อัปเดตล่าสุด 2020-01-12 12:50:35

ตอนที่ 12 หญิงสาวปริศนา

ตอนที่ ๑๒ หญิงสาวปริศนา

             เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดทุกข์ทรมานดังแว่วมาตามสายลมในกลางดึกของคืนนั้น นางชมนาด จำปา แก้วตาและคนงานทุกคนในบ้านสืบแสงสุริยวงศ์ได้แต่นอนฟังอย่างไม่กล้าขยับตัว รอเวลาให้ผ่านไปจนกระทั่งถึงรุ่งเช้า

            หลังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางชมนาดจึงรีบเดินดุ่มๆ ตรงไปยังคฤหาสน์หลังงามทันที หลังจากที่หญิงแม่บ้านไขกุญแจเข้าไปก็ต้องถึงกับผงะ เมื่อเห็นรอยเท้าคนเหยียบย่ำไปบนพื้นห้อง ไล่เรื่อยไปจนกระทั่งถึงห้องสะสมวัตถุโบราณของไอศูรย์ ชมนาดถือไม้กวาดเดินตามรอยเท้านั้นไปอย่างใจเต้น ก่อนที่ทั้งร่างจะหยุดกึกเมื่อสองตามองเห็นปลายเท้าขาวสะอาดของใครคนหนึ่งยืนอยู่หน้าห้องสะสมที่ถูกเปิดประตูออกกว้างจนสุด

          ชายกระโปรงที่ยาวเกือบข้อเท้านั้นเป็นผ้าไหมเนื้อดีย้อมสีน้ำตาลเข้ม ปักลายเลื่อมดิ้นทองเป็นลวดลายหงส์ที่เหยียบอยู่บนศีรษะราชสีห์ แขนเรียวยาวสองข้างวางลู่แนบกาย ข้อมือขวาสวมกำไลเงินประดับหัวทับทิมสีแดง มือซ้ายสวมแหวนทองเกลี้้ยงฝังพลอยโกเมนเม็ดเล็กๆ ที่นิ้วชี้ เสื้อแขนกุดนั้นตัดเย็บด้วยผ้าไหมสีครีม เข้ารูปทรงกับรูปร่างของผู้สวมใส่ คอเสื้อผ่าเป็นรูปตัววี เผยสร้อยเงินเลื่อมระยับมีจี้รูปมหิงสาประดับอยู่เหนือเนินอกขาวเกลี้ยง

          ชมนาดรู้สึกคล้ายกับว่าร่างกายถูกบางอย่างจับตรึงไม่ให้ขยับ เมื่อสองตาของนางสบประสานกับสตรีร่างสูงระหงตรงหน้า ดวงตาสีน้ำตาลเข้มกลมใหญ่นั้น ประดับอยู่บนโครงหน้าคมผิวสีน้ำผึ้ง ริมฝีปากหยักสวยได้รูปนั้นคลายยิ้มน้อยๆ ใต้รูปคิ้วเสี้ยวพระจันทร์คือสายตาอันน่าเกรงขามที่จ้องมองมา

          “เอ่อ..ขะ..ขะ..คุณเป็นใคร ทะ...ทำไมถึงได้มาอยู่ที่ตรงนี้ได้คะ” นางชมนาดก้าวถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว ทั้งร่างรู้สึกชาวาบประหนึ่งมีกระแสไฟฟ้ากำลังไหลผ่านร่าง

           ใบหน้าสวยจัดของสตรีตรงหน้าเชิดขึ้นน้อยๆ แววตาแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน เมื่อมีเสียงสักไม้เท้าของร่างชรากำลังเดินตรงเข้ามาหาชมนาด

          “ดิฉันจะไปรอที่ห้องรับแขกนะคะ คุณท่าน...” ใบหน้าสวยคมนั้นหันไปมองหน้าไอศูรย์ ก่อนจะเดินละลิ่วผ่านร่างชมนาดไปพร้อมกับหอบเอาความรู้สึกอันหนักหน่วงที่เกาะกุมร่างหญิงแม่บ้านติดตามไปด้วย

          “เฮ้อ...” ชมนาดระบายลมหายใจยาวคล้ายคนที่กลั้นหายใจไว้นาน ยกมือขึ้นมาจับที่หน้าอกของตนไว้ขณะมองตามร่างระหงที่กำลังเดินตรงไปยังห้องโถงใหญ่

          “แขกคุณท่านหรือคะ ทำไมมาแต่เช้าจัง..” ชมนาดหันไปถามร่างชราเบื้องหน้า ก่อนที่อีกฝ่ายจะผายยิ้ม

          “ไม่ใช่แขก...แต่เป็นคนพิเศษของฉัน”

          “คนพิเศษ...” ชมนาดทวนคำ ก่อนที่ไอศูรย์จะเดินเข้ามาใกล้

          “ห้องสะสมฉันให้สุรไกรทำความสะอาดแล้วนะ เธอปัดกวาดแค่ด้านนอกก็พอ อ้อ...เก้าโมงเช้าให้เธอเรียกคนงานทุกคนมาพบฉันที่ห้องโถงใหญ่ด้วย รวมทั้งคุณศิขเรศ ฉันมีเรื่องสำคัญจะแจ้ง” ชมนาดได้แต่พยักหน้ารับคำสั่งของผู้เป็นเจ้านาย

          ครั้นเมื่อเวลาล่วงถึงเก้าโมงเช้า คนงานทุกคนจึงเดินเข้ามายังห้องโถงใหญ่อย่างพร้อมเพรียงรวมถึงศิขเรศ 

 

          นางชมนาดและเหล่าคนงานทุกคนนั่งพับเพียบอยู่กับพื้นห้องโถงด้วยกิริยาอันนอบน้อม ไอศูรย์ทรุดนั่งอยู่บนโซฟาตัวเขื่อง อีกด้านหนึ่งคือหญิงสาวสวยจัดคนนั้น ที่นั่งหลังตรง ประสานสองมือวางไว้บนตัก ดวงหน้าอันงดงามเชิดขึ้นมองไปยังร่างระหงที่กำลังเดินเข้ามาในห้องโถงช้าๆ

          ทันทีที่สองตาของศิขเรศสบประสานกับแววตาของหญิงสาวที่นั่งอยู่บนโซฟาตรงหน้า ทั้งร่างของศิขเรศก็เหมือนถูกดึงกระชากอย่างแรง ภาพที่ปรากฎตรงหน้าบิดเบี้ยวและแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แสงสว่างในยามเช้าเลือนหายกลายเป็นความดำมืดและกลับมาสว่างวาบอีกครั้งหนึ่ง

          “ขอจงทรงพระเจริญ...พระนางผู้เป็นราชินีแห่งอยุชฌปุระ” น้ำเสียงนั้นก้องกังวานอยู่หน้าเทวาลัยแห่งอยุชฌปุระ ศิขเรศพลันหันไปมองตามเสียงนั้นทันที ก่อนจะเบิกตาค้างนิ่งเมื่อร่างนั้นคือไอศูรย์ ผู้เป็นนายของเธอ

            เหล่าข้าราชบริพารและขุนนางใหญ่น้อยที่ทรุดนั่งเรียงรายสองฝั่งของบันไดหินนั้นต่างก้มลงแทบพื้นหลังกล่าวคำถวายพระพรแด่องค์ราชินี

            ร่างระหงในชุดอาภรณ์สูงค่าสำหรับกษัตริย์นั้นหันไปสำรวจมองรอบกายอย่างช้าๆ ด้วยท่วงท่าอันสง่างามและองอาจ ก่อนที่สายตาคมกริบนั้นจะหันมาสบประสานกับสองตาของศิขเรศ พลันนั้นใบหน้างามก็คลี่ยิ้มกว้าง และลุกขึ้นจากที่ประทับแห่งกษัตริย์อยุชฌปุระ แววตาแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน

           “ศรีศิขเรศน้องพี่...เจ้าจงเร่งมาประทับข้างพี่เถิด..” น้ำเสียงก้องกังวานนั้นทำให้หญิงสาวขนลุกซู่ไปทั้งร่าง เหล่าข้าราชบริพารที่รายล้อมหันขวับมามองเธอพร้อมกัน ก่อนจะปรากฎแสงสว่างจ้าสาดเข้ามา ภาพทุกอย่างที่เห็นพลันเลือนหาย กลับกลายมาเป็นภาพปัจจุบันแทน

            “คุณเรศคะ...คุณเรศ...” ชมนาดเดินเข้ามาแตะแขนหญิงสาวเบาๆ เมื่อเห็นว่าเธอยืนนิ่งค้างอยู่กลางห้อง

            “คะ...” คนที่เหมือนได้สติสะดุ้งน้อยๆ ก่อนจะกระพริบตาถี่แล้วหันมามองหน้านางชมนาดด้วยความตกใจ

            “เข้าไปกันค่ะ คุณท่านจะแจ้งเรื่องสำคัญแล้ว” ชมนาดจูงแขนหญิงสาวเข้าไปยังกลุ่มโซฟา ก่อนผายมือให้เธอทรุดนั่งลงยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับหญิงสาวผู้นั้น ผู้ที่มีใบหน้าเหมือนกับหญิงในฝันที่เธอเห็นราวกับคนเดียวกัน

           “เมื่อทุกคนมาพร้อมกันแล้ว ฉันก็จะได้แจ้งเรื่องสำคัญ” ไอศูรย์สูดหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ก่อนจะหันไปยังร่างสตรีที่อยู่ด้านข้าง ใบหน้างดงามนั้นชำเลืองไปยังเหล่าคนงานทีละคน ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าของศิขเรศ

          “นี่คือคุณปรัมโลจา เป็นพยาบาลส่วนตัวคนใหม่ของฉัน คุณปรัมโลจา จะทำหน้าที่ดูแลฉัน ทั้งเรื่องอาหารการกินและงานภายในคฤหาสน์ ส่วนเรื่องการจัดการบัญชีต่างๆ และของสะสมรวมถึงงานอื่นๆ ที่มิใช่งานในบ้านสืบแสงฯ ก็เป็นหน้าที่ของคุณศิขเรศตามเดิม” ไอศูรย์หันไปมองหน้าศิขเรศ ในขณะที่เลขานุการสาวยังคงจดจ้องมองใบหน้าสวยคมอันน่าเกรงขามของหญิงสาวนามว่าปรัมโลจาที่ไอศูรย์แนะนำให้ทุกคนได้รู้จัก ภาพในความฝันยิ่งฉายชัดตอกย้ำให้ศิขเรศต้องขนลุกซู่ไปทั้งร่าง เมื่อสตรีคนนี้มีใบหน้าเหมือนกับเจ้าหญิงมฤควตี พี่สาวของเธอในความฝันราวกับว่าเธอได้หลุดออกมาจากห้วงนิทราของศิขเรศก็มิปาน

           “แล้วสุรไกรละคะท่าน ไม่เห็นมารวมกับพวกเราเลย” จำปาเอ่ยขึ้นเบาๆ เมื่อเมียงมองซ้ายขวาแล้วไม่เห็นร่างคนงานรุ่นพี่

           “สุรไกรไปจัดการธุระสำคัญให้ฉัน อีกไม่นานก็จะกลับมา ฉันมีเรื่องแจ้งเพียงเท่านี้ ต่อไปให้ทุกคนเคารพคุณปรัมโลจา เหมือนกับที่เคารพฉัน เพราะเธอจะพักอาศัยบนคฤหาสน์หลังนี้” สิ้นประโยคนั้น เหล่าคนงานต่างก็หันมามองตากันปริบๆ อย่างพูดอะไรไม่ออก ครั้นเมื่อหมดธุระจะแจ้งแล้ว ทุกคนจึงแยกย้ายกันกลับไปทำงาน ในขณะที่ศิขเรศปลีกตัวมายังห้องทำงานที่ไอศูรย์จัดไว้ให้ซึ่งอยู่ใกล้กับห้องรับแขกของคฤหาสน์

 

            หญิงสาวหยิบหนังสือประวัติศาสตร์และโบราณคดีเล่มหนึ่งของไอศูรย์ในห้องหนังสือเข้ามาอ่านบนโต๊ะด้วยความสนใจ ซึ่งเล่าถึงเหตุการณ์สำคัญในสมัยอาณาจักรอิศานปุระและการขัดแย้งของหัวเมืองเล็กๆ ภายในอาณาจักรแห่งนั้น จนนำไปสู่การต่อสู้และสงครามกลางเมือง

            แต่ทว่าจู่ๆ กลับมีสายลมอ่อนๆ พัดโชยเข้ามาทางบานหน้าต่างที่เปิดโล่งด้านหลัง กลิ่นหอมหวานของดอกไม้พัดลอยมาเข้าจมูกจนทำให้ศิขเรศต้องเงยหน้าขึ้น

            “คุณศิขเรศ...” น้ำเสียงอันกังวานนั้นทำให้ใบหน้าเนียนละเอียดต้องเบิกตากว้าง ร่างสูงระหงก้าวขาเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าอันอิ่มเอิบ ท่วงท่าการเคลื่อนไหวและสายตาดุจนางพญาที่มีรังสีแห่งความหยิ่งผยองแผ่ออกมาในทุกฝีก้าว

            “คะ...คุณ...มีธุระอะไรกับดิฉันรึเปล่าคะ?” ศิขเรศลุกจากเก้าอี้ พูดจาติดๆ ขัดๆ ด้วยความรู้สึกอันสับสนที่เกิดขึ้นหลังจากได้เห็นหน้าปรัมโลจา ซึ่งยังมิอาจสลัดออกจากหัวไปได้

            คนที่เข้ามาเยือนเดินทอดน่องไปยังหน้าต่างแล้วหันหลังให้ร่างที่ยืนมองนิ่งงัน ศิขเรศจึงได้เห็นกลีบสีเหลืองนวลของดอกการเวกที่อีกฝ่ายติดไว้ที่เส้นผมด้านหลัง

           “ดิฉันแค่เข้ามาเยือนน่ะค่ะ อยากทำความรู้จักกับคุณ...แม้ว่าเราอาจจะเคยรู้จักกันมาก่อนแล้วก็ตาม...”

            “อะไรนะคะ...” ศิขเรศเลิกคิ้วสูง ร่างระหงที่ยืนริมหน้าต่างจึงหันมาพร้อมกับหัวเราะเบาๆ ค่อยๆ ก้าวขามาทรุดนั่งลงบนโซฟาที่ตั้งอยู่ชิดผนัง เยื้องจากโต๊ะทำงานหญิงสาว

            “ทุกสิ่งล้วนไม่มีเหตุบังเอิญไม่ใช่หรือคะ ทุกคนที่เราพบเจอและรู้จักในชาตินี้ ก็อาจจะเคยพานพบกันเมื่อชาติที่แล้ว...”

           “ก็...อาจจะใช่มั้งคะ”

           “คุณเป็นคนชอบปฏิบัติธรรม น่าจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ไม่ยาก...” คำพูดของปรัมโลจาทำให้ศิขเรศต้องเม้มปากและขนลุกซู่ไปทั้งร่าง สายตาประสานกับคู่สนทนาราวกับว่าจะหยั่งเข้าไปถึงจิตใจของกันและกัน

           “ค่ะ...แต่พระพุทธองค์ทรงสอนว่า เราไม่ควรยึดติด...ทุกสิ่งล้วนไม่ใช่ของๆ เรา แม้แต่ร่างกายของเราเอง”

           “ฮ่าๆๆ ถ้าอย่างนั้น...คุณก็สามารถที่จะเสียสละร่างกายให้กับคนอื่นได้งั้นสิคะ?” น้ำเสียงใสก้องนั้นมีแววเยาะหยัน ทว่าสายตากลับคาดคั้นจริงจัง

           ศิขเรศถอนสายตา แล้วก้มมองดูหนังสือตรงหน้า หัวใจเริ่มเต้นระส่ำระส่ายไม่เป็นจังหวะอย่างที่ไม่เคยเป็น

          “ฉันเองก็เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีนะคะ เผื่อว่าคุณศิขเรศสนใจด้านนี้ ก็สอบถามฉันได้” ปรัมโลจาลุกขึ้นจากโซฟา แล้วค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้โต๊ะเขียนหนังสือช้าๆ

           “ขอบคุณค่ะ แต่ดิฉันก็แค่อ่านหนังสือพวกนี้ไว้ประดับความรู้เท่านั้น คุณท่านไอศูรย์สะสมโบราณวัตถุมากมาย หากฉันรู้ถึงที่มาที่ไปของมันก็คงจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงาน” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นแล้วปั้นยิ้ม ทว่าอีกฝ่ายกลับจ้องมองเธอแน่วนิ่ง

           “ที่มาที่ไปของคุณ ก็เกี่ยวข้องกับอารยธรรมขอมโบราณเหมือนกันนะคะ”

            “ยังไงคะ” ศิขเรศทวนคำ จ้องมองปรัมโลจาด้วยความรู้สึกตื่นเต้นในหัวใจ

           “ศรีศิขเรศวร...คือปราสาทที่ตั้งอยู่บนยอดผาแห่งพนมดงรัก มีความหมายว่า ปราสาทที่สร้างถวายแด่พระอิศวร...แต่นั่นมันก็ยังไม่เก่าแก่และโบราณเท่า….”

           “เท่ากับอะไรคะ...” ศิขเรศลากเสียงค้าง ก่อนที่เสียงเคาะประตูหน้าห้องทำงานจะดังขึ้นเบาๆ ปรัมโลจาพลันได้หันไปมองและยุติการสนทนา

            “คุณเรศคะ...อ้าว...คะ คุณ...ปรัมโลจาก็อยู่นี่ด้วยเหรอคะ” จำปาเอ่ยละล่ำละลัก ไม่กล้าหันไปสบตากับผู้ดูแลไอศูรย์คนใหม่ที่สวยสง่าราวกับเจ้าหญิง

            “มีอะไรรึเปล่าคะพี่จำปา” ศิขเรศลุกจากเก้าอี้ แล้วเดินออกมายืนหน้าโต๊ะทำงาน ยิ่งเมื่อสองร่างมายืนเคียงข้างกัน จำปาก็เบิกตากว้างค้างนิ่ง สายตาจ้องมองใบหน้าของศิขเรศและปรัมโลจาสลับไปมา

             “เอ่อ คือป้าชมนาดให้มาตามไปทานข้าวกลางวันค่ะ เชิญคุณปรัมโลจาด้วยนะคะ” พูดจบ จำปาก็รีบหันหลังแล้วปิดประตูลงดังเดิม แขกสาวผู้มาเยือนหันมายิ้มให้ศิขเรศก่อนจะเดินนำหน้าออกไปจากห้อง

 

              อนิรุธเดินออกมาจากห้องพักผู้ป่วยด้วยความรู้สึกโกรธเคืองและหงุดหงิดหลังจากที่คมกริชอาละวาดเสียสติจนเขาต้องให้ลูกน้องนำตัวส่งโรงพยาบาล หลังจากที่คมกริชกลับมาจากการบุกไปชิงรูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตี

            ไม่ได้รูปปั้นติดมือมา หนำซ้ำยังเหลือลูกน้องกลับมาแค่คนเดียว…

            “มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่วะ...” ชายหนุ่มทรุดนั่งลงบนม้านั่งริมระเบียงตึกด้านล่างของโรงพยาบาลด้วยสีหน้าเครียดเกร็ง ความรู้สึกอยากจะเอาชนะนั้นมันทวีขึ้นในหัวใจจนแทบอยากจะบุกเข้าไปในบ้านสืบแสงสุริยวงศ์เสียตอนนี้

             ชายหนุ่มยกมือขึ้นจับปลายคางเบาๆ แล้วไตร่ตรองคิดหาวิธี… ทรงพลเองก็ไม่มีทีท่าว่าจะให้คำตอบที่แน่ชัดได้ว่าสามารถซื้อรูปปั้นคืนจากไอศูรย์ ก็มีเพียงแต่ศิขเรศเท่านั้นที่จะเข้าถึงบ้านนั้นได้มากที่สุด

           ใช่… ศิขเรศคือสะพานเชื่อมที่ดีที่สุด

           “คุณคะ...อยากให้คุณไปหาคนไข้หน่อยค่ะ เขาฟื้นคืนได้สติแล้ว เขาบอกว่าต้องการพบคุณ” พยาบาลที่วิ่งมาเรียกชายหนุ่มที่กำลังนั่งใช้ความคิดเพียงลำพังทำให้อนิรุธต้องรีบเด้งตัวลุกขึ้นทันที

            เขาสาวเท้าเดินตามนางพยาบาลจนไปถึงหน้าห้องพักคนไข้ที่แยกออกมาจากตึกผู้ป่วยรวม เมื่อชายหนุ่มเข้าไปแล้วพยาบาลผู้ดูแลจึงจากไป ในขณะที่ร่างซึ่งนอนอยู่บนเตียงนั้นหันมามองหน้าเขาทั้งน้ำตา สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความผวา

           “นะ...นายครับ ผมกลัวแล้วครับ นายอย่าให้ผมไปทำอะไรที่บ้านนั้นอีกนะครับ” คมกริชร้องบอกเสียงสั่น อนิรุธถอนหายใจห้วนแล้วเดินเข้ามาใกล้ มือจับที่แขนลูกน้องหนุ่มแล้วโน้มหน้าลงไปใกล้

            “มันเกิดอะไรขึ้นคมกริช แล้วลูกน้องคนอื่นๆ ล่ะ แล้วนี่แกเป็นบ้าอะไร ทำไมถึงเอารูปปั้นออกมาไม่ได้”

             “ขะ...คนอื่นถูกฆ่าตายหมดแล้วครับ” คมกริชเบิกตาค้างนิ่ง ความหวาดกลัวฉายชัดอยู่ในแววตาและสีหน้าจนอนิรุธต้องพลอยเครียดตามไปด้วย

             “ใครฆ่า คนของไอศูรย์น่ะเหรอ?”

             “มะ..ไม่ใช่ครับ รูปปั้น รูปปั้นอันนั้น...”

              “รูปปั้น...รูปปั้นทำไม”

              “ไม่ใช่สิ...มันไม่ใช่รูปปั้นครับนาย แต่มันเป็นผี มันเป็นปีศาจ มันฆ่าคนอื่นๆ ตายหมดเลย”

              “ไอ้คมกริช !” อนิรุธตะคอกใส่หน้าผู้เป็นลูกน้องด้วยความโมโหถึงขีดสุด จากนั้นคมกริชจึงยกมือขึ้นปัดป้องไปรอบๆ แล้วอ้าปากหวีดร้องด้วยความหวาดกลัว อนิรุธรีบถอยออกมาจากข้างเตียงแล้วกดออดเรียกพยาบาลให้เข้ามาควบคุมผู้ป่วยที่เริ่มคุมสติไม่อยู่อีกครั้ง ส่วนตนนั้นรีบผลักประตูออกมาด้วยความหงุดหงิด

 

 

 

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น