อัปเดตล่าสุด 2020-01-12 11:27:11

ตอนที่ 4 ปรารถนาของสร้อยมาลา

ตอนที่ ๔ ปรารถนาของสร้อยมาลา

          แสงแดดที่ส่องผ่านกระจกใสเข้ามากระทบใบหน้าทำให้ร่างที่นอนหลับอยู่บนโซฟาเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ตั้งแต่เมื่อคืนเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้น เมื่อลุกขึ้นนั่งและบิดขี้เกียจสองสามครั้ง คำเธียรก็รีบหันมองซ้ายขวา แล้วจึงหันไปตบหลังร่างที่นอนฟุบหน้าอยู่บนโซฟาอีกตัวฝั่งตรงข้ามอย่างแรง

         “ไอ้สิทธิ์ ตื่นๆๆๆ” มือหนาที่รัวทุบลงบนหลังทำให้ร่างที่กำลังนอนกรนเสียงดังฟืดต้องสะดุ้งสุดตัว คล้ายคนที่กำลังติดอยู่ในห้วงความฝันแล้วถูกกระชากออกมาจากภวังค์อย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

          “เฮ้ย นี่มันกี่โมงแล้วะเนี่ย” ฐานสิทธิ์กระพริบตาปริบๆ รับรู้ว่าตนเดินลงมาจากรถตู้พร้อมกับคำเธียรและราเชนทร์ ฝ่ายเจ้าของบ้านหนุ่มพาเขาเข้ามาพักในห้องนี้แล้วตนก็เดินออกไป

          คำเธียรยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเวลา “ตายห่า สิบเอ็ดโมงกว่าแล้ว”

         “สิบเอ็ดโมงแล้วเหรอ?” ฐานสิทธิ์ย้อนถามอีกครั้ง ก่อนที่ทั้งสองจะกระเด้งตัวลุกพรวดขึ้นพร้อมกัน รีบกรูกันเข้าไปในห้องน้ำของเรือนรับรองเพื่อล้างหน้าล้างตา ก่อนจะวิ่งออกมาเมียงมองหาร่างของเพื่อนรัก

          “ไปถามคุณป้าคนนั้นดู…จะได้ให้ไอ้เชนรีบพาไปพบคุณลุงไอศูรย์” ฐานสิทธิ์รีบกระเซ้าเพื่อนรัก คำเธียรจึงทำท่าฟึดฟัดใส่เพราะเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นเพราะฐานสิทธิ์คนเดียว

          “ป้าครับ ป้า...” เสียงตะโกนเรียกนั้นทำให้นางชมนาดที่กำลังพาศิขเรศเดินสำรวจรอบๆ บริเวณภายในบ้านกลับมายังอาคารรับรองต้องสะดุ้งน้อยๆ คำเธียรรีบวิ่งเหยาะๆ จนมาถึงทั้งสอง

         ชายหนุ่มหันไปมองใบหน้าสวยคมข้างกายนางชมนาดในทันที เธอผลิยิ้มอย่างเป็นมิตร รัศมีความงามกระจ่างอยู่รอบกาย

          “ตื่นแล้วเหรอคะคุณ...คุณเชนขึ้นไปอาบน้ำบนตึกตั้งนานแล้วค่ะ ยังไม่เห็นลงมาเลย ส่วนคุณท่านหลังจากสั่งงานคุณเรศเสร็จก็ขึ้นไปอ่านหนังสือบนตึกเหมือนเคย เดี๋ยวป้าจะไปตามคุณเชนให้นะคะ”

         “คา...ครับคุณป้า” คำเธียรตอบรับอย่างว่าง่าย ทว่าสายตายังคงจับมองเพียงแต่ศิขเรศ

          “คุณเรศ เดี๋ยวรอป้าที่เรือนรับรองก่อนนะคะ อ้อ นี่ลืมแนะนำเลยค่ะ นี่คุณเรศค่ะ เป็นเลขาฯคนใหม่ของคุณท่าน” ชมนาดแนะนำหญิงสาวให้กับชายหนุ่มได้รู้จัก คำเธียรค้อมศีรษะน้อยๆ พร้อมกับยิ้มอย่างยินดี

          “ส่วนนี่คุณคำเธียร เพื่อนของคุณเชนค่ะ” ศิขเรศยกมือไหว้ตามมารยาท เพราะคาดเดาว่าเธอคงมีอายุอ่อนกว่าอีกฝ่าย เมื่อรู้จักกันแล้ว ชมนาดจึงเดินนำทั้งคู่เข้าไปในเรือนรับรอง ศิขเรศจึงได้พบหน้ากับฐานสิทธิ์ที่ยืนรออยู่หน้าประตู

          และเพียงวินาทีแรกที่เขาได้สบสายตากับหญิงสาวเบื้องหน้า ทุกอย่างรอบกายก็เหมือนหยุดนิ่งไร้การเคลื่อนไหว ภาพทุกอย่างตัดฉับเป็นดำมืด แล้วตัวเขาก็เหมือนถูกเหวี่ยงกลับไปยังปราสาทร้างแห่งนั้น ยืนประจันหน้ากับรูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตีที่นำขึ้นมาจากห้องลับใต้ปราสาท

          ฐานสิทธิ์หน้าถอดสีอย่างเห็นได้ชัด เซไปหนึ่งก้าวจนต้องเอามือจับกรอบประตูไว้

          “เฮ้ย ไอ้สิทธิ์ ยังเมาค้างอยู่เหรอวะ” คำเธียรตะโกนแซวไป ก่อนจะเดินเข้าไปประคองร่างเพื่อนรักไว้

          “เดี๋ยวป้าจะให้จำปาเอาน้ำขิงมาให้นะคะ” นางชมนาดหัวเราะน้อยๆ ขณะที่คำเธียรประคองร่างเพื่อนรักไปยังโซฟา ส่วนศิขเรศนั้นก็ลอบมองฐานสิทธิ์อย่างสงสัย ในสายตาอันหวาดระแวงและจ้องเธออย่างไม่วางตาครู่นั้น

          นางชมนาดเดินออกจากเรือนรับรองเพื่อไปตามราเชนทร์ที่ตึกใหญ่ คำเธียรจึงไม่รั้งรอที่จะใช้โอกาสเหมาะนี้ทำความรู้จักกับหญิงสาวสวยผู้เป็นเลขานุการคนใหม่ของไอศูรย์ให้มากขึ้นยิ่งกว่านี้

 

          ร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงนั้นรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในภวังค์กึ่งหลับกึ่งตื่น ในช่วงที่เขาติดอยู่ในห้วงความฝันอันแปลกประหลาดนั้นทุกอย่างเหมือนจริงราวกับเหตุการณ์นั้นเพิ่งเกิดขึ้น เขาควบม้าสีดำสนิทตัวนั้น ถือดาบแล้วเข้าไปต่อสู้กับข้าศึกที่ลอบเข้ามาเข่นฆ่าชาวเมืองของอยุชฌปุระในเขตรอบนอกของตัวเมือง เหตุการณ์ในราตรีมืดสนิทนั้นชุลมุนจนยากจะควบคุม กองกำลังของเขาบาดเจ็บและล้มตายไปมาก รวมทั้งตัวเขาเองก็ได้รับบาดเจ็บเช่นเดียวกัน

         คมดาบศัตรูฟันเข้าไปยังกลางแผ่นหลังจากหัวไหล่ซ้ายจนถึงบั้นเอว รอยแผลนั้นสร้างความเจ็บปวดให้กับเขาอย่างแสนสาหัส ทว่ายังไม่ถึงคราวที่มัจจุราชจะพรากวิญญาณเขาไปได้ กลุ่มทหารองครักษ์ของเจ้าหญิงมฤควตีก็มาถึงและช่วยเหลือเขาได้อย่างหวุดหวิด

         เขานอนพักฟื้นอยู่ในอาคารที่ก่อสร้างจากหินทรายที่ภายในเย็นชื้น และหอมด้วยกลิ่นกำยานและเครื่องหอมซึ่งช่วยบรรเทาอากาศเจ็บปวดเขาลงได้อย่างอัศจรรย์ มีหมอยาผู้ทำหน้าที่พยาบาลรักษาคอยเปลี่ยนผ้าซับเลือดและสมุนไพรใส่แผลเขาในทุกๆ ครึ่งวัน

         และในช่วงที่เขาได้แต่นอนคว่ำหน้านิ่งอยู่บนเตียงไม้ มีเพียงผ้าขาวปิดพันกายท่อนล่างไว้นั้น เขาก็เหลือบไปเห็นหมอยารักษาผู้นั้นนั่งคุกเข่าก้มหน้าลงข้างเตียงไม้ที่เขานอนอยู่ ได้ยินเสียงกระพรวนที่ใช้พันรอบข้อเท้าของอิสตรีจำนวนหลายสิบนางดังใกล้เข้ามา จนกระทั่งหยุดยืนอยู่ที่ปลายเตียงเขา

         “พระขนิษฐา...”

         “อาการท่านราเชนทรเป็นอย่างไรบ้าง ทุเลาขึ้นรึยัง?” น้ำเสียงนั้นฟังดูกังวานก้องและเยียบเย็น บอกถึงอารมณ์และลักษณะของผู้พูดได้เป็นอย่างดี

         “ทุเลาขึ้นแล้วกระหม่อม แต่ยังคงต้องเฝ้าดูอยู่ทุกเพลา”

          “เจ้าพี่มฤควตีรับสั่งให้ข้านำพระโอสถเหล่านี้มารักษาท่านราเชนทร จงรับไว้แล้วพยาบาลท่าน ส่วนนี่เป็นน้ำทิพย์จากเทวาลัย ให้นำมาเช็ดถูกายท่านราเชนทรทุกวันจนกว่าจะหายดี” ร่างระหงในอาภรณ์สูงค่านั้นหันไปยังข้ารับใช้ที่ติดตามมา พระโอสถจากหีบไม้ถูกส่งให้หมอยา พร้อมกับคนโทใส่น้ำที่ผ่านพิธีกรรมจากเทวาลัยแห่งอยุชฌปุระ

           หมอยานำหีบไม้ออกจากห้องเพื่อไปเก็บไว้ในห้องยา ขณะที่ร่างระหงนั้นค่อยๆ สืบเท้าก้าวเข้ามาใกล้ร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงช้าๆ เรียวมือขาวสะอาดนั้นยื่นเข้ามาสัมผัสที่หลังมือของนักรบหนุ่มเบาๆ

 

          “คุณเชน...คุณเชนคะ...” เสียงเคาะประตูของนางชมนาดทำให้ร่างที่นอนสลึมสลืออยู่บนเตียงนอนต้องเบิกตากว้าง ราเชนทร์หอบหายใจถี่ แล้วตั้งสติอีกครั้ง

           “ครับป้าชม เดี๋ยวผมออกไปครับ” เขารีบตะโกนบอกปัดเพื่อให้ชมนาดกลับไป ครั้นเมื่อทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบอีกครั้งชายหนุ่มจึงได้สำรวจตัวเองและทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

            เขาจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่มีสติคือกำลังเข้าไปในห้องนอนของไอศูรย์ เขาเห็นรูปปั้นสตรีตั้งอยู่ปลายเตียง เขาจ้องมองรูปปั้นนั้นแล้วก็...แล้วจากนั้นทุกอย่างก็เหมือนถูกตัดไป

            ราเชนทร์ยกสองมือขึ้นมาปิดหน้า พร้อมกับสูดอากาศเข้าไปเต็มปอด เมื่อเลื่อนมือลงมาแล้วจึงก้าวขาลงจากเตียงเดินไปเปิดประตูห้องและเดินลงไปชั้นล่างอย่างคนคิดไม่ตก

           คำเธียรและฐานสิทธิ์มายืนรอเขาอยู่แล้ว

           “ปล่อยให้ข้าสองคนนอนขดอยู่บนโซฟา ส่วนตัวเองก็หนีขึ้นไปนอนบนห้องเฉยเลยนะไอ้เชน” คำเธียรร้องขึ้น อีกฝ่ายถึงกับถอนหายใจ ก่อนหันไปหานางชมนาด

            “ป้าชมนาดช่วยไปเรียนคุณลุงให้หน่อยครับ ว่าผมกับเพื่อนมีเรื่องจะสอบถาม ให้สะดวกไปคุยได้ที่ไหน”

            “ได้ค่ะ เดี๋ยวป้าจะขึ้นไปเรียนให้นะคะ” ชมนาดรับคำ จากนั้นจึงเดินขึ้นไปบนคฤหาสน์ สักครู่จึงกลับลงมาพร้อมกับร่างชราที่สักไม้เท้าเดินตามมาอย่างช้าๆ

            “คุยกันตรงนี้แหละ พวกเธอมีเรื่องอะไรกันรึ?” น้ำเสียงและสีหน้าอันเคร่งขรึมที่เอ่ยถามทำให้เพื่อนทั้งสองของราเชนทร์แทบยกมือไหว้ผู้เป็นเจ้าของบ้านแทบไม่ทัน

             ราเชนทร์เข้าไปประคองร่างผู้เป็นลุง แล้วพาไปยังกลุ่มโซฟาในส่วนของห้องรับแขก

            “ไปตามคุณศิขเรศมานี่สิชมนาด ฉันจะให้มาช่วยจดบันทึกไว้ให้หน่อย” ชมนาดค้อมศีรษะรับคำ รีบเดินเร็วๆ ออกไปจากห้องรับแขก ในขณะที่ราเชนทร์รีบพูดขึ้นอย่างไม่รีรอ

             “พอดีเพื่อนผมสองคน มันอยากสอบถามเรื่องรูปปั้นครับ พักนี้คุณลุงพอจะได้ยินหรือรู้เรื่องการประมูลวัตถุโบราณชิ้นใหม่ๆ มั้ยครับ” น้ำเสียงจริงจังของหลานชาย ทำให้ไอศูรย์จุดยิ้มมุมปาก ดวงตาสีเทาหม่นพร่าหันไปมองหน้าคำเธียรและฐานสิทธิ์

            “ก็พอได้ยินมาบ้างนะ ของที่ลุงเพิ่งได้มาใหม่เป็นหีบไม้ใบหนึ่ง เป็นศิลปะล้านช้าง เพิ่งได้มาจากลาวเมื่่อสองวันก่อนนี่เอง ส่วนเรื่องรูปปั้น...เพื่อนของแกสองคน อยากสอบถามรูปปั้นอะไรล่ะ?” สิ้นคำของไอศูรย์ สองหูของราเชนทร์ก็แว่วได้ยินเสียงกระพรวนดังแว่วมาแต่ไกล ก่อนที่ศิขเรศจะเดินละลิ่วเข้ามาในห้องรับแขกพร้อมกับเสียงกระพรวนที่เงียบลง หญิงสาวกำลังมองหาจุดที่เธอต้องอยู่ในวงสนทนา ก่อนที่ชายชราจะผายมือไปยังโซฟาตัวที่่ว่างข้างกายเขาให้กับเธอ หญิงสาวจึงค้อมหลังแล้วย่อตัวเดินเข้าไปนั่งด้วยกิริยาเรียบร้อย หยิบปากกาและเปิดสมุดโน้ตออก

             “เอ่อ...รูปปั้นเจ้าหญิงขอม สมัยอาณาจักรอิศาณปุระน่ะครับ พอดีผมรู้มาว่ามีคนแอบเข้าไปขุดในปราสาทร้างได้แล้วของชิ้นนี้ออกมา” ฐานสิทธิ์เอ่ยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ในขณะที่ไอศูรย์หรี่ตามองอีกฝ่ายราวกับจะหยั่งลึกเข้าไปในจิตใจ

              “คุณศิขเรศ จดบันทึกไว้ว่าวันนี้คุณฐานสิทธิ์ มาสอบถามเรื่องรูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตี” คำพูดของไอศูรย์ทำให้ชายคราวลูกทั้งสามต้องเบิกตากว้างพร้อมกัน

              “คุณลุงทราบได้ยังไงครับว่าพวกเรา...” ราเชนทร์ลากเสียงค้าง ก่อนที่ชายชราจะกระทุ้งไม้เท้าลงพื้นห้องทีหนึ่ง

               “ในสมัยนั้น นอกจากเทวรูปสตรีที่เป็นเทพแล้วก็หายากที่จะพบรูปปั้นที่แกะสลักเป็นสตรีที่มีชีวิตจริง ในบรรดานักสะสมมีใครบ้างจะไม่รู้จักเจ้าหญิงมฤควตี ราชินีแห่งอยุชฌปุระผู้ถูกกล่าวขานจนกลายเป็นตำนาน”

              “สรุปว่าคุณลุงรู้ใช่มั้ยครับ” คำเธียรย้อนถามอีกครั้ง คราวนี้ไอศูรย์ขบกรามแน่นแล้วหันหน้าไปมองราเชนทร์ที่เหมือนกำลังย้อนนึกไปถึงเหตุการณ์ที่เขาแอบเข้าไปในห้องนอนของไอศูรย์ก่อนหมดสติไป

              “รู้สิ...แต่ไม่รู้ว่ารูปปั้นนี้จะมีจริงหรือเปล่า และจะเป็นชิ้นเดียวกันกับที่พวกคุณกำลังตามหาหรือไม่?”

              “แล้ว...รูปปั้นผู้หญิงที่อยู่ในห้องคุณลุงนั่นหละครับ คือรูปปั้นใคร?” ราเชนทร์ถามออกไปอย่างตรงๆ ไอศูรย์หันไปมองหน้าราเชนทร์แล้วแสยะยิ้ม

              “นี่เธออยากรู้มากจนถึงขนาดแอบเข้าไปในห้องของฉันเลยรึราเชนทร์”

               “ไม่ใช่อย่างนั้นครับคุณลุง แต่ผมก็ต้องขอโทษที่ถือวิสาสะเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต”

               “เอาล่ะๆ...เรื่องวันนี้เป็นอันว่าจบกัน ฉันไม่รู้ว่ารูปปั้นที่พวกเธอกำลังตามหาอยู่ที่ไหนและไม่รู้ว่ามีการประมูลอะไรที่เกี่ยวกับรูปปั้นนั้นด้วย” ร่างชราจับไม้เท้าแล้วลุกขึ้นยืน ศิขเรศวางสมุดลงบนโซฟาแล้วเข้าไปช่วยพยุงก่อนที่ไอศูรย์จะโบกมืดปัดว่าเขาไม่ต้องการให้เธอช่วยประคองกาย

               “งั้นผมขอเข้าไปชมของสะสมในห้องสะสมได้มั้ยครับ ไหนๆ ก็พาเพื่อนๆ มาถึงนี่แล้ว” ราเชนทร์ลุกขึ้นตาม ฐานสิทธิ์และคำเธียรหันไปมองหน้ากัน รับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่เริ่มคุกรุ่นขึ้นระหว่างลุงสูงวัยกับหลานชาย

               “ได้สิ ฉันจะได้ถือโอกาสนี้ให้คุณศิขเรศเรียนรู้งานด้วยเลย” ใบหน้าอันยับย่นด้วยริ้วรอยนั้นหันไปมองหน้าศิขเรศอย่างมีเลศนัย ก่อนจะสักไม้เท้าแล้วเดินออกจากห้องรับแขก ตรงสู่ห้องที่เอาไว้ใช้เก็บของสะสมทั้งหมด

                ศิขเรศเดินรั้งท้ายทั้งกลุ่มตามไปในขณะที่หัวใจเริ่มเต้นรุนแรงขึ้นอย่างไร้สาเหตุ หญิงสาวรู้สึกเบาโหวงในหัวใจและรู้สึกอบอุ่นปะปนกันไปจนสับสน จนกระทั่งไอศูรย์เดินมาหยุดอยู่หน้าประตูไม้บานใหญ่หน้าห้อง ชายชราหยิบกุญแจในกระเป๋ากางเกงที่เก็บไว้กับตัวตลอดเวลาออกมาไขประตูออกอย่างช้าๆ

               ราเชนทร์อาสาเข้าไปช่วยเปิดเพราะด้วยขนาดประตูสองบานที่ใหญ่เอาเรื่อง และเมื่อห้องนั้นถูกเปิดออก ทั้งหมดก็ได้เห็นของสะสมมากมายที่ตั้งตระหง่านอยู่ภายใน มีทั้งส่วนที่ทำเป็นตู้ไม้และปิดด้วยกระจกเพื่อใส่ผืนผ้าโบราณ ตู้โชว์กระจกที่ตั้งอยู่ชิดผนังห้องตลอดแนวซึ่งภายในใส่เครื่องทอง เครื่องเงิน และเครื่องประดับ ทั้งหิน สำริด ทองคำ มรกต ทับทิม อีกฝั่งหนึ่งคือฐานวางรูปเทวรูปหินทรายและสำริดซึ่งมันควรจะอยู่ในพิพิธภัณฑ์มากกว่าอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวเช่นนี้

              ราเชนทร์ละอายแก่ใจตนที่เห็นโบราณวัตถุเหล่านี้อยู่ที่นี่ แต่ก็มิอาจทำอะไรได้ด้วยที่ว่าอีกฝ่ายเป็นญาติผู้ใหญ่ทางสายเลือด เขาได้แต่หวังว่าวันหนึ่งสมบัติอันควรตกเป็นมรดกแก่ชาติเหล่านี้จะถูกนำไปเก็บไว้ในที่ๆ ควรจะอยู่มากกว่าที่นี่

              “หน้าที่ของคุณศิขเรศ คือคอยดูแลจัดการของสะสมเหล่านี้ ปกติแล้วผมจะให้ชมนาดเข้ามาทำความสะอาดเดือนละครั้ง แต่จากนี้ผมจะให้คุณเป็นคนกำกับดูแลของทุกอย่างแทนผม” ไอศูรย์หันมามองหน้าเลขานุการคนใหม่ ศิขเรศค้อมศีรษะรับคำสั่ง พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องด้วยความสนใจในขณะที่ราเชนทร์ เดินนำหน้าเพื่อนรักทั้งสองเข้าไปสำรวจดูสิ่งของโบราณภายในห้องนั้นอย่างเงียบๆ

               “จารึกในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗...” คำเธียรที่ไปยืนอยู่ชิดตู้โชว์กระจกที่สูงเพียงระดับหน้าอก ยืนก้มหน้ามองดูจารึกหินทรายภายในตู้อย่างสนใจ ในขณะที่ฐานสิทธิ์เมียงมองหารูปปั้นที่เขาต้องการอย่างกระวนกระวาย ก่อนที่สายตาจะไปสะดุดเข้ากับผืนผ้าสีขาวขนาดใหญ่ที่กางคลุมบางอย่างไว้ที่ท้ายห้อง

               “นั่นอะไรเหรอครับ?...” ทุกคนหันมาตามเสียง เมื่อฐานสิทธิ์เอ่ยขึ้นเสียงดัง ราเชนทร์มองตามสายตาของเพื่อนหนุ่มไปยังกลุ่มผ้าขาวที่คลุมบางอย่างเอาไว้ ในขณะที่ไอศูรย์หันไปสั่งศิขเรศให้เดินไปเปิดผ้าคลุมนั่นออก

               “ภาพวาดที่ฉันประมูลมาได้หลายปีแล้ว ไม่มีเวลาเอาไปแขวนเลยหาผ้ามาคลุมกันฝุ่นเกาะไว้” น้ำเสียงแหบพร่าของชายชราเอ่ยบอก เมื่อศิขเรศเปิดผ้าคลุมออก พร้อมกับความผิดหวังที่เข้าเกาะกุมหัวใจของฐานสิทธิ์

               “ฉันขอตัวขึ้นไปอ่านหนังสือก่อนนะ รบกวนคุณศิขเรศปิดห้องนี้ด้วยเมื่อพวกเขาชื่นชมสิ่งของเหล่านี้จนพอใจแล้ว” ไอศูรย์ส่งกุญแจให้กับศิขเรศ ก่อนสักไม้เท้าเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ

 

                    มือเรียวสวยที่ทาเล็บสีแดงจัดทั้งห้านิ้วนั้นถือถ้วยกาแฟแล้วยกขึ้นจิบ ขณะกำลังใช้สายตาชื่นชมรูปปั้นสิงห์โตที่นำมาตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลังโต๊ะทำงานของผู้เป็นบิดา ร่างที่กำลังนั่งเซ็นต์เอกสารบนโต๊ะยิ้มอย่างมีความสุขขณะเงยหน้าขึ้นมองผ้าไหมโบราณที่ถูกนำมาจัดวางบนโต๊ะไม้ตัวยาวด้านหน้าเขาเพื่อให้ลูกน้องได้ทำการถ่ายภาพเตรียมพร้อมกับการประมูล

              “ได้ยินว่าของชิ้นล่าสุดมีอาถรรพ์เหรอคะ มีคนเล่าให้สร้อยฟัง แล้วใครได้ไปล่ะคะ...” สร้อยมาลา บุตรสาวเพียงคนเดียวของทรงพล มหาเศรษฐีที่ทำธุรกิจลักลอบขายโบราณวัตถุเอ่ยถามขึ้น ก่อนที่หล่อนจะยกกาแฟขึ้นจิบ สายตาคมกริบยังคงสำรวจมองรายละเอียดบนรูปปั้นสิงห์โตเบื้องหน้า

              “ของทุกชิ้นก็มีอาถรรพ์หมดนั่นแหละ จะมากจะน้อยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง สร้อยอย่าไปใส่ใจเลย” ทรงพลปิดแฟ้มเอกสาร ก่อนที่ประตูห้องทำงานจะถูกเปิดออกโดยเลขานุการสาวสวย หล่อนถือถาดกาแฟและน้ำเปล่าตรงมายังโต๊ะผู้เป็นเจ้านาย ก่อนที่จะเกิดสะดุดเท้าของตัวเอง ถาดกาแฟและน้ำจึงล้มคว่ำใส่ผืนผ้าไหมบนโต๊ะเบื้องหน้าจนเปียก

              “ตายล่ะ...” ทรงพลอุทานเสียงหลงเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ในขณะที่ฝ่ายเลขาฯ สาวรีบก้มลงเก็บถ้วยกาแฟใส่ถาดแล้วยกมือไหว้ขอโทษขอโพยหน้าเสีย ร่างระหงที่ยืนอยู่อีกฟากวางแก้วกาแฟที่ถือในมือลงบนโต๊ะแล้วเดินดุ่มๆ ตรงเข้ามาหาผู้เป็นเลขาฯ ก่อนจะฟาดฝ่ามือลงบนแก้มเลขานุการนางนั้นสุดแรง

              “โอ๊ย...” เมื่อใบหน้าหันสะบัดไปตามแรงตบ สร้อยมาลาจึงฟาดหลังมือลงยังแก้มอีกข้างหนึ่งของเลขาฯ ที่ทำตัวสะเพร่าสุดแรง

               “สร้อย พอแล้วลูก พอแล้วๆ” ทรงพลลุกจากเก้าอี้ เมื่อเกรงว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ในขณะที่สร้อยมาลายืนกำมือแน่น เบื้องหน้าหล่อนคือเลขานุการสาวที่ยืนเอามือกุมใบหน้าตัวเอง

               “แกรู้มั้ยว่าผ้าพวกนี้มีราคาเท่าไหร่ แกทำงานทั้งชาติยังไม่มีปัญญาซื้อมันได้เลย ถ้ายังอยากทำงานอยู่ที่นี่ ทีหลังก็หัดระมัดระวังให้มากกว่านี้”

                “ค่ะ ดิฉันจะระมังให้มากกว่านี้” เลขานุการสาวรีบยกถาดกาแฟแล้วก้มหน้าเดินออกไปจากห้องอย่างตัวสั่น ทรงพลเดินไปที่โต๊ะตัวยาวแล้วหยิบผ้าที่เปื้อนกาแฟและน้ำขึ้นมาเบาๆ ก่อนยกหูโทรศัพท์ต่อสายถึงลูกน้องคนสนิทให้นำผ้าที่เปื้อนไปทำความสะอาด ก่อนที่จะเดินกลับมาที่โต๊ะแล้วเปิดแฟ้มเอกสารซึ่งใส่รายละเอียดปราสาทร้างแห่งใหม่ที่ทีมเขาเตรียมจะเข้าไปสำรวจเดือนหน้า

               สร้อยมาลาเดินไปที่โซฟาในมุมนั่งเล่นแล้วทรุดตัวลงนั่ง “เมื่อไหร่พ่อจะให้สร้อยเข้ามาดูงานนี้เสียที สร้อยเบื่อกับการที่จะต้องวิ่งประมูลแข่งกับคนอื่นๆ เต็มทีแล้ว สร้อยอยากใช้ความรู้ที่สร้อยมี ทำงานช่วยพ่อมากกว่านี้”

               คำพูดของบุตรสาวทำให้ทรงพลยิ้มกริ่ม “เท่านี้สร้อยก็ช่วยพ่อได้มากแล้วหละ ทำงานประมูลรับเหมาแทนพ่อสบายจะตาย งานพวกนี้มันเสี่ยงเกินไป ทุกฝ่ายที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องก็มีแต่ซ่อนเขี้ยวเล็บกันไว้ทั้งนั้น”

              “สร้อยไม่กลัวหรอกค่ะ ก็มีพ่ออยู่ทั้งคน” จบคำพูดบุตรสาว ทรงพลก็หัวเราะเบาๆ ก่อนที่ร่างสวยสะพรั่งจะเบิกตาค้างนิ่งเมื่อนิ้วที่ปัดจอโทรศัพท์ เลื่อนไปเจอฟีดหนึ่งในแอพพลิเคชั่นยอดฮิต ภาพคำเธียรกำลังนั่งทานอาหารพร้อมกับราเชนทร์และมีหญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งอยู่ในภาพนั้นด้วย

              “เชนมากรุงเทพฯ ตั้งแต่เมื่อไหร่” รายละเอียดพิกัดที่บอกในภาพทำให้สร้อยมาลาใจเต้น ราเชนทร์อยู่ที่บ้านสืบแสงฯ อย่างนั้นเหรอ?

              เธอปิดแอพพลิเคชั่นแล้วโทร.ไปหาราเชนทร์ทันที 

              “มากรุงเทพฯ ก็ไม่บอกกันนะเชน...” เธอลากเสียงออดอ้อน หัวใจเริ่มเต้นตุบตับเมื่อได้สนทนากับเพื่อนหนุ่มตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย และเป็นเพื่อนหนุ่มเพียงคนเดียวที่เธอคิดมากกว่าเพื่อนมาโดยตลอด

              “สร้อยรู้ได้ยังไงเนี่ยว่าเชนเข้ากรุงเทพฯ” เสียงทุ้มถามกลับมา ก่อนที่สร้อยมาลาจะยิ้มเยาะเชิงน้อยใจ

              “ก็คำเธียรโพสต์รูปโชว์หราซะขนาดนั้นใครไม่เห็นก็ตาบอดแล้วหละ นัดสาวมากินข้าวที่บ้านกันด้วยเหรอ?”

               “สาว...สาวที่ไหนกัน” ปลายสายหรี่ตา น้ำเสียงแสดงความสงสัย ก่อนจะร้องอ๋อขึ้นมา เมื่อนึกไปถึงใบหน้าสวยคมของเลขานุการคนใหม่ของไอศูรย์

               “ไม่ใช่สาวที่ไหนหรอก เลขาฯ ของคุณลุงไอศูรย์เอง พอดีวันนี้เรากลับมาที่บ้านเลยชวนไอ้เธียรกับไอ้สิทธิ์มาทานข้าวด้วยกัน แล้วสร้อยล่ะ เป็นยังไงบ้าง สบายดีนะ” ชายหนุ่มทักทายตามประสาเพื่อนที่ไม่ได้พบหน้ากันนาน สร้อยมาลาแอบเจ็บใจที่อีกฝ่ายไม่คิดจะนึกถึงกันเลย

                “สร้อยก็สบายดี ถ้ายังไงสร้อยไม่กวนเชนแล้วหละ แค่นี้นะ” สร้อยมาลากำลังจะกดตัดสาย ทว่าเสียงร้องของราเชนทร์ก็ทำให้เธอต้องชะงักเสียก่อน

                “สร้อย เดี๋ยวก่อน...เรามีเรื่องอยากจะให้เธอช่วย” คำวอนขอนั้นทำให้หญิงสาวกลับมาคลี่ยิ้มอีกครั้ง

                “เชนเนี่ยนะ มีเรื่องอยากให้สร้อยช่วย” สร้อยมาลาย้อนถามพลางหรี่ตารอฟัง

               “ใช่...พอดีเรากับไอ้เธียรกำลังตามหารูปปั้นสมัยอิศาณปุระ เราก็เพิ่งนึกได้ว่าสร้อยน่าจะพอมีพรรคพวกทางนี้เลยอยากให้ช่วยลองตามสืบอีกแรง”

                “รูปปั้นอะไรเหรอเชน...”

                 “รูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตี ที่อาจารย์ตะนาวเคยเล่าให้พวกเราฟังไง” คนฟังเงยหน้าขึ้น แล้วหันไปมองหน้าบิดา พลางทำท่าย้อนนึกถึงเรื่องราวสมัยเป็นนักศึกษา

                 “เชนมีรูปถ่ายรึเปล่าล่ะ...” คำถามของสร้อยมาลาทำให้คนที่เพิ่งกลับมาจากส่งเพื่่อนรักทั้งสองที่บ้านต้องก้มหน้ามุ่นคิด พลันนั้นก็ทำให้เขาย้อนนึกไปถึงภาพเหตุการณ์ในห้องพักของไอศูรย์…

                 “ไม่มี...แต่คิดว่าน่าจะหาได้ ถ้าเราได้รูปแล้ว จะส่งให้สร้อยนะ ขอบคุณมากจ๊ะ”

                 “สร้อยจะรอนะเชน...คิดถึงนะ” หญิงสาวกดวางสายไปอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะดีดตัวลุกจากโซฟา หันมาหาบิดาพร้อมกับยกมือไหว้

                 “สร้อยกลับแล้วนะคะพ่อ”

                  หญิงสาวสวยจัดในชุดเดรสสีแดงเพลิงเดินละลิ่วออกไปจากห้องพร้อมกับแรงปรารถนาที่ลุกโชนในหัวใ

 

***************************************************************************************************

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น