อัปเดตล่าสุด 2019-09-01 00:19:32

ตอนที่ 7 คำสัตย์สาบาน

ตอนที่ ๗ คำสัตย์สาบาน

            นางข้าหลวงแห่งพระนางสร้อยมาลายืนตัวสั่นงันงก แสดงสีหน้าหวาดหวั่นออกมาอย่างเด่นชัดเมื่อร่างสูงวัยของโหราจารย์แห่งอยุชฌปุระเดินตรงแน่วมาหานาง

            “ข้าถามเจ้า มิได้ยินดอกหรือ...” สีหน้าดุดันนั้นจ้องหน้านางข้าหลวงแน่วนิ่ง กุณฑีหันไปมองบนฟ้าแล้วกล่าวอย่างละล่ำละลักเพื่อหาทางเอาตัวรอด

             “ข้าเพียงแค่นำนกปล่อยคืนสู่ท้องนภาเพียงเท่านั้นท่านโหรา เมื่อสามวันก่อนข้าพบมันบาดเจ็บเลยนำมาพยาบาลรักษาจนมันหายดี วันนี้เมื่อมันแข็งแรงแล้วจึงปล่อยมันให้โผบินกลับรังของมันเท่านั้น...”

              “อย่างนั้นดอกหรือ...” น้ำเสียงที่ย้อนถามแสดงความไม่ไว้ใจอีกฝ่ายเด่นชัด กุณฑีเงยหน้าขึ้นสบตาไอศูรย์อย่างขลาดกลัวก่อนเอ่ย

               “ข้าขอตัวก่อน พระสนมมีบัญชาให้นำของไปถวายเหล่าพราหมณ์ที่กำลังจะทำพิธีสรงน้ำพระศิวลึงค์ที่ห้องครรภคฤหะ1ในปราสาทแห่งอยุชฌปุระ”

               “สิ่งของทุกอย่างพระขนิษฐาศรีศิขเรศได้จัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว จะเหลือก็แต่เพียงอัญเชิญให้พระสนมเสด็จไปร่วมพิธีที่ปราสาทเท่านั้น” ใบหน้ายับย่นอันน่าเกรงขามของชายสูงวัยเชิดสูงขึ้น เมื่อได้ยินดังนั้นกุณฑีจึงรีบค้อมศีรษะรับคำ แล้วหันหลังเดินกลับไปยังตำหนักของผู้เป็นนายด้วยความโล่งอกที่ไม่ถูกอีกฝ่ายจับได้ว่าตนแอบส่งข่าวให้กับศัตรู

 

               ครั้นเมื่อพระราชวงศ์ทั้งหมดมาถึงปราสาทแห่งอยุชฌปุระ พิธีกรรมสรงน้ำพระศิวลึงก์จึงได้เริ่มต้นขึ้น หยาดน้ำไหลผ่านศิวลึงก์ที่ประดิษฐานกลางปราสาทอันเป็นตัวแทนแห่งพระศิวะ และไหลผ่านรูปสลักโยนีอันเป็นสัญลักษณ์ของพระแม่อุมาเทวี ก่อนไหลออกมาทางท่อโสมสูตรซึ่งต่อออกมานอกปราสาท เพื่อให้ชาวบ้านได้ใช้น้ำจากพิธีศักดิ์สิทธิ์ไปใช้เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตน

              แม้พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์จะกระทำไปอย่างราบรื่นและเรียบร้อย แต่ทว่าใบหน้างดงามที่ทรุดนั่งอยู่บนที่ประทับกลับสังเกตได้ถึงความหม่นเศร้าและกังวลใจที่แสดงออกมาทางแววตาของเหล่าขุนนางแลแม่ทัพตลอดจนข้าราชบริพารใหญ่น้อยที่มาร่วมพิธี

              “พิธีกรรมเสร็จสิ้นลงแล้ว รับสั่งให้เหล่าข้าราชบริพาร ขุนนาง ทหารกล้า แยกย้ายกันกลับเลยหรือไม่กระหม่อม” ไอศูรย์ ผู้เป็นคนสนิทซึ่งหมอบอยู่ข้างพระบาทของพระราชธิดาแห่งมหินทรศักดิ์กษัตริย์แห่งอยุชฌปุระเงยหน้าขึ้นถาม

              “ยังก่อน...อย่าเพิ่งให้ใครก้าวขาออกจากเขตปราสาทแม้แต่ผู้เดียว” ร่างอันสง่างามในอาภรณ์ที่ประดับเต็มยศนั้นลุกจากพระแท่นประทับ ใบหน้างามหยดเบิกสายตาอันหยิ่งทรนงค์ลงไปยังเหล่าผู้คนที่ยืนอยู่บนพื้นหินที่ต่ำกว่าตน

              “ข้าอยากจะให้ชายหญิงทุกผู้ทุกนาม ณ ที่แห่งนี้ กล่าวคำสาบานย์ต่อหน้าปราสาทอันศักดิ์สิทธิ์แห่งอยุชฌปุระตามข้า” น้ำเสียงก้องกังวานที่ประกาศก้องนั้นทำให้ทุกการเคลื่อนไหวต้องหยุดนิ่ง ทุกคน ทุกสายตาหันมาจับจ้องมองร่างที่ประทับอยู่บนฐานชั้นสูงสุดของปราสาทหลังกลาง พระขนิษฐาศรีศิขเรศที่ประทับอยู่อีกฝั่งหนึ่งของปราสาทก็พลันได้ลุกขึ้นด้วยความแปลกใจกับสิ่งที่พระพี่นางของพระองค์จะทรงกระทำต่อจากนี้ไป

              ไอศูรย์หันไปสั่งเหล่าทหารองครักษ์ ให้จับตาดูว่าหากใครไม่กล่าวคำสาบานตามเจ้าหญิงมฤควตี ให้จับมันผู้นั้นมาลงทัณฑ์ ขณะที่สร้อยมาลาซึ่งประทับอยู่ด้านหลังเจ้าหญิงมฤควตีได้แต่นั่งกำมือแน่นอย่างเจ็บใจ

             เมื่อสายตาอันแน่วแน่นั้นกวาดมองผู้คนโดยรอบจนแน่ใจแล้วว่าทุกร่าง ณ ที่นี้กำลังจ้องมองเพียงแต่พระนาง น้ำเสียงก้องกังวานนั้นจึงประกาศดังขึ้น

            “ข้าทั้งหลาย ณ ปราสาทอันศักดิ์สิทธิ์แห่งอยุชฌปุระ นคราที่มิมีวันที่ผู้ใดจะเอาชนะได้ ขอให้คำสัตย์สาบานต่อองค์พระศิวะเจ้าแลสิ่งศักดิ์ทั้งหลายทั้งปวง ณ ที่แห่งนี้ ว่าจะขอจงรักภักดีต่ออยุชฌปุระและองค์กษัตริย์ตราบชีวิตจะหาไม่ หากแม้นวันใดที่ข้าทั้งหลาย ณ ที่นี่ผิดคำสาบานแล้วไซร้ ขอพระธรณีจงสูบเอาไป ขอพระเพลิงจงเผาไหม้ ขอให้ต้องตกตายไปในสามราตรี”

 

 

            “เชนคะ...ใกล้จะถึงไร่แล้วนะคะ” น้ำเสียงของสารถีสาวที่เอ่ยขึ้นและนิ้วมือที่แตะลงบนท่อนแขนเบาๆ นั้นทำให้ร่างที่ผล็อยหลับไประหว่างเดินทางต้องสะดุ้งตัวตื่น

             ราเชนทร์เบิกตากว้างพร้อมกับหอบหายใจหนักหน่วงจนสร้อยมาลาผู้เป็นสารถีต้องหันมามองพร้อมกับชะลอรถหลบเข้าข้างทางซึ่งเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ในเขตภูเขาดงพญาเย็น

            “เป็นอะไรรึเปล่าเชน ดูสีหน้าไม่ค่อยดีเลย” หญิงสาวหยุดรถ เอื้อมมือมาแตะที่แก้มราเชนทร์เบาๆ ก่อนที่มือหนาจะจับมือเธอวางไว้บนพวงมาลัยเหมือนเดิม

            “เราไม่เป็นไรหรอกสร้อย แค่มึนหัวนิดหน่อย เผลอแป๊บเดียว ไม่รู้เผลอหลับไปได้ไง” คนพูดแสร้งเป็นหัวเราะเสียงแห้ง แม้แววตาจะยังคงมุ่นนึกถึงภาพเหตุการณ์ในฝันเมื่อครู่ซึ่งยังติดตา เขาเห็นผู้คนมากมายยืนอยู่หน้าปราสาทขอมหลังใหญ่ มีสตรีสูงศักดิ์คนหนึ่งยืนอยู่ด้านขวาแล้วเปล่งเสียงให้ผู้คนเหล่านั้นกล่าวตามนาง ถัดมาอีกฟากหนึ่งเขาเห็นว่าเป็นศิขเรศ เลขานุการคนใหม่ของไอศูรย์ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงนั้น เธอแต่งกายคล้ายกันกับหญิงผู้นำกล่าวคำสาบานนั้น...ดูราวกับเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์…

             “ไม่มีอะไรก็ดีแล้วค่ะ เห็นสีหน้าไม่ค่อยดีสร้อยก็พลอยตกใจไปด้วยเลย อีกไม่กี่กิโลฯ ก็ถึงไร่แล้ว” สร้อยมาลากล่าวพร้อมรอยยิ้ม ก่อนเคลื่อนรถเข้าสู่เส้นทางอีกครั้ง

            “เอ้อ...แล้วเรื่องรูปปั้นโบราณที่เชนอยากให้สร้อยช่วยสืบละคะ ถึงไหนแล้ว สร้อยรอภาพอยู่นะ หรือว่าเชนลืมไปแล้ว” หญิงสาวชวนคนที่ตื่นจากภวังค์พูดคุย คำถามของเธอทำให้ราเชนทร์หวนนึกถึงฐานสิทธิ์ขึ้นมา

            “นั่นสิ ผมก็เกือบลืมไปเลย เดี๋ยวคืนนี้จะโทร.ถามไอ้สิทธิ์มัน ว่าได้รูปรึยัง?” ราเชนทร์ถอนหายใจเบาๆ แล้วเอามือทุบที่ต้นคอเพื่อให้หายเมื่อย ปรับมานั่งตัวตรง จนกระทั่งสร้อยมาลาผู้อาสามาเป็นสารถีให้เขาพาชายหนุ่มเดินทางกลับมาถึงไร่ได้อย่างปลอดภัย

            “คนรับใช้รีบเดินเข้ามาต้อนรับผู้เป็นนายและหญิงสาวสวยสะพรั่งที่ติดตามเขามา”

            “ไม่คิดว่าคุณสร้อยจะมาด้วย ไม่งั้นป้าจะทำของชอบไว้รอ” นางสดศรี แม่บ้านวัยห้าสิบปีประจำไร่ของราเชนทร์หันไปกล่าวกับสร้อยมาลาด้วยความสนิทสนม ด้วยที่อีกฝ่ายมักเดินทางมาที่ไร่นี้บ่อยๆ ตลอดจนเอ็นดูและเมตตาคนงานทุกคนราวกับว่าเป็นคนของเธอเอง

           “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เชนเขาบอกว่าวันนี้จะเป็นคนทำบาร์บีคิวให้สร้อยทานเอง” พูดจบสร้อยมาลาก็หันไปยกยิ้มให้กับชายหนุ่มที่ประสานสองแขนขึ้นเหนือหัวแล้วยืดตัวสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปเต็มปอด

            “งั้นป้าสดศรีช่วยไปเตรียมของให้ผมทีนะครับ เสร็จแล้วให้ยกไปที่ด้านหลังบ้าน นี่ก็ใกล้จะค่ำแล้ว สร้อยขึ้นไปอาบน้ำก่อนสิครับจะได้สดชื่น”

             สร้อยมาลารับคำก่อนเดินละลิ่วเข้าไปในบ้านไม้สไตล์คันทรี่ของชายหนุ่มที่ปลูกอยู่ตีนเขา ขณะที่ราเชนทร์เดินใจลอยเข้าไปในบ้านแล้วตรงไปยังเคาน์เตอร์บาร์ เปิดขวดไวน์แดงแล้วเทลงบนแก้ว ก่อนทิ้งตัวลงบนเก้าอี้แล้วหยิบแก้วไวน์มาถือไว้แล้วหมุนของเหลวสีแดงข้นในแก้วนั้นเบาๆ พลางปล่อยความคิดให้ลอยลิ่วไปตามเกลียวเมฆขาวด้านนอกที่ถูกสายลมหอบพัดให้กลืนหายไปในความมืด

             ประตูที่เชื่อมสู่ระเบียงนอกบ้านซึ่งเปิดโล่งนั้นทำให้สายลมได้พัดผ่านเข้ามาภายใน ชายหนุ่มถือแก้วไวน์แล้วลุกจากเก้าอี้ เดินเนิบนาบออกไปยังระเบียงไม้ด้านนอก แล้วปล่อยให้สายลมพัดมาปะทะใบหน้าก่อนยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ

            “ทำไมต้องฝันเห็นภาพพวกนี้อีกแล้ว...มันกำลังจะบอกอะไรเรางั้นเหรอ?”

             “โอ้โห ไล่ให้เราไปอาบน้ำแล้วตัวเองก็มาดื่มไวน์ชมธรรมชาติคนเดียวแบบนี้เหรอคะ” มือน้อยแตะลงบนบ่าแข็งแกร่งเบาๆ พร้อมกับน้ำเสียงใสก้องที่ดังอยู่ข้างกาย ราเชนทร์หันกลับมามองหน้าสร้อยมาลาอย่างยิ้มๆ หญิงสาวในชุดเสื้อยืดตัวโคร่งและกางเกงขาสั้นเปลี่ยนลุคจากหญิงมาดมั่นโฉบเฉี่ยวให้กลายเป็นหญิงสาวธรรมดาไร้เดียงสาคนหนึ่ง

             “ก็...แก้เมารถน่ะครับ” ราเชนทร์พูดพร้อมกลั้วหัวเราะ ก่อนจะเดินนำสร้อยมาลาไปยังด้านหลังบ้านซึ่งคนงานนำเตาย่างบาร์บีคิ้วมาตั้งไว้เรียบร้อยแล้ว สดศรีช่วยผู้เป็นนายนำบาร์บีคิวลงไปย่างบนเต่า ส่วนสร้อยมาลาก็ทำหน้าที่รินเครื่องดื่มใส่แก้ว

             “ทุกคนย่างกันเองเลยนะ ตามสบาย” ผู้เป็นนายเดินไปหยิบบาร์บีคิวที่สุกกำลังดีสามไม้ใส่จานแล้วเดินกลับมายังโต๊ะ ปล่อยให้เหล่าคนงานได้เอร็ดอร่อยกับมื้ออาหารอย่างไม่ถือตัว เขาวางจานลงตรงหน้าสร้อยมาลา ก่อนจะทรุดนั่งลงฝั่งตรงข้าม

             “ขอบคุณค่ะ แล้วของเชนละคะ...”

             “ผมไม่ทานข้าวเย็น ปกติทานแต่สลัดครับ” ชายหนุ่มฉีกยิ้มยียวนก่อนที่สร้อยมาลาจะหัวเราะร่วน

              “พูดแบบนี้สร้อยทานไม่ลงแล้วละค่ะ สามสี่ไม้นี่กี่แคลลอรี่ละเนี่ย ฮ่าๆ” ทั้งคู่หัวร่อต่อกระซิก และพูดคุยกันจนเวลาล่วงเลยไปถึงสามทุ่ม เหล่าคนงานแยกย้ายกันกลับไปยังเรือนพัก จะเหลือเพียงแต่นางสดศรีและคนงานอีกสองสามคนเท่านั้น

              “เห็นเชนว่าจะโทร.หาฐานสิทธิ์ แล้วนี่เขาว่าไงบ้างคะ เรื่องภาพวาดรูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตี” สร้อยมาลาเอ่ยถามร่างที่กำลังละเลียดกับไวน์แดงในแก้ว

              “อ้อ ลืมไปเลยครับ” พูดจบ ราเชนทร์ก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทร.หาเพื่อนรักทันที ทว่าโทร.ไปกี่สายก็กลับไม่มีคนรับจนชายหนุ่มเริ่มแสดงสีหน้าเป็นกังวล

               “น่าจะยังไม่ว่างมั้งคะ พรุ่งนี้เช้าค่อยโทร.ไปหาอีกทีก็ได้มั้ง” หญิงสาวแทรกขึ้น ก่อนที่ราเชนทร์จะวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะแล้วหรี่ตามุ่นคิด

               “แล้ว...เชนได้ลองถามคุณลุงไอศูรย์รึยังคะ ว่าท่านพอจะรู้เรื่องรูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตีรึเปล่า คุณลุงไอศูรย์ก็เป็นนักสะสมวัตถุโบราณอันดับต้นๆ ของเมืองไทยเลยนะคะ”

               “ถามแล้วครับ คุณลุงบอกว่าไม่ทราบเหมือนกันว่าตอนนี้รูปปั้นนั้นมันไปอยู่ที่ไหน”

               “มันสำคัญมากขนาดนั้นเลยเหรอคะเชน...” สร้อยมาลาย้อนถาม น้ำเสียงจริงจัง ชายหนุ่มรู้สึกหนักอึ้งอยู่กลางหัวใจ เหมือนมีใครกำลังกระชากเข้าให้ร่วงตกลงไปในหลุมอันดำมืดไม่มีที่สิ้นสุดช้าๆ

              “ไอ้สิทธิ์...มันบอกถึงอภินิหารของรูปปั้นนั้นซะจนผมอยากเห็นของจริงน่ะครับ อีกอย่างสมบัติล้ำค่าแบบนั้นถ้ามันได้อยู่ในพิพิธภัณฑ์เป็นสมบัติของชาติก็คงดีกว่าการตกไปอยู่ในมือของใครคนใดคนหนึ่ง” เมื่อเขาพูดจบสร้อยมาลาก็เงียบไป

               หญิงสาวขอตัวไปเข้าห้องน้ำแล้วจึงพิมพ์ข้อความส่งไปหาบิดาเพื่อสอบถามเรื่องรูปปั้นของราเชนทร์ อีกฝ่ายที่ยังไม่สะดวกที่จะให้คำตอบจึงขอเลื่อนเป็นพรุ่งนี้แทน

              “พ่อมีอะไรรึเปล่าคะ เกิดอะไรขึ้น ?” ผู้เป็นลูกสาวคนเดียวของทรงพลโทร.ไปหาบิดาทันที ที่อีกฝ่ายบอกว่ากำลังเจรจากับตำรวจอยู่ที่โรงพัก

              “ไม่มีอะไรมากหรอกสร้อย พ่อมาเคลียร์เรื่องเลขาฯ นิดหน่อย”

              “เลขาฯ...เลขาคุณพ่อน่ะเหรอคะ?”

              “ใช่ เขามาแจ้งความว่าถูกสร้อยทำร้ายวันนั้นน่ะ แต่พ่อมาเคลียร์แล้วนะ” มือที่กำโทรศัพท์มือถือแนบหูไว้บีบแน่นและสั่นเทา ลมหายใจรุ่มร้อนสูดเข้าปอดฮึดฮัดมากขึ้น

              “สร้อยจะรีบกลับเดี๋ยวนี้ละค่ะ” สร้อยมาลากดวางสาย แล้วเดินออกจากห้องน้ำ แจ้งให้ราเชนทร์ช่วยหาคนขับรถแล้วพาเธอกลับกรุงเทพฯ ในคืนนี้เลย

              “มีธุระด่วนจริงๆ ค่ะ อันที่จริงสร้อยอยากจะอยู่ที่ไร่กับเชนทั้งคืนด้วยซ้ำ” หญิงสาวกล่าวก่อนเอ่ยลาเขา อีกฝ่ายยิ้มรับอย่างไม่ถือสา ก่อนควงขวดไวน์เดินขึ้นห้องนอนลำพัง

 

              “คุณท่านนอนพักอยู่ครับ ผมว่ารอให้ถึงเช้าก่อนค่อยคุยจะดีกว่านะครับคุณหนู” บอดี้การ์ดหนุ่มหน้าห้องพักของทรงพลเอ่ยบอกแก่สตรีที่ตรงมาหาบิดาทันทีที่เธอมาถึงบ้าน สร้อยมาลามองประตูห้องพักบิดาอย่างเป็นห่วง กลัวว่าเรื่องจะเลยเถิดไปกันใหญ่เพราะผู้หญิงคนนั้นคนเดียว

              “ไปตามพี่ราเมศมาพบฉันที่ห้องรับแขก” สร้อยมาลาสั่งการก่อนเดินลิ่วลงไปยังห้องรับแขกชั้นล่างของบ้านหลังงาม สั่งให้แม่บ้านนำกาแฟดำมาเสิร์ฟแล้วจึงนั่งรอลูกน้องมือหนึ่งของบิดาที่ต้องถูกปลุกขึ้นมากลางดึก

              “คุณสร้อย...นึกว่าจะกลับพรุ่งนี้เช้าเสียอีกครับ” ชายวัยสี่สิบปีในชุดลำลองทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

              “เรื่องนังผู้หญิงคนนั้น ตำรวจเขาว่ายังไงบ้าง” สร้อยมาลาไม่เท้าความยาว อีกฝ่ายก้มหน้าลงน้อยๆ เหมือนมีบางอย่างในใจ

              “เรียบร้อยดีแล้วครับ คุณท่านจัดการแล้ว”

              “จัดการ หมายถึงยอมจ่ายค่าเสียหายไปอย่างนั้นเหรอ มันยังมีอะไรที่สร้อยไม่รู้อีกมั้ยพี่ราเมศ” ชายตรงหน้าอึกอัก ไม่กล้าสบสายตาหญิงสาว ก่อนที่สร้อยมาลาจะลุกขึ้นจากโซฟา สีหน้าโกรธจัด

              “นอกจากทำงานในห้องแล้ว นังนั่นมันยังไต่ขึ้นไปทำงานบนเตียงกับคุณพ่อด้วยใช่มั้ย...”

             “เอ่อ….คือ...”

             “ถ้าเป็นคนอื่นทำแบบนี้ พ่อต้องไม่ปล่อยไว้แน่ แต่นี่ยอมจ่ายเงินให้เรื่องมันจบไป แสดงว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านั้น พี่ราเมศจะบอกสร้อยตรงนี้หรือจะให้สร้อยไปสืบเอาเอง”

              “ครับคุณสร้อย ถูกอย่างที่คุณสร้อยพูดครับ รมิดาเป็นผู้หญิงที่ท่านเก็บไว้ลับๆ ถึงแม้จะเคลียร์กับทางตำรวจแล้วแต่เธอก็ยังขู่ว่าหากไม่ให้คุณหนูมากราบขอโทษเธอ เธอจะเปิดโปงธุรกิจค้าขายของโบราณของคุณท่านรวมถึงการลักลอบขุดหาสมบัติตามโบราณสถานต่างๆ ให้ตำรวจได้รู้ ด้วยความที่คุณท่านยังรักรมิดา เลยยังไม่คิดจะทำอะไร”

              “มันอยู่ไหน...ตอนนี้นังนั่นอยู่ที่ไหน” หญิงสาวกำมือแน่น ทั้งร่างอัดแน่นไปด้วยเพลิงร้ายอันเกรี้ยวกราดที่พร้อมจะเผาไหม้คนที่อาฆาตให้แหลกลาญคามือ

 

              คำเธียรต้องขยี้ตาตื่นแต่เช้าเมื่อเสียงโทรศัพท์ของเพื่อนหนุ่มดังขึ้นหลายสิบรอบจนเขาแทบปาโทรศัพท์มือถือทิ้ง

             “มีอะไรวะไอ้เชน โทร.มาทำไมตั้งแต่เช้า นี่วันหยุดข้านะโว้ย” คำเธียรเดินไปเปิดผ้าม่านข้างหน้าต่างออกเพื่อให้แสงอรุณได้สาดผ่านกระจกหน้าต่างเข้ามา

            “ไอ้เธียร แกได้ไปหาไอ้สิทธิ์บ้างรึเปล่า ข้าโทร.หาทั้งคืนมันไม่ยอมรับสายเลย จนข้าผล็อยหลับไป วันนี้เช้าโทร.ไปอีกมันก็ไม่รับ ข้ารู้สึกไม่ค่อยดีเลยว่ะ แกช่วยไปหามันหน่อยได้มั้ย”

            “โถ่...แกก็คิดมากไปไอ้เชน ฐานสิทธิ์มันอาจจะหนีไปเที่ยวก็ได้ กลับดึก ไม่อยากรับโทรศัพท์เหมือนข้าไง” คำเธียรแย้งเสียงแข็ง พลางเอามือขยี้ตา

            “แล้วถ้ามันไม่ได้เป็นแบบที่แกคิดล่ะ ไม่รู้หละ อีกครึ่งชั่วโมงฉันต้องได้คุยกับไอ้สิทธิ์ แค่นี้นะ” ราเชนทร์กดวางสายไปในขณะที่คำเธียรได้แต่ถอนหายใจยาวฟืดใหญ่กับความเอาแต่ใจของเพื่อนสนิท

             ชายหนุ่มเข้าไปอาบน้ำอาบท่า เมื่อแต่งกายเรียบร้อยจึงลงมาที่ชั้นล่างของคอนโดมิเนียมที่พักอาศัยอยู่ ก่อนขับรถยนต์ออกไปหาฐานสิทธิ์ยังที่พัก

            “ไอ้สิทธิ์… ไอ้สิทธิ์โว้ย...” คำเธียรเคาะประตูเสียงดัง แต่ทว่ากลับไม่มีเสียงตอบรับมาจากเจ้าของห้อง เขาจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทร.หา ก่อนจะได้ยินเสียงโทรศัพท์ของฐานสิทธิ์ดังอยู่ข้างในห้อง

             “ผมว่าไปขออนุญาตทางคอนโดใช้กุญแจไขเข้าไปดีกว่ามั้ยครับ ท่าจะไม่ดีแล้ว” รปภ.ที่ถูกคำเธียรเรียกขึ้นมาหลังจากที่เขาได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือของฐานสิทธิ์ดังอยู่ภายในแต่ไม่มีคนรับ รวมถึงอีกฝ่ายยังแจ้งว่า ฐานสิทธิ์ไม่ได้ลงมาจากคอนโด

              “ไขกุญแจเข้าไปเลยครับ เดี๋ยวผมรับผิดชอบเอง” คำเธียรหันไปบอกกับผู้ดูแลคอนโดแห่งนี้ ก่อนที่ประตูห้องของฐานสิทธิ์จะถูกเปิดออกในที่สุด

                คำเธียรถลาร่างเข้าไปภายในห้องอย่างรวดเร็ว สายตาว่องไวกวาดมองไปรอบห้องก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนอนของเพื่อนหนุ่มและเห็นร่างของฐานสิทธิ์นอนนิ่งอยู่บนเตียง ในสภาพที่มีเลือดกำเดาไหลออกมาจากรูจมูกทั้งสองข้าง เบิกตาหรี่มองไปด้านหน้าและหายใจแผ่วเบา

               “ไอ้สิทธิ์...เฮ้ย แกเป็นอะไรเนี่ย” คำเธียรกระโดดขึ้นเตียงแล้วเอามือตบหน้าฐานสิทธิ์เบาๆ ด้วยความตกใจ ทั้งเขย่าร่างที่นอนนิ่งนั้นเพื่อให้อีกฝ่ายกลับมามีสติ แต่ทว่าฐานสิทธิ์กลับทำได้แต่เพียงกระพริบตามองเขาเท่านั้น

                “ผมว่าโทร.เรียกรถพยาบาลเถอะครับ” ผู้ดูแลคอนโดที่เดินตามเข้ามาเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง จากนั้นจึงรีบจัดการโทร.เรียกรถพยาบาลให้มารับใช้หนุ่มที่คอนโด

                 ระหว่างที่คำเธียรขับรถยนต์ตามรถพยาบาลไปนั้นเขาก็รีบแจ้งข่าวนี้แก่ราเชนทร์ทันที

                 “เชน ไอ้สิทธิ์มันเป็นอะไรไม่รู้ว่ะ ข้าเข้าไปในห้องมัน เจอมันในสภาพนอนนิ่ง ขยับตัวไม่ได้ เลือดไหลออกจากจมูก ตอนนี้กำลังพาไปโรงพยาบาลอยู่ แกขึ้นมาที่กรุงเทพฯ ตอนนี้ได้มั้ยวะ” คำเธียรรีบรายงานด้วยความตกใจ

                 “ไอ้สิทธิ์...” ปลายสายที่ถือโทรศัพท์ค้างไว้เอ่ยด้วยความตกใจไม่แพ้กัน

                 “เดี๋ยวข้าจะรีบไปให้เร็วที่สุดนะคำเธียร ฝากเอ็งดูให้สิทธิ์มันด้วย มีอะไรก็ติดต่อข้าได้ตลอด” ราเชนทร์กดวางสาย แล้วรีบอาบน้ำแต่งตัว เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยรถยนต์คันงามจึงขับออกจากไร่ไปด้วยความเร่งรีบ

 

                “ทางคอนโดบอกว่าคุณรมิดาย้ายออกไปเมื่อคืนนี้เองครับ” ผู้เป็นลูกน้องกลับมารายงานหญิงสาวที่นั่งคอยในรถตู้สีดำคันใหญ่หลังจากที่เธอบุกมาถึงที่พักของรมิดาเพื่อหมายสั่งสอนอีกฝ่ายให้รู้ว่าเธอทำอะไรได้บ้าง

               “ไปสืบมาว่ามันหนีไปอยู่ที่ไหน” สร้อยมาลาขบกรามแน่น ก่อนจะถอดแว่นตาดำออกแล้วทอดสายตามองเข้าไปภายในอาคารพักตรงหน้าด้วยความเจ็บใจ

                “ถ้าทราบที่อยู่ของคุณรมิดาแล้ว คุณหนูจะให้ทำยังไงครับ” ลูกน้องคนสนิทที่ขึ้นมานั่งบนรถตู้เอี้ยวตัวหันมาถามผู้เป็นนาย ในขณะที่คนขับรถค่อยๆ เคลื่อนพาหนะออกจากด้านหน้าอาคารพักแห่งนั้นอย่างช้าๆ

               สร้อยมาลาเม้มปากแน่นแล้วยิ้มเยาะอย่างอำมหิต “ก็ทำให้มันหายไปจากโลกนี้ยังไงล่ะ...”

               ลูกน้องคนสนิทค้อมศีรษะรับคำ ก่อนที่รถตู้คันงามจะมุ่งสู่บริษัท เมื่อถึงที่หมาย สร้อยมาลาพยายามปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ ก่อนจะเข้ามาพบทรงพลในห้องทำงาน

               “อ้าวสร้อย...เห็นราเมศบอกว่ามาถึงตั้งแต่เมื่อคืน นี่ออกไปไหนมาตั้งแต่เช้าหละลูก ได้นอนพักบ้างรึยังเนี่ย” สีหน้าเป็นห่วงเป็นใยของบิดาทำให้หญิงสาวต้องคลายยิ้มน้อยๆ ร่างระหงในชุดสูดดำเข้ารูปเดินไปทรุดนั่งลงบนเก้าอี้รับแขกแล้วหยิบแฟ้มเอกสารบัญชีโบราณวัตถุที่ถูกขายให้กับลูกค้าเรียบร้อยแล้ว

                “เห็นเด็กบอกว่าสร้อยอยากดูบัญชีพวกนี้เหรอ?...” คำถามของทรงพลทำให้หญิงสาวพยักหน้ารับเบาๆ ขณะที่มือไล่เปิดแฟ้มไปทีละหน้า ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่รูปปั้นหินทรายรูปหนึ่ง

                 สร้อยมาลาลุกขึ้นยืน แล้วหยิบแฟ้มเล่มนั้นส่งให้กับบิดาได้ดูในหน้าที่เธอเปิดค้างไว้

                “พ่อคะ...นี่รูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตีในสมัยอาณาจักรอิศาณปุระใช่มั้ยคะ?” คำถามของลูกสาวถึงกับทำให้ทรงพลเบิกตากว้าง ก่อนจะก้มลงมองที่ภาพถ่ายด้านหน้าแล้วเม้มปากแน่น สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที

               “ใช่จ้ะ นักโบราณคดีที่ไปขุดค้นกับทีมของพ่อให้รายละเอียดบนแฟ้มนั่นแหละ”

               “นักโบราณคดีคนไทยหรือต่างชาติคะพ่อ” สร้อยมาลาเริ่มอยากรู้มากขึ้น สายตาคาดคั้นจ้องมองบิดาแน่วนิ่ง

               “คนไทยสิ...พ่อไม่ไว้ใจพวกต่างชาติหรอก ว่าแต่...สร้อยมีอะไรรึเปล่า ถึงมาถามพ่อเกี่ยวกับงานชิ้นนี้ หรือว่าสนใจ...”

               “เปล่าหรอกค่ะ สร้อยไม่ได้สนใจ แต่เพื่อนของสร้อยเขาสนใจ มันถูกขายไปให้ใครเหรอคะ พ่อบอกสร้อยได้มั้ย?” ทรงพลสบสายตาลูกสาว พร้อมกับระบายลมหายใจอันรุ่มร้อนออกมาเบาๆ

               “ท่านไอศูรย์ สืบแสงสุริยวงศ์” ทรงพลบอกน้ำเสียงช้าชัด ก่อนจะกดกริ่งเรียกเลขานุการคนใหม่ให้เข้ามารับแฟ้มเอกสารที่เขาเซ็นต์เรียบร้อยแล้ว ขณะที่สร้อยมาลานั่งวางหน้านิ่งค้างอยู่หน้าโต๊ะทำงานของผู้เป็นบิดา

              “เที่ยงนี้ไปทานข้าวกับพ่อนะสร้อย” ฝ่ายบิดาลุกขึ้นแล้วเดินอ้อมมาโอบไหล่บุตรสาว ก่อนที่สร้อยมาลาจะหันมามองพร้อมกับฝืนยิ้ม

               “สร้อยอยากพักน่ะค่ะ เมื่อเช้ารีบไปทำธุระแต่เช้า ยังไม่ได้นอนเลย ไว้เป็นวันหลังนะคะพ่อ” เธอขอตัวออกมาจากห้องทำงานของบิดา จากนั้นจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหมายจะกดโทร. หาราเชนทร์ ทว่าอีกใจก็ทำให้เธอหยุดมือไว้เสียก่อน

               “เชนบอกว่า ลุงไอศูรย์ไม่รู้เรื่องรูปปั้น...งั้นก็แสดงว่าคุณลุงไอศูรย์โกหกงั้นเหรอ? รูปปั้นนั้นอยู่ที่บ้านสืบแสงสุริยวงศ์ แล้วคุณลุงจะโกหกไปทำไมกัน?”

 

****************************************************************************************

ครรภคฤห์

หรือ ครรภคฤหะ[1] (สันสกฤต: गर्भगृह) หมายถึงห้องบูชาด้านในสุดของโบสถ์พราหมณ์ อันเป็นที่ประดิษฐานมูรติซึ่งเป็นเทวรูปเทพเจ้าฮินดูประจำโบสถ์นั้น ๆ คำว่า "ครรภคฤห์" แปลตรงตัวว่า "โถงครรภ์" มาจากภาษาสันสกฤตคำว่า "ครรภ-" ซึ่งหมายถึง "ครรภ์" และ "คฤห-' ซึ่งหมายถึง "บ้าน" โดยทั่วไปแล้วโถงนี้จะอนุญาตให้เฉพาะนักบวช (บูชารี) เข้าไปได้เท่านั้น หรือบางแห่งอนุโลมให้เฉพาะศาสนิกชนเท่านั้น[2] อย่างไรก็ตาม "ครรภคฤห์" นั้นสามารถพบในเชนสถานและวัดพุทธด้วย

ในปราสาทขอม ห้องครรภคฤหะ เรียกอีกชื่อได้ว่าห้อง "เรือนธาตุ" ด้านบนเป็นหอหลังคาสูงเป็นชั้นเรียกว่า "เรือนชั้น"

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/ครรภคฤห์


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น