อัปเดตล่าสุด 2020-01-12 12:14:35

ตอนที่ 8 รอยอดีต

ตอนที่ ๘ รอยอดีต

                   “ข้าว่าเราเลิกยุ่งเกี่ยวกับรูปปั้นนั้นเถอะว่ะ แต่ก่อนไอ้สิทธิ์มันแข็งแรงดีจะตาย แต่จู่ๆ ก็ล้มป่วยแบบหาสาเหตุไม่ได้แบบนี้ ข้าอดคิดไม่ได้ว่ามันจะเป็นเพราะอาถรรพ์รูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตี” คำเธียรที่ทรุดนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียงของฐานสิทธิ์หันไปมองใบหน้าซีดเซียวของผู้ป่วยซึ่งยังคงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง

               หลังจากที่ราเชนทร์เดินทางมาถึง เขาก็ต้องรีบมายังโรงพยาบาลทันที และเมื่อเห็นร่างฐานสิทธิ์นอนนิ่งอยู่บนเตียง หัวใจของราเชนทร์ก็เริ่มรู้สึกหวาดเกรงกับบางอย่างที่เขามองไมเ่ห็นขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ

              “ข้าเป็นคนบอกให้มันวาดรูปเจ้าหญิงมฤควตี เพื่อจะเอาไปให้สร้อยมาลาช่วยสืบอีกแรงว่าตอนนี้มันอยู่ที่ไหน” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงแผ่วเบา พลางจ้องหน้าฐานสิทธิ์ด้วยความเป็นห่วง

               “นี่เรากำลังเจอเรื่องเหนือธรรมชาติอยู่ใช่มั้ยไอ้เชน...” คำเธียรหันมามองหน้าราเชนทร์ด้วยความวิตก อีกฝ่ายถอนหายใจยาวแล้วเชิดใบหน้าคร้ามคมขึ้นช้าๆ

               “มันอาจเป็นอุบัติเหตุก็ได้ อย่าไปคิดมากเลย ว่าแต่แกมีธุระที่ไหนรึเปล่า เดี๋ยวฉันเฝ้าไอ้สิทธิ์มันเองนะ”

               “ไม่มีหรอก ช่วงนี้ยังไม่มีงาน ฉันอยู่ดูแลมันเอง แกไปพักเถอะขับรถมาตั้งไกล” คำเธียรที่มีอาชีพเป็นศิลปินอิสระกล่าวเสียงเรียบ ก่อนที่ราเชนทร์จะกดโทรศัพท์มือถือไปหาคนที่บ้านสืบแสงสุริยวงศ์

               “ป้าชมนาดครับ พอดีผมมีธุระด่วนเลยต้องเข้ามากรุงเทพฯ อีกแล้ว เที่ยงนี้ผมจะกลับไปทานข้าวที่บ้านนะครับ” ราเชนทร์พยายามสลัดอาการวิตกนั้นออกไปจากหัว แล้วพยายามมองว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงอุบัติเหตุ สายตาอาทรจึงหันมาจ้องมองร่างฐานสิทธิ์ที่นอนหมดสติอยู่บนเตียงอีกครั้ง

                “แกต้องไม่เป็นอะไรนะเพื่อน...”

 

                งานในช่วงสายไม่มีอะไรมากนอกจากการช่วยชมนาดจัดเรียงหนังสือในห้องสมุดของไอศูรย์ และทำบัญชีคัดแยกหนังสือที่ผู้เป็นเจ้านายจะนำไปบริจาคให้กับห้องสมุดประชาชนในสัปดาห์หน้า

ป้าเรียกให้นังจำปามาช่วยแล้วนะคะ ป่านนี้สงสัยมัวแต่ดูละคร นังนี่ใช้อะไรไม่ได้เรื่องเลย” ชมนาดบ่นอุบอิบ ก่อนยกเอาตะกร้าผ้าที่ใช้แล้วซึ่งใช้เช็ดฝุ่นบนหนังสือจนดำเกรอะออกมาจากห้องสมุด

               “เดี๋ยวป้าเอาผ้าไปเก็บก่อนนะคะ พอดีเมื่อกี้คุณเชนโทร.มา บอกว่าจะกลับมาทานข้าวที่บ้าน ป้าว่าจะทำขนมจีนแกงเขียวหวานให้เธอทานซะหน่อย ไปก่อนนะคะคุณเรศ” ชมนาดกล่าวด้วยรอยยิ้มก่อนจากไป ศิขเรศจึงก้มหน้าก้มตาทำงานของตนต่อไป จนกระทั่งสองหูได้ยินเสียงสิ่งของบางอย่างที่มีน้ำหนักมากหล่นลงกระทบกับพื้นห้องดังโครมใหญ่

               หญิงสาวใจเบาโหวง หัวใจคิดไปถึงห้องสะสมวัตถุโบราณของไอศูรย์ทันที กลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นในนั้นอีกครั้ง

               ศิขเรศลุกจากเก้าอี้แล้ววางผ้าเช็ดหนังสือลงบนโต๊ะ ก่อนเดินออกไปล้างมือที่ห้องน้ำสำหรับแขก แล้วรีบเดินเร็วตรงมายังหน้าห้องสะสมวัตถุโบราณของไอศูรย์ ก่อนที่สองตากลมโตจะเบิกกว้างด้วยความตกใจ

               “ประตูเปิดได้ยังไงกันนะ…?” มือน้อยนั้นค่อยๆ ยื่นเข้าไปจับประตูไม้บานหนาที่ถูกเปิดออกจนเกือบสุด โซ่และแม่กุญแจหลุดร่วงอยู่บนพื้น

               “หรือว่าจะมีขโมยเข้ามา” ศิขเรศกังวลและคิดไปไกลด้วยความหวาดระแวง วัตถุโบราณในห้องนี้ล้วนแล้วแต่มีค่ามหาศาล หญิงสาวค่อย ย่อตัวลงเก็บแม่กุญแจและโซ่ขึ้นมาคล้องประตูไว้ดังเดิม ก่อนจะแง้มบานประตูเข้ามาและเดินเข้าไปภายในห้องนั้นช้าๆ แล้วเพียงชั่วกระพริบตาก็คล้ายกับว่าหางตาเหมือนเห็นชายผ้าสีเลือดหมูสะบัดพลิ้วเคลื่อนผ่านไปทั้งซ้ายมือ ศิขเรศสะบัดหน้าหันไปมองด้วยความตกใจ ก่อนที่ตู้ไม้ขนาดใหญ่ที่ตั้งชนิดผนังจะค่อยๆ เคลื่อนออกจากกันช้าๆ

               ศิขเรศก้าวขาถอยหลังด้วยความตกใจ สองตาเบิกโพลงจดจ้องมองตู้ใบนั้นที่ค่อยๆ เคลื่อนจากอีกด้านไปจนชิดผนังขอบหน้าต่าง แล้วจากนั้นประตูที่ถูกปิดบังซุกซ่อนไว้จึงค่อยๆ แง้มเปิดออกช้าๆ

                สายลมที่พัดผ่านบานหน้าต่างซึ่งเปิดโล่งเข้ามานั้นเย็นเยือก กลิ่นหอมหวานของดอกการเวกคละคลุ้งในสายลมอันวิเวกนั้น ประตูไม้บานหนาเปิดออกกว้างจนสุด เผยให้เห็นบางสิ่งที่ตั้งตระหง่านซุกซ่อนอยู่ในเงามืดของห้องลึกลับชั้นใน

                ช่องแสงเพียงอันเดียวนั้นทำให้ลำแสงสีขาวของทินกรสาดผ่านกระจกบานเล็กลงมากระทบกับรูปปั้นหินทรายที่สลักเสลาอย่างประณีตราวกับมีชีวิตเหมือนจริง ศิขเรศรู้สึกชาวาบไปทั่วทั้งร่าง ขณะสืบเท้าก้าวเข้าไปภายในห้องลับแห่งนั้นอย่างช้าๆ

                ภาพนิมิตและความฝันอันประหลาดลึกล้ำกางปีกสยายม่านแห่งความทรงจำอันไกลโพ้นแก่หญิงสาว ความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างเธอและรูปปั้นเบื้องหน้าทำให้ร่างกายของศิขเรศสั่นเทิ้ม ขณะที่มายืนประจันหน้ากับรูปปั้นหญิงสาวที่สูงเท่ากับตัวเธอ

                หญิงสาวยื่นมือเข้าไปสัมผัสใบหน้าของรูปปั้นเบาๆ สัมผัสที่ได้รับกลับไม่ใช่ความสากสางจากวัสดุที่ทำมาจากหิน หากแต่เป็นความเย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็ง และคล้ายมีอะไรบางอย่างไหลเวียนและเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้หินทรายซึ่งสลักเป็นรูปปั้นอันงดงามปราณีตเบื้องหน้านี้

               ศิขเรศชักมือกลับ ก่อนจะเบิกตาค้างหัวใจเต้นแรง เมื่อดวงตาของรูปปั้นที่จ้องมองเธอค่อยๆ แปรเปลี่ยนกลายเป็นสีดำและกระพริบขึ้นลงก่อนจ้องมองสองตาของหญิงสาว

               กรี๊ดดดดดดด….

               สติถูกฉุดดึงลงไปยังส่วนที่ลึกที่สุดของความทรงจำ พร้อมกับร่างระหงที่ทรุดฮวบหมดสติล้มลงไปกับพื้น

 

                เสียงกลองที่ลั่นบอกเป็นสัญญาณถึงการบุกรุกและเหตุการณ์คับขันที่เกิดขึ้นกลางดึกนั้นปลุกให้ทุกคนในวังแห่งอยุชฌปุระต้องสะดุ้งตัวตื่นขึ้น เนียลจรัญ นางพระกำนัลที่หลับใหลอยู่นอกห้องบรรทมของเจ้าหญิงศรีศิขเรศรีบลุกขึ้นมาจุดใต้รอบพระตำหนัก แล้วสั่งให้ทหารองครักษ์เพิ่มการคุ้มกันเจ้าหญิงมากยิ่งขึ้น ก่อนที่นางจะวิ่งออกไปจากเขตตำหนักพระธิดาองค์เล็กแห่งอยุชฌปุระ แล้วตรงเข้าสู่เขตพระตำหนักอันใหญ่โตกว่าในทางทิศตะวันออก

                “นี่มันเกิดเหตุอันใดขึ้นพี่จาบัลย์ เสียงกลองลั่นเป็นสัญญาณขึ้นกลางดึก หรือว่าจะมีข้าศึกบุกเข้ามาล้อมวังกระนั้นหรือ?” เนียลจรัญหน้าถอดสีแล้วกล่าวด้วยความตกใจ ก่อนหันไปมองกลุ่มทหารองครักษ์ของเจ้าหญิงมฤควตีที่กำลังแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม

                 “ม้าเร็วรายงานมาว่า มีกลุ่มโจรลอบโจมตีทหารที่ออกลาดตระเวน รวมถึงเข่นฆ่าเหล่าชาวเมืองและเผาบ้านเรือนจนหมดสิ้น ทหารของเราถูกทำร้ายสาหัสหนีแตกกระเจิงกันมา เจ้าหญิงมฤควตีกลัวว่าเหตุจะบานปลายเกินควบคุมจึงสั่งให้ลั่นกลองเป็นสัญญาณเตือนให้ทุกคนเตรียมตัวกันไว้อย่าได้ชะล่าใจ”

                ข้าหลวงคนสนิทแห่งเจ้าหญิงศรีศิขเรศได้ฟังดังนั้นก็ใจเต้นถี่ การปะทะต่อสู้ที่ดำเนินมาอย่างเงียบๆ บัดนี้เริ่มลุกลามบานปลายมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

               “แล้วนั่น กลุ่มทหารองครักษ์กำลังจะไปที่ใดกัน แล้วทำไมถึง...” เนียลจรัญพูดไม่ทันจบ จาบัลย์ที่แลเห็นร่างสูงระหงที่เดินลิ่วออกมาจากพระตำหนักจึงรีบย่อตัวลงกับพื้นทันที เนียลจรัญรู้ได้ในครานั้นว่าจะต้องมีเจ้านายกำลังอยู่ด้านหลังเธอ

                นางพระกำนัลสาวย่อตัวนั่งลงตามจาบัลย์ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ที่อัดแน่นไปด้วยความโกรธแค้นของเจ้าหญิงเบื้องหน้า

                “เชื่อกระหม่อมเถิด อย่าได้เสด็จออกไปจากวังเลย นี่อาจจะเป็นแผนลวง พวกโจรอาจหมายดักซุ่มทำร้ายพระนางได้” ไอศูรย์ โหราจารย์คนสนิทของเจ้าหญิงมฤควตีรีบกราบทูลวอนขอ เมื่อพระนางสั่งให้คนเตรียมม้าไว้เพื่อออกไปตรวจดูเหตุการณ์ยังหมู่บ้านที่ถูกกลุ่มโจรลึกลับโจมตี

                      “ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าข้าสั่งให้กลุ่มทหารปลอมตัวเป็นชาวบ้าน เพื่อออกลาดตระเวนในยามราตรี แต่นี่...” สองมือที่กำแน่นนั้นแทบจะจิกปลายเล็บเข้าไปในเนื้อเพราะความขุ่นแค้นที่สุมอยู่ทั่วร่าง

                “ให้แม่ทัพราเชนทรออกไปตรวจดูเหตุการณ์ เชื่อว่าทุกอย่างคงจะกลับมาเป็นปกติอีกไม่ช้ากระหม่อม”

                “แม่ทัพราเชนทรท่านยังไม่หายดี ขืนให้ออกตรวจการณ์ตอนนี้ยิ่งจะทำให้อาการทรุดหนักเสียเปล่าๆ” ใบหน้างดงามนั้นสะบัดหันไปมองจาบัลย์

               “เจ้าออกจากวัง แล้วไปสืบมาว่าเหตุการณ์ข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง ข้าคงทนรอรอรายจากงานเหล่าทหารไม่ไหว รีบกลับมาก่อนตะวันจะขึ้น จาบัลย์”

               “รับด้วยเกล้าเพค่ะเจ้าหญิง” หลังจาบัลย์เดินลิ่วจากไป ข้ารับใช้กลุ่มใหญ่จากตำหนักหลวงพร้อมแพทย์เวรที่ถวายการรักษาองค์กษัตริย์ก็วิ่งเข้ามาหาร่างระหงที่ประทับเด่นอยู่หน้าตำหนัก อาการร้องไห้เสียขวัญของกลุ่มข้ารับใช้นั้นสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ทุกร่างในทันที

                “เกิดเหตุอันใดขึ้น ทำไมพวกเจ้าไม่อยู่เฝ้าองค์เหนือหัวที่ตำหนัก วิ่งกระหืดกระหอบร้องไห้มาทำไมกัน” ไอศูรย์ปรี่เข้าไปสอบถาม ก่อนที่แพทย์หลวงสูงวัยผู้นั้นจะก้มศีรษะลงแทบพื้นตรงหน้าเจ้าหญิงมฤควตี

                “องค์เหนือหัวสิ้นพระชนม์แล้วกระหม่อม...องค์เหนือหัวสิ้นพระชนม์แล้ว...”

                “ท่านพ่อ...” เจ้าหญิงผู้ยืนนิ่งค้างอยู่นั้น เบิกสายตามองไปยังตำหนักกลางของวัง ดวงตากลมใหญ่นั้นร้อนผ่าว ก่อนที่หยดน้ำตาจะไหลพร่างพรูลงมาอาบแก้ม ทั้งร่างสั่นเทิ้มจนแทบยืนไม่อยู่

                      “ท่านพ่อ…ไม่...ไม่นะ” เจ้าหญิงมฤควตีวิ่งจากหน้าตำหนัก ตรงไปยังตำหนักกลางทั้งน้ำตา ขณะที่เหล่าข้าราชบริพารรีบตามเสด็จติดตามไป เนียลจรัญตกใจจนแทบพูดไม่ออก ครั้นตั้งสติได้จึงรีบวิ่งไปแจ้งข่าวแก่ผูเ้ป็นนายในทันที

                 เจ้าหญิงศรีศิขเรศตื่นจากบรรทมตั้งแต่ที่เสียงกลองนั้นดังขึ้น ร่างอรชรจึงเดินออกมาจากห้องบรรทมแล้วทอดสายตามองไปยังประตูหน้าวังด้วยความเป็นกังวล ครู่หนึ่งจึงได้ยินเสียงวิ่งตึงตังเข้ามาในตำหนัก ก่อนที่เนียลจรัญจะเข้ามาทรุดฮวบแทบเท้าสีหน้าแตกตื่นตกใจ

                 “จะ...เจ้าหญิงเพคะ เจ้าหญิง...” เสียงสั่นระริกพร้อมกับใบหน้าหงิกงอนั้นทำให้ใบหน้าสวยคมต้องจ้องมองด้วยความตกใจ เจ้าหญิงศรีศิขเรศย่อกายลง ยื่นมือไปจับเนื้อจับตัวข้ารับใช้คนสนิทอย่างเป็นห่วง

                  “เจ้าเป็นอะไรไปเนียลจรัญ เกิดเหตุอันใดขึ้นกระนั้นหรือ?”

                 “อะ...องค์เหนือหัวเพคะ องค์เหนือสิ้นพระชนม์แล้วเพคะ...” สิ้นคำของข้ารับใช้ ใบหน้าอันงามพริ้งจึงนิ่งค้างประหนึ่งถูกผลักให้ตกลงไปในห้วงสีทันดรอันเย็นจัด หัวใจดวงน้อยแตกสลายลงตรงนั้น

                  “ทะ...ท่านพ่อ”

 

                  “คุณเรศครับ...คุณเรศ...” เสียงกระซิบถามแผ่วเบาของชายหนุ่มที่ดังอยู่เบื้องหน้านั้นทำให้หญิงสาวที่ตกอยู่ในภวังค์แห่งอดีตกาลนั้นค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ

                   เธอค่อยๆ ปรับสายตาขณะเพ่งมองปลายคางและใบหน้าคมคายของร่างที่กำลังโอบอุ้มเธอไว้แล้วเดินตรงไปยังห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์สืบแสง วงแขนแข็งแกร่งอันอบอุ่นนั้นโอบกอดเธอไว้ ครั้นพอเห็นเธอลืมตาขึ้น ราเชนทร์จึงค่อยผายยิ้มอย่างโล่งใจ ก่อนที่นางชมนาดจะรีบจัดหมอนวางบนโซฟาตัวยาว เพื่อให้ชายหนุ่มวางร่างหญิงสาวลงนอนได้อย่างถนัด

               “คุณเรศ...เป็นยังไงบ้างครับ” ราเชนทร์ค่อยๆ วางร่างศิขเรศลงบนเตียงอย่างนุ่มนวลที่สุด ก่อนที่สายตาอาทรจะจ้องมองใบหน้าของหญิงสาวอีกครั้ง

               “ผมไปเจอคุณนอนหมดสติอยู่ในห้องสะสมของคุณลุงน่ะครับ อยากทานน้ำมั้ยครับ เดี๋ยวให้ป้าชมนาดไปยกมาให้” เสียงนุ่มเอ่ยถาม ขณะที่ศิขเรศสั่นศีรษะเบาๆ พร้อมกับระบายลมหายใจออกช้าๆ ทบทวนความทรงจำก่อนที่ตัวเองจะหมดสติล้มลงไป…

               เธอเข้าไปในห้องลับด้านใน เห็นรูปปั้นหินทรายของผู้หญิง แล้วดวงตาของรูปปั้นค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีดำแล้วขยับขึ้นลงได้ราวกับมีชีวิต

               พลันนั้นสีหน้าของหญิงสาวก็ฉายความตระหนกตกใจจนแทบร้องไห้ในทันที ศิขเรศกระเด้งตัวลุกขึ้นจากโซฟา แล้วเบิกตากว้างอ้าปากค้างราวกับคนเห็นผี

               “คุณเรศ...เป็นอะไรไปคะ” ชมนาดเข้ามาใกล้แล้วยื่นมือไปบีบนวดตามเนื้อตัวหญิงสาวอย่างเป็นห่วง ศิขเรศหลับตาแล้วพยายามปรับลมหายใจและตั้งสติ

              “คุณเจออะไรในห้องสะสมรึเปล่าครับ...” คำถามของราเชนทร์ทำให้เธอเบิกตาขึ้นอีกครั้ง สายตาที่อัดแน่นไปด้วยความหวาดกลัวนั้นสบประสานกับสองตาของชายหนุ่ม

              “ป้าก็เคยโดนค่ะ อยู่ๆ ไปเดี๋ยวก็ชินนะคะคุณเรศ เดี๋ยวก่อนจะกลับป้าจะพาไปจุดธูปบอกกล่าวพวกเขา ป้าก็ลืมให้คุณเรศไหว้บรรดาเหล่าของสะสมในห้องนั้นเสียสนิทเลย” ชมนาดนึกโทษตัวเอง ก่อนที่ราเชนทร์จะหันมามองหน้าหญิงสาวอย่างยิ้มๆ ราวกับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอนั้นเป็นเหตุการณ์ชวนขบขันสำหรับเขา

             “ผมว่าคุณนอนพักก่อนนะครับ เดี๋ยวผมไปแจ้งคุณลุงให้เองว่าคุณไม่สบาย ” หลังพูดจบราเชนทร์ก็ตรงเข้าไปช่วยพยุงร่างหญิงสาวให้ลุกขึ้นจากโซฟา ชมนาดรีบเดินนำทั้งคู่เข้ามายังห้องพักรับรองแขกที่ตั้งอยู่ชั้นสอง

             “คุณเชนไปทานขนมจีนก่อนเถอค่ะ เดี๋ยวป้าดูแลคุณเรศเธอเอง” ชมนาดหันไปบอกร่างสูงสง่าที่ยืนมองศิขเรศด้วยความเป็นห่วงอยู่ปลายเตียง ชายหนุ่มจึงจำต้องอัปเปหิตัวเองเดินจากไป ชมนาดจึงแจกแจงเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ศิขเรศฟัง ว่าตนกับราเชนทร์มาตามเธอไปทานขนมจีนด้วยกัน แต่กลับมาพบเธอนอนหมดสติในห้องสะสมแทน

             “ป้าชมนาดคะ...เรศ…เรศเห็นรูปปั้นในห้องนั้น ขยับตาได้...” หัวหน้าแม่บ้านที่กำลังรินน้ำจากเหยือกมาใส่แก้วถึงกับหยุดกึก และหันมาชำเลืองมองร่างบนเตียง ก่อนจะกลับไปรินน้ำใส่แก้วและยกมาให้หญิงสาวข้างเตียง

             “ป้าเจอยิ่งกว่านั้นอีกค่ะ คุณเรศเห็นรูปสลักผู้หญิงที่แกะสลักจากไม้ท่อนนึงหลังห้องมั้ยคะ นั่นน่ะ ป้าเคยเห็นผู้หญิงใส่ชุดไทยค่อยๆ คลานออกมาจากรูปสลักนั้นต่อหน้าต่อตาเลย ป้านี่ฉี่ราด แหกปากร้องลั่น นอนซมอยู่เป็นสัปดาห์เลยนะคะ ถึงขั้นที่ว่าจะขอลาออกด้วยซ้ำ แต่คุณท่านเธอก็ห้ามไว้ แล้วบอกว่าจะหาคนมาดูแลสมบัติในห้องนั้นแทน คุณท่านเธอก็เลยต้องจ้างเลขาฯ นี่แหละค่ะ บางรายมาแค่วันเดียวก็ลาออกเลยก็มีนะคะ คุณเรศนี่แหละ ที่อยู่ได้นานที่สุด ป้านึกว่าจะถอดใจตั้งแต่คราวที่คุณลลิตาบอกว่าคุณเรศทำรูปปั้นหัวสิงห์นั่นตกแล้ว”

              “แต่รูปปั้นหัวสิงห์ชิ้นนั้น มันร่วงตกลงพื้นจริงๆ นะคะป้าชมนาด”

              “แล้วทำไมมันถึงกลับไม่มีรอยร้าวใดๆ เลยละคะ ยังตั้งเหมือนเดิมจนถึงทุกวันนี้” ชมนาดย้อนถาม ก่อนที่อีกฝ่ายจะเม้มปากแน่นเพราะความจนใจ ชมนาดเอื้อมมือไปบีบแขนศิขเรศเบาๆ แล้วมองหน้าหญิงสาว

               “เชื่อป้าเถอะค่ะ เรื่องพรรค์นี้มันมีอยู่จริงๆ แต่ถ้าเราไม่ไปยุ่งกับเขา เขาก็ไม่ยุ่งกับเราหรอก อย่างมากก็แค่ทำให้เราเห็น ไม่ทำอันตรายเราหรอกค่ะ ว่าแต่...คุณเรศไปเจอ...เจอของสะสมชิ้นไหนของคุณท่านแสดงอิทธิฤทธิ์ให้เห็นละคะ เล่าให้ป้าฟังหน่อย ป้าอยากรู้ว่าจะเจอเหมือนๆ กันมั้ย?...”

                      “รูปปั้นผู้หญิงค่ะ...ขนาดเท่าตัวคนจริงเลย อยู่ในห้องลับด้านใน...”

               “ห้องลับด้านใน...ในห้องสะสมยังมีห้องลับอยู่อีกเหรอคะ ป้าไม่เคยทราบมาก่อนเลย” นางชมนาดหรี่ตา ในขณะที่ศิขเรศเริ่มหวนนึกถึงภาพขณะที่สองตาประสานกับดวงตาของรูปปั้นนั้นอีกครั้ง ก่อนที่ดวงจิตของถูกจะถูกดูดดึงเข้าในความทรงจำแห่งอดีตกาลอีกครั้ง… ภาพเหตุการณ์ในดินแดนที่เธอไม่คุ้นชิน ที่เธอมองเห็นตัวเองและคนอื่นๆ รอบตัว อยู่ในสถานการณ์และสถานที่คล้ายปราสาทหินขอมโบราณ ดุจราวกับว่ามีใครบางคนกำลังฉายภาพเรื่องราวอดีตชาติของเธอ ให้ได้เห็นทีละตอน… เธอรับรู้ทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นในห้วงภวังค์นั้น เธอคือเจ้าหญิงศรีศิขเรศ แห่งอาณาจักรอยุชฌปุระ ที่กำลังสูญเสียพระบิดาอันเป็นที่รักยิ่งไป

              “ป้าชมนาด...คุณเชนให้ฉันยกขนมจีนมาให้คุณศิขเรศค่ะ” เสียงเคาะประตูห้องที่เปิดแง้มไว้พร้อมกับเสียงใสแจ้วของจำปา ทำให้ศิขเรศและชมนาดต้องยุติการสนทนาลง ศิขเรศนั่งทำใจเพื่อพยายามไม่คิดมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น ก่อนจะลุกขึ้นมาทานอาหารเที่ยง

 

                 “พ่อบอกฉันว่า นี่เป็นอาวุธจากเทวรูปพระศิวะที่เอาไว้ใช้ข่มอำนาจอสุรกายที่ถูกขังไว้ในปราสาทขอมแห่งหนึ่ง...นายว่ามันจะจริงอย่างที่พ่อฉันว่ามั้ย คมกริช?” อนิรุธนั่งวางขาพาดบนขอบโซฟาหลังประชุมในตอนบ่ายเสร็จสิ้น เขากลับมาที่ห้องทำงานแล้วหยิบเอาพระขรรค์ที่ได้รับมาจากบิดาขึ้นมาเชยชมด้วยความหลงใหล ขณะที่ผู้เป็นลูกน้องยืนกุมมืออยู่อีกด้านของห้องเพื่อคอยรับใช้

            “สิ่งของโบราณทุกชิ้นมีเรื่องเล่าและที่มาด้วยกันทั้งนั้นครับ” ลูกน้องมือดีตอบเสียงมาดมั่น อีกฝ่ายได้ยินก็ถึงกับพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วยในคำพูดเขา

             “ไม่รู้มีอะไรมาดลใจ พักหลังมานี่ฉันนั่งหาข้อมูลเรื่องเมืองอยุชฌปุระอย่างเอาเป็นเอาตาย ตั้งแต่ที่พ่อให้พระขรรค์ชิ้นนี้มานี่แหละ ฉันรู้สึกเหมือนราวกับว่า...ฉันเคยจับมันมาก่อน มันเคยเป็นของฉันมาก่อน แล้ววันนี้มันก็กลับมาหาฉันอีกครั้ง”

              “ครับนาย...” คมกริชค้อมศีรษะเบาๆ ก่อนที่อนิรุธจะวางขาลงบนพื้นแล้วลุกนั่งตัวตรง

              “แล้วนายได้ข้อมูลจากการประมูลวัตถุโบราณสมัยอิศาณปุระมารึยัง?” สิ้นคำถามของอนิรุธ ลูกน้องหนุ่มก็หยิบแทบเล็ตประจำตัวออกมาแล้วเปิดหาไฟล์ที่บันทึกไว้ก่อนบอกแก่ผู้เป็นนาย

              “มีการขุดค้นปราสาทร้างที่สร้างอยู่ระหว่างรอยต่อเมืองอยุชฌปุระกับคิรีบรรพตเมื่อต้นเดือนนี้ครับ ผู้ประมูลนำวัตถุโบราณออกมาประมูลออนไลน์โดยผ่านเอเจนซี่จากต่างประเทศ เทวรูปพระศิวะที่นายต้องการ ถูกผู้ประมูลชาวจีนประมูลไปได้ ส่วนสินค้าที่มีราคาประมูลสูงที่สุดคือ รูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตีครับ...”

             “รูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตีงั้นเหรอ?...” อนิรุธลากเสียงค้าง ก่อนจะขอดูภาพถ่ายจากผู้เป็นลูกน้อง

             “ทำไมรูปไม่ค่อยชัดเลย” เขาหรี่ตามอง เมื่อภาพที่ปรากฎเลือนรางจนแทบดูไม่ออก

             “เป็นแบบนี้ทุกภาพครับ มีข่าวลับด้วยว่ารูปปั้นเกิดอาถรรพ์ขณะกำลังประมูลจนทำให้มีคนตายไปหลายคน” อนิรุธเลิกคิ้วสูงแล้วยิ้มเหยียดหยัน ก่อนส่งแทบเล็ตคืนให้ลูกน้อง

             “แล้วคนที่ได้ไป ป่านนี้จะไม่ตายห่าไปแล้วเหรอวะ?”

             “ผู้ประมูลที่ได้ไปเป็นชาวไทยครับ แต่ทางผู้นำรูปปั้นนี้มาเปิดประมูล ปิดเป็นข้อมูลลับสุดยอด”

             “ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันโทร.ถามคุณทรงพลเอง”

              “นายท่าน...” คมกริชลากเสียงค้าง ก่อนที่อีกฝ่ายจะหัวเราะเบาๆ เมื่อคมกริชคงไม่คิดว่าเขาจะรู้จักชื่อผู้ที่ลักลอบนำวัตถุโบราณเหล่านี้ออกมาประมูลขาย

              “ฉันแค่อยากจะทดสอบดูว่านายจะมีความสามารถหาคำตอบในสิ่งที่ฉันอยากรู้ได้รึเปล่า...” ตามนิสัยของอนิรุธ เมื่อเขาอยากจะได้อะไร เขาก็จะต้องหามาครอบครองจนได้

              ชายหนุ่มให้คมกริชออกไปนอกห้อง จากนั้นตนจึงลุกจากโซฟาแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาต่อสายถึง ทรงพล นักธุรกิจที่แอบทำกิจการค้าขายวัตถุโบราณอย่างผิดกฎหมาย

              และเมื่อชายหนุ่มแจ้งวัตถุประสงค์ของเขาที่โทร.มา จบลง อีกฝ่ายก็ต้องตอบปฏิเสธกลับมาด้วยน้ำเสียงนอบน้อม

             “ผมบอกไม่ได้จริงๆ ครับ มันเป็นความลับของลูกค้าเราทุกคน...”

             “แล้วถ้าผมจะให้ราคาสูงกว่าที่ลูกค้าคุณคนนั้นประมูลไปได้ล่ะ คุณจะยอมซื้อรูปปั้นคืนมาแล้วขายให้ผมรึเปล่า?”

             “ไม่คิดว่ารูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตีจะเป็นที่สนใจของนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงอย่างคุณอนิรุธนะครับ” ทรงพลที่สนทนาผ่านสายโทรศัพท์หัวเราะเบาๆ

             “ผมพร้อมจะโอนเงินครึ่งหนึ่งของราคาที่ตั้งไว้ส่งไปให้ทันทีที่คุณตอบตกลง”

              “ผมไม่ขอรับปากครับนะครับ หากผมเจรจาเสร็จเรียบร้อยได้ความยังไงจะติดต่อกลับไปอีกครั้ง สวัสดีครับ” ทรงพลกดวางสาย ก่อนที่อีกฝ่ายจะกำโทรศัพท์ไว้แน่นแล้วปาลงพื้้นจนมันแตกออกเป็นเสี่ยงๆ

 

               ราเชนทร์กลับเข้าไปเยี่ยมฐานสิทธิ์ที่ยังคงไม่รู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อเวลาถึงบ่ายโมง ส่วนศิขเรศนั้นไอศูรย์สั่งให้สุรไกรขับรถไปส่งเธอที่บ้านและทิ้งรถยนต์ของหญิงสาวไว้ที่นี่ โดยพรุ่งนี้เช้าเขาจะให้สุรไกรไปรับหล่อนที่บ้านเอง

              ครั้นเมื่อสุรไกรทำงานอย่างแรกที่ผู้เป็นนายสั่งเรียบร้อยแล้ว ก็เหลืองานที่สองที่เขาจะต้องทำ นั่นคือนำร่างมาเซ่นสังเวยแด่เจ้าหญิงมฤควตีตามคำสั่งของไอศูรย์

              สุรไกรนั่งทานอาหารที่ร้านอาหารกึ่งบาร์แห่งหนึ่งตั้งแต่ตะวันตกดิน พลางมองหาเหยื่อของวันนี้ จนกระทั่งมองไม่เห็นหญิงสาวรูปร่างหน้าตาดีคนหนึ่ง สั่งอาหารมาจนเต็มโต๊ะ พร้อมกับเครื่องดื่มมากมาย นั่งทานคนเดียวจนร้านปิด ก่อนจะมีปากเสียงกับเด็กเสิร์ฟและผู้จัดการร้านที่เข้ามาเคลียร์

              “เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ...” สุรไกรที่อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตดำ เดินเข้าไปสอบถามผู้จัดการที่กำลังจ้องมองลูกค้าสาวซึ่งกำลังเมาจนพูดคุยไม่รู้เรื่องเบื้องหน้า

              “ก็คุณผู้หญิงคนนี้สิครับ ไม่ยอมจ่ายค่าอาหารและเครื่องดื่มที่เธอสั่งมา ถ้าเป็นแบบนี้สงสัยผมคงได้แจ้งตำรวจแล้วหละครับ เพราะเธอพูดคุยไม่รู้เรื่องเลย เอาแต่จะอาละวาดท่าเดียว”

             สิ้นคำพูดผู้จัดการ สุรไกรจึงปราดเข้าไปยืนข้างเก้าอี้ตัวที่รมิดา อดีตเลขานุการของทรงพลทรุดนั่งอยู่ หล่อนเงยหน้าขึ้นมามองเขาก่อนจะแสยะยิ้ม แล้วยกเหล้าแก้วสุดท้ายขึ้นกระดกจนหมดแก้ว

             “นี่ครับ ค่าอาหารและเครื่องดื่มของเธอ ผมจ่ายให้เอง” สุรไกรหยิบกระเป๋าเงินออกมาและยื่นบัตรเครดิตส่งให้ผู้จัดการร้าน อีกฝ่ายเบิกตากว้างแวบนึง ก่อนจะรีบเดินเข้าไปหลังเคาน์เตอร์เพื่อคิดเงิน ก่อนเดินกลับมาส่งบัตรเครดิตคืนให้ผู้เป็นเจ้าของ

              “ใจดีจังเลยนะคะ...สงสัยฉันยังคงมีบุญติดตัวอยู่บ้าง...” รมิดาลุกจากเก้าอี้ แล้วหยิบเอากระเป๋าสะพายเล็กๆ มาถือไว้ พลางเอียงคอมองหน้าชายหนุ่มด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ทำให้แทบจะประคองร่างยืนไม่ไหวจนสุรไกรต้องปราดเข้าไปโอบเอวเธอไว้

              “ผมอยากทำความรู้จักกับคุณ...เราไปหาที่เงียบๆ คุยกันดีกว่านะครับ” สิ้นคำพูดของสุรไกร รมิดาก็พยักหน้าหงึกหงักอย่างยินดี โดยที่เธอหารู้ไม่ว่า อีกไม่กี่ชั่วโมงนับจากนี้จะเป็นวาระสุดท้ายของชีวิตเธอแล้ว

 

               รถตู้คันงามขับเข้ามาในบ้านสืบแสงสุริยวงศ์ในเวลาเที่ยงคืน ประตูอัติโนมัติเปิดและปิดตามรีโมทสั่งการของสุรไกร เขาจอดรถไว้ที่โรงจอดดังเดิม ก่อนจะพยุงร่างหญิงสาวแล้วพาเดินเข้ามายังด้านหลังของคฤหาสน์

              “โอ้โห...นี่บ้านคุณเหรอคะ หลังใหญ่จังเลย ฉันเองก็เคยเป็นเมียของเศรษฐีที่มีบ้านหลังใหญ่แบบนี้นะ...ฮ่าๆๆ” รมิดาหัวเราะน้อยๆ พลางเอาแขนกอดเอวสุรไกรไว้แน่น เมื่อเขาพาแขกสาวเข้าไปในห้องสะสมที่เปิดประตูต้อนรับไว้เรียบร้อยแล้วจึงหันมาปิดประตูลงกลอนแน่นหนา

               รมิดาหรี่ตามองรอบกายด้วยแสงสลัวที่สาดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาด้วยความตกใจกลัว วัตถุโบราณใหญ่น้อยมากมายหลายชนิดตั้งเรียงรายกันอยู่รอบตัวเธอ ทั้งรูปสลักนางอัปสร หัวสิงห์ พญานาค รูปปั้นนักรบโบราณ ตู้ไม้เก่า เครื่องเงิน เครื่องทองโบราณแทบจะทำให้หญิงสาวกรูเข้าไปหาสุรไกรแล้วเกาะเอวเขาไว้แล้วยืนตัวสั่น

              “นี่...นี่คุณพาฉันเข้ามาในห้องนี้ทำไม...” น้ำเสียงสั่นเครือนั้นทำให้สุรไกรหัวเราะเบาๆ ก่อนที่จะจับแขนเธอแรงขึ้นแล้วกระชากร่างให้หันมาประจันหน้า พลันนั้นชายหนุ่มก็กำหมัดแล้วชกเข้าไปที่ท้องน้อยหญิงสาวสุดแรง

              รมิดาทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น จากนั้นสุรไกรจึงจับสองแขนของเธอขึ้นแล้วลากเข้าไปในห้องลับด้านในที่เปิดประตูรอไว้ โดยมีร่างชราผอมของผู้เป็นนายยืนสักไม้เท้าคอยอยู่ข้างรูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตี

               “พาตัวนางมาทางนี้ มาอยู่ต่อหน้าเจ้าหญิง” เสียงสั่นเครือของไอศูรย์เอ่ยขึ้น ขณะที่รมิดาได้แต่เบิกตาโพลงมองไปรอบกายด้วยความหวาดกลัวสุดขีด แสงเทียนสีเหลืองส้มอันสลัวรางนั้นทาบทับลงบนรูปปั้นหินทรายอันปราณีตที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเธอ เงาของรูปปั้นนั้นทาบทอลงบนพื้น หงิกงอผิดรูปราวกับเป็นเงาของปีศาจอสุรกายอันน่าเกลียดน่ากลัว ครั้นเมื่อจ้องมองไปที่ใบหน้าของรูปปั้น ก็ยิ่งเห็นว่ามันแดงก่ำดุจมีชีวิต และกำลังจ้องมองมายังเธอ

                 กรี๊ดดดดดดดดดดด

                รมิดากรีดร้องสุดเสียงกับสิ่งที่เห็น สุรไกรรีบปรี่เข้ามาเอามือปิดร่างเธอไว้ในขณะที่รมิดาพยายามดิ้นรนขัดขืนสุดชีวิต ไอศูรย์จึงสั่งให้ผู้เป็นลูกน้องตรึงร่างเหยื่อสาวไว้ไม่ให้ขยับ ก่อนที่ตนจะนำโถทองเหลือมารองไว้ที่ใต้คอรมิดา ก่อนจะใช้อาวุธชิ้นเดิมเชือดคอหญิงสาว

                 ฉับ…

                คมมีดตัดผ่านเส้นเลือดบนคอของรมิดา ร่างหล่อนกระตุกเฮือกพร้อมกับเลือดที่พุ่งพรวดกระเซ็นสาดใส่รูปปั้นเบื้องหน้าและไอศูรย์ เลือดไหลนองออกมาจากบาดแผลสู่โถทองเหลือนั้น สุรไกรยังคงจับศีรษะและจับตัวรมิดาไว้จนกระทั่งเธอหมดแรงจากการเสียเลือดก่อนจะสิ้นใจตายไปในที่สุด

               ลูกน้องหนุ่มนำถุงดำขนาดใหญ่มาใส่ร่างศพนั้นไว้แล้วแบกออกไปจากห้องลับแล้วนำไปเก็บไว้ที่ตึกหลังสวนดอกไม้ ในขณะที่ไอศูรย์ร่ายคาถาบูชาอสูรมหิงสา จากนั้นจึงนำโถใส่โลหิตมนุษย์เทลงไปบนปากของรูปปั้นเจ้าหญิงมฤควตีช้าๆ

              โลหิตไหลเปื้อนซึมเข้าสู่เนื้อหินทราย ประหนึ่งคืนพละกำลังและชีวิตให้แก่ร่างที่ถูกสาปแช่งกักขังไว้ใต้แผ่นหินในเริ่มฟื้นคืนอย่างช้าๆ

              ไอศูรย์จ้องมองปลายเท้าของรูปปั้นเบื้องหน้า ที่ค่อยๆ แปรเปลี่ยนจากหินทรายกลายเป็นเท้าของมนุษย์ที่เริ่มมีเลือดเนื้อและผิวหนังด้วยความดีใจ มือยื่นไปสัมผัสแล้วกราบลงบนปลายเท้าของรูปปั้นเบื้องหน้า ขณะเงยหน้าขึ้นจ้องมองพระพักตร์ที่ชุ่มไปด้วยเลือดของเจ้าหญิงผู้เป็นเจ้าชีวิตของตนในอดีตกาล…


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น