อัปเดตล่าสุด 2020-01-12 11:48:56

ตอนที่ 6 โลหิตบูชา

ตอนที่ ๖ โลหิตบูชา

              ศิขเรศกลับมามีสติอย่างเต็มร้อยอีกครั้งเมื่อรถยนต์ที่ขับออกมาจากบ้านสืบแสงสุริยวงศ์ในเวลาห้าโมงเย็นจอดสนิทอยู่ข้างทางหลังเครื่องยนต์มีปัญหาขัดข้องจนมิอาจขับต่อไปได้ หญิงสาวจัดการโทร.หาช่างที่รู้จัก ระหว่างรอรถจากอู่ความคิดก็พลันนิ่งตรึกถึงเหตุการณ์เมื่อตอนเที่ยงที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง

              หัวของรูปปั้นสิงห์ตัวนั้นมันตกลงบนพื้นต่อหน้าต่อตาเธอและลลิตา ไม่มีทางเป็นไปได้ที่มันจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ แล้วเหตุใดเล่า สิ่งที่ปรากฎต่อหน้าเธอหลังออกไปจากห้องสะสมกลับยังคงเป็นปกติ ไม่มีอะไรแตกหักเสียหายเลยแม้แต่น้อย นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่…

              ก๊อก ก๊อก ก๊อก… เสียงเคาะกระจกรถยนต์ทำให้คนที่กำลั่งนั่งนิ่งต้องสะดุ้งน้อยๆ ศิขเรศหันขวับไปยังกระจกข้างประตูรถยนต์ ก่อนจะเห็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่สวมแว่นตาดำก้มหน้าลงมาแทบเอาหน้าแนบกับกระจกรถยนต์ เขาทำมือให้เธอลดกระจกลงก่อนจะเคาะอีกสองสามที

             “คุณอนิรุธ...” ศิขเรศอุทาน สีหน้าที่ยังคงมีความพรั่นพรึงแสดงออกเด่นชัด นั่นทำให้อนิรุธต้องหรี่ตามอง

             “คุณเป็นอะไรรึเปล่า ลูกน้องผมโทร.บอกว่ารถคุณเสีย นี่กำลังรอช่างมาซ่อมใช่มั้ย? แต่ทำไมสีหน้าคุณดูไม่ดีเลย” แม้ใจจะเกลียดชังอนิรุธและไม่ชอบหน้าอย่างหาสาเหตุไม่ได้ แต่ทว่าในยามนี้การมีเพื่อนสักคนคอยอยู่ใกล้ๆ กับทำให้ศิขเรศอุ่นใจ หญิงสาวหน้ากลับมาแล้วกดปุ่มปิดกระจกรถยนต์ ก่อนผลักประตูออกไป คนที่ยืนรอข้างนอกรีบถอยกายหลบ

            “คุณให้ลูกน้องคอยสะกดรอยตามฉันงั้นเหรอ?” ศิขเรศถอนหายใจเบาๆ ก่อนเงยหน้ามองค้อนอีกฝ่าย ใบหน้าขาวสะอาดเกลี้ยงเกลานั้นถอดแว่นตาดำออก แล้วยิ้มเจ้าเล่ห์

            “ก็ผมเป็นห่วงคุณนี่ เดี๋ยวผมยืนรอช่างเป็นเพื่อนนะ นี่ก็ใกล้จะมืดแล้วด้วย” อนิรุธยกแขนขึ้นแล้วก้มมองดูเวลาบนนาฬิกาข้อมือ อีกครึ่งชั่วโมงก็หนึ่งทุ่มแล้ว” เขาหันกลับมา พร้อมกับรถยนต์ปริมาณมากที่สัญจรบนท้องถนน สายลมยามเย็นพัดกราวใส่ทั้งสองร่าง สายตาคมเมียงมองใบหน้าหวานเนียนที่ยังคงแสดงสีหน้าหวาดหวั่น

             “เครียดเรื่องงานเหรอครับ?” อนิรุธขยับกายเข้าไปใกล้ แต่เว้นระยะห่างจากหญิงสาวไว้พอควร ศิขเรศก้มหน้าลงมองพื้น บีบมือตัวเองเบาๆ

             “ก็ทำนองนั้นค่ะ...”

             “งั้นลาออกมาเป็นเลขาฯ ให้ผมสิ ผมชวนคุณเป็นสิบรอบแล้วนะ” สิ้นคำนั้น คนที่ติดอยู่ในภวังค์ก็พลันหันขวับมามองหน้าหล่อเหลาของอนิรุธทันที

             “ฉันว่าฉันเคยพูดชัดเจนแล้วนะสำหรับเรื่องนี้ พ่อฉันตายเพราะเรื่องหนี้สินที่ไปติดพันบริษัทคุณไว้ จะให้ฉันแบกหน้าเข้าไปทำงานในสถานที่และคนที่ทำให้ท่านต้องฆ่าตัวตาย ฉันทำไม่ได้หรอกนะ”

            “ผมว่าเมื่อก่อนคุณอาจจะคิดแบบนี้ แต่ตอนนี้คงไม่ใช่แล้ว… อย่าบอกผมนะว่าคุณเกิดไปถูกใจหลานชายของเจ้านายของคุณ ราเชนทร์ สืบแสงสุริยวงศ์” อนิรุธยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วหันหน้าจอไปทางศิขเรศ ภาพถ่ายราเชนทร์ ในชุดเสื้อเชิ้ตแบบคาวบอย กำลังนั่งบนม้าตัวโปรดในไร่ของเขาที่สระบุรีปรากฎแก่หญิงสาว

           “คุณอย่าไปยุ่งกับเขานะ” หญิงสาวขู่เสียงแข็ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อนิรุธทำแบบนี้ ผู้ชายที่เข้ามาจีบและสนใจศิขเรศจะถูกอนิรุธกันท่าไว้เสมอทุกราย

           “ถ้าคุณไม่ยุ่งกับมันก่อนนะ...”

            “อนิรุธ...” ศิขเรศกำมือแน่น สูดหายใจฮึดฮัดเข้าปอดอย่างคนที่กำลังโกรธถึงขีดสุด ก่อนที่รถยนต์จากอู่ซ่อมรถจะมาถึง ทั้งคู่จึงต้องจบการสนทนาลง

            “คงต้องลากรถไปซ่อมที่อู่น่ะครับ คุณผู้หญิงเรียกแท๊กซี่กลับบ้านเองได้นะครับ” ช่างที่มารับรถยนต์ของหญิงสาวชี้แจง ศิขเรศพยักหน้าเบาๆ พร้อมกับกล่าวขอบคุณ จากนั้นจึงได้แต่ยืนมองรถยนต์ตัวเองถูกลากไปที่อู่ ร่างสูงสง่าที่ยืนห่างอยู่อีกฟากหนึ่งเพราะความโกรธที่คุกรุ่นอยู่ในอารมณ์ค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ช้าๆ เมื่อเห็นหญิงสาวเริ่มยืนโบกรถแท๊กซี่

             “เดี๋ยวผมไปส่ง”

             “ไม่ต้อง ฉันกลับเองได้”

              “จะเดินไปขึ้นรถดีๆ หรือจะให้ผมอุ้มไป” เสียงคำรามนั้นถึงกับทำให้คนฟังต้องหันขวับมาจ้องหน้าเขาตรงๆ มีเพียงแต่สายตายียวนและเอาแต่ใจของอนิรุธที่ปรากฎอยู่ในสองตาคมกล้าคู่นั้นของเขา และครั้งนี้ก็เฉกเช่นเดียวกันที่ศิขเรศต้องเป็นฝ่ายยอมอ่อนข้อให้ หญิงสาวมองเลยร่างสูงใหญ่ไปยังรถเบนซ์ที่จอดอยู่ห่างออกไปกว่าสามสิบเมตร ก่อนจะกระชับกระเป๋าถือไว้แน่นแล้วเดินเร็วตรงดิ่งไปยังยานพาหนะคันหรูในที่สุด

             ชายหนุ่มผู้เป็นสารถียิ้มอย่างพอใจ เมื่อพาศิขเรศกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย เขาเข้าไปทักทายนางเครือวัลย์ตามมารยาท พร้อมกับถือโอกาสทานข้าวเย็นกับหญิงสาวด้วยเลย ถึงแม้ศิขเรศจะไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าใดนัก ร่างที่เหนื่อยล้ากับภารกิจหน้าที่การงานมาทั้งวัน จึงถึงบ้านในสภาพที่ร่างอ่อนล้าแต่ทว่าหัวใจกลับอิ่มเอม

            “พ่อครับ...ผมอยากได้อาวุธของพระศิวะทั้งหมดเลย พ่อช่วยหาให้ผมได้มั้ยครับ” อนิรุธทิ้งตัวเองลงนอนบนเตียงนุ่มในห้องพัก มือซ้ายถือพระขรรค์สำริดที่บิดาส่งมาให้พร้อมกับมองดูอย่างหลงใหล

            “ต้องใช้เวลาหน่อยนะ เพราะมีคนประมูลไปหมดแล้ว” บิดาซึ่งเป็นชาวต่างชาติเอ่ยตอบกลับมา

             “ไม่เป็นไรครับ ผมรอได้” เขากดวางสายไป แล้วยกมีอขวาขึ้นลูบที่คมของพระขรรค์นั้นพร้อมกับเอียงคอมองอย่างพินิจ ความรู้สึกอันแปลกประหลาดก่อตัวขึ้นในหัวใจ มันคล้ายเป็นความผูกพันและลุ่มหลงในความยิ่งใหญ่และอำนาจที่ซ่อนอยู่ในอาวุธที่ประดับบนเทวรูปพระศิวะซึ่งได้มาจากปราสาทไม่ปรากฎนามในสมัยอิศาณปุระแห่งหนึ่ง เขาอยากได้ อยากครอบครองเป็นเจ้าของมันทั้งหมด ทั้งพระสังข์ บ่วงบาศก์ คฑา เสี้ยวลึกจากจิตใต้สำนึกของเขาร้องบอกว่าวันหนึ่ง เขาจะได้ใช้มันเพื่อทำบางอย่าง

 

                   “ท่านครับ...ท่านไอศูรย์” เสียงเคาะประตูเบาๆ หน้าห้องสะสมทำให้ร่างชราที่กำลังจุดเครื่องหอมและเทียนรอบๆ รูปปั้นหินทรายเจ้าหญิงมฤควตีต้องหันหลังไปมองที่นอกห้องลับ ก่อนจะจับไม้เท้าแล้วยืนขึ้น เดินงุ่นง่านตรงไปยังประตูไม้แล้วผลักออกเบาๆ ท่ามกลางบรรยากาศยามราตรีที่มืดสนิทและเงียบด้วยความวังเวง

                สุรไกร ลูกน้องคนสนิทยืนหอบหายใจตัวโยนอยู่หน้าประตู เหนือบ่าของเขาคือถุงสีดำขนาดใหญ่ที่อีกฝ่ายแบกไว้บนบ่า บางสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในนั้นขยับดิ้นไปมาทุรนทุราย ก่อนที่เขาจะรีบถลากายเข้าไปในห้องสะสม ไอศูรย์รีบปิดประตูลงกลอนแล้วเดินนำเข้าไปในห้องลับที่อยู่ภายในอีกชั้นหนึ่ง

               ภายในนั้นอบลอวลด้วยกลิ่นกำยานและเครื่องหอม ไม่มีแสงสว่างใดอีกนอกจากรังสีเหลืองนวลจากเปลวเทียนที่จุดรอบๆ ฐานวางรูปปั้นขนาดเท่ากับตัวคนจริง ดูเข้มขลังและน่าหวาดกลัวราวกับว่าภายใต้หินทรายที่แกะสลักอย่างประณีตนั้นมีจิตวิญญาณบางอย่างสิงสถิตย์อยู่

               สุรไกรวางถุงสีดำใบใหญ่ที่พาดบ่านั้นลงกับพื้นอย่างไม่ใส่ใจ เสียงร่างที่อยู่ในถุงดำกระทบกับพื้นห้องดังตุ๊บ ก่อนที่มือและขาซึ่งถือมัดจะเคลื่อนไหวสั่นกระตุกอยู่ภายใน

               ลูกน้องคนสนิทของไอศูรย์ที่สวมชุดดำทั้งชุดราวกับโจรเปิดถุงนั่นออก ก่อนที่ร่างซึ่งถูกมัดมือมัดเท้าและมีเทปดำปิดปากไว้นั้นจะเบิกตาโพลงพร้อมกับสูดอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่

               สุรไกรดึงถุงดำที่คลุมร่างนั้นไว้ออกแล้วโยนไปอีกฟาก ร่างที่ถูกพันธนาการไว้นั้นเหลือกตามองเขาและชายชราที่ยืนเอามือกุมไม้เท้าอยู่ด้วยความหวาดผวาสุดชีวิต

              “คนจรจัดครับนาย คิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไรตามมาแน่นอน” สุรไกรหอบกระเส่าเมื่อพูดจบ จากการที่ต้องแบกร่างนั้นอ้อมมาทางหลังสวนเพื่อป้องกันไม่ให้พวกคนงานเห็น

               ชายวัยสี่สิบที่ถูกจับมาไถตัวผ่านหน้าไอศูรย์ไปเพื่อหมายเอาชีวิตรอด ก่อนที่ศีรษะจะชนเข้ากับขอบฐานของรูปปั้นเบื้องหน้า ดวงตาเหลือกโพลงเบิกมองไปยังกลุ่มแสงเทียนที่ส่องสว่างอยู่รอบรูปปั้นนั้น ใบหน้าที่ถูกสลักสลวยงดงามของรูปปั้นค่อยๆ ขยับริมฝีปากคลี่ยิ้มกว้างให้กับเขา

               “อื้อ...อื้อ...อื้อ...” ชายจรจัดผู้เคราะห์ร้ายสะบัดศีรษะและดิ้นพล่านด้วยความหวาดผวา เมื่อรูปปั้นเบื้องหน้านั้นกระพริบตาและค่อยๆ ขยับริมฝีปากขึ้นลงช้าๆ

               “ลากมันออกมาตรงนี้” ไอศูรย์หันไปสั่งสุรไกร ก่อนที่ตนจะเดินไปหยิบมีดเงินที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ข้างห้อง สุรไกรขยุ้มศีรษะอันสกปรกของชายจรจัดแล้วลากออกมาจากขอบฐานรูปปั้น ดึงร่างนั้นให้ลุกขึ้นจากพื้น ในขณะที่มือซึ่งถูกมัดไพล่หลังอยู่พยายามดิ้นรนสุดชีวิต สายตาหันไปมองมีดเงินที่ชายชราถืออยู่ในมือและค่อยๆ นำมันมาจ่อที่คอหอยของเขาช้าๆ อีกมือของไอศูรย์ถือขันทองเหลืองเอาไว้

               “จับหัวมันไว้แน่นๆ อย่าให้ดิ้นได้” ไอศูรย์มองหน้าสุรไกรพร้อมกับสั่งเสียงเข้มอีกครั้ง ลูกน้องหนุ่มจึงใช้มือจับศีรษะของชายเคราะห์ร้ายไว้แน่น อีกมือกุ้มที่ต้นคออีกฝ่ายไว้

               ไอศูรย์ค่อยๆ หลับตาแล้วทำสมาธิ สูดลมหายใจเข้าปอดจนสุด ดวงจิตตั้งแน่วไปยังเจ้าหญิงมฤควตี

                “ข้าแต่ผู้รับใช้มหิงสาสูร ขอบูชาโลหิตนี้แด่ท่าน เพื่อฟื้นคืนความอมตะของเจ้าหญิงมฤควตี ผู้เป็นตัวแทน แลผู้เป็นอวตารของมหิงสาสูร ด้วยเถิด...” สิ้นเสียงพร่ำบนบริกรรมคาถานั้น คมมีดก็เฉือนวับเข้าไปที่คอหอยของชายเคราะห์ร้าย โลหิตแดงฉานพุ่งกระฉูดสาดกระเซ็นเปื้อนหน้าไอศูรย์และบริเวณโดยรอบ กระเด็นไปจนถึงฐานรูปปั้นหินทรายนั่น แล้วค่อยๆ ไหลลงมาสู่ขันทองเหลืองที่ชายชรารองไว้

                  “อึก...อึก...” ร่างที่ถูกคมมีดบาดคอสั่นกระตุก ดวงตาทั้งสองข้างเหลือกถลน มันเบิกโพลงจดจ้องไปยังรูปปั้นเบื้องหน้า ในขณะที่เลือดยังคงทะลักไหลออกมาอย่างไม่หยุดจนกระทั่งเขาสิ้นใจตาย

                  สุรไกรวางร่างไร้วิญญาณนั้นลงกับพื้น ก่อนจะยัดใส่ไว้ในถุงดำใบเดิม ก่อนจะหันมามองที่ผู้เป็นนายด้วยความพรั่นพรึงไม่ได้ ไอศูรย์ถือขันเงินนั้นแล้วเดินตรงไปหารูปปั้น ดวงตาสีเทาหม่นพร่าสบสายตากับดวงตาของรูปปั้นแน่วนิ่ง ก่อนที่จะยกขันเงินที่ใส่โลหิตมนุษย์ไว้จนเต็ม เทลงไปบนริมฝีปากของรูปปั้นที่เผยออ้าช้าๆ

                  หยาดเลือดไหลซึมลงสู่หินทราย และเปื้อนเปรอะตามบ่าและลำตัวของรูปปั้นลงมาเป็นทาง เบื้องนอกนั้นสายลมพัดโหดกระหน่ำหวีดหวิด นกกลางคืนมากมายบินวนอยู่เหนือยอดคฤหาสน์ สุนัขเห่าหอนกรูเกรียวกันล้อมรอบบ้านสืบแสงสุริยวงศ์ ภูติผีวิญญาณทั้งหลายที่อยู่โดยรอบต่างส่งกระแสโหยหวนต่อพลังอำนาจอันดำมืดที่กำลังได้รับการปลุกให้ฟื้นคืนจากนิทราอีกครั้ง…

                 เทียนทุกเล่มดับพรึ่บลงพร้อมกันเมื่อเลือดหยดสุดท้ายไหลลงเปื้อนริมฝีปากของรูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตี ไอศูรย์ถอยกายออกมาแล้ววางขันทองเหลืองลงบนโต๊ะ เดินสักไม้เท้างุ่นง่านออกไปเปิดหน้าต่างให้ลมพัดเข้ามาไล่กลิ่นคาว ก่อนเปิดสวิตซ์ไฟดวงหนึ่งเพื่อให้ห้องมีแสงสว่าง

                “นำศพนั่นไปเก็บไว้ที่่ตึกหลังสวน เมื่อเจ้าหญิงฟื้นคืน มันจะกลายเป็นทาสรับใช้...” ไอศูรย์หันไปสั่งสุรไกร ก่อนจะเอี้ยวตัวหันหลังมาจ้องมองรูปปั้นที่เปื้อนด้วยหยาดโลหิตนั่นอีกครั้งด้วยหัวใจที่อัดแน่นไปด้วยความหวัง

 

 

                 ผืนฟ้าทางทิศตะวันออกเริ่มปรากฏแสงสีทองที่ระบายแต้มลงบนปุยเมฆเมื่ออรุณเริ่มมาเยือน ทว่าฐานสิทธิ์ยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม มือที่จับดินสอดำตวัดเส้นเครื่องประดับบนร่างของหญิงสาวที่เขาวาดลงบนแผ่นกระดาษด้วยความตั้งใจ แม้จะแทบไม่รู้ตัวเลยว่าขณะที่ชายหนุ่มขมักเขม้นวาดรูปเหมือนรูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตีที่นำออกมาจากปราสาทร้างหลังนั้น หัวใจของเขาจะเต้นแรงมากเพียงใด ในห้วงความคิดบางช่วงขณะที่กำลังจดจ่ออยู่กับภาพจำครั้งสุดท้ายของรูปปั้น ชายหนุ่มก็กลับปรากฎเห็นภาพศิขเรศ เลขานุการคนใหม่ของไอศูรย์แทน ทำให้เขาเริ่มสับสนและงุนงงกับภาพที่ตีกันอยู่ในหัว ทำให้ต้องหยุดพักหลายต่อหลายครั้ง ทว่าในที่สุด ภาพวาดชิ้นนี้ก็เสร็จสมบูรณ์ตามที่ตั้งใจไว้

                 ฐานสิทธิ์จ้องมองใบหน้าของสตรีที่เขาวาดแน่วนิ่ง รูปหน้ากลมใหญ่ได้สัดส่วน คิ้วหนาเข้มแต่โค้งสวยเหมือนเคียว สันจมูกโด่งและใหญ่ ริมฝีปากอิ่มเต็ม และมีดวงตากลมโตที่ทอประกายดุดันกล้าแกร่ง ชายหนุ่มเริ่มหอบหายใจติดขัด ก่อนจะรู้สึกเย็นวาบที่ท่อนแขน เมื่อก้มลงมองจึงเห็นหยดเลือดเปื้อนเป็นทาง

                ฐานสิทธิ์รีบลุกจากเก้าอี้แล้วเข้าไปในห้องน้ำ ก่อนเห็นเลือดกำเดาที่ไหลออกมาจากจมูกทั้งสองข้างของตนช้าๆ เขารีบเงยหน้าขึ้น พร้อมกับปรับลมหายใจให้เป็นปกติ จากนั้นจึงก้มหน้าล้างหน้าล้างตาและคราบเลือดที่เปรอะเปื้อน เดินไปเปิดตู้เย็นเพื่อดื่มน้ำและทิ้งตัวลงนอนหงายบนเตียงนอน

               ชายหนุ่มหลับตาลง ปลดเปลื้องความหนักอึ้งทุกอย่างที่แบกไว้ขณะวาดภาพนั่นลง ทำจิตใจให้สบายที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ขณะที่กำลังระบายลมหายใจเข้าออกอยู่นั้น ฐานสิทธิ์รับรู้ได้ถึงแรงกดอันหนักหน่วงที่ทับอยู่บนหน้าอกของเขาจนทำให้หายใจติดขัด มือที่วางราบอยู่บนเตียงนอนกำผ้าปูที่นอนไว้แน่น ริมฝีปากที่ขาดอากาศเผยออ้าง พร้อมกับเปลือกตาที่เปิดขึ้น

               สตรีสูงศักดิ์ผู้สวมผ้าซิ่นสีทองสูงค่า อกคาดด้วยผ้าไหมสีเลือดหมู ประดับประดาเรือนร่างด้วยอัญมณีและเครื่องทอง ยกปลายเท้าขวาขึ้นเหยียบลงบนกลางหน้าอกของฐานสิทธิ์ และกดทั้งเท้าลงแน่นไม่ให้เขาได้หายใจ

               ชายหนุ่มพยายามจะกระเด้งตัวลุกแต่ก็มิอาจกระทำได้ด้วยแรงหนักหน่วงอันมหาศาลที่ตรึงร่างเขาไว้

               ฐานสิทธิ์อ้าปากค้างคล้ายปลาที่กำลังจะใกล้ตาย ดวงตาสองข้างเบิกค้างจ้องมองใบหน้าสวยคมที่ใช้เท้าเหยียบร่างเขาไว้ สายตาดุดันน่าเกรงขามคู่นั้นสบตาเขา มือของฐานสิทธิ์กำผ้าปูที่นอนแน่นจนมันแทบขาดคามือ สติที่กำลังจะหลุดลอยวกคิดทุกเรื่องในชีวิตอย่างสับสน ก่อนที่มันจะหวนรำลึกถึงคำพูดของราเชนทร์ สืบแสงสุริยวงส์ว่าต้องวาดรูปเหมือนของรูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตีให้สำเร็จ

               “ไอ้เชน...ราเชนทร์...” สิ้นคำนั้น แรงหน่วงที่กดหน้าอกของเขาก็พลันเลือนหาย ร่างของฐานสิทธิ์กระเด้งขึ้นสุดแรง แล้วจึงล้มตึงลงบนเตียงนอนพร้อมกับสติที่ดับวูบลง

 

               ไม่มีความชิงชังใดจะเผาไหม้หัวใจของนางสร้อยมาลาได้เท่าการเห็นบ้านเมืองที่ควรจะตกเป็นของนางและบุตรอยู่ใต้เงื้อมมือของสตรีที่เพิ่งลืมตาดูโลกเมื่อวานซืนที่หมายคิดตั้งตนเป็นใหญ่ต่อจากบิดาโดยไม่เคยเห็นเธออยู่ในสายตา และแรงแค้นนั่นเองที่ทำลายความจงรักภักดีที่มีต่อองค์กษัตริย์ของนางให้สูญสิ้น กลับกลายเป็นการทำลายล้างให้สาบสูญกันไปข้างหนึ่ง

              “อาการขององค์มหินทรศักดิ์ทรุดลงมากแล้วเพค่ะ คาดว่าน่าจะไม่อีกกี่เดือน พระองค์ก็คง...” นางกุณฑี ข้าหลวงรับใช้คนสนิทของพระสนมสร้อยมาลาแห่งองค์มหินทรศักดิ์ กษัตริย์แห่งอยุชฌปุระก้มลงกราบทูลหลังเข้าไปสอดแนมที่ตำหนักใหญ่กลางวัง ใบหน้าหวานอิ่มของผู้เป็นนายนั้นยิ้มพรายอย่างพอใจ เมื่องานที่เธอทำสำเร็จลุล่วง

              “อิศาณปุระจะไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกหลังจากที่พระนางชัยเทวีขึ้นครองราชย์ เจ้าหญิงมฤควตีเองก็คงรู้แล้วว่าพระบิดาของพระนางคงจะอยู่รักษาบัลลังก์แห่งอยุชฌปุระได้อีกไม่นาน พระนางหมายใจจะดำเนินรอยตามพระนางชัยเทวี ขึ้นครองราชย์อยุชฌปุระเป็นกษัตริย์สืบไป โดยหารู้ไม่ว่าปุระแห่งนี้กำลังจะล่มสลายลงในอีกไม่ช้า”

              “ยาพิษที่พระนางแอบใส่ลงไปในเครื่องเสวยในทุกๆ วัน ออกฤทธิ์มาเรื่่อยๆ จนกลายเป็นพระโรคเรื้อรัง แม้กระทั่งหมอหลวงก็ยังคิดว่าองค์กษัตริย์ประชวรด้วยพระโรคตามธรรมชาติ อย่างนี้แล้ว เรารีบส่งสาส์นไปแจ้งข่าวแก่เจ้าชายอนิรุฆน์ดีหรือไม่เพคะ เผื่อว่าข่าวดีนี้จะทำให้พระองค์รีบเร่งสร้างตำหนักถวายแด่พระนางค์ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว” กุณฑีเร่งเร้าเสียงสั่นด้วยความกระหายในชัยชนะและความพังพินาศย่อยยับของศัตรู

             “ยังก่อน...รอให้เจ้าพี่สวรรคตเสียก่อน ค่อยแจ้งข่าวไปครั้งเดียว วันนี้ให้แจ้งข่าวเรื่องที่เจ้าหญิงมฤควตีกำลังตั้งกองกำลังไว้คอยลาดตระเวนรอบเมืองให้แก่เจ้าชายอนิรุฆน์ได้รู้ก็พอ” กุณฑีรับคำสั่งของผู้เป็นนาย ก่อนจะเคลื่อนกายออกไปจากตำหนักส่วนพระองค์ เมื่อเขียนสาส์นเรียบร้อย จึงเดินออกไปยังเรือนพักแล้วนำนกพิราบสื่อสารออกมาจากกรง ผูกสาส์นที่จารลงบนกาบหมากไว้กับข้อเท้าของนกพิราบ จากนั้นจึงปล่อยมันให้โผบินขึ้นไปบนฟ้า

              “นั่นเจ้าทำอะไรรึ กุณฑี...” เสียงตะคอกถามนั้นถึงกับทำให้ทั้งร่างของนางข้าหลวงสะดุ้งโหยง เมื่อหันหน้ามาจึงพบกับสีหน้าถมึงทึงของไอศูรย์ โหราจารย์ แห่งอยุชฌปุระและเป็นคนสนิทของเจ้าหญิงมฤควตียืนจ้องมองนางอยู่อย่างเอาเรื่อง

 

 

 

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น