆ มา

         “คุณท่านชอบงานที่เรียบง่ายค่ะ เน้นความเป็นไทยๆ แทบทุกปีจะให้วงดนตรีไทยมาเล่นในงานด้วย บางปีก็ให้แขกแต่งกายชุดไทยมาร่วมงาน พวกพี่ๆ ก็ยังต้องแต่งชุดด้วยด้วยเลยนะคะ ยังไงคุณเรศลองคิดคอนเซ็ปต์แล้วเสนอท่านดูก็ได้ค่ะ ยังมีเวลาเตรียมงานอีกหลายสัปดาห์” ชมนาดว่าพลางง่วนกับการเด็ดผัก สำหรับทำอาหารเที่ยงให้ผู้เป็นนาย ก่อนที่ทั้งสองจะหันไปมองร่างสูงสง่าที่เยี่ยมหน้าเข้ามาข้างประตูครัว

          “อ้าว คุณเชน มาตั้งแต่เมื่อไหร่กันคะเนี่ย?” หญิงแม่บ้านเอ่ยถามด้วยความตกใจ ก่อนที่แขกหนุ่มผู้มาเยือนได้สักพักจะยิ้มแห้งๆ แล้วหันไปมองศิขเรศ

          “ก็มาได้สักพักแล้วล่ะครับ ว่าแต่มื้อเที่ยงนี้ป้าชมจะทำอะไรให้ผมทานครับ?” พูดจบ ชายหนุ่มก็ก้าวขาเข้ามาในครัว ศิขเรศที่ทรุดนั่งบนเก้าอี้ข้างนางชมนาดจึงลุกขึ้น สีหน้าท่าทางที่เกรงใจของเธอทำให้ชายหนุ่มต้องหันไปยิ้มให้เบาๆ

          “ไม่ต้องลุกให้ผมนั่งหรอกครับคุณเรศ อยู่กับผมทำตัวตามสบาย”

          “ค่ะ...แต่ยังไงคุณเชนก็ถือเป็นเจ้านายเรศเหมือนกัน ถ้าจะให้...ทำตัวสนิทกันมากมันก็คงไม่เหมาะ”

          “ไม่เหมาะยังไงครับ” เขาเลิกคิ้ว พร้อมกับเอ่ยถามจริงจัง สีหน้ามีแววคาดคั้นขณะที่หัวใจระลึกไปถึงชายหนุ่มที่เข้ามาขวางเธอกับเขาวันนั้น

           “แหม คุณเชนก็...คุณเรศเขาเป็นผู้หญิงนะคะ อีกอย่างคุณเชนก็เป็นเจ้านาย ที่คุณเรศเธอทำก็นับว่าถูกต้องตามกาลเทศะแล้ว ป้าเห็น...ยังอดชื่นชมไม่ได้เลย นี่ถ้ามีลูกชายล่ะก็ ป้าจะคว้าตัวคุณเรศมาเป็นลูกสะใภ้ให้ได้เชียว” นางชมนาดพูดจบก็หัวเราะเสียงใส โดยไม่รู้ว่าคำพูดของตนทำให้ศิขเรศเริ่มหน้าแดงขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

            ราเชนทร์ที่ยังอยู่ในอารมณ์ครึ่งๆ กลางๆ จึงก้าวขาเข้าไปใกล้ร่างระหงที่ถอยมายืนล้างผัก

           “โอ้โห นี่ป้าชมไปได้ผักพวกนี้มาจากไหนกันครับ เยอะแยะเชียว” ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ขณะสายตาหันไปชำเลืองมองใบหน้าเนียนละเอียดข้างกาย มือก็ทำทีเป็นจับๆ คลำๆ กองผักที่วางอยู่ข้างซิงก์

           “อ๋อ คุณเรศ...เธอเอามาฝากน่ะค่ะ วันนี้ป้าว่าจะทำแกงคั่วหอยขม ทอดมันปลากรายแล้วก็หลนเต้าเจี้ยว ส่วนนังจำปาตอนนี้ให้นั่งขูดมะพร้าวอยู่ค่ะ ของหวานจะทำทับทิมกรอบมะพร้าวอ่อน”

           “เห็นคุณเรศมาช่วยป้าชมทำอาหารทุกวันเลย แฟนคุณเรศนี่โชคดีมากเลยนะครับเนี่ย...” เขาลากเสียงค้าง พร้อมกับหันไปมองหน้าหญิงสาว ในขณะที่ศิขเรศพอได้ยินคำนั้นก็ถึงกับหันหน้ามามองหน้าราเชนทร์ตรงๆ

           “แฟน...” เธอลากเสียง ขณะที่อีกฝ่ายเริ่มใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างที่ตัวเองไม่รู้ตัว

            “ก็...ผู้ชายคนนั้นไงครับ คนสวมเสื้อสูทสีน้ำเงินที่ผมเจอที่้บ้านคุณ เค้า...ไม่ใช่แฟนคุณหรอกเหรอ?”

             ศิขเรศระบายลมหายใจออกเบาๆ แล้วเม้มปากแน่น

            “ไม่ใช่ค่ะ เขาชื่ออนิรุธ เป็นคนรู้จักของคุณพ่อดิฉัน” ศิขเรศหันหน้ากลับไปก้มหน้าก้มตาล้างผักตรงหน้าต่อ ทว่าราเชนทร์กลับยังไม่คลายสงสัย

            “แต่ท่าทีของเขาตอนนั้นเหมือนกับว่ากำลังหึงคุณยังไงยังงั้นเลยนะ” ชายหนุ่มรุกคืบ ก่อนที่ศิขเรศจะนิ่งไป

            “ป้าชมนาด...ป้าชมนาดรีบออกมานี่เร็วเข้า เกิดเรื่องใหญ่แล้ว...” เสียงร้องของจำปา ทำให้ชมนาดรีบวางมีดลงบนเขียงทันที ก่อนเดินทำจมูกฟุดฟิดออกไปจากห้องครัว ศิขเรศและราเชนทร์พลันได้ยุติการสนทนาลง แล้วเดินตามหญิงแม่ครัวออกไปด้วยความสงสัย

            พอถึงหน้าห้องครัว จำปาก็รีบแจกแจงเรื่องราวทั้งหมดด้วยท่าทางกระหืดกระหอบ

            “คุณหญิงโสมสุดามา เธอมาตามหาคุณลลิตา หาว่าคุณราเชนทร์ไม่ยอมปล่อยตัวลูกสาวเธอกลับบ้าน..ฉันบอกให้รอที่ศาลาก่อน เธอก็ไม่ฟัง ตอนนี้เดินดุ่มไปที่คฤหาสน์แล้วจ้ะ”

            “อย่างนั้นเดี๋ยวผมขอตัวก่อนนะครับ คิดว่าคุณอาน่าจะไม่ยังตื่น” ราเชนทร์แทรกตัวออกมา แล้วรีบเดินละลิ่วตรงไปยังคฤหาสน์ ส่วนศิขเรศก็รีบวิ่งกลับเข้าไปล้างไม้ล้างมือ แล้วสาวเท้าวิ่งตามชายหนุ่มไปติดๆ

            แต่ทว่าเมื่อทั้งสองไปถึงก็พบกับร่างชราของไอศูรย์ในสภาพถือไม้เท้าขวายืนอยู่หน้าคฤหาสน์ด้วยสีหน้าเครียดขรึม โดยมีสตรีร่างท้วมในชุดผ้าไหมราคาแพงยืนประจันหน้า

           “ยัยลิตาขาดการติดต่อไปตั้งแต่วันนั้นแล้วค่ะท่าน ดิฉันกังวลใจมาก เพราะลูกดิฉันไม่เคยเป็นแบบนี้เลย ให้คนขับรถมารับในเวลาที่ยัยลิตาบอกไว้ ก็กลับไม่พบตัว เขาเลยคิดว่าลิตากลับบ้านมาเอง แต่จนป่านนี้...ฉันยังไม่เห็นแม้แต่เงาของลูกฉันเลย”

            คุณหญิงโสมสุดากล่าวเสียงสั่นเครือด้วยความทุกข์ใจ อีกฝ่ายหรี่ตามองลงพื้นแล้วระบายลมหายใจยาว

            “วันนั้นหนูลลิตาอาจจะนั่งรถแท๊กซี่กลับไปเองก็ได้ เพราะหลังจากที่ฉันได้รับกระเช้าขอโทษจากหนูลลิตาแล้ว เลยให้เธอนั่งอ่านหนังสือที่ห้องโถงต่อ รอเวลาให้ราเชนทร์ตื่นนอนเพื่อจะได้พูดคุยกัน พอฉันให้เด็กไปเรียกเพื่อจะได้มาทานอาหารเที่ยง เด็กก็มาบอกฉันว่าไม่พบตัวหนูลลิตาแล้ว ฉันเลยคิดว่าหนูลลิตาอาจจะกลับไปแล้ว” จบคำพูดของไอศูรย์ ราเชนทร์ก็ค่อยๆ เดินมายืนขนาบข้างผู้เป็นอา ก่อนยกมือไหว้คุณหญิงโสมสุดา

             “ผมว่าคุณน้าใจเย็นๆ ก่อนนะครับ ลลิตาอาจจะไปค้างกับเพื่อนคนไหนรึเปล่า” ชายหนุ่มพูดหมายให้อีกฝ่ายคลายกังวล แต่คนเป็นแม่ที่ลูกสาวคนเดียวหายไปทั้งคนก็เหมือนมีไฟสุมอยู่กลางอก

             “ฉันโทร.ไปหาเพื่อนยัยลิตาทุกคนแล้วค่ะ ไปตามทุกที่แล้วจริงๆ” คุณหญิงโสมสุดาปิดหน้าร้องไห้ ก่อนที่ราเชนทร์จะเดินเข้าไปปลอบอีกฝ่ายเบาๆ

             ชายหนุ่มรับอาสาว่าจะช่วยตามหาลลิตาอีกแรง และกว่าที่นางโสมสุดาจะลากลับไปเวลาก็ล่วงมาถึงเที่ยงวันพอดี และแขกคนสำคัญของราเชนทร์ที่ขอเลื่อนนัดไปเป็นเวลาเที่ยงวันก็เดินทางมาถึง

 

            เมื่อก้าวขาลงมาจากรถความรู้สึกแรกที่สร้อยมาลาสัมผัสได้นั้นคือความแสบร้อนอันปราศจากที่มา จนหญิงสาวต้องรีบเดินหลบเข้ามาใต้ร่มไม้เพราะนึกว่าเป็นเพราะแสงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน แต่ทว่าเมื่อกายอยู่ใต้ร่มเงามืดครึ้มความเย็นเยียบประดุจห้วงน้ำแข็งก็กลับแผ่เข้ามาห่อหุ้มร่างจนสร้อยมาลาต้องยกแขนขึ้นกอดอกไว้

           “คุณสร้อยมาลาใช่มั้ยคะ...” เสียงเรียกของจำปาทำให้คนที่กำลังจะเซล้มต้องเบิกตาหันไปมอง อณูไร้ที่มาอันเป็นปริศนานั้นพลันเลือนหายไปในฉับพลัน

           “เป็นอะไรรึเปล่าคะ ให้หนูช่วยมั้ย” จำปาหมายจะปรี่เข้าไปหาอีกฝ่าย ก่อนที่แขกสาวจะยกมือป้องและค่อยๆ สูดลมหายใจเข้าออกช้าๆ พร้อมกับตั้งสติ

           “คุณเชนรออยู่ที่ไหน” ใบหน้างามนั้นเชิดขึ้น

            “ที่ศาลาข้างตึกใหญ่ค่ะ วันนี้คุณท่านให้จัดสำรับทานอาหารเที่ยงที่นั่น คุณเชนเชิญให้คุณสร้อยมาลาไปทานข้าวเที่ยงด้วยกัน เดี๋ยวหนูจะเดินนำไปนะคะ” พูดจบ จำปาก็หันหลังขวับก่อนก้าวขาเดินนำแขกสาวในชุดผ้าลูกไม้แขนกุดกระโปรงสั้นเลยเข่าเล่นลายด้วยดอกไม้สีชมพูอ่อนไปรอบชายกระโปรง

            สร้อยมาลาเดินจวนจะถึงศาลาหลังงาม แต่จู่ๆ หญิงสาวก็กลับรู้สึกเบาโหวงในหัวใจประดุจมีใครล้วงควักเอาหัวใจเธอออกไปยังไงยังงั้น ร่างระหงนั้นหยุดกึกแล้วหันหน้าไปมองที่คฤหาสน์หลังงามของบ้านสืบแสงสุริยวงศ์ ก่อนที่ขนจะลุกซู่ไปทั้งร่าง

            “อ้าว สร้อย…รีบมาทานข้าวด้วยกันครับ คุณอากำลังรอสร้อยอยู่ทีเดียว” เสียงทุ้มกังวานที่ตะโกนมาจากศาลาทำให้หญิงสาวต้องสะดุ้งน้อยๆ เมื่อหันมาจึงเห็นร่างสูงสง่าลุกขึ้นกวักมือเรียกเธอด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

           สร้อยมาลาคลี่ยิ้มกว้างทันทีเมื่อเห็นหน้าราเชนทร์ สองขารีบก้าวเดินตรงไปยังศาลา แต่ทันใดนั้นเองงูเขียวหางไหม้ตัวหนึ่งก็เลื้อยออกมาจากแนวดอกเข้มริมทางแล้วชูคอหันหัวมาหาเธอ

           “หนู...เดี๋ยวก่อน...” คนพูดยืนตัวแข็งอย่างทำอะไรไม่ถูก เสียงร้องของแขกสาวที่เดินมาตามหลังทำให้จำปาต้องหยุดกึก พอหันไปจึงร้องโหยงด้วยความตกใจ

           “ว๊ายยย….งูเขียว คุณสร้อยมาลาระวังนะคะ” จำปามองซ้ายขวา ก่อนจะหยิบเอาก้อนหินริมทางเดินมาฟาดลงข้างๆ ตัวงูจนมันตื่นและรีบเลื้อยหนีหายไป

            “เกิดอะไรขึ้นเหรอจำปา งูอยู่ไหน...” ราเชนทร์เดินลิ่วลงมาจากศาลา ก่อนปราดเข้าไปหาสร้อยมาลาด้วยความเป็นห่วง

             “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เมื่อกี้แค่งูเลื้อยตัดหน้า แต่ตอนนี้มันไปแล้วล่ะ” สร้อยมาลาผ่อนลมหายใจออกเบาๆ ราเชนทร์มองหน้าเพื่อนรักอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าปกติแล้วจึงนำไปพบกับไอศูรย์ที่นั่งทานอาหารคอยอยู่บนศาลา

             “สวัสดีจ้ะหนูสร้อย อาต้องขอโทษด้วยนะที่ลงมือทานอาหารก่อนเลย ตอนนี้เก็บเรื่องธุระไว้ก่อน รีบลงมือทานข้าวกันเร็ว” ไอศูรย์ผายมือให้แขกสาวของหลานชาย ก่อนที่สร้อยมาลาจะทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ข้างกายราเชนทร์และนั่งทานอาหารบนศาลาร่วมกับผู้เป็นเจ้าบ้าน

              ของหวานถูกนำมาเสิร์ฟและทั้งสามก็พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน จนเมื่อแสงแดดทาบทอมาถึงฝั่งที่ไอศูรย์นั่งอยู่ ชายชราจึงลุกจากที่แล้วบอกให้หลานชายพาแขกสาวเข้าไปสนทนาที่ห้องรับแขกด้านในคฤหาสน์แทน

                   “นอกจากที่สร้อยจะมาเยี่ยมเยียนตามประสาเพื่อนของเชนแล้ว วันนี้สร้อยก็ยังมีเรื่องที่อยากจะคุยกับคุณลุงเป็นการส่วนตัวด้วยนะคะ...ไม่ทราบว่าคุณลุงไอศูรย์จะสะดวกรึเปล่า?”

              หญิงสาวเอ่ยขึ้น ขณะที่ร่างชราเดินมาส่งเธอและชายหนุ่มที่ห้องโถง ฝ่ายราเชนทร์เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าสร้อยมาลาจะกล้าเอ่ยถามถึงเรื่องนั้นกับไอศูรย์อย่างตรงๆ

             “ได้สิจ๊ะ...จะคุยตรงนี้หรือไปคุยที่ห้องรับแขกเป็นการส่วนตัวดีล่ะ” สายตาหม่นพร่านั้นหันไปมองหน้าหลานชาย ราเชนทร์จึงได้แต่เม้มปากยิ้ม แล้วถอยหลังออกมา

             “ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” ร่างสูงสง่าหันหลังกลับแล้วเดินทอดน่องออกไปจากคฤหาสน์อย่างเงียบๆ

            ใบหน้ายับย่นด้วยริ้วรอยนั้นจึงหันมามองหน้าสตรีสาวคราวหลานเบื้องหน้าด้วยสายตาอันเป็นปริศนาที่สร้อยมาลามิอาจอ่านความหมายออกได้ มันแสดงถึงทั้งความชื่นชมและเกลียดชังเย้ยหยันในเวลาเดียวกัน

           “เชิญด้านนี้แม่หนู...”

            ไอศูรย์เคลื่อนร่างชราอันซูบผอมของตน นำหน้าสร้อยมาลามานั่งที่ห้องรับแขก สร้อยมาลาจึงไม่รีรอที่จะสอบถามถึงสิ่งที่เธอต้องการในยามนี้

            “คุณพ่อของสร้อย...ท่านทำธุรกิจซื้อขายวัตถุโบราณอยู่น่ะค่ะ สร้อยเองก็สนใจในด้านนี้เหมือนกัน สร้อยเห็นว่าพักนี้คุณพ่องานยุ่งมากเลยอยากผันตัวเองเข้ามาช่วยท่านดูธุรกิจตัวนี้อีกแรง...” เธอเกริ่นนำด้วยน้ำเสียงกังวาน สายตากวาดมองไปรอบๆ ห้องรับแขกที่ประดับด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้งดงามไปทั่วทั้งห้อง

              “หนูจะมาเสนอขายวัตถุโบราณให้ฉันงั้นเหรอ?” คำถามของไอศูรย์ทำให้หญิงสาวหัวเราะเบาๆ ก่อนที่สร้อยมาลาจะจดจ้องมองสองตาของอีกฝ่ายจริงจัง

ริมฝีปากอวบอิ่มนั้นปิดเรียบ ร่างระหงหยัดกายลุกนั่งตัวตรงด้วยท่วงท่าอันงามสง่า

              “คุณลุงเป็นลูกค้าวีไอพีของคุณพ่อ หากมีสินค้าชิ้นใหม่เข้ามาจะมีทีมงานติดต่อคุณลุงมาเหมือนที่เคยทำยังไงละคะ...” เธอหรี่ตา แล้วรอดูท่าทีอีกฝ่ายว่าจะทำยังไงเมื่อเขารู้ว่า เธอเองก็รู้ ว่าไอศูรย์นั้นเป็นหนึ่งในผู้ประมูลสินค้าที่พ่อเธอนำออกมาขาย

               ไอศูรย์หัวเราะหึๆ ในลำคอ ก่อนจะวางแขนทั้งสองข้างลงบนโต๊ะไม้เบื้องหน้า จากนั้นจึงพลิกท้องแขนขวาขึ้นมาในขณะที่ดวงตาสวยคมของหญิงสาวเบื้องหน้าเบิกตาจ้องมองมันอย่างจริงจัง

               “อักขระภาษาขอมโบราณที่สลักอยู่บนแขนฉัน มันปรากฎมาตั้งแต่ฉันเกิด ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร หรือทำไมที่ทำให้ฉันต้องมีสิ่งนี้อยู่กับตัว จนกระทั่ง...วันหนึ่งฉันได้เจอกับสิ่งที่ฉันตามหาและเฝ้ารอมานาน ฉันจึงได้รู้ว่า ชาตินี้ฉันเกิดมาเพื่อทำสิ่งนี้”

               “คุณลุง...พูดอะไรคะ สร้อยไม่เข้าใจ”

               “ฉันเองก็ไม่เข้าใจเธอเหมือนกัน ว่าจะมาตามทวงคืนของที่ไม่ใช่ของตัวเองอีกทำไม?”

                หญิงสาวนั่งตัวแข็งทื่อ ทุกส่วนของร่างกายเหมือนถูกตรึงไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อน สองตาประสานกับไอศูรย์ สืบแสงสุริยวงศ์

               “คุณลุง...ทราบหรือคะว่าสร้อยมาที่นี่ทำไม?” คำถามของหญิงสาวเบื้องหน้า ทำให้ดวงตาหม่นพร่าต้องก้มลงต่ำ ก่อนจะพลิกแขนวางลงบนโต๊ะไม้ดังเดิม

                “ไม่ว่าชาติใดเธอก็ยังคงเหมือนเดิมสร้อยมาลา ยอมทำทุกอย่างเพื่อเงินตราและอำนาจ… แล้วเธอคิดว่าต้องใช้เงินมากเท่าไหร่ล่ะ ถึงจะสามารถทำให้ฉันขายรูปปั้นคืนให้พ่อเธอได้” ใบหน้ายับย่นนั้นเชิดถามด้วยน้ำเสียงช้าชัด คนที่ไม่มีอะไรต้องปิดบังอีกจึงสูดหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่

                “หนึ่งร้อยห้าสิบล้านค่ะ...” สร้อยมาลาบีบมืออันเย็นเฉียบของตัวเองไว้ ขณะที่สายตาสีเทาหม่นพร่าก้มลงมองโมเดลปราสาทขอมโบราณที่ตั้งโชว์อยู่ริมโต๊ะไม้เบื้องหน้า

               “ทรัพย์ศฤงคารเท่าใดก็มิอาจจะซื้อวันวานให้หวนย้อนคืนมาได้...มีเพียงแต่โลหิตเท่านั้นที่จะสามารถคืนชีวิตให้แก่พระนาง และมีเพียงแต่โลหิตเท่านั้นที่จะสามารถรักษาชีวิตอมตะของพระนางให้คงอยู่ตลอดกาล...”

               “หมายความว่ายังไงคะ...ตกลงว่าราคาที่สร้อยเสนอไป คุณลุงพอใจมั้ยคะ” สร้อยมาลาเริ่มหงุดหงิดที่อีกฝ่ายพูดจาประหลาด ดุจราวกับคนที่กำลังเพ้อเจ้อถึงบางสิ่งที่คนอื่นไม่อาจเข้าใจ

               ไอศูรย์เงยหน้าขึ้นมองสร้อยมาลา ก่อนจะคลี่ยิ้มบางๆ ในแววตาสีเทาหม่นพร่านั้นแฝงไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายที่หญิงสาวมิอาจประมาณได้

               “ฉันไม่ขายรูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตีให้ใครทั้งนั้น...”

 

                   “เดี๋ยวเรศช่วยนะคะป้าชม...” ศิขเรศอาสาเข้ามาช่วยหญิงแม่บ้านยกถาดน้ำชาและของว่างไปเสิร์ฟให้กับไอศูรย์และแขกสาวด้านในห้องรับแขก หลังจากที่ราเชนทร์เดินมาบอกเธอว่า สร้อยมาลามีธุระสำคัญที่ต้องการคุยกับไอศูรย์เป็นการส่วนตัว แต่ทว่าขณะที่นางชมนาดกำลังยกมือขึ้นเคาะประตูห้องรับแขก ประตูบานหนาก็ถูกผลักออกมาอย่างแรงจนหญิงแม่บ้านเซล้มลงกับพื้นอย่างไม่เป็นท่า ถาดถ้วยน้ำชานั้นตกลงพื้น ศิขเรศรีบย่อกายลงวางถาดของว่างในมือแล้วตรงเข้าไปช่วยประคองร่างหญิงแม่บ้านที่ร้องโอดครวญ

             “ไม่เป็นไรค่ะคุณเรศ ป้าลุกเองได้ค่ะ” ชมนาดกัดฟันพูดขณะพยายามหยัดกายลุกขึ้นยืนโดยมีศิขเรศคอยประคอง ก่อนที่คนซึ่งเปิดประตูพรวดออกมาจนทำให้นางชมนาดต้องล้มลงพื้นจะยืนนิ่งงัน สองตาจดจ้องมองศิขเรศอย่างไม่กระพริบตา

              มันเป็นความรู้สึกคล้ายว่าทั้งร่างถูกดูดดึงลงไปในห้วงเวลาอันนานแสนนาน ในแววตาของทั้งสองที่จ้องมองกัน ทวีขึ้นด้วยเพลิงแห่งความเคียดแค้นชิงชังแม้จะไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน กระแสแห่งความเกลียดชังแทรกซึมอยู่ในทุกลมหายใจเข้าออกของสร้อยมาลาจนเธอต้องกำมือแน่นอย่างไม่รู้ตัว ขณะที่ศิขเรศกลับรู้สึกถึงความอหังการที่ถีบเต้นอยู่ในหัวใจและประกาศให้เธอต้องมีชัยชนะเหนือหญิงสาวเบื้องหน้านี้ให้จงได้

             “ขอโทษด้วยนะคะคุณสร้อยมาลาที่ป้าไม่ทันระวัง เชิญเดินอ้อมมาด้านนี้ค่ะ” ครั้นพอเสียงของชมนาดดังขึ้น สายตาสองคู่ที่สบประสานกันแน่วนิ่งจึงกระพริบถี่ สร้อยมาลาละสายตาจากใบหน้าศิขเรศ และหันมามองหญิงแม่บ้านตาขวาง ก่อนจะเดินเลี่ยงเศษแก้วที่ตกบนพื้นแล้วตรงไปยังประตูคฤหาสน์หลังงามไปในที่สุด

             ชมนาดรีบจัดการเก็บกวาดเศษแก้วที่ตกหน้าห้องรับแขกจนเสร็จเรียบร้อย ผู้เป็นนายจึงเรียกศิขเรศเข้าไปคุยงานส่วนตัวพักใหญ่ ผู้เป็นเลขานุการกลับออกมาจากห้องรับแขกก็เกือบราวๆ สี่โมงเย็น

ร่างชรานั้นเดินออกมาจากห้องรับแขก ถือกุญแจตรงไปยังห้องสะสมวัตถุโบราณของตนพร้อมกับสุรไกรที่รุดมาหาเมื่อผู้เป็นนายยกโทรศัพท์เรียกหา

             สุรไกรไขกุญแจเปิดห้องสะสมออก เมื่อเขาและไอศูรย์เข้าไปภายในห้องนั้นแล้วจึงปิดประตูลงกลอนแน่นหนา ก่อนรีบเดินมาเลื่อนตู้ไม้ที่ใช้ปิดประตูลับออก

             เมื่อประตูลับถูกเปิด ไอศูรย์จึงเข้าไปยืนมองสตรีที่ยืนหลับตาพริ้มเบื้องหน้า สิ่งที่ได้เห็นนั้นแทบจะทำให้สุรไกรขนลุกซู่ไปทั้งร่าง จากรูปปั้นหินทรายค่อยๆ กลายมาเป็นสตรีที่มีผิวกายดุจราวกับคนมีชีวิต…

 

             คนที่เป็นฝ่ายโทร.นัดเพื่อนสนิท นั่งจมอยู่ที่ร้านโปรดตั้งแต่ตะวันยังไม่ตกดิน แม้เสียงเพลงหวานซึ้งที่ร้องโดยนักดนตรีมืออาชีพและไวน์แดงราคาแพงที่ถืออยู่ในมือ ก็มิอาจทำให้จิตใจของหญิงสาวเพลิดเพลินไปตามอรรถรสที่ได้สัมผัส ในหัวของสร้อยมาลาบัดนี้มันมีแต่เพียงเรื่องของรูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตีที่เธอมิอาจนำมันมาให้บิดาได้ทั้งที่มันเป็นงานแรกที่เธอจะต้องพิสูจน์ฝีมือให้ทรงพลได้เห็น

             “สร้อย...อารมณ์ไหนอีกเนี่ย นัดฉันมานั่งดื่มตั้งแต่หัววันเชียว” รังสิมาในชุดเดรสสีดำทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ข้างกายผู้เป็นเพื่อน สังเกตสีหน้าอันเหม่อลอยของสร้อยมาลาที่ทอดสายตามองออกไปด้านนอกร้าน

             “ฉันพลาดงานชิ้นแรกที่คุณพ่อให้ฉันทำ...” คนพูดเอ่ยขึ้นเสียงเบา ก่อนที่เพื่อนสาวข้างกายจะเบิกตาโพลง

              “ที่ว่าซื้อรูปปั้นคืนมาจากผู้ประมูลน่ะเหรอ?...” 

                    “ใช่ วันนี้ฉันไปขอซื้อรูปปั้นคืนจากคุณลุงไอศูรย์ แต่เขาไม่ยอมขายให้” สร้อยมาลาสะบัดหน้าหันมา ในแววตาอัดแน่นไปด้วยความโกรธเกรี้ยวรุนแรง

               “เธอเสนอราคาไปเท่าไหร่ล่ะ เขาอาจจะเก็บไว้ขายให้คนอื่นที่ให้ราคาสูงกว่านี้รึเปล่า?” พอรังสิมาพูดจบ ใบหน้างามงอนก็แสยะยิ้ม

               “ร้อยห้าสิบล้าน ไม่ใช่เงินน้อยๆ เลยนะยัยมา และอีกอย่าง ฉันว่าเขาคงไม่เก็บไว้ขายให้คนอื่นหรอก เพราะเขาบอกฉันเองว่าเขาจะไม่มีวันขายรูปปั้นนั้นให้ใครเด็ดขาด” คนพูดวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะแล้วกำมือแน่น ทั้งเนื้อทั้งตัวร้อนรนดุจถูกไฟสุม

               “ถ้าไม่ได้...แกก็ตัดใจเถอะนะสร้อย คุณอาทรงพลคงเข้าใจ แกก็เป็นซะแบบนี้แหละ พอทำงานไม่ได้ตามที่ต้องการ ก็จะเครียดจนฉันต้องพลอยมาเครียดตามไปด้วย” รังสิมายื่นมือไปบีบต้นแขนอีกฝ่ายเบาๆ ทว่าแววตาของสร้อยมาลาก็ยังคงแข็งทื่อ ริมฝีปากอวบอิ่มนั้นเม้มแน่นดุจคนกำลังจมอยู่ในห้วงอารมณ์เคียดแค้นชิงชังสุดประมาณ

               “ยัยมา...ฉันเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่บ้านนั้นด้วย หลังจากที่คุณลุงไอศูรย์ไม่ยอมขายรูปปั้นให้ฉัน ฉันเลยออกมาจากห้องท่าน แล้วมาเจอผู้หญิงคนนั้น...ดูจากท่าทางแล้วคงไม่ใช่แม่บ้าน อายุน่าจะอ่อนกว่าฉันสองสามปี แต่ว่าเพียงแค่สบตากันฉันกลับรู้สึกเกลียดผู้หญิงคนนั้นเอามากๆ เลยนะ ทั้งทรงผม ใบหน้า รูปร่างหรือแม้แต่เสื้อผ้าที่หล่อนใส่มันทำให้ฉันเกลียดไป ฉันอยากจะเข้าไปบีบคอแล้วฆ่าเธอทิ้งซะตรงนั้น จริงๆ นะมา ความเกลียดมันจุกอยู่ในอกเลยหละ...” คนพูดกำมือแน่น ทั้งหน้าแดงก่ำขึ้นมา

              “เอ่อ...ยัยสร้อย นี่แกเมารึเปล่าวะเนี่ย?”

              “ฉันไม่ได้เมา ฉันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ นะ...มันเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นชั่ววูบ วูบเดียว แต่ว่าฉันยังคงจำความรู้สึกนั้นได้ดี”

              “ไม่เอาๆ เลิกพูดเรื่องนี้กันดีกว่า” รังสิมาตัดบท เมื่อเห็นว่าเพื่อนสนิทมีท่าทีเริ่มเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ

               สร้อยมาลาถอนหายใจยาวแล้วยกสองมือขึ้นปิดหน้า พยายามขับไล่ความรู้สึกอันหนักหน่วงในหัวใจออกแม้มันจะทำได้อย่างยากยิ่งก็ตามที

 

              ราเชนทร์ต้องรีบเดินทางกลับไปยังไร่ด้วยความจำเป็นเร่งด่วน หลังจากที่นางสดศรีผู้เป็นแม่บ้านแจ้งว่ามีคนงานได้รับอุบัติเหตุจากการทำงานในไร่จนต้องห้ามส่งโรงพยาบาลอาการสาหัสสองคน เขาผู้เป็นนายจ้างจึงจำต้องเดินทางกลับไปในเย็นวันนั้นเลย และก็เป็นไปตามใจที่ไอศูรย์ปรารถนาเอาไว้ เพราะในคืนเดือนดับ คืนนี้ จะเป็นคืนสำคัญที่สุดคืนหนึ่ง หากราเชนทร์อยู่ที่บ้านสืบแสงในคืนนี้ ก็อาจจะทำยิ่งทำให้เรื่องทั้งหมดยุ่งยากมากขึ้นไปอีกก็ได้

            “นายท่านสั่งว่า หลังจากทุกคนทำงานเสร็จหมดแล้ว ให้รีบเข้านอนเลย และห้ามออกมาเพ่นพ่านนอกห้อง ให้ล็อกประตูให้แน่นหนา ไม่ได้ว่าจะได้ยินเสียงอะไรก็ห้ามออกมาจากห้องจนกว่าจะรุ่งเช้า” หลังสุรไกรเรียกลูกจ้างที่ทำงานในบ้านสืบแสงทั้งหมดมาประชุมกัน เขาจึงถ่ายทอดคำสั่งของผู้เป็นนายให้ทุกคนรับทราบด้วยน้ำเสียงดังก้อง

             “นายท่านจะเอาวัตถุโบราณชิ้นใหม่มาแน่เลยป้าชม ของชิ้นนี้จะต้องน่ากลัวมากแน่ๆ” จำปาเข้าไปเขย่าร่างนางชมนาด ทั้งด้วยความตื่นเต้นและหวาดกลัว ก่อนที่ชมนาดจะหันมาเอ็ดด้วยสายตา หัวใจก็เริ่มหวาดกลัวขึ้นมาไม่ต่างจากคนงานคนอื่นๆ มิอาจคาดเดาได้ว่าคืนนี้จะเกิดเรื่องร้ายอะไรขึ้นบ้าง

 

              เมื่อคนงานทุกคนรับคำสั่งและแยกย้ายกันกลับห้องพักเรียบร้อยแล้ว สุรไกรจึงเดินสำรวจรอบๆ บ้านสืบแสงสุริวงศ์อีกครั้ง พร้อมทั้งให้ยามที่ประจำอยู่ที่้ป้อมหน้าประตูบ้านหมั่นตรวจตราบริเวณโดยรอบอย่างระมัดระวัง ก่อนที่ตนจะกลับเข้ามาหาไอศูรย์ ในห้องลับด้านในห้องสะสม ในขณะที่คมกริช ลูกน้องฝีมือดีของอนิรุธกำลังนำทีมหัวขโมยรูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตีในชุดดำทั้งตัวพร้อมอาวุธครบมือเข้ามาในเขตบ้านสืบแสงสุริยวงศ์ทางด้านหลังอย่างเงียบๆ ในเวลาเที่ยงคืนตรง

             “พวกมันกำลังเข้ามาแล้ว...เราคงสู้พวกมันไม่ได้...” ร่างที่ถือไม้เท้ายืนอยู่หน้ารูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตีเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความเจ็บแค้น หากแต่ยังคงเรื่อรางด้วยความหวังเฮือกสุดท้าย ดวงตาสีเทาหม่นพรานั้นจดจ้องมองเรือนร่างอิสตรีเบื้องหน้าที่เหมือนกับมนุษย์ทุกกระเบียดนิ้ว ไม่ว่ายังไงเขาก็จะต้องทำสิ่งนี้ให้สำเร็จ

             “เราก็มีอาวุธนี่ครับท่าน ผมจะออกไปจัดการพวกมันเอง ยังไงเสีย พวกมันคงไม่รู้ว่าเราเก็บรูปปั้นไว้ในห้องนี้แน่” สุรไกรกัดฟัดแน่น หมายจะปรี่ออกไปรับมือกับกลุ่มโจรที่ไอศูรย์คาดคิดว่าคงบุกเข้ามาถึงหน้าคฤหาสน์สืบแสงแล้ว

             “หากญาณทิพย์ของนายท่านสามารถหยั่งรู้ได้… แล้วพวกมันมีกันกี่คนครับ เผื่อว่า...” คำถามของผู้เป็นลูกน้องทำให้ใบหน้ายับย่นชราภาพนั้นค่อยๆ หันมามองตาขวาง

            “แกสู้พวกมันไม่ได้หรอกสุรไกร...” สิ้นเสียงของไอศูรย์ ทั้งสองก็ได้ยินเสียงประตูห้องสะสมกำลังถูกงัดแงะเข้ามา

            สุรไกรรีบหันขวับไปมอง มือขวาก้มลงกระชับปืนพกไว้อย่างรวดเร็ว

            “แกรีบจุดเทียน แล้วนั่งคุกเข่าต่อหน้ารูปปั้นเจ้าหญิงเดี๋ยวนี้” ไอศูรย์สั่งเสียงแข็ง สุรไกรที่ยังพะวงว่ากลุ่มโจรจะพังประตูเข้ามาได้หันไปมองที่หน้าประตูห้องลับอีกครั้ง แม้จะเห็นว่ารูปปั้นเบื้องหน้านี้แปรเปลี่ยนจากหินทรายกลายเป็นมนุษย์ในสภาพสมบูรณ์แล้ว แต่เขาก็ไม่เชื่อว่าจะมีอิทธิฤทธิ์เหนือกระสุนปืนได้

             “ฉันบอกให้แกคุกเข่าลงเดี๋ยวนี้” เสียงตะคอกของไอศูรย์ทำให้ลูกน้องหนุ่มต้องขบกรามแน่น ก่อนจะฝืนใจทรุดนั่งลงคุกเข่าต่อหน้าเจ้าหญิงมฤควตี แล้วจึงเอื้อมมือไปจุดเทียนที่ตั้งอยู่เบื้องหน้ารูปปั้นอันงดงามเบื้องหน้า

             แสงเทียนส่องสว่างขับให้ร่างที่ยืนอยู่บนฐานอิฐนั้นงดงามประหนึ่งเทพธิดาผู้ลงมาจุติบนโลกมนุษย์ เครื่องหน้าอันสมส่วนมีผิวพรรณสีน้ำผึ้งเนียนละเอียด เครื่องประดับบนร่างที่เคยเห็นเป็นรูปสลักหินทรายกลายเป็นเครื่องทองอันประดับด้วยอัญมณีมีค่า ผ้านุ่งและผ้าคาดอกนั้นเลื่อมระยับงดงามยามต้องแสงเทียน

              สุรไกรสะดุ้งเฮือกด้วยความรู้สึกกดดันเมื่อเสียงประตูห้องสะสมถูกเปิดออกแล้ว ก่อนที่หางตาจะเหลือบไปเห็นปลายเท้าของไอศูรย์ค่อยๆ ก้าวขาเข้ามาใกล้ และพลันนั้นเองสุรไกรก็รู้สึกเย็นปลาบที่ลำคอ ก่อนที่เลือดในกายจะพุ่งกระฉูดตามแรงเฉือนของกริชคมที่บาดลึกลงไปในเส้นเลือดเขา

             ชายหนุ่มยกมือขึ้นมากุมลำคอ ทั้งร่างเกร็งกระตุก ก่อนจะเหลือกตามองร่างที่ยืนหราข้างกาย

             “นะ..นายท่าน...”

              “แกไม่ต้องกลัว...แกจะได้เป็นทาสรับใช้เจ้าหญิงและจะมีชีวิตอมตะตลอดกาล...” ไอศูรย์กัดฟันแน่น แล้วขยุ้มมือลงบนศีรษะผู้เป็นลูกน้อง อีกมือยื่นโถทองเหลืองไปรองเอาเลือดที่รินไหลออกมาจากบาดแผลนั้นเหมือนที่เคยทำ

               โลหิตหยดสุดท้ายถูกเทลงไปบนช่องปากของรูปปั้นที่ไอศูรย์ค่อยๆ จับให้เผยออ้า แล้วจึงย่อกายลงนั่งบริกรรมคาถาบูชาอสูรมหิงสา หยาดโลหิตไหลอาบเปื้อนร่างอันงดงามลงมาเป็นทางจนเปื้อนพื้น กลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่วทั้งห้องอับ นกกลางคืนบินวนเหนือคฤหาสน์หลังงาม ส่งเสียงกรีดร้องบ้าคลั่ง สายลมหวีดหวิวพัดกระหน่ำดุจถูกบังคับด้วยมนตรา ก่อนที่ประตูลับที่ถูกซุกซ่อนไว้หลังตู้โชว์ไม้บานใหญ่จะถูกผลักออก

 

             คมกริชที่ปกปิดร่างกายด้วยชุดดำทั้งชุดยืนนิ่งค้างอยู่หน้าประตู มือขวาถือปืนมาเล็งเข้าไปในห้องเล็กแคบตรงหน้าขณะที่ลูกน้องอีกสามคนที่ยืนอยู่ด้านหลังเริ่มขยับเข้ามารวมกลุ่มกัน ก่อนค่อยๆ เดินตามผู้เป็นหัวหน้าเข้าไปในห้องนั้นช้าๆ

            แสงเทียนที่จุดอยู่ปลายเท้าทำให้ร่างที่ตระหง่านอยู่กลางห้องโดดเด่น ลูกน้องหนุ่มด้านหลังคมกริชยกโทรศัพท์ขึ้นมาดูรูปถ่ายที่ได้มาจากห้องของฐานสิทธิ์ ขณะคมกริชและลูกน้องอีกสองคนกำลังก้มดูร่างโชกเลือดของสุรไกรที่นอนเสียชีวิตอยู่เบื้องหน้า

            “พวกแก...พวกแกเป็นคนของเจ้าชายอนิรุฆน์ใช่หรือไม่...แกคิดจะทำลายกันไปทุกภพทุกชาติเลยหรือไง...” ร่างชราที่ยืนสักไม้เท้าอยู่มุมห้องเคลื่อนร่างออกมาจากเงามืด ก่อนที่ลูกสมุนของคมกริชสองคนจะเข้าไปซัดหมัดใส่ร่างจนไอศูรย์ล้มฟุบลงกับพื้น

          “กะอีแค่คนแก่ พวกมึงรีบกลับมาตรงนี้เร็วเข้า” คมกริชหันไปตวาดใส่ลูกน้องที่หวาดกลัวร่างชรานั้นจนเกินเหตุ ทั้งหมดเดินมาล้อมรูปปั้นที่เหมือนจริงราวกับมีชีวิตนั่นไว้

           “นี่มันเลือดนี่พี่...อย่าบอกนะว่าไอ้แก่นั่นเอาเลือดของไอ้หมอนี่ราดไปบน...”

            “มึงอย่ามัวพูดมาก รีบเอาเชือกมามัดรอบรูปปั้น เราจะได้รีบขนออกไป” คมกริชหันไปสั่งเสียงแข็ง ก่อนที่ลูกน้องที่อยู่ด้านหลังรูปปั้นจะนำเชือกออกมาจากย่ามสะพายสีดำ แล้วค่อยๆ เอื้อมมือไปมัดที่รอบเอวของรูปปั้นนั้น ก่อนที่มันจะร้องโหยงขึ้นสุดเสียง

            “เฮ้ย...พะ...พี่ช่วยผมด้วย” เสียงร้องของมันทำให้คมกริชและลูกน้องอีกสองคนที่ออกไปยืนรอนอกห้องและกำลังยัดของสะสมในห้องนั้นใส่กระเป๋าต้องหันขวับมา

            มืออันเย็นเฉียบนั้นจับแน่นอยู่ที่ข้อมือของชายหัวขโมย แรงกดอันหนักหน่วงรุนแรงนั้นบีบจนผิวเนื้อเริ่มช้ำและกระดูกภายในค่อยๆ หักออกจากกัน

            “โอ๊ยยยย...ช่วยด้วย ช่วยผมด้วย” มันหวีดร้องสุดเสียง พร้อมกับทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ก่อนที่สหายอีกคนที่ผงะถอยออกมาจ้องมองรูปปั้นเบื้องหน้าที่เคลื่อนไหวราวกับมีชีวิตจะรีบยกปืนขึ้นมาแล้วเหนี่ยวไก

              “เฮ้ย...ทำไมยิงไม่ออกวะ..” มันพยายามเหนี่ยวไกซ้ำๆ อีกหลายนัด แต่ทว่ากลับไม่มีกระสุนพุ่งออกมา คมกริชกับลูกน้องที่อยู่ด้านนอกห้องรีบตรงปรี่เข้ามาก่อนที่ประตูห้องลับจะปิดลง

             “ไอ้แก่...นี่มันรูปปั้นบ้าอะไรวะเนี่ย...” โจรร้ายโยนปืนลงพื้นด้วยความหวาดผวา เมื่อดวงตาที่ปิดสนิทบนร่างอันงดงามนั้นค่อยๆ ลืมขึ้นช้าๆ ดวงตาสีเขียวอมเทานั้นเบิกมองมายังร่างที่ทรุดอยู่เบื้องหน้าในขณะที่ไอศูรย์หัวเราะออกมาสุดเสียงด้วยความดีใจ

             “พี่คมกริช ช่วยผมด้วย...ช่วยพวกผมด้วย” เสียงทุบประตูดังตึงตังนั้นทำให้คมกริชกับลูกน้องอีกคนต้องหันมามองหน้ากัน ทั้งคู่พยายามออกแรงเปิดประตูแต่ก็มิอาจทำได้ ก่อนจะได้ยินเสียงหวีดร้องดังก้องอยู่ด้านในห้องนั้น คมกริชกับลูกน้องหนุ่มจึงได้แต่ถอยกายออกมาจากหน้าประตู แล้วยกปืนขึ้นมาเล็งตรงไปยังหน้าประตู

              ประตูไม้บานนั้นค่อยๆ เปิดออกอย่างช้าๆ พร้อมกับกลิ่นคาวเลือดที่พัดโชยออกมาจากห้อง คมกริชหันไปมองร่างโชกเลือดของลูกน้องทั้งสองที่นอนอยู่บนพื้น อีกคนนั้นแขนขวาฉีกขาดจนถึงต้นแขน บนลำคอมีรอยฉีกขาดจนถึงใบหู ส่วนอีกคนก็มีสภาพไม่ต่างจากกัน

              สายตาของคมกริชและลูกน้องหันกลับมาจ้องมองที่ร่างของสตรีที่ค่อยๆ ก้าวขาลงมาจากฐานหิน สายตาอันดุร้ายจ้องมองทั้งคู่พร้อมกับกางกรงเล็บที่เปื้อนด้วยเลือดทั้งสองข้างประดุจเสือที่พร้อมจะขยุ้มเหยื่อ

              “เจ้าอยากเจอข้ามิใช่หรือ...”

              “กะ..แก แกเป็นรูปปั้นนี่ แล้วทำไมถึงได้...” ลูกน้องข้างกายคมกริชเอ่ยเสียงสั่นอย่างคนสติหลุด ก่อนที่อุ้งมืออันแข็งแกร่งของนางพญาผู้ถูกสาปนานนับพันปีจะยกขึ้นระดับอก แล้วกางกรงเล็บออกพร้อมกับร่างของโจรร้ายตรงหน้าที่ค่อยๆ ขยับเข้ามาหาเธอแม้ว่าตัวเองจะออกแรงต่อต้านสักเพียงใดก็ตาม

               ดวงตาอันเหลือกถลนจ้องมองใบหน้างดงามที่เปรอะเปื้อนด้วยคราบเลือด ริมฝีปากอ้าค้างพูดไม่ออกเมื่อถูกอุ้งมืออันเย็นจัดบีบที่ลำคอไว้จนร่างของตนลอยพ้นจากพื้นห้อง

              “ใช่...ข้าเคยเป็นรูปปั้น เป็นรูปปั้นนานนับพันปี...แต่ว่าตอนนี้ ข้าได้กลับมาแล้ว” สิ้นคำนั้น รอยเล็บจึงจิกเข้าไปในผิวเนื้อของโจรร้าย เลือดข้นพุ่งไหลออกมาพร้อมกับร่างที่ดิ้นกระตุก

              คมกริชพยายามยิงปืนใส่ร่างนั้นแต่ทว่ากลับไม่มีกระสุนออกจากรังเพลิงเลยแม้แต่นัดเดียว จนกระทั่งลูกน้องหนุ่มคนสุดท้ายของเขาคอหักพับอยู่กลางอากาศ ก่อนจะถูกเหวี่ยงร่างลงพื้นไม่ต่างกับเศษขยะ

             “กลับไปบอกนายของเจ้าด้วย...ว่าข้าพร้อมจะมอบความโหดร้ายคืนให้แก่มันแล้ว” นิ้วชี้นั้นชี้มายังคมกริช ก่อนที่ชายหนุ่มจะรีบหันหลังแล้วออกวิ่งหนีไปสุดชีวิต…

 

 

 

 

 

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น