อัปเดตล่าสุด 2020-01-12 11:15:32

ตอนที่ 3 จอมทัพราเชนทร

ตอนที่ ๓ จอมทัพราเชนทร

              “คุณเชน ไม่ได้พบกันแค่ไม่กี่เดือน ทำไมถึงเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ละคะ” หลังจากที่นางชมนาดยกมือไหว้ชายหนุ่มที่เพิ่งก้าวขาลงมาจากรถตู้ที่เดินทางมาจากสระบุรีพร้อมกับฐานสิทธิ์และคำเธียรในเวลาแปดโมงเช้า คนที่ถูกทักท้วงถึงสภาพใบหน้าและร่างกายที่แปรเปลี่ยนไปก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ อย่างไม่ถือสา

                “เป็นชาวไร่ชาวสวน จะให้เนื้อตัวสะอาดสะอ้านเหมือนชาวกรุงได้ยังไงกันละครับป้าชม อ้อ นี่เพื่อนผมนะครับ ฐานสิทธิ์กับคำเธียร” ใบหน้าคร้ามคมที่รกด้วยหนวดเครานั้นหันไปยังอีกสองร่างด้านหลัง นางชมนาดรีบยกมือไหว้ ก่อนที่ราเชนทร์จะเดินตรงไปยังห้องอาคารรับรองแขกที่ตั้งอยู่เยื้องคฤหาสน์สืบแสงพร้อมกับหันไปสั่งนางชมนาดที่เดินตามมา

                “ไอ้สองตัวนี้ยังเมาค้างอยู่ครับ ถ้ายังไงป้าช่วยไปหาของที่ทำให้สร่างเมามาสักชุดนะครับ ผมกะว่าจะให้พวกมันนอนพักกันก่อน สักสิบโมงค่อยปลุกมากินข้าวเช้ากัน”

                “ได้ค่ะ แล้วคุณเชนจะรับอาหารเช้าเลยมั้ยคะ ป้าเตรียมไว้หมดแล้ว” ระหว่างนั้น จำปากับแก้วตารีบเข้ามายกมือไหว้แล้วรับสัมภาระจากชายหนุ่มเมื่อเขาเดินมาถึงหน้าเรือนรับรองแขกอันเป็นเรือนปั้นหยาอายุร่วมห้าสิบปี

                “ผมขอกาแฟดำสักแก้วกับขนมปังสักสองแผ่นก็พอละครับ” พูดจบ ชายหนุ่มก็เดินนำฐานสิทธิ์และคำเธียรที่มีสภาพไม่ต่างจากซอมบี้ เข้ามายังกลุ่มโซฟา เพื่อนทั้งสองของเขาทิ้งตัวลงนอนทันที จำปาและแก้วตามองดูสองหนุ่มแล้วก็ถึงกับแอบหัวเราะเบาๆ

                “นังจำปา ห้องคุณเชนเรียบร้อยรึยัง” นางชมนาดหันมาถามลูกจ้างสาว หลังจากที่ราเชนทร์ออกไปเดินสูดอากาศในสวนด้านนอกตึก

                “เพิ่งถูพื้นเสร็จไปก่อนที่คุณเชนจะมาถึงนี่เองป้า น่าจะอีกสักครึ่งชั่วโมงถึงค่อยขนข้าวของเข้าไปได้”

                “นังนี่ ข้าบอกให้แกรีบทำตั้งแต่หกโมงไง สะเพร่าเสียจริง” หญิงวัยห้าสิบอดตำหนิอีกฝ่ายไม่ได้ ก่อนจะสั่งให้แก้วตาไปเตรียมกาแฟดำและขนมปังมาให้ผู้เป็นเจ้านายตามคำสั่งที่ศาลาข้างเรือนรับรอง จากนั้นตนจึงเดินออกไปหาร่างสูงใหญ่ที่กำลังชะเง้อคอเชยชมพรรณไม้ในสวน

                “คุณเชนนั่งเล่นที่นี่ก่อนนะคะ พอดีเด็กๆ เพิ่งทำความสะอาดห้องคุณเชนเสร็จเมื่อตะกี้นี่เอง อีกสักพักถึงจะขึ้นห้องได้” นางชมนาดกล่าวอย่างระอาใจ อีกฝ่ายโบกมืออย่างไม่ถือสา เมื่ออาหารเช้ามาถึงจึงนั่งทานกาแฟเงียบๆ บนศาลา ส่วนคนรับใช้ทั้งหมดก็กลับไปทำหน้าที่ของตน ในขณะที่ศิขเรศกำลังขับรถเข้ามาในเขตบ้านสืบแสงสุริยวงศ์ด้วยอาการประหม่าและตื่นเต้นสำหรับการเริ่มงานใหม่ในวันแรก

               

                หญิงสาวจอดรถที่ลานกว้างด้านหน้าของกลุ่มอาคารที่คิดว่าน่าจะทำไว้เป็นห้องเก็บของ เมื่อลงมาจากรถแล้วจึงเบิกสายตามองความกว้างใหญ่ของพื้นที่ภายในบริเวณบ้านหลังนี้ เบื้องหน้าในกลุ่มแมกไม้ที่ขึ้นจนรกครึ้มมองเห็นคฤหาสน์สืบแสงจนเด่นชัด รายล้อมด้วยกลุ่มอาคารน้อยใหญ่ข้างๆ เธอยังคิดตำหนิตัวเองว่าควรจะมายังสถานที่จริงก่อนจะเริ่มงานบ้าง ไม่น่าตกปากรับคำผู้เป็นเจ้านายไปก่อนทั้งที่ยังไม่เคยมาสถานที่จริงเลยสักครั้ง

                หญิงสาวกระชับกระเป๋าสะพายแล้วจึงสืบเท้าออกเดินไปตามทาง พยายามมองหาคนงานสักคนก่อนจะเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังยืนรดน้ำต้นไม้อยู่ในสวนด้านข้างเรือนปั้นหยาหลังงาม หญิงสาวรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง รีบสาวเท้าเดินเข้าไปหาชายคนนั้นหมายจะให้เขาบอกทาง

                “คุณคะ...” เสียงเรียกนั้นทำให้ราเชนทร์ที่กำลังเพลิดเพลินกับการรดน้ำต้นไม้ต้องหันหลังขวับมา เขารีบสะบัดปลายสายยางไปอีกทางเมื่อละอองน้ำเกือบกระเซ็นใส่หญิงสาวตรงหน้า ในขณะที่สองตาของศิขเรศจับมองใบหน้าคมสันนั้นไม่วางตา หัวใจของเธอเหมือนถูกดูดเข้าไปในอีกภวังค์หนึ่ง ภาพในนิมิตครานั้นฉายวาบในห้วงคำนึง แม่ทัพหนุ่มผู้สวมชุดเกราะอันแข็งแกร่ง วางดาบด้ามใหญ่แล้วเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าเธอ เขาเงยใบหน้าอันเปื้อนเลือดนั้นขึ้นสบตาเธอ...

                “ว่าไงนะครับ คุณมาหาใครเหรอ?” ราเชนทร์ถามกลับเมื่อเห็นหญิงสาวแต่งตัวราวกับสาวออฟฟิศเบื้องหน้าเอาแต่จ้องหน้าเขาแล้วไม่พูดไม่จา

                “อ้อ...คือ ฉันมาพบคุณไอศูรย์น่ะค่ะ คุณช่วยนำทางฉันไปพบท่านหน่อยได้มั้ยคะ” เมื่อศิขเรศตั้งสติได้ จึงรีบบอกจุดประสงค์ของเธอทันที หญิงสาวระบายลมหายใจออกเบาๆ ก้มหน้าลงต่ำเล็กน้อย ทว่ายามเมื่อสบสายตากับคู่สนทนาตรงหน้าอีกครั้ง หัวใจของเธอก็เต้นระส่ำระส่ายขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

                “ผมคิดว่าตอนนี้ท่านน่าจะยังไม่สะดวกพบใครมั้งครับ ถ้ายังไงผมจะพาเข้าไปนั่งรอที่ชั้นล่างของคฤหาสน์ก่อน ตามมาทางนี้ครับ” ราเชนทร์เดินไปปิดวาล์วน้ำ ก่อนเก็บสายยางไว้ที่เดิม จากนั้นร่างสูงสง่าในชุดเสื้อแขนยาวสีทึมอย่างชาวสวนที่เขามักใส่เป็นประจำจึงเดินนำหน้าหญิงสาวแปลกหน้าที่เขาคิดว่าคงมาติดต่อธุระสำคัญกับผู้เป็นลุงตรงไปยังคฤหาสน์หลังงาม ราเชนทร์ผลักประตูบานใหญ่เข้าไป แล้วพาหญิงสาวเข้าไปนั่งในส่วนของห้องรับแขกที่โอ่โถงด้วยความกว้างและเฟอร์นิเจอร์มีค่ามากมาย

                “คุณนั่งรออยู่ตรงนี้ก่อนนะครับ เดี๋ยวผมจะไปแจ้งแม่บ้านให้” ชายหนุ่มกล่าวเสียงเรียบ ก่อนที่ศิขเรศจะค้อมศีรษะลงน้อยๆ แทนคำขอบคุณ เมื่อร่างสูงสง่านั้นเดินออกไปที่ประตู หญิงสาวก็ได้แต่นั่งกุมมือบนโซฟาและกวาดมองไปรอบๆ บริเวณด้วยความประหม่า พร้อมกับความรู้สึกอันอึดอัดและบีบเค้นที่จู่ๆ ก็ถาโถมเข้ามาในอกอย่างไม่ทราบสาเหตุ จนกระทั่งประตูบานใหญ่ของคฤหาสน์นั้นถูกเปิดออก ศิขเรศจึงกลับมามีสมาธิอีกครั้ง

                “ขอโทษด้วยนะคะที่ให้รอนาน ดิฉันก็ลืมไปเสียสนิทเลยว่าวันนี้คุณท่านนัดเลขาฯ คนใหม่ไว้ พอดีมัวแต่วุ่นๆ กันตั้งแต่เช้า” นางชมนาดว่าน้ำเสียงแจ่มใส หญิงสาวลุกจากเก้าอี้แล้วยกมือไหว้ผู้อาวุโสกว่า

                “แล้วนี่คุณทานอะไรมารึยังคะ รับอาหารเช้ามั้ย?”

                “อ๋อ เรศทานมาแล้วค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” ศิขเรศค้อมศีรษะอย่างเกรงใจ นางชมนาดหันไปสั่งจำปาที่เดินมาตามหลัง ซึ่งกำลังสำรวจมองศิขเรศตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

                “จำปา ไปเอาชากับของว่างมาเสิร์ฟคุณเขาด้วย”

                “แต่ฉันต้องเอาของว่างไปให้คุณเชนก่อนนะป้า กินกาแฟแค่แก้วเดียว ป่านนี้หิวแย่แล้วมั้ง”

                “อย่ามาทำเป็นเรื่องเยอะ ฉันสั่งอะไรก็รีบไปทำ” นางชมนาดอดเอ็ดให้ลูกน้องสาวไม่ได้ เมื่อจำปาจากไป จึงถือโอกาสพูดคุยกับศิขเรศต่อ

                “ป้าชื่อชมนาดนะคะ เป็นหัวหน้าแม่บ้านที่นี่ อ้อ...ว่าแต่คุณเรศเข้ามานานรึยังคะ เห็นนางจำปามันเดินไปบอกว่ามีคนมาขอพบคุณท่าน ก็เลยนึกได้ว่าวันนี้คุณท่านนัดคุณเลขาฯ ไว้”

                “เรศเพิ่งมาได้ไม่นานหรอกค่ะ พอดีมีพี่คนสวนพาเข้ามา นั่นไงคะพี่คนนั้น” ประตูบานใหญ่ถูกเปิดออกอีกครั้ง ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีทึมทึนเดินเบิกยิ้มตรงเข้ามา ก่อนที่นางชมนาดจะหัวเราะเบาๆ

                “นั่นคุณเชนค่ะ เธอเป็นหลานชายคุณไอศูรย์ ไม่ใช่คนสวนอย่างที่คุณเลขาฯ เข้าใจหรอกค่ะ” พอได้รู้อย่างนั้นหญิงสาวก็แทบใจแป้ว ดวงตาสองข้างเบิกค้าง อ้าปากเหวอ ขณะที่ร่างสูงสง่าเดินทอดน่องเข้ามาใกล้

                “พอดีนึกได้ว่าลืมโทรศัพท์ไว้ที่สวนน่ะครับเลยเดินกลับไปอีกรอบ แล้วนี่จะให้ผมขึ้นไปตามคุณลุงให้มั้ย คุณผู้หญิงจะได้ไม่เสียเวลา” เขาอาสาเข้ามาแจกแจง ในขณะที่ศิขเรศร้อนผ่าวไปทั้งตัวเพราะเพิ่งเข้าใจเขาผิดไป

                “ไม่ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ดิฉันรอได้” ศิขเรศแทรกขึ้นน้ำเสียงเกรงใจ นางชมนาดจึงรีบอธิบายว่าแท้จริงแล้วศิขเรศคือเลขานุการคนใหม่ของไอศูรย์ที่มาเริ่มงานวันแรกตามที่นัดหมายไว้

                “ผมจะขึ้นไปอาบน้ำอาบท่าพอดี นี่ก็ใกล้จะเก้าโมงแล้ว ยังไงผมจะเดินไปบอกคุณลุงให้ก็แล้วกันนะครับ ตามสบายนะครับคุณ...” ราเชนทร์หันมาที่ใบหน้างดงามดุจนางอัปสรที่มีดวงตากลมใสประดับเด่นอีกครั้ง

                “ศิขเรศค่ะ” หญิงสาวบอกน้ำเสียงประหม่า ยิ่งเมื่อได้สบสายตากับชายหนุ่มตรงๆ ก็ยิ่งเหมือนทั้งหัวใจถูกดูดดึงเข้าไปในห้วงภวังค์แห่งจิตอันลึกล้ำนั้นอีกครั้ง

                ราเชนทร์ยิ้มเรียบๆ อีกครั้งก่อนหันหลังเดินขึ้นบันไดไป ในขณะที่หญิงสาวกลับมาทรุดนั่งลงบนโซฟาอีกครั้ง

                ร่างสูงสง่าเดินลิ่วขึ้นสู่ชั้นสามและตรงเข้าสู่ห้องพักของตน แม้ไม่ได้มาเยือนที่นี่ได้พักใหญ่ หากแต่กลิ่นไอของความหลังก็ยังคงซึมซาบอยู่ในทุกอณูภายในห้องนอนของเขา แม้พ่อและแม่จะล่วงลับจากเขาไปนานหลายสิบปีแล้วแต่ทว่าความอบอุ่นและความทรงจำอันแสนงดงามก็กลับยังคงดำรงอยู่ ราเชนทร์เดินทอดน่องไปมองกรอบรูปหลายใบที่ตั้งอยู่บนโต๊ะไม้ริมหน้าต่าง เดินเรื่อยมาจนถึงโต๊ะอ่านหนังสือตัวโปรด หันมายังเตียงนอนอย่างคนกำลังนึกถึงความหลัง ก่อนที่ภาพใบหน้าของศิขเรศที่ปรากฏแทรกขึ้นมาในห้วงความคิดจะต้องทำให้เขารีบหยิบผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำไป

                เมื่ออาบน้ำอาบท่าและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย ชายหนุ่มจึงเดินออกมาจากห้องพักด้วยชุดลำลองอันเป็นเสื้อยืดสีดำและกางเกงขาสั้นปลายเลยหัวเข่า จุดหมายของเขาคือห้องของผู้เป็นลุง

                “คุณลุงครับ นี่ผมราเชนทร์เองนะ คุณลุงตื่นรึยังครับ” ชายหนุ่มเคาะประตูเบาๆ สองครั้ง แต่ทว่ากลับไร้เสียงตอบรับออกมาจากภายในห้องพักของไอศูรย์ ราเชนทร์เรียกอีกสองครั้ง ก่อนจะตัดสินใจผลักประตูที่ไม่ได้ล็อกเข้าไป

                ภายในห้องนอนที่กว้างเกือบหนึ่งร้อยตารางเมตรของไอศูรย์เงียบสนิททว่าอากาศกลับเย็นจัด หน้าต่างไม้แทบทุกบานถูกเปิดให้สายลมได้พัดโกรกเข้ามาภายในห้อง เขาหันไปมองที่ฝั่งห้องทำงานด้านขวาแล้วเดินเข้าไปดู แต่ก็ไม่พบผู้เป็นลุง ก่อนจะเดินทะลุไปยังฝั่งห้องนอนที่กั้นเป็นอีกชั้นหนึ่งช้าๆ

                ทั้งกายของชายหนุ่มสั่นสะท้านไปทั่วสรรพางค์กายดุจถูกไฟดูดเมื่อสองตาได้พบกับประติมากรรมขนาดเท่าคนจริงตั้งตระหง่านอยู่ปลายเตียงนอนของไอศูรย์ บรรยากาศอันสลัวรางภายในห้องคล้ายดึงให้ดวงจิตของราเชนทร์จดจ้องมองรูปปั้นแน่วนิ่งไม่วางตา หัวใจถีบเต้นรุนแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอก พร้อมกับสองเท้าที่สืบก้าวเข้าไปอย่างไม่รู้ตัว จนกระทั่งร่างของเขามาหยุดยืนห่างจากรูปปั้นสตรีไม่ถึงก้าว ตาประสานตา ผิดแต่เพียงว่าอีกฝั่งนั้นเป็นเพียงรูปปั้นไร้ชีวิต

                “นี่มันคือ...” น้ำเสียงสั่นพร่านั้นเอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ ความรู้สึกกดดันบีบคั้นไม่ทราบที่มาถาโถมเข้ามาใส่ร่างเขาในทันที ดวงตาเขาจ้องมองการแกะสลักที่ประณีตราวกับเหมือนจริงของรูปปั้นด้วยความอัศจรรย์ใจ งดงามเกินจะหาคำใดมาเปรียบเทียบได้ในฐานะคนเรียนโบราณคดี และเหมือนจริงราวกับว่านี่ไม่ใช่รูปปั้น

                ชั่วแวบนั้นเอง สองตาของราเชนทร์ก็ต้องเบิกโพลง เมื่อมีหยดน้ำใสๆ ค่อยๆ ผุดขึ้นมาจากหางตาของรูปปั้นและรินไหลลงมาเป็นทางอาบแก้มทั้งสองข้างช้าๆ ราเชนทร์ยกมือขึ้น แล้วใช้ปลายนิ้วชี้เช็ดหยดน้ำตาออกจากแก้มของรูปปั้นแผ่วเบา ก่อนที่สายลมปริศนาจะพัดกรูเข้ามาทางบานหน้าต่าง ลมหอบนั้นพัดใส่ร่างชายหนุ่มและฉุดเอาสติของเขาให้หลุดออกจากร่างไป

 

                ร่างที่นอนฟุบอยู่หน้ารูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตีทำให้ไอศูรย์ที่ออกมาจากห้องน้ำต้องชะงักนิ่งอยู่พักหนึ่ง ครั้นเมื่อเขาตั้งสติได้จึงรีบเดินเข้าไปใกล้และรู้ว่าชายที่เข้ามาในห้องเขาอย่างอุกอาจนั่นคือ ราเชนทร์ นั่นเอง

                ชายชรายกหูโทรศัพท์เรียกหาสุรไกรลูกน้องคนสนิท ไม่นานเมื่อสุรไกรมาถึงเขาจึงรีบสั่งงานทันที

                “แกช่วยพยุงราเชนทร์เข้าไปพักในห้องนอนของเขาด้วย” เมื่อสุรไกรเดินเข้ามาถึงภายในห้องนอนส่วนตัวของผู้เป็นนายและเห็นราเชนทร์ล้มฟุบอยู่เบื้องหน้ารูปปั้นนั่น ผู้เป็นลูกน้องก็ถึงกับอ้าปากค้างตกใจ

                “ดะ...ได้ครับนาย ว่าแต่...คุณเชน ไม่เป็นอะไรมากใช่มั้ยครับ” เขาอดถามไม่ได้ แม้กระทั่งตัวเองก็เคยประสบพบเจอกับอาถรรพ์ของรูปปั้นเบื้องหน้านี้มากับตัวเองแล้ว

                “ไม่หรอก ถ้าแกพาเจ้าเชนไปพักที่ห้องเสร็จแล้ว ก็กลับมาหาฉันที่นี่ ฉันจะให้แกย้ายรูปปั้นไปเก็บไว้ที่ห้องสะสมชั้นล่าง”

                “อ้าว ทำไมล่ะครับ” สุรไกรอดถามไม่ได้ เพราะนี่เป็นวัตถุโบราณชิ้นเดียวที่เขาเห็นไอศูรย์นำมาเก็บไว้ในห้องพักส่วนตัวและมีท่าทางหวงแหนมากกว่าของสะสมชิ้นใดๆ

                “อย่าสู่รู้ให้มาก รีบไปทำงานของแกซะ” สิ้นคำนั้น ชายชราก็เดินสักไม้เท้าเข้าไปในห้องแต่งตัว ส่วนสุรไกรก็ได้แต่คำนับรับคำสั่ง ดึงร่างราเชนทร์ขึ้นมาจากพื้นและพยุงกลับไปยังห้องของเขา ก่อนจะกลับมาขนย้ายรูปปั้นลงไปไว้ที่ห้องสะสมด้านล่างตามคำสั่งของไอศูรย์

 

                  “คุณท่านกำลังลงมาแล้วนะคะคุณเรศ” ชมนาดเดินมากระซิบบอกคนที่กำลังก้มหน้าอ่านข้อมูลบนแฟ้มซึ่งวางอยู่บนโต๊ะเบื้องหน้าเธอ

 ศิขเรศสะดุ้งน้อยๆ ก่อนทิ้งความสนใจทั้งหมดมายังร่างที่กำลังสักไม้เท้าก้าวขาลงมาจากบันไดและตรงเข้ามายังห้องรับแขก

                หญิงสาวลุกจากโซฟา สูดอากาศเข้าไปเต็มปอด เตรียมพร้อมกับการเริ่มงานใหม่ กับเจ้านายคนใหม่

                “สวัสดีค่ะ ดิฉันศิขเรศ” ศิขเรศยกมือไหว้ผู้เป็นเจ้านายอายุคราวปู่ ในขณะที่สองตาหม่นพร่าของไอศูรย์กระพริบถี่ หัวใจอันเหี่ยวแห้งเต้นระรัวอยู่ในอก มือที่กุมไม้เท้าไว้สั่นระริกก่อนที่มันจะหลุดออกจากมือเขาและตกลงพื้น

                “คุณท่าน...” ชมนาดรีบปรี่เข้ามาประคองร่างผู้เป็นนาย อีกฝ่ายโบกมือปัดว่าตนเองไม่เป็นไร หล่อนจึงรีบก้มลงไปหยิบเอาไม้เท้าและส่งให้ไอศูรย์ ดวงตาหม่นพร่านั้นหันไปจับจ้องมองศิขเรศอย่างแน่วนิ่งอีกครั้งราวกับจะหยั่งลึกเข้าไปในหัวใจของเธอ

                “เหมือนเหลือเกิน...เหมือนราวกับพิมพ์เดียว เจ้าหญิง...”

                “คุณท่านว่าอะไรนะคะ” ชมนาดย้อนถามเสียงค่อย เมื่อเห็นผู้เป็นนายคล้ายกำลังพูดบางอย่างในลำคอ ไอศูรย์หันไปมองนางชมนาดอย่างนึกรำคาญ ก่อนกระทุ้งไม้เท้าเบาๆ

                “ฉันอยากคุยกับศิขเรศตามลำพัง อีกครึ่งชั่วโมงค่อยเข้ามาหาฉันอีกครั้งเพื่อพาคุณศิขเรศสำรวจรอบๆ บ้าน” สิ้นคำสั่งผู้เป็นนาย นางชมนาดจึงรีบค้อมศีรษะแล้วเดินตัวลีบออกไปจากห้องรับแขก

                ชายชราสักไม้เท้าเดินไปที่กลุ่มโซฟาแล้วทรุดนั่งลง ก่อนผายมือเชิญศิขเรศให้นั่งลงฝั่งตรงข้าม

                “ทำตัวตามสบายนะ อยู่กับผม ไม่ต้องเครียด มีข้อสงสัยหรืออยากโต้แย้งอะไรก็พูดออกมาได้ สำหรับงานที่คุณต้องทำ รายละเอียดอยู่ในแฟ้มบนโต๊ะนั่นแล้ว คุณได้เปิดอ่านมันรึยัง”

                “ดิฉันได้เปิดอ่านแล้วค่ะ” ศิขเรศตอบอย่างมั่นใจ อีกฝ่ายพยักหน้าเบาๆ ดวงตายังคงครอบครองใบหน้าสวยคม

                “ผมมีธุรกิจอสังหาฯ ไม่กี่ที่ตามที่ระบุไว้ในนั้น ซึ่งคุณต้องสรุปรายงานทุกเดือนให้กับผม ส่วนงานรองคือ การดูแลวัตถุสะสมของผม ทั้งรูปปั้น พระเครื่อง ผ้าไทย และภาพวาด สำหรับผ้าไทยและภาพวาด ผมจะเปิดแสดงให้ผู้คนได้ชื่นชมปีละสองครั้งซึ่งคุณต้องเป็นผู้ควบคุมงานทั้งหมด”

                “ค่ะท่าน...” ศิขเรศรับคำสั่งเสียงมาดมั่น ในหัวใจเริ่มเกิดคำถามกับสายตาที่อีกฝ่ายจ้องมองเธอคล้ายกับว่าเขากำลังสงสัยอะไรบางอย่างในตัวเธอ

                 “ผมขอตัวก่อนนะ อีกสักพักชมนาดจะพาคุณไปเดินดูรอบๆ บ้าน ถ้าหากวันไหนคุณอยากจะพักค้างคืนที่นี่ ให้แจ้งชมนาดล่วงหน้าได้ ผมให้คนเตรียมห้องที่ชั้นล่างของคฤหาสน์ไว้ให้สำหรับคุณแล้ว”

                “ขอบพระคุณค่ะท่าน” ศิขเรศยกมือไหว้ขอบคุณในความกรุณาของผู้เป็นนาย ได้แต่ทอดสายตามองร่างชราที่สักไม้เท้าเดินไปยังห้องรับประทานอาหารที่ทะลุจากห้องรับแขกไปยังอีกฝั่งหนึ่งของคฤหาสน์

 

                “จอมทัพราเชนทรได้รับบาดเจ็บเจียนตาย บัดนี้เหล่าทหารกล้าได้นำร่างของท่านมาพยาบาลรักษาที่หน้าเทวาลัยแล้วกระหม่อม” เสียงรายงานขององครักษ์ที่ออกไปรับสาสน์จากเหล่าบรรดาทหารหน้าวังทำให้ใบหน้างามพริ้งต้องถอดสีลงในทันที เจ้าหญิงมฤควตีวางคัมภีร์ภาษาสันสกฤตในมือลง แล้วลุกจากที่ประทับในพระตำหนัก เสด็จลงจากตำหนักโดยมีจาบัลย์นางข้าหลวงคนสนิทคอยติดตามไป ไม่นานนับจากนั้นเสลี่ยงของพระนางอันมีทหารกล้าร่วมร้อยนายนำขบวนก็ล่วงมาถึงหมู่บ้านชายขอบอยุชฌปุระที่ถูกศัตรูลอบโจมตี

                “เจ้าหญิง เหตุใดจึงเสด็จมาถึงที่นี่ได้เล่า อันตรายอยู่แวดล้อม ศัตรูอาจดักซุ่มปองร้ายพระนางระหว่างทางได้” ไอศูรย์ พราหมณ์ประจำราชสำนึกและเป็นคนสนิทของมหินรศักดิ์ผู้เป็นเจ้าเมืองเอ่ยถามพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ของผู้เป็นเจ้าเหนือหัวด้วยความเป็นห่วง เมื่อบ่าวไพร่ลดเสลี่ยงลง ร่างระหงในอาภรณ์อันมีค่าจึงสืบพระบาทเดินลิ่วลงมาตามหนทางดินที่เพิ่งผ่านพ้นการฆ่าฟันมาได้ไม่ถึงหนึ่งราตรี

                “ข้ามิกลัวภัยอันตรายใดๆ ทั้งสิ้นดอก ประชาชนของข้าบาดเจ็บ ล้มตายมากมายเพียงนี้ จะให้ข้านิ่งเฉยดูดาย เสวยสุขอยู่ในตำหนักได้เช่นไร ถ้าหากศัตรูปรากฏกายต่อหน้าข้า ข้าจะฆ่ามันด้วยสองมือของข้าเอง” เจ้าหญิงมฤควตีกำพระกรเข้าหากันจนแน่น ดวงตากลมใหญ่นั้นลุกโชติด้วยเพลิงแค้น ในขณะที่บรรยากาศรอบกายอื้ออึงด้วยเสียงครวญครางของผู้บาดเจ็บ กลิ่นควัน และเปลวไฟของบ้านเรือนที่ถูกเผาไหม้

                “หากว่าทัพทหารของท่านราเชนทรมาเร็วกว่านี้อีกสักเพลา ผู้คนคงไม่ถูกสังหารมากมายเพียงนี้ แต่ถึงกระนั้น ท่านราเชนทรก็เสียสละจนได้รับบาดเจ็บเจียนตาย จะหาแม่ทัพฝีมือดีเทียมได้ในอยุชฌปุระหาได้มีไม่” ไอศูรย์ที่คอยสั่งการลูกน้องให้คอยพยาบาลเหล่าชาวบ้านและตั้งเวรยามสอดแนมไว้โดยรอบหันมากราบทูลแก่พระนางมฤควตีอีกครั้ง

                ใบหน้างดงามสีน้ำผึ้งนั้นคลายจากความขุ่นแค้น แปรเปลี่ยนเป็นความห่วงหาอาทรสุดหัวใจแทน

                “ข้าแวะไปดูอาการท่านราเชนทรแล้ว ได้แต่ภาวนาว่าขอให้อาการทุเลาลงในเร็ววัน กลุ่มทหารที่บาดเจ็บทางนั้นก็ได้ศรีศิขเรศคอยเป็นธุระดูแลให้”

                ไอศูรย์สั่งให้เหล่าลูกน้องบริเวณออกไปจากที่ประทับของเจ้าหญิง เหลือไว้แต่เพียงตนกับเหล่าข้าหลวงคนสนิทที่ติดตามเจ้าหญิงมฤควตีมาเท่านั้น

                ร่างสูงวัยของชายในชุดขาวคลานเข่าเข้าไปนั่งแทบเท้าเจ้าหญิงมฤควตีแล้วเงยหน้าขึ้นกระซิบบอกเบาๆ

                “เราจับเชลยได้คนหนึ่ง มันแต่งกายและถือดาบจารึกอักขระของชาวคิรีบรรพต ชะรอยว่าจะเป็นทหารเลวรับจ้างของเจ้าชายอนิรุฆน์กระหม่อม” สิ้นเสียงเพ็ดทูลของไอศูรย์ ทั้งร่างของเจ้าหญิงก็สั่นเทิ้มด้วยความโกรธแค้นเกินพรรณนา เจ้าชายอนิรุฆน์ผู้มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้อง ปกครองเมืองคิรีบรรพต เมืองชายขอบแห่งอาณาจักรอิศาณปุระ กำลังคิดปองร้ายลอบกัดอยุชฌปุระอย่างนั้นหรือ

              ใบหน้างามสะพรั่งนั้นเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาคมกล้าลุกโชติด้วยเพลิงอาฆาตแค้นอีกครั้ง พระนางตั้งจิตอธิษฐานเอาไว้ในหัวใจ ไม่ว่าเจ้าชายอนิรุฆน์จะใช้กลอุบายแยบยลเพียงใด หรือพร้อมจะยกทัพมาต่อตีอยุชฌปุระด้วยทหารกี่ร้อยกี่พันนาย เธอก็จะไม่มีวันยอมแพ้ ไม่มีวันยอมให้อยุชฌปุระตกอยู่ใต้เงื้อมมือใครเป็นอันขาด ต่อให้เธอจะต้องตายก็ยอม...

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น