อัปเดตล่าสุด 2020-01-12 10:59:47

ตอนที่ 2 นิมิตของศิขเรศ

ตอนที่ ๒ นิมิตของศิขเรศ

 

            เสียงกลองนั้นดังกระหึ่มดุจกัมปนาทที่ระเบิดอยู่เหนืออยุชฌปุระในยามนี้ เกลียวเมฆสีแสดนั้นระบายเป็นริ้วยาวพาดจากทิศเหนือจรดทิศใต้ แสงทิวาในยามย่ำค่ำสาดแสงลงสู่เหล่าชาวเมืองที่มารวมตัวกันหน้าเทวสถานอันศักดิ์สิทธิ์ด้วยใบหน้าอันเปี่ยมหวังและทุกข์โศก

            ศิขเรศ มองดูภาพเบื้องหน้าอย่างไม่กระพริบตา ผู้คนชายหญิงหลายร้อยคนเหล่านั้นนั่งคุกเข่าอยู่หน้าเธอ พวกเขาแต่งกายประหลาด เหมือนกลุ่มชาติพันธ์ที่เธอเคยเห็นในภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ ขนาบสองข้างมีกลองที่ถูกตีกระหน่ำเป็นจังหวะ ถัดออกไปคือกลุ่มต้นไม้ที่ขึ้นปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นพื้นดิน ปลายธงที่ชูขึ้นสูงนั้นค่อยๆ แหวกเรือนยอดของต้นไม้เหล่านั้นเข้ามาอย่างเป็นระเบียบ ฝูงชนที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเทวสถานหลบออกไปยังสองข้าง เปิดทางให้แก่ขบวนทหารกล้าได้เดินเข้ามา

              ความรู้สึกอันสะท้านไหวรุนแรงถีบเต้นอยู่ในอกของศิขเรศ เธอหวาดเกรง ประหม่าและสับสน ด้วยบรรยากาศและสถานที่รอบกาย ทั้งผู้คนและสถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ ณ ขณะนี้ ก่อนที่เบื้องหน้าเธอนั้น แม่ทัพหนุ่มผู้องค์อาจเครื่องแต่งนักรบจะถือดาบเดินตรงจากขบวนเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าเธอ

               เขาวางดาบลง แล้วถวายความเคารพ จากนั้นจึงเงยใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบเลือดและบาดแผลขึ้นจ้องมองเธอ

               “พระขนิษฐา กระหม่อมขอประทานอภัย...” ใบหน้าคมสันนั้นบอกชัดว่ากำลังเจ็บปวด นอกเหนือจากบาดแผลที่ประดับอยู่บนใบหน้าและเรือนกาย คือการมิอาจช่วยชีวิตเหล่าชาวเมืองที่ถูกลอบสังหารอย่างป่าเถื่อนได้

               ศิขเรศเริ่มรู้สึกอึดอัดไปทั้งร่าง เธอเม้มริมฝีปากแน่น ริมฝีปากที่เม้มแน่นนั้นพยายามจะเอื้อนเอ่ยคำพูดออกไปก่อนที่ดวงจิตของเธอจะหวนกลับมายังปัจจุบันชาติ

               หญิงสาวสูดหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ดวงตาทั้งสองข้างเบิกโพลง อาการเหมือนคนที่ดำน้ำเป็นเวลานานแล้วโผล่ขึ้นมาหายใจ นายพิทักษ์แตะมือลงบนบ่าของผู้เป็นหลานสาวเบาๆ แล้วจ้องมองใบหน้างดงามที่ฉายแววตระหนกเบื้องหน้า

               “มีอะไรรึเปล่า เรศ?” นี่เป็นครั้งแรกของการเห็นภาพนิมิตหลังจากที่ศิขเรศเข้ามาปฏิบัติธรรมตามคำแนะนำของพิทักษ์ผู้เป็นอา แม้เธอจะพอรู้มาบ้างว่าเราอาจจะได้ยิน ได้เห็น หรือรับรู้อะไรสารพัดในขณะที่ฝึกจิตทำสมาธิก็ตาม แต่ทว่าสิ่งที่เธอเห็นในนิมิตนั้นมันแจ่มชัดดุจราวกับเหมือนจริง

               “ไม่มีอะไรค่ะอา” ศิขเรศเงยหน้าขึ้นแล้วพูดช้าๆ ปรับระดับลมหายใจให้เป็นปกติ แล้วตั้งจิตแผ่บุญกุศลที่ได้ปฏิบัติธรรมให้แก่เจ้ากรรมนายเวร นายพิทักษ์จึงเดินออกไปยืนรอที่นอกศาลาปฏิบัติธรรมแห่งนั้น ศิขเรศกราบพระแล้วจึงเดินมาพบผู้เป็นอา

               พิทักษ์ ไม่ถามเหตุที่หญิงสาวติดอยู่ในสมาธินานกว่าทุกครั้ง แม้จะรู้ถึงที่มาของนิมิตอันแปลกประหลาดที่หญิงสาวพบเห็นก็ตาม

               “สัปดาห์หน้าเรศคงไม่ได้มาปฏิบัติธรรมกับคุณอาอีกนะคะ เรศเพิ่งได้งานใหม่ ถ้างานลงตัวเมื่อไหร่แล้วเรศจะหาเวลามาค่ะ” หญิงสาวบอกกับผู้เป็นอา อีกฝ่ายยิ้มอย่างยินดี หลังจากที่ศิขเรศและนางเครือวัลย์ผู้เป็นมารดา ต้องรับภาระหนี้สินมากมายที่บิดาทิ้งไว้ให้ก่อนตาย แม้แต่บ้านที่อยู่อาศัยและรถยนต์ที่ใช้ขับอยู่ทุกวันก็พร้อมจะถูกผู้เป็นเจ้าหนี้ยึดไปได้ทุกเมื่อ ศิขเรศกลายเป็นคนที่วิตกกังวลและเป็นโรคเครียด เธอจำเป็นต้องลาออกจากที่บริษัทเก่า ด้วยที่ว่าเงินเดือนเพียงสองหมื่นนั้นไม่เพียงพอกับการต้องจ่ายหนี้สินตามที่ตกลงไว้กับผู้เป็นเจ้าหนี้ และเริ่มงานใหม่กับเพื่อนรักของผู้เป็นเจ้านายที่เขาแนะนำให้ งานเลขานุการประจำตัวของไอศูรย์ สืบแสงสุริยวงศ์ นั่นเอง

 

               เมื่อรถยนต์ของผู้เป็นลูกสาวขับเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน คนที่นั่งทำขนมอยู่ใต้ร่มขนุนต้องรีบลุกจากม้านั่งด้วยความดีใจ รีบวางเครื่องไม้เครื่องมือลงแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปเปิดประตูให้กับศิขเรศ

               “เรศไม่อยู่สองวัน เป็นห่วงแม่แทบแย่” ศิขเรศโผเข้าสวมกอดมารดา อีกฝ่ายยิ้มกว้าง ก่อนรีบดันตัวเองออก

                “แม่เลอะอยู่ กำลังทำขนม พอดีมีออเดอร์เข้ามาเยอะเลย เรศมาช่วยแม่ทำด้วยกันมั้ย หรือถ้าเหนื่อยก็ขึ้นไปพักก่อนดีกว่า ขับรถมาตั้งไกล”

                “ไม่เป็นไรค่ะ เรศไม่เหนื่อยเท่าไหร่ เดี๋ยวเรศอาบน้ำเสร็จแล้วจะรีบลงมาช่วยนะคะ” ศิขเรศชะโงกหน้าไปมองบนโต๊ะไม้หินอ่อน เห็นถาดแป้ง ใบตอง และเครื่องไม้เครื่องมือวางอยู่จนเต็ม 

                 เมื่ออาบน้ำอาบท่าเสร็จเรียบร้อย หญิงสาวจึงออกมานั่งทำขนมช่วยนางเครือวัลย์ในขณะที่บรรยากาศรอบกายเริ่มมืดลงตามกาลเวลา

                “เรศไม่อยู่สองวัน คุณอนิรุธเขามาหาเราทุกวันเลยนะ” นางเครือวัลย์พูดขึ้น ก่อนที่สีหน้าอันแช่มชื่นของศิขเรศจะเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ดวงตากลมใหญ่นั้นเบิกมองอากาศธาตุเบื้องหน้าอย่างเป็นกังวล นึกไปถึงชายหนุ่มผิวขาว รูปร่างสูงโปร่งผู้เป็นเจ้าหนี้ของบิดาเธอเข้ามาเกี่ยวพันกับชีวิตเธอนับตั้งแต่บิดาของเธอเสียชีวิตไป

                “แม่ก็บอกเขาสิคะว่าเรศไปปฏิบัติธรรม และไม่อยากให้ใครไปรบกวนด้วย”

                 “แม่ก็บอกอย่างนั้นแหละ แต่เขาก็ขยันซื้อขนมซื้อกับข้าวมาให้ทุกวัน แถมกำชับด้วยว่าถ้าเรศกลับมาให้รีบโทร.บอกเขาด้วย” ปลายประโยคนั้นนางเครือวัลย์ลอบยิ้มน้อยๆ มองใบหน้างดงามที่ก้มลงต่ำ กลับมาสนใจกับการทำขนมกลีบลำดวนในมือ

                 “เรศไม่ได้สนใจเขานะคะแม่ อีกอย่าง ไม่ใช่เพราะเขาหรอกหรือที่ทำให้พ่อต้องฆ่าตัวตาย”

                 “เรศ...” น้ำเสียงที่ตะคอกนั้นหมายจะเตือนสติ นางเครือวัลย์รู้ดีว่าที่สามีเธอตัดสินใจฆ่าตัวตายนั้นเป็นเพราะปลงไม่ตกกับหนี้สิน อนิรุธไม่ได้มีความผิดเลยแม้แต่น้อย แต่ศิขเรศรู้มากกว่านั้น อนิรุธเป็นเพียงชายหนุ่มที่สวยเพียงรูปกายและกิริยาภายนอก ทว่าภายในจิตใจนั้นไม่ต่างกับมัจจุราชที่ขึ้นมาจากขุมนรก

                 “พรุ่งนี้เรศต้องเริ่มงานใหม่แล้ว เรศไม่อยากพูดถึงคุณอนิรุธ พูดถึงเขาแล้วเรศไม่สบายใจ อีกอย่างแม่ก็ไม่ต้องบอกเขานะคะว่าเรศได้งานที่ไหน เรศไม่อยากให้เขามาวุ่นวายกับเรศ” หญิงสาวกำชับเป็นมั่นเหมาะ จากนั้นจึงก้มหน้าก้มตาทำขนมต่อไปอย่างไม่พูดจาอะไรอีก

 

                คำเธียรและฐานสิทธิ์ใช้เวลาร่วมสามชั่วโมงกว่าจะเดินทางมาถึงที่หมาย ยามนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มพอดิบพอดี สองหนุ่มจากเมืองกรุงฯ นั่งทานสเต๊กกันอย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่แม้จะหันมาพูดคุยกัน ครั้นพออิ่มแล้วผู้เป็นเจ้าของบ้านไม้หลังงามที่ตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ แห่งนี้จึงเดินผิวปากเข้ามาหาพร้อมกับเด็กรับใช้สองคนที่ช่วยกันหิ้วลังเบียร์ตามหลังมา

               “นี่พวงแกสองคนไปอดอยากที่ไหนกันมาวะ อย่าบอกว่าถ่อมาจากกรุงเทพฯ เพื่อมากินสเต๊กที่ไร่ข้าเนี่ยนะ” สิ้นคำพูดของร่างสูงใหญ่ที่อยู่ในชุดเสื้อกล้ามตัวโคร่งและกางเกงขาสั้น คำเธียรก็รีบยกแก้วน้ำส้มขึ้นดื่มรวดเดียวจนเกือบหมดแก้ว ก่อนจะเรอออกมาเสียงดังจนราเชนทร์แอบหัวเราะน้อยๆ

               “กินคาวเสร็จแล้วก็ต่อด้วยกินหวานนะ ไม่หมดลังนี้พวกแกห้ามนอน กินเป็นเพื่อนฉันหน่อย นานๆ จะได้เจอกัน” มือหนานั้นคว้าเอาขวดเบียร์เย็นๆ ขึ้นมาจากลังแล้วเปิดออก ก่อนรินใส่แก้วที่เตรียมไว้ ส่งให้กับคำเธียรและฐานสิทธิ์

                “เออ ที่ข้าถ่อมาหาถึงนี่ก็เพราะอยากจะเมาเหมือนกันนั่นแหละ มีเรื่องเครียดโว้ย” จบคำพูดคำเธียร ฐานสิทธิ์ก็แทบสำลักสลัดที่กำลังเคี้ยวอยู่ในปาก คนที่มีความผิดเป็นชนักปักหลังหันไปมองเพื่อนสนิทที่ขับรถจากกรุงเทพฯ มาหาราเชนทร์ที่สระบุรีเพื่อปรึกษาเรื่องรูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตีที่ขโมยออกมาจากปราสาทร้างหลังนั้น

                “มีเรื่องอะไรก็ว่ามา อย่ามัวโอ้เอ้” ราเชนทร์ยกแก้วเบียร์ขึ้นซด ใบหน้าคร้ามคมที่รกด้วยหนวดเครานั้นเชิดมองเพื่อนทั้งสองตรงหน้า ลมเย็นๆ กลางฤดูหนาวพัดมาระลอกใหญ่ แต่ก็ไม่ทำให้ร่างที่ชินชากับสภาพอากาศหนาวนั้นไหวสะท้านเลย

                 คำเธียรวางแก้วเบียร์ แล้วกระแอมเบาๆ สองสามที “แกจำเรื่องที่ศาสตราจารย์ตะนาวเคยเล่าให้พวกเราฟังได้มั้ย เรื่องที่เกิดขึ้นในสมัยพระนางชัยเทวี ที่ว่ามีเจ้าหญิงเมืองหนึ่งถูกสาปเพราะพระนางบูชาอสูรมหิงสาและถวายวิญญาณรับใช้จนตัวเองกลายร่างเป็นอสุรกาย”

                 ราเชนทร์ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาจนดังลั่น เขาเองจบการศึกษาสาขาโบราณคดีที่ไทย แต่ทว่าหลังเรียนจบก็เดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อทำงานและใช้ชีวิตที่นั่น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสาขาที่เขาร่ำเรียนมาเลย ไม่แปลกที่ว่าชายหนุ่มจะจำไม่ค่อยได้ และไม่คิดว่าเพื่อนรักทั้งสองจะนำเรื่องที่เก่าแสนเก่านี้มาเล่าในวงสนทนาที่กรุ้มกริ่มด้วยแอลกอฮฮล์เช่นคืนนี้

                 “พวกแกสองคนมาอารมณ์ไหนอีก อย่าบอกนะว่าจะชวนข้าไปทัวร์โบราณสถาน ข้าไม่ได้ว่างขนาดนั้นนะโว้ย”

                 “ก็คงประมาณนั้นแหละ แต่ไอ้สิทธิ์มันเพิ่งไปทัวร์มาแล้วนะ ที่สำคัญมันไปได้ของสำคัญในนั้นออกมาด้วย แล้วตอนนี้ก็ตกอยู่ในมือมหาเศรษฐีสักคนไปเรียบร้อยแล้ว” คำพูดของคำเธียรทำให้ราเชนทร์หรี่ตาหันไปมองหน้าฐานสิทธิ์ที่ก้มหน้างุด

                  คำเธียรอยากให้เจ้าของเรื่องเป็นคนอธิบายเรื่องทั้งหมดด้วยตัวเขาเอง จึงเงียบไป ราเชนทร์ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วตบไหล่ฐานสิทธิ์อย่างแรงคล้ายรบเร้าให้ผู้เป็นเพื่อนเล่าเรื่องนั้นให้เขาฟัง

                  “คือ...ข้าได้รับการว่าจ้างจากคนๆ นึง ให้ช่วยนำทางพวกขุดหาสมบัติไปที่ปราสาทร้าง เอ่อ...ก็แค่ช่วยไปดูเท่านั้นเองว่ามันสร้างในสมัยไหน มีข้าวของอะไรที่สำคัญบ้าง” ฐานสิทธิ์ไม่กล้าสบสายตากับราเชนทร์ เล่าต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

                   “ปราสาทที่เราเข้าไปขุดหาสมบัติอยู่ในเทือกเขาพนมดงรัก ข้าแน่ใจว่ามันถูกสร้างในสมัยอาณาจักรอิศาณปุระ เพราะมีจารึกด้านในตัวปราสาทว่าสร้างในสมัยพระนางชัยเทวี ตรงห้องกลางปราสาทมีเทวรูปพระศิวะ มีจารึกรอบฐานว่าอย่าแตะต้องเทวรูปและห้ามเคลื่อนย้ายไปที่อื่น และยังบอกอีกว่าที่แห่งนี้ใช้กักขังเจ้าหญิงมฤควตีไว้” ฐานสิทธิ์ก้มหน้า แล้วคว้าเอาแก้วเบียร์ขึ้นมาซดจนหมดแก้ว คำเธียรที่เริ่มใจร้อนจึงรีบตัดบท

                   “แล้วจากนั้นคนพวกนั้นก็ยกเทวรูปพระศิวะลงมาจากฐาน โป๊ะเช๊ะพอดีที่ใต้ฐานเทวรูปมีห้องลับซ่อนอยู่ คนพวกนั้นจึงลงไปแล้วได้เจอกับรูปปั้นผู้หญิง”

                   “แกเลยคิดว่านั่นเป็นรูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตีที่ถูกสาปตามเรื่องที่อาจารย์ตะนาวเคยเล่าให้ฟังงั้นสิ” ราเชนทร์เอ่ยขึ้นเสียงขรึม เขาไม่ใช่คนที่ไม่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติพวกนี้เลย แต่วัฒนธรรมและจารีตในสมัยโบราณล้วนเกิดขึ้นเพราะความเชื่อด้วยกันทั้งนั้น เขาเชื่อว่าเจ้าหญิงมฤควตีมีตัวตนอยู่จริง และรูปปั้นของเธออาจถูกสร้างขึ้นในสมัยที่เธอลุกขึ้นครองอยุชฌปุระแทนบิดา ต่อมาเมื่ออยุชฌปุระถูกตีจนเมืองแตก ศัตรูเลยนำรูปปั้นของเธอไปไว้ใต้ฐานเทวรูปพระศิวะ อาจเป็นการกลั้นแกล้งและกล่าวหาว่าเธอเป็นผู้ที่นับถือลัทธินอกรีต เพื่อสร้างความเกลียดชังของผู้คนให้มีต่อตัวเธอเพียงเท่านั้น

                   “มีคนตายไปต่อหน้าไอ้สิทธิ์ หลังจากที่นำรูปปั้นนั้นขึ้นมา แล้วทำการลบหลู่” คำเธียรกล่าวน้ำเสียงจริงจัง ราเชนทร์ได้ฟังดังนั้นก็ยิ้มมุมปาก คิดเอาเองว่าอีกฝ่ายคงแกล้งหลอกเขา

                   “แล้วแกมาบอกฉันทำไม อยากให้ฉันช่วยแจ้งตำรวจให้มาลากคอไอ้สิทธิ์เขาคุกงั้นเหรอ?” ราเชนทร์พูดติดตลก

                   “โถ่ ไอ้เชนทร์ ฉันสำนึกผิดแล้ว ที่ฉันมาที่นี่ก็แค่อยากจะให้แกช่วยสืบทีว่าตอนนี้รูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตีตอนนี้อยู่ที่ไหนแล้ว” ฐานสิทธิ์ลากเสียงยาว ราเชนทร์หยิบเบียร์ขึ้นจิบก่อนหรี่ตามองอีกฝ่าย

                    “รู้ไปแล้วได้อะไรวะ แกกลัวว่าคนที่ได้รูปปั้นนั้นไปจะตายอย่างนั้นเหรอ?”

                    “ก็ประมาณนั้นแหละ” คำเธียรชิงตอบแทน ก่อนที่ฐานสิทธิ์จะถอนหายใจยาว

                    “มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกนะเว้ย ตั้งแต่วินาทีแรกที่ข้าเห็นรูปปั้นนั้น คุณลุงไอศูรย์ก็เป็นนักสะสมของเก่า ข้าก็แค่อยากให้เอ็งลองไปถามให้หน่อยว่าพอจะมีเบาะแสเรื่องรูปปั้นนั่นมั้ย?”

                      ครานี้ ราเชนทร์ สืบแสงสุริยวงศ์ มีสีหน้าที่เคร่งเครียด เขากระพริบตาถี่แล้วเงยหน้าขึ้นมองดวงดาวบนฟ้า

                      “ข้าไม่ได้ไปที่บ้านนั้นนานแล้วนะ” สิ้นคำพูดเขา คำเธียรก็รีบเสริมตามทันที

                      “งั้นก็ยิ่งต้องไปนะไอ้เชน แกเป็นหลานคนเดียวของลุงไอศูรย์ เป็นทายาทคนเดียวของตระกูลอีกต่างหาก ถือโอกาสไปเยี่ยมท่านด้วย ท่านก็อายุมากแล้วนะโว้ย” สิ้นคำพูดของคำเธียร ผู้เป็นเจ้าของบ้านก็หันมายิ้มเยาะ

                      “แกไม่ต้องมาพูดดราม่าอะไรกับฉันหรอกนะ ที่อยากให้ฉันกลับกรุงเทพฯ ก็เพราะเรื่่องรูปปั้นนั่นแหละ โอเคๆ เดี๋ยววีคหน้าฉันจะเข้าไปละกัน”

                     “ไปพรุ่งนี้เลยไอ้เชน ฉันถามลูกน้องแกแล้ว พรุ่งนี้แกว่าง” ฐานสิทธิ์ผายยิ้มกว้าง สายตาเจ้าเล่ห์

                     “ถ้าพรุ่งนี้พวกแกสองคนแหกขี้ตาตื่นไหว ข้าก็จะไป” ราเชนทร์ชูแก้วเบียร์ขึ้นกลางวง อีกสองคนยกแก้วขึ้นชนแก้วพร้อมกัน

 

                  บ้านสืบแสงสุริยวงศ์

                  เสียงตำน้ำพริกของนางชมนาดดังขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง จำปา ผู้เป็นลูกจ้างสาวเดินงัวเงียเข้ามาในครัวพร้อมกับป้องปากหาวหวอดๆ ก่อนที่แก้วตา ลูกจ้างสาวอีกคนจะเดินมาตีหลังคนที่เดินตุปัดตุเป๋จนเกือบจนหม้อเครื่องแกงล้ม

                 “นังจำปา ระวังหน่อยสิ นี่ข้าลุกขึ้นมาตั้งแต่ตีสี่เพื่อมาโขลกเครื่องแกงเลยนะ”

               “โอ้ยพี่แก้ว คุณท่านรับอาหารเช้าตอนเก้าโมงไม่ใช่เหรอ นี่ป้าชมนาดกับพี่แก้วลุกขึ้นมาทำไมตั้งแต่ไก่ยังไม่ขันเนี่ย” จำปาบ่นอู้อี้ ก่อนที่นางชมนาด หัวหน้าแม่บ้านวัยห้าสิบปีจะวางสากลงบนครก แล้วตะคอกใส่หน้าลูกจ้างสาว

               “รีบไปอาบน้ำแต่งตัว วันนี้คุณเชนทร์จะมา โทร.มาบอกตอนตีสี่ว่ากำลังออกจากสระบุรี น่าจะถึงราวๆ แปดโมง” พอได้ยินดังนั้น จำปาก็ถึงกับตาสว่าง เธอมีโอกาสได้พบกับราเชนทร์เพียงแค่สองครั้งตอนที่เขากลับมาจากสหรัฐอเมริกาเพื่อเยี่ยมไอศูรย์ แต่เป็นสองครั้งที่ตราตรึงใจจำปาอย่างที่สุด ชายหนุ่มผู้งามสรรพทั้งรูปลักษณ์และสุภาพอ่อนโยน ภาพใบหน้าหล่อคมนั้นประดับอยู่ในหัวใจของจำปาไม่มีวันจืดจาง

              “คุณเชน...คุณเชนของจำปาจะมาที่นี่ ว๊ายย” จำปารีบหันหลังวิ่งกลับบ้านพักทันที รีบไปอาบน้ำแต่งตัว ก่อนที่แก้วตาจะหัวเราะคิกคักตามหลัง เมื่อตะวันเริ่มสาดแสง หญิงแม่บ้านจึงชวนชมนาดพูดคุยถึงผู้เป็นเจ้านาย

              “ป้าว่ามั้ย หลังจากที่คุณท่านได้ของชิ้นใหม่มา ไม่ค่อยเห็นแกลงมาเดินเล่นที่สวนเลยนะ เมื่อวานฉันขึ้นไปทำความสะอาดบนห้องสะสม ของทุกอย่างก็เหมือนเดิม ไม่เห็นมีของชิ้นใหม่มาเลย” แก้วตาเล่าอย่างอดสงสัยไม่ได้ ก่อนที่นางชมนาดจะถอนหายใจเบาๆ แล้วหันมองซ้ายขวาด้วยสายตาหวาดกลัว

              “แกอย่าพูดไป ฉันยิ่งฝันแปลกๆ อยู่ด้วย”

               “ป้าฝันอะไรเหรอ? ฉันเห็นคุณท่านได้ของสะสมชิ้นใหม่มาเมื่อไหร่ ป้าก็ต้องฝันทุกที แล้วคราวนี้ป้าฝันว่าอะไรละ?” แก้วตานำเครื่องแกงลงหม้อ เมนูในวันนี้เป็นอาหารไทยที่ราเชนทร์ชอบ นางชมนาดเทเครื่องแกงที่ตำแล้วใส่อีกหม้อเพื่อทำแกงคั่วใบขี้เหล็ก ก่อนจะนึกย้อนไปถึงความฝันเมื่อคืนก่อนนี้

               “คืนนั้นฉันฝันเห็นทหารโบราณเป็นร้อย ถือหอกถือดาบเดินเป็นแถวเข้ามาในเขตบ้านนี้ ตอนกลางของขบวนมีกลุ่มทหารอีกนายที่แบกเสลี่ยงไว้ บนเสลี่ยงมีผู้หญิงคนหนึ่ง ใบหน้าสวยคม ผิวสีน้ำผึ้ง แต่งตัวราวกับเป็นนางในวรรณคดี ผ้าคาดอกและผ้านุ่งงดงามรับกับเครื่องประดับที่อยู่บนร่างที่ล้วนทำจากทองทั้งสิ้น ขบวนนั้นเคลื่อนจากหน้าประตูบ้านเข้าไปจนถึงประตูเข้าคฤหาสน์ กลุ่มทหารวางเสลี่ยงลง ผู้หญิงคนนั้นค่อยๆ เดินเข้าไปในคฤหาสน์...”

               “หูย...ป้าชมนาด ฟังแล้วขนลุก หนูว่าคราวนี้คุณท่านต้องได้พวกรูปปั้นนางอัปสรามาแน่ๆ เลย” แก้วตาบุ้ยปากว่าอย่างหน้าตาตื่น นางชมนาดรีบสลัดอาการวิตกจากความฝันนั้นให้หลุดออกไป เพราะยังเหลือสำรับอาหารอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ

 

              “ของที่ท่านต้องการ ได้แล้วครับ” หลังเสียงเคาะประตูเงียบลง สุรไกรก็เอ่ยบอกแก่ร่างที่อยู่ภายในห้องนั้น มือขวาเขาถือถุงพลาสติกสีดำไว้แน่น กลิ่นคาวยังคงโชยออกมาจากถุงสีดำจนคลุ้งไปทั่วบริเวณ

               ไอศูรย์เปิดประตูห้องออกแล้วจึงยื่นมือออกไปรับถุงสีดำนั้นจากมือของผู้รับใช้ สุรไกรแม้จะนึกสงสัยแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยถาม ด้วยที่เขาเป็นเพียงคนรับใช้ มีหน้าที่รับคำสั่งจากผู้เป็นนายเท่านั้น

              เมื่อบานประตูถูกปิดลง สุรไกรจึงเดินลงมาจากคฤหาสน์ที่มีไอศูรย์พักอาศัยอยู่เพียงคนเดียว ก่อนกลับไปยังห้องครัวที่กลุ่มคนรับใช้กำลังจับกลุ่มคุยกันยามเช้าเหมือนเช่นทุกวัน

              ส่วนไอศูรย์นั้นรีบถือถุงพลาสติสีดำแล้วทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ เอามือล้วงเข้าไปในถุงสีดำแล้วหยิบถุงพลาสติกอีกชั้นที่ใส่เลือดแพะเอาไว้ เขารีบใช้กรรไกรตัดปลายถุงแล้วเทลงบนโถแก้ว จากนั้นจึงใช้สองมือประคองไปวางไว้ด้านหน้าโต๊ะไม้ที่ตั้งอยู่หน้ารูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตี

               ชายชราหยิบคัมภีร์ที่เขียนบนใบตาลขึ้นมาอ่าน แล้วท่องบทคาถาภาษาสันสกฤตที่จารึกบนนั้นซ้ำไปซ้ำมา ทว่าเวลาผ่านไปเป็นชั่วโมงก็กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

               “บูชาด้วยเลือดแพะแล้วนี่ แต่ทำไมถึงไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ต้องทำยังไงนะ...จะต้องทำยังไง?” ไอศูรย์วางคัมภีร์โบราณนั้นลงอย่างคิดไม่ตก หอบหายใจด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการพร่ำสวดคาถาเป็นชั่วโมงโดยไม่ได้หยุดพัก เขาเงยใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นขึ้น ดวงตาสีเทาพร่าหม่นนั้นจ้องมองสองตาบนรูปปั้นแน่วนิ่งจริงจัง กระแสของดวงจิตนั้นถวิลถามหาคำตอบแก่เจ้าหญิงผู้ถูกกักขังวิญญาณอยู่ในรูปปั้นเบื้องหน้านี้

 

            อนิรุธ มหาเศรษฐีวัยหนุ่มยังคงนอนเอกเขนกอยู่บนโซฟาแม้เขาจะลืมตาตื่นนอนได้กว่าชั่วโมงแล้ว มือสองข้างนั้นประคองพระขรรค์ของพระศิวะที่ทำจากสำริดอายุเป็นพันปีและเชยชมมันอย่างคลั่งไคล้หลงใหล

            ความจริงแล้วนักธุรกิจสมัยใหม่เช่นเขาไม่ค่อยมีความเชื่อและศรัทธาในวัตถุโบราณพวกนี้เท่าไหร่ แต่ทว่าหลังจากที่บิดาส่งพระขรรค์ของพระศิวะชิ้นนี้มาให้จากต่างประเทศแล้ว ชายหนุ่มก็กลับรู้สึกผูกพันกับวัตถุชิ้นนี้อย่างแปลกประหลาด หลายคืนที่เขาฝันเห็นตนเองแต่งกายเป็นนักรบ ขี่ม้า ถือดาบออกฆ่าฟันฆ่าศึก หลายคราวที่เขาเห็นตัวเองประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์ดุจมหากษัตริย์และแวดล้อมด้วยผู้คนที่ก้มลงกราบไหว้มากมาย ยิ่งคราใดที่เขาได้สัมผัสพระขรรค์ด้ามนี้ อนิรุธก็ยิ่งรับรู้ได้ถึงพลังอำนาจบางอย่างที่กำลังแผ่ขยายอยู่ในตัวเขา ยิ่งเมื่อลูกน้องคนสนิทได้บอกถึงอิทธิฤทธิ์ของพระขรรค์ด้ามนี้ให้เขาได้ฟัง ชายหนุ่มก็ยิ่งอยากจะทดลองใช้มันมากยิ่งขึ้นไปอีก

              “พระขรรค์ด้ามนี้ ใช้สังหารเจ้าหญิงมฤควตี และมันประดับอยู่บนเทวรูปพระศิวะที่พ่อประมูลมาได้” ข้อมูลนั้นถูกส่งมาจากผู้เป็นบิดา ในสายของวันนั้น ในขณะที่ชายหนุ่มหันเหความสนใจทั้งหมดในขณะนี้มายังเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อกว่าพันปีก่อน สัญญาบางอย่างนั้นเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ในหัวใจของเขา และอีกไม่นานมันจะผลักให้อนิรุธให้ย้อนกลับไปอดีตกาลอีกครั้ง 

 

 

 

 

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น