อัปเดตล่าสุด 2020-01-12 11:43:25

ตอนที่ 5 ดอกการเวก

ตอนที่ ๕ ดอกการเวก

              หลังกลับจากบ้านสืบแสงสุริยวงศ์ในเวลาบ่ายโมงของวันนั้น ฐานสิทธิ์ก็ทิ้งตัวลงนอนทันทีด้วยอาการเมื่อยล้าจากการนั่งรถกลับมาจากสระบุรีและอาการนอนไม่พอ มารู้สึกตัวในเวลาย่ำค่ำตะวันตกดินพอดี เขาเดินมารูดผ้าม่านข้างห้องนอนออก แล้วเลื่อนประตูบานเลื่อนออกไปยืนทอดมองบรรยากาศของเมืองหลวงในยามเย็นพร้อมกับปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปไกล แต่ทว่าจู่ๆ ศูนย์รวมความคิดของเขาทั้งหมดก็วกกลับมาที่บ้านของเพื่อนรัก ใบหน้าอันสวยคมของศิขเรศ หญิงสาวผิวสีน้ำผึ้ง นัยน์ตาลึกล้ำผู้นั้น ที่เป็นเลขานุการคนใหม่ของไอศูรย์ เครื่องหน้าของเธอคล้ายคลึงกับรูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตีที่พบในปราสาทร้างหลังนั้นจนเขาตกใจ

                และในช่วงที่ความคิดกำลังจดจ่ออยู่กับเรื่องรูปปั้นนั้น ราเชนทร์ก็โทร.มาหาเขาพร้อมกับงานชิ้นใหม่ที่ต้องการให้เขาทำ

                “สิทธิ์ พอดีว่าฉันคุยกับสร้อยว่าจะให้เธอช่วยถามพรรคพวกเรื่องรูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตีให้ แกได้ถ่ายรูปไว้มั้ย?” คำถามจากปลายสายโทรศัพท์ทำให้ฐานสิทธิ์เบิกตาโพลง เขาเดินจากระเบียงเข้ามาในห้องแล้วทรุดนั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะเขียนหนังสือ เอามือกุมขมับอย่างคิดไม่ตก

                “ไม่ได้ถ่าย...แล้วแน่ใจนะว่าสร้อยจะช่วยเราได้”

                “ได้สิ...ถ้าอย่างนั้นแกวาดให้ฉันได้มั้ย วาดให้เหมือนที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วรีบถ่ายรูปส่งมาให้ฉัน” ราเชนทร์กำชับเสียงมาดมั่น ก่อนจะวางสายไป ทิ้งให้ฐานสิทธิ์ต้องนั่งเอามือเกยคางอยู่เพียงลำพัง

                ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าปอดฮึดฮัด จิตใต้สำนึกตอกย้ำแต่เพียงสิ่งที่ถูกต้องและควรกระทำ เขาระบายลมหายใจออกเบาๆ แล้วลุกจากเก้าอี้ เดินไปหยิบเอาสมุดสเก็ตภาพพร้อมกับดินสอดำแล้วนำมันมาวางบนโต๊ะทำงาน ก่อนจะหลับตา ย้อนความคิดหวนนึกไปถึงในค่ำคืนอันหนาวเหน็บใจกลางของปราสาทในคืนนั้น ก่อนที่ปลายนิ้วที่จับดินสอจะค่อยๆ ลากเส้นลงบนแผ่นกระดาษช้าๆ

 

                “เรศ...คุณอนิรุธมารอเรศนานแล้วนะ...” ผู้เป็นมารดาเอ่ยเบาๆ เมื่อร่างระหงในชุดทำงานเดินละลิ่วลงบันไดมาในยามเช้า ใบหน้าสวยคมนั้นเบิกตามองทะลุกระจกหน้าต่างออกไปที่ม้าหินอ่อนหน้าบ้าน ก่อนจะเห็นร่างสูงสง่ากำลังนั่งละเลียดขนมตะโก้บนจานอย่างเอร็ดอร่อย

                “มาคอยก็ช่างเขาสิคะ เกี่ยวอะไรกับเรศ” ศิขเรศหันไปบอกมารดาเสียงแข็ง ก่อนจะเดินไปหยิบรองเท้าแล้วเปิดประตูบ้านออกไป คนที่มานั่งคอยแต่เช้าพอเห็นหญิงสาวที่เขาเฝ้าคิดถึงก็รีบลุกจากเก้าอี้ทันที แล้วปัดไม้ปัดมือเตรียมพร้อมกับการเป็นสารถีให้เธอ

                “เดี๋ยวผมไปส่ง... อยากไปเห็นที่ทำงานใหม่ของคุณด้วย” อนิรุธเชิดหน้าขึ้นน้อยๆ ผิวขาวจัดกระทบกับแสงแดดยามเช้ายิ่งขับให้ใบหน้านั้นกระจ่างใสและงดงามดุจราวเทพบุตร

                “มา..ผมช่วย” เขาเอื้อมมือหมายจะช่วยถือกระเป๋าให้ร่างระหงที่เดินดุ่มไปที่รถยนต์แต่ศิขเรศก็รีบสะบัดมือหนีเสียก่อน พร้อมกับหันมามองอีกฝ่ายตาเขียว

                “ฉันถือเองได้ค่ะ แล้วนี่ฉันก็ขับรถไปทำงานเองได้ ไม่ต้องรบกวนคุณให้ไปส่งหรอกนะ”

                “แต่ผมอยากไปส่งนี่ ผมเต็มใจ”

                “แต่ฉันไม่เต็มใจ คุณไม่มีการมีงานทำรึไง?” น้ำเสียงสะบัดห้วนและอาการกระฟัดกระเฟียดตรงหน้านั้นกลับทำให้อนิรุธลอบหัวเราะอย่างประหลาด ดูเขาจะมีความสุขเมื่อทำให้หญิงสาวโมโหได้

                “อย่าลืมสิว่าผมเป็นบอสใหญ่ของบริษัทนะ แค่โทร.ไปสั่งงาน ไม่ต้องเข้าออฟฟิศฯ หรอก” เขาคุยโวเสียงดัง ก่อนที่ศิขเรศจะสั่นศีรษะน้อยๆ แล้วหันหน้าหนีรีบจ้ำอ้าวจนถึงรถยนต์ อนิรุธหยุดฝีเท้าแล้วปล่อยให้เธอขับรถออกไป ก่อนที่ชายหนุ่มจะหันมามองหน้านางเครือวัลย์อย่างยิ้มๆ

                “ขอโทษแทนยัยเรศด้วยนะคะคุณรุธ...” นางเครือวัลย์กล่าวอย่างอดนึกเกรงใจอีกฝ่ายไม่ได้

                “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผู้หญิงแบบศิขเรศนี่แหละที่ผมตามหา” เขาจุดยิ้ม แล้วจึงรีบเดินไปที่รถเบนซ์คันงามที่จอดอยู่เยื้องจากบ้านของนางเครือวัลย์ก่อนที่มันจะเคลื่อนตามรถยนต์ของศิขเรศไป

                ยามรักษาการณ์มิปล่อยให้ชายหนุ่มที่แอบติดตามศิขเรศมาเข้าไปภายในบ้านสืบแสงสุริยวงศ์ได้ เพราะเขาไม่ได้ติดต่อไว้ล่วงหน้า หรือหากจะเข้าไปก็จะต้องได้รับอนุญาตจากผู้เป็นเจ้าของบ้านเสียก่อน อนิรุธจึงได้แต่ลอบมองยอดหลังคาของคฤหาสน์หลังงามที่ซ่อนตัวอยู่ภายในเงาไม้รกครึ้ม ก่อนจะตัดใจสั่งให้คนขับรถพาเขากลับไปที่บริษัทอย่างพลาดหวัง

                “สวัสดีค่ะป้าชมนาด...” ร่างที่หอบหิ้วถุงขนมไทยมาเต็มสองมือวางสัมภาระลงบนโต๊ะทานข้าวในห้องครัวของแม่บ้านแล้วยกมือไหว้นางชมนาด

                “สวัสดีค่ะคุณเรศ นั่นถืออะไรมาด้วยค่ะเยอะแยะเชียว” พอได้ยินเสียงศิขเรศ จำปาก็รีบปรี่เข้ามาอย่างสงสัยใคร่รู้

                “โอ้โห ขนมไทยน่ากินทั้งนั้นเลย คุณเรศซื้อมาฝากเหรอคะ”

                “ยัยจำปา เดี๋ยวเหอะ คุณเรศเธอยังไม่ได้บอกเลยว่าซื้อมาฝาก หล่อนมาติ๊ต่างเอาเองได้ยังไงกัน เสียมารยาท” นางชมนาดอดเอ็ดให้คนรับใช้สาวไม่ได้ ศิขเรศหัวเราะเบาๆ อย่างไม่ถือสา

                “ค่ะ เรศเอามาฝาก พอดีที่บ้านทำขนมขาย เรศเลยขอแบ่งคุณแม่มาให้ทุกคนลองชิม”

                “อ้อ...อย่างนั้นเหรอคะ งั้นดีเลย ป้าจะได้จัดสำรับให้คุณท่านและแขกทานด้วย”

                “จะดีเหรอป้า เดี๋ยวยัยคุณหนูไฮโซนั่นก็บอกว่ากินไม่ได้บ้างหละ เห็นมาทีไรก็สั่งแต่อาหารฝรั่ง” จำปาแทรกขึ้นเสียงห้วน ก่อนหยิบเอาทองหยิบในกล่องมาชิมหนึ่งชิ้น

                “ฉันจัดไปให้คุณท่าน ส่วนแขกของท่านจะทานได้หรือไม่ได้ก็เรื่องของเขา” ชมนาดยิ้มเบาๆ ก่อนที่ศิขเรศจะหรี่ตา

                “วันนี้คุณท่านมีแขกเหรอคะ เรศไม่เห็นทราบเลย” ในฐานะเลขานุการประจำตัว การจัดการนัดหมายของเจ้านายถือเป็นเรื่องสำคัญ แต่ทำไมไอศูรย์ถึงไม่ได้แจ้งเรื่องนี้ให้กับเธอได้ทราบกันนะ

                “ไม่ได้สำคัญอะไรหรอกค่ะ คุณท่านเลยไม่ได้แจ้งคุณเรศ ก็คุณหญิงโสมสุดา เพื่อนเก่าของภรรยาคุณท่านมักจะพาลูกสาวมาทานข้าวที่บ้านสืบแสงบ่อยๆ อยู่แล้ว” ชมนาดแจกแจง

                “ไม่จริงค่ะ คุณหญิงจะพาลูกสาวมาทานข้าวที่นี่ก็ต่อเมื่อรู้ว่าคุณเชนจะมาเท่านั้น ก็คิดว่าจะจับลูกสาวยกใส่พานให้คุณเชนไงคะ แต่คุณเชนเธอไม่เล่นด้วยแค่นั้นเอง” จำปาพูดจาอย่างออกรสชาติจนนางชมนาดต้องหยิกแขนให้ทีนึงจนหญิงแม่บ้านร้องโหยง

                “ป้าว่าคุณเรศเข้าไปหาท่านเถอะค่ะ วันนี้ท่านตื่นแต่เช้า ตอนนี้กำลังนั่งดื่มชาอยู่บนศาลาข้างเรือนรับรอง เผื่อว่าท่านจะสั่งงานอะไรคุณเรศ”

                “ค่ะป้าชม งั้นเรศไปก่อนนะคะ” ศิขเรศรีบเดินไปยังศาลาไม้หลังงามข้างเรือนรับรองอย่างไม่รีรอ ก่อนจะมองเห็นชายชรากำลังนั่งจิบชาและอ่านหนังสืออยู่เพียงลำพัง

                เธอค่อยๆ เดินเข้าไปหาแล้วยกมือไหว้

                “อ้าวคุณเรศ...มาแต่เช้าเหมือนกันนะเนี่ย นั่งก่อนสิ” คำเชื้อเชิญนั้นทำให้หญิงสาวต้องค้อมศีรษะรับ ก่อนเดินมาทรุดนั่งลงฝั่งตรงข้ามของศาลา สายตาหม่นพร่าสีเทาละสายตาจากหนังสือประวัติศาสตร์เบื้องหน้า ก่อนเงยขึ้นมองหญิงสาวอย่างพินิจพิเคราะห์

                “ดูแต่งตัวราวกับพนักงานออฟฟิศ วันหลังไม่ต้องใส่ชุดแบบนี้มานะ แต่งตัวสบายๆ ให้เหมือนอยู่บ้านตัวเอง ผมเห็นแล้วรู้สึกอึดอัดไปด้วยเลย” ใบหน้ายับย่นนั้นหัวเราะเบาๆ ก่อนที่ศิขเรศจะยิ้มน้อยๆ แล้วก้มมองเสื้อเชิ้ตสีขาวและกระโปรงสีดำเข้ารูปคลุมเข่าที่สวมใส่

                “เห็นคุณเรศแล้วก็ทำให้นึกถึงผ้าไทยที่ฉันมีอยู่ ปีนี้ผมว่าจะจัดงานโชว์ผ้าไหมให้ใหญ่กว่าทุกปี เดี๋ยวจะให้ชมนาดเลือกผ้าสวยๆ ไปตัดให้ใส่นะ เก็บไว้ก็เสียดายทิ้งเปล่าๆ ถ้าไปอยู่บนตัวของคนสวย ก็จะยิ่งทำให้ผ้านั้นน่ามองมากขึ้น”

                “จะดีเหรอคะท่าน...เรศเกรงใจค่ะ” หญิงสาวรีบออกตัวอย่างเกรงใจจริงๆ ไอศูรย์สบสายตาหญิงสาวตรงๆ คล้ายว่ามีบางอย่างที่อยู่ในใจแต่ไม่ได้เอื้อนเอ่ยออกมาเป็นคำพูด แล้วจากนั้นจึงก้มหน้าลงอ่านหนังสือ

                “ชมนาดคงบอกแล้วว่าวันนี้ฉันจะมีแขก ถ้ายังไงคุณเรศช่วยเข้าไปทำความสะอาดห้องสะสมให้ฉันหน่อย เผื่อว่าคุณหญิงเธออยากจะเข้าไปชม” พูดจบ มือเหี่ยวย่นนั้นก็ส่งกุญแจห้องสะสมวัตถุโบราณให้กับหญิงสาว

                หญิงสาวรับกุญแจดอกนั้นมา แล้วเดินละลิ่วตรงไปยังคฤหาสน์หลังงาม จนกระทั่งมาถึงหน้าห้องสะสมในที่สุด เมื่อบานประตูถูกผลักออก หางตาก็เหมือนกับเห็นชายผ้าไหมสีเลือดหมูสะบัดพลิ้วทางซ้ายมือ ศิขเรศรีบหันหน้าไปมองทันที ก่อนจะเห็นเพียงแต่ตู้โชว์ไม้และโบราณวัตถุที่ถูกวางโชว์ไว้จนเต็มห้อง ซึ่งสิ่งของทุกชิ้นสงบนิ่ง ไร้การเคลื่อนไหวใดๆ

                “สงสัยตาเราคงฝาดไป” บอกกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะก้าวขาเข้าไปภายในนั้น แล้ววางไม้ขนไก่และผ้าขาวสะอาดผืนหนึ่งลงบนโต๊ะเตี้ยๆ ข้างประตู ก่อนเดินละลิ่วเข้าไปยังผนังห้องหมายจะเปิดหน้าต่างให้ลมได้พัดโชยเข้ามา แต่ทว่าดอกไม้สีเหลืองที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้นไม้ก็ทำให้หญิงสาวต้องก้มลงไปหยิบขึ้นมาด้วยความสงสัย

                “ดอกการเวก...มาจากไหนกันนะ” ศิขเรศถือดอกไม้สีเหลืองนั้นไว้ในมือ กลิ่นหอมหวานของดอกไม้ยังคงกรุ่นกลิ่นเข้ามาในจมูกของเธอ ใบหน้างามหยดหันซ้ายขวาด้วยความอาวรณ์ในหัวใจที่ทวีขึ้นอย่างไม่ทราบที่มา ก่อนจะวางดอกไม้เหนือตู้โชว์แล้วเปิดบานหน้าต่างออก มีเพียงต้นไม้ยืนต้นหลากหลายชนิดเบื้องนอก และไม่มีต้นการเวกอยู่ในละแวกนี้เลย...

               

                “ไม่ได้มาที่นี่เสียหลายเดือน ท่านสบายดีนะคะ...” คุณหญิงโสมสุดายกมือไหว้ชายชราผู้เป็นเจ้าของบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เครื่องสำอางค์ที่ประทินโฉมจนสวยพริ้งเป็นนางลิเกนั้นทำให้จำปาต้องหันไปหัวเราะคิกคักกับชมนาดที่ยืนอยู่มุมของห้องรับแขกภายในคฤหาสน์ ก่อนที่ลลิลา บุตรสาวคนเล็กของแขกคนสนิทนายท่านไอศูรย์จะเดินมาเคียงข้างมารดาแล้วยกมือไหว้เจ้าบ้านอย่างนอบน้อมที่สุด

                “คุณลุงสบายดีนะคะ ลิตาเพิ่งกลับมาจากญี่ปุ่น ได้ชาดีๆ มาฝากเยอะเลยค่ะ” เธอยื่นกระเช้าของฝากให้กับชายชราอย่างพอเป็นพิธี สายตาแหลมคมนั้นจ้องตรงไปยังสองคนรับใช้ที่ยืนหลบอยู่ข้างเสา ก่อนที่ชมนาดจะรีบวิ่งมารับกระเช้าอย่างเสียไม่ได้

                “ขอบคุณหนูลิตามากนะ...ถ้างั้นเดี๋ยวเชิญนั่งที่ห้องรับแขกก่อน” พูดจบ ร่างชราก็สักไม้เท้าเดินนำไปที่กลุ่มโซฟา ก่อนทรุดนั่งลงยังโซฟาตัวยาว คุณหญิงโสมสุดาและลลิตานั่งลงข้างกันฝั่งตรงข้าม ก่อนที่ร่างระหงในชุดเดรสสีชมพูราคาแพงจะเงยหน้าหันมองซ้ายขวาอย่างร้อนรน

                “แล้วนี่พี่เชนละคะคุณลุง...ลิตาได้ยินว่าพี่เชนกลับมาที่นี่” คำถามของหญิงสาวทำให้ไอศูรย์หัวเราะเบาๆ

                “เชนเขาออกไปทำธุระข้างนอก เดี๋ยวเที่ยงๆ ก็จะกลับเข้ามาทานข้าวที่นี่ หนูลิตาอยู่ทานข้าวด้วยกันนะ จะได้เจอกับราเชนทร์ด้วยไง” ผู้เป็นเจ้าของบ้านพูดเหมือนรู้ใจ ฝ่ายคุณหญิงโสมสุดาก็พลอยยิ้มอย่างยินดีที่ลูกสาวจะได้พบหน้ากับราเชนทร์ สืบแสงสุริยวงศ์ ทายาทมหาเศรษฐีพันล้านของไอศูรย์

                “ขออนุญาตเสิร์ฟชาค่ะท่าน” ชมนาดที่ถือถาดชารออยู่ เอ่ยเบาๆ ก่อนจะย่อตัวลงแล้ววางชุดน้ำชาลงบนโต๊ะไม้ที่คั่นระหว่างโซฟา ก่อนที่ศิขเรศซึ่งหลังเสร็จจากการทำความสะอาดห้องสะสมจะเข้ามาช่วยชมนาดเสิร์ฟของว่างต่อ การแต่งกายที่แตกต่างจากหญิงแม่บ้านและใบหน้าสะสวยคมคายนั้น ทำให้ลลิตาต้องจดจ้องมองหญิงสาวจริงจัง

                “คนรับใช้บ้านคุณลุงหน้าตาสวยใช้ได้เลยนะคะเนี่ย...” ลลิตาเอ่ยขึ้นเสียงพลิ้ว ก่อนหยิบบิสกิตใส่ปากแล้วเชิดหน้ามองศิขเรศที่ถอยกายไปยืนข้างนางชมนาดอย่างหน้าเสีย ส่วนจำปานั้นก็แทบอยากจะกรี๊ดลั่นเสียตรงนั้นที่แขกของเจ้านายดูแคลนศิขเรศอย่างไร้มารยาท

                “อ้อ...นี่คุณศิขเรศ เป็นเลขาฯ คนใหม่ของลุงเอง ไม่ใช่คนรับใช้หรอก” ไอศูรย์อธิบาย ก่อนที่ลลิตาจะเบิกตากว้างด้วยความตกอกตกใจ เธอคิดไปไกลถึงขนาดที่ว่าหากราเชนทร์ได้อยู่ใกล้กับหญิงสาวคนนี้ อาจจะทำให้ทั้งคู่สานความสัมพันธ์กันจนเกิดเป็นความรักได้ และนั่นก็จะทำให้เธอพลาดหวังจากราเชนทร์ในที่สุด

                “ดีจังนะคะ มีเลขาฯ มาช่วยดูแลอีกแรง อ้อ...อีกไม่เดือนก็จะถึงงานจัดแสดงโชว์แล้วนี่คะ ท่านคงให้แม่หนูคนนี้เป็นแม่งานกระมัง” คุณหญิงโสมสุดายกแก้วชาขึ้นจิบพลางเหลือบมองศิขเรศอย่างนึกจับผิด

                “ก็คงเป็นอย่างนั้นแหละ” ไอศูรย์บอกด้วยน้ำเสียงปรีดา ก่อนที่ร่างสูงสง่าซึ่งเดินผ่านกรอบประตูมาจะทำให้ลลิตาถึงกับกระเด้งตัวลุกจากโซฟา

                “พี่เชน...” เสียงร้องของเธอทำให้ทุกร่างต้องหันไปมองยังร่างสูงนั้นเป็นตาเดียวพร้อมกัน ราเชนทร์หยุดนิ่งเมื่อตกเป็นเป้าสายตาของทุกร่าง ก่อนที่ลลิตาจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหาเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม สองมือรีบเกาะแขนชายหนุ่มไว้

                “คิดถึงพี่เชนจังเลยค่ะ ลิตามัวแต่ยุ่ง ไม่ได้มีเวลาไปหาพี่เชนที่สระบุรีเลย” มือน้อยเขย่าแขนชายหนุ่มเบาๆ ในขณะที่ไอศูรย์ได้แต่นั่งยิ้ม ส่วนชมนาดนั้นรีบจูงแขนศิขเรศและจำปาให้เดินออกไปทางประตูหลังเพื่อเตรียมอาหารเที่ยง

                “เอ่อ...นี่ น้องลิตามาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับเนี่ย” คนที่ถูกจู่โจมอย่างไม่ทันได้ตั้งตั้วทำอะไรไม่ถูก

                “ก็เพิ่งมานี่แหละค่ะ วันนี้ลิตาตั้งใจจะมาหาพี่เชนเลยนะคะ เราไปหาที่เงียบๆ คุยกันดีกว่าเนอะ”

                “พาน้องไปชมดอกไม้ในสวนสิเชน...” ไอศูรย์เอ่ยขึ้นเพื่อเสริมทัพ ลลิตายิ่งพลอยฉีกยิ้มร่าและเขย่าแขนชายหนุ่มอย่างดีอกดีใจ ราเชนทร์จึงต้องมองค้อนผู้เป็นลุงให้ทีนึง ก่อนจะต้องจำใจพาลลิตาเดินออกไปชมสวนดอกไม้ด้านนอกอย่างเสียไม่ได้

                ชมนาดนำวัตถุดิบมาลงมือทำอาหารเที่ยงให้ผู้เป็นนายและแขกอย่างตั้งใจตามหน้าที่ โดยมีศิขเรศอาสาเข้ามาช่วยเป็นลูกมือ ในขณะที่จำปาได้แต่ชะเง้อมองสองหนุ่มสาวที่เดินทอดน่องชมนกชมไม้ในสวนด้วยความโมโห

                “ดูสิป้า ยัยคุณหนูลลิตาอ่อยคุณเชนสุดฤทธิ์เชียว เป็นง่อยรึไง เวลาเดินต้องคอยจับแขนคุณเชนตลอดเลย” ร่างที่เกาะขอบหน้าต่างของห้องครัวนั้นร้องขึ้น พลอยทำให้ศิขเรศต้องชะเง้อคอหันไปมองตาม มองเห็นราเชนทร์กำลังเดินคู่กับลลิตาแล้วพูดคุยกันด้วยท่าทางสนิทสนม แวบนั้นจู่ๆ เธอก็เกิดรู้สึกเบาโหวงในหัวใจ สายตาจับมองเพียงแต่กรอบหน้าคมเหลี่ยมนั้นอย่างใจลอย แล้วพลันหวนนึกไปถึงภาพในนิมิตนั้นอีกครา...

                “มันเรื่องของเจ้านาย เอ็งเป็นขี้ข้าสำเหนียกตัวเองไว้นังจำปา แล้วรีบมาเด็ดผักหั่นหมูช่วยกัน ประเดี๋ยวทำกับข้าวไม่ทันกันพอดี” เสียงเอ็ดของนางชมนาดทำให้จำปาต้องกระฟัดกระเฟียดจากขอบหน้าต่างกลับมานั่งเด็ดผักใส่จานอย่างอดเจ็บใจไม่ได้ที่เห็นเจ้านายรูปหล่อขวัญใจของเธอกำลังอยู่ในปากแม่เสือสาวอย่างลลิตา

                ทั้งสามช่วยกันทำอาหารจนจวนจะเสร็จ ก่อนที่แก้วตา แม่บ้านสาวอีกคนจะวิ่งหน้าตั้งเข้ามาท่าทางกระหืดกระหอบ

                “คุณเรศคะ...คุณท่านให้มาตามไปพบที่ห้องรับแขกค่ะ” น้ำเสียงหอบกระเส่าของแก้วตาทำให้ชมนาดและจำปาต้องหันไปมองอย่างนึกสงสัย

                “มีธุระอะไรด่วนเหรอยัยแก้ว ดูรีบร้อนจริงเชียว” ศิขเรศลุกจากเก้าอี้แล้วเดินไปล้างไม้ล้างมือพร้อมกับถอดผ้ากันเปื้อนออก ในขณะที่แก้วตาพยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติก่อนเอ่ยเสียงพร่า

                “ก็คุณลลิตาน่ะสิ อยากเข้าไปชมของสะสมคุณท่าน ทีแรกว่าจะให้คุณเชนพาไปดู แต่คุณเชนเธอบ่นว่าร้อนเลยขอตัวไปอาบน้ำก่อน คุณท่านเลยให้มาตามคุณเรศนี่แหละจ้ะ รีบไปเถอะค่ะคุณเรศ เดี๋ยวคุณลลิตาเธอจะคอยนาน”

                “คุณเรศระวังตัวด้วยนะคะ ยัยนี่พิษสงนางเยอะ” จำปาร้องเตือนเมื่อร่างระหงกำลังจะก้าวพ้นกรอบประตู ศิขเรศหันมายิ้มน้อยๆ ให้ ก่อนรีบเดินตามแก้วตาตรงไปยังคฤหาสน์อย่างรวดเร็ว

                ครั้นเมื่อศิขเรศมาถึงห้องรับแขกจึงเห็นหญิงสาวในชุดเดรสสีชมพูเปิดไหล่ยืนกอดอกทำสีหน้าถมึงทึงอยู่

                “ประทานโทษค่ะ ได้ยินว่าคุณลลิตามีความประสงค์จะเข้าชมของสะสมของคุณท่านใช่มั้ยคะ ดิฉันศิขเรศจะเป็นคนพาเข้าไปชมเองนะคะ” ศิขเรศกล่าวเสียงเรียบเมื่อมาประจันหน้ากับอีกฝ่าย ก่อนที่ลลิตาจะลดมือที่กอดอกลงแล้วเบ้ปากอย่างอารมณ์เสีย

                “ฉันรู้แล้วย่ะ จะให้ฉันเดินนำไปมั้ย เพราะฉันรู้จักที่นี่มากกว่าหล่อนเสียอีก” พูดจบ ลลิตาก็เดินละลิ่วออกไปจากห้องรับแขกทันที ศิขเรศจึงจำต้องข่มกลั้นอารมณ์ไว้แล้วรีบเดินตามอีกฝ่ายไปจนกระทั่งถึงหน้าห้องสะสม

                ลลิตาเบี่ยงตัวหลบให้ศิขเรศเข้ามาไขกุญแจ เมื่อประตูเปิดออกแขกสาวจึงเดินละลิ่วเข้าไปภายในอย่างกระฟัดกระเฟียด ศิขเรศเดินตามอยู่ห่างๆ เพราะการสะบัดตัวแต่ละครั้งของแขกสาวชวนให้หวาดเสียวว่ามือจะไปโดนโบราณวัตถุที่ตั้งโชว์ให้หล่นล้มลงมา

                ลลิตาเดินทอดน่องช้าๆ มองดูวัตถุโบราณล้ำค่าอย่างผ่านๆ ตา ด้วยที่เธอตั้งใจแต่แรกว่าจะให้ราเชนทร์พาเข้ามาแล้วจะได้พลอดรักกับชายหนุ่มสองต่อสองในห้องนี้ แต่ทว่าอีกฝ่ายก็มาตัดบทหนีเอาตัวรอดไปเสียดื้อๆ

                “ผ้านี่สวยดีจัง สงสัยเป็นผืนใหม่ที่คุณลุงเพิ่งได้มาแน่เลย คอยดูนะ สักวันมันจะต้องเป็นของฉัน” หญิงสาวย่อตัวลงนั่ง แล้วจ้องเข้าไปภายในตู้โชว์ผ้าไหมล้ำค่าเบื้องหน้า ซึ่งถัดจากนั้นไม่กี่เมตรคือประตูลับที่เชื่อมต่อไปยังอีกห้องหนึ่งของห้องสะสมที่ภายในมีรูปปั้นที่ไอศูรย์หวงแหนยิ่งกว่าชีวิตประดับอยู่

                ศิขเรศเม้มริมฝีปากเบาๆ เมื่อได้ยินถ้อยคำนั้นจากปากของแขกสาว ลลิตาลุกขึ้นยืนแล้วจึงหันไปด้านขวา เดินชมเครื่องประดับและอัญมณีเก่าแก่ในตู้โชว์ไปเรื่อยๆ ก่อนจะไปสะดุดเข้ากับดอกไม้สีเหลืองดอกหนึ่งที่วางทิ้งไว้บนเหนือตู้โชว์ที่สูงระดับเอว

                “ดอกอะไรนี่ เหม็นพิกล” เธอหยิบมันขึ้นมาดมก่อนทำจมูกฟุดฟิด จากนั้นจึงโยนดอกไม้นั่นทิ้งออกไปทางหน้าต่างในขณะที่ศิขเรศได้แต่มองตามอย่างอาวรณ์ พอแขกสาวหันมาเห็นใบหน้าของเลขานุการสาวจึงหรี่ตาถามอย่างสงสัย

                “ของหล่อนเหรอ?...เก็บมาบูชาของพวกนี้รึไง?” ลลิตากลั้วหัวเราะเบาๆ ในขณะที่ศิขเรศก้มหน้าลงน้อยๆ ก่อนจะหันหลังแล้วเดินหนีไปรอที่หน้าประตูห้องเพื่อตัดปัญหาการถูกสบประมาทจากอีกฝ่าย การเมินเฉยของหญิงสาวตรงหน้าทำให้ลลิตายิ่งเดือดพล่าน หล่อนหมายหัวศิขเรศตั้งแต่รู้ว่าเธอเป็นเลขาฯ ส่วนตัวของไอศูรย์แล้ว นั่นแปลว่าหญิงสาวคนนี้จะต้องได้อยู่ใกล้ราเชนทร์มากกว่าเธอ ฉะนั้นเธอจะต้องกำจัดศิขเรศให้พ้นทางอย่างเร็วที่สุด

                “เธอ...มานี่หน่อยสิ” ลลิตากวักมือเรียกร่างระหงที่ยืนอยู่ข้างประตู ศิขเรศเบิกสายตามองเธอ ก่อนจะสูดหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่แล้วปั้นยิ้มเดินเข้าไปหาหญิงสาว

                “คุณลลิตามีอะไรเหรอคะ?”

                “ฉันอยากรู้ว่าหัวของสิงห์ตัวนี้มีอายุซักกี่พันปีเหรอ?” ลลิตาเบิกตาจ้องมองเศียรของสิงห์ที่แหว่งไปเกือบครึ่งนั้น ก่อนที่ศิขเรศจะย่นคิ้วเพราะเธอมิอาจทราบได้ว่าสิ่งของเบื้องหน้านี้มีอายุเท่าไหร่กันแน่ และในช่วงขณะที่ศิขเรศกำลังกระอึกกระอักอยู่นั้น ลลิตาก็รีบฉวยจับมือของศิขเรศไปจับที่เศียรของรูปปั้นสิงห์นั้น ก่อนที่จะผลักมันจนล้มลงไปกองกับพื้น พร้อมกับชิ้นส่วนที่แตกหักออกจากกัน

                “ตายแล้ว...” ลลิตาถอยกายออกมาพร้อมกับอุทานเสียงหลง ในขณะที่ศิขเรศยืนเบิกตาโพลงจ้องมองรูปปั้นหัวสิงห์ที่แตกหักบนพื้นด้วยความตกใจ ทั้งกายสั่นเทิ้มจนแทบทำอะไรไม่ถูก ก่อนที่แขกสาวของไอศูรย์จะยกมือกอดอกแล้วหันมามองด้วยรอยยิ้มเยาะหยัน

                “เธอเป็นคนทำตกเองนะ ฉันไม่รู้เรื่อง”

                 จบคำ ลลิตาก็เดินละลิ่วผ่านหน้าศิขเรศไปพร้อมกับเสียงหัวเราะแผ่วพลิ้วที่ดังมาตามหลัง ศิขเรศน้ำตาคลอเบ้าที่สิ่งของอันมีค่าของไอศูรย์แตกหักอย่างยากที่จะนำมาทำให้กลับไปเป็นดังเดิมได้อีก เธอได้แต่ย่อตัวลงนั่งแล้วเก็บเศษหินที่แตกหักนั้นมารวมกันไว้ จากนั้นจึงรีบเดินกลับไปที่ห้องรับแขกด้วยความตื่นกลัว

                “เป็นยังไงบ้างลูก ชมของสะสมคุณลุงพอใจรึยัง เดี๋ยวจะได้ไปทานข้าวเที่ยงกัน” คุณหญิงโสมสุดาเอ่ยถามบุตรสาว ก่อนที่ลลิตาจะหันมามองหน้าไอศูรย์ที่สักไม้เท้าลุกจากโซฟา

                “โชคไม่ดีเท่าไหร่ค่ะคุณแม่ ถ้าพี่เชนพาลิตาเดินดูของสะสมคุณลุงก็คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้”

                “เกิดเรื่อง...เรื่องอะไรเหรอจ๊ะ” คุณหญิงโสมสุดาเข้าไปโอบเอวบุตรสาวในขณะที่นางชมนาดซึ่งกำลังคอยนำทางเจ้านายตรงไปยังห้องทานอาหารต้องเบิกตามองศิขเรศที่เดินหน้าตาตื่นเข้ามาในห้องรับแขก

                “ก็เลขาฯ คุณลุงนั่นไงคะ ทำรูปปั้นตกแตกเสียได้ ดีนะที่ไม่ตกโดนเท้าลิตา” ลลิตาบ่นเสียงพร่า ก่อนจะเอี้ยวตัวหันไปมองร่างระหงที่ยืนหน้าซีดอยู่ ไอศูรย์กำไม้เท้าที่ถือไว้แน่นพร้อมกับระบายลมหายใจออกเบาๆ

                “เอ่อ...คือ...ดิฉันไม่ได้...” ศิขเรศกระอึกกระอัก เมื่อหันหน้าไปมองลลิตาก็พบเพียงแต่รอยยิ้มเยาะหยันและสายตาเยาะเย้ย ก่อนที่หญิงสาวจะหันมาสบสายตากับผู้เป็นเจ้านาย

                “รูปปั้นอะไรตกเหรอคุณเรศ” น้ำเสียงเข้มขรึมของไอศูรย์ที่เอ่ยถาม ทำให้ศิขเรศต้องบีบมือเย็นเฉียบของตัวเองไว้แน่น ก่อนจะกัดฟันพูดทั้งน้ำตาคลอเบ้า

                “รูปปั้นสิงห์ค่ะ” หญิงสาวเม้มปากเมื่อพูดจบก่อนก้มหน้างุด ในขณะที่ราเชนทร์กำลังเดินลิ่วลงมาจากบันได เมื่อเห็นทั้งกลุ่มกำลังยืนคุยกันอย่างสีหน้าเคร่งเครียดเขาจึงรีบเข้ามาแทรกทันที

                “เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอครับคุณลุง” เขารีบเอ่ยถาม เมื่อหันไปมองหน้าศิขเรศแล้วเห็นเธอยืนร้องไห้

                “ก็แม่เลขาฯ นี่ไงคะ ทำรูปปั้นสิงห์คุณลุงตกแตก ถ้าทุกคนไม่เชื่อก็ไปดูได้เลยค่ะ” ลลิตารีบเสริมเสียงใส ไอศูรย์กระชับไม้เท้าแล้วรีบเคลื่อนร่างออกจากห้องรับแขก ตรงไปสู่ห้องสะสมอย่างไม่รีรอ ราเชนทร์รีบเดินตามผู้เป็นลุงไปติดๆ พร้อมกับคุณหญิงโสมสุดา ลลิตา รั้งท้ายด้วยศิขเรศและนางชมนาดที่เข้ามาปลอบหญิงสาวด้วยความเห็นใจ

                ร่างชราผอมนั้นเคลื่อนตรงไปยังรูปปั้นสิงห์ที่สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ซึ่งยังคงตั้งตระหง่านอยู่บนแท่นประดับจุดเดิม แล้วเชิดหน้าเพ่งมองมันแน่วนิ่งก่อนจะหันไปมองที่ประตูลับซึ่งถูกปิดเอาไว้อย่างหนาแน่นท้ายห้องสะสม ในขณะที่ศิขเรศรู้สึกชาวาบไปทั้งร่างประดุจถูกน้ำแข็งเย็นจัดราดลงมาตั้งแต่ศีรษะ นางชมนาดเอามือทาบอกแล้วหันไปมองหน้าของแขกสาวที่อ้าปากค้างอย่างทำอะไรไม่ถูก

                “หัวของสิงห์ตัวนี้รึเปล่าครับ มันก็ปกติดีนี่...” ราเชนทร์ยกมือขึ้นจับรูปปั้นนั้นเบาๆ ก่อนที่เขาจะถอยกายออกไปเมื่อลลิตารีบปรี่เข้ามายืนใกล้รูปปั้นแล้วจ้องมองอย่างคนที่ช็อคจนพูดไม่ออก

                “น้องลิตาจะแกล้งอำเล่นรึเปล่าครับ ยังไงก็ให้ดูกาลเทศะด้วยนะ คุณลุงท่านเป็นผู้ใหญ่มากแล้ว และยิ่งเรื่องของรักของคุณลุงยิ่งไม่ควรพูดล้อเล่นแบบนี้” ราเชนทร์หันไปตำหนิลลิตาจริงจังด้วยความไม่พอใจ คนที่ถูกว่าถึงกับกัดฟันกรอด ก่อนจะสะบัดตัวหนีเดินออกไปจากห้องนั้นเสียดื้อๆ ชายหนุ่มได้แต่มองตามอย่างถอนหายใจ ก่อนที่จะวางซ้ายลงบนเหนือตู้โชว์ด้านหลัง พลันนั้นเอง สัมผัสอันนุ่มนวลก็ทำให้เขาต้องชักมือกลับและเบิกตากว้าง

                ร่างสูงสง่านั้นหันหลังไปมอง สองนิ้วหยิบดอกการเวกขึ้นมาดูอย่างพินิจ...

 

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น