อัปเดตล่าสุด 2020-01-12 12:22:26

ตอนที่ 9 จุดจบคนสอดรู้

ตอนที่ ๙ จุดจบคนสอดรู้

          “ราเชนทร...ยอดดวงใจของข้า บัดนี้อยุชฌปุระต้องการท่านนักหนา...ข้าเพียงผู้เดียวคงมิอาจนำพานคราให้รอดพ้นจากภยันตรายในครานี้ได้...”

มือเรียวสวยลูบลงบนเรือนหน้าคร้ามคมที่หลับใหลเพราะฤทธิ์ยาในเรือนพักผู้ป่วยด้านในวังหลวงแห่งอยุชฌปุระ ใบหน้าอันงดงามที่เคยแสดงออกถึงความเข้มแข็งแต่ทว่าบัดนี้ในสองตากลับคลอด้วยม่านน้ำตา ก่อนที่มันจะหยดลงบนแขนแข็งแกร่งของแม่ทัพหนุ่มที่วางราบบนเตียง

          ดวงตาที่พริ้มหลับค่อยๆ เบิกมองร่างระหงที่ยืนชิดขอบเตียงเขาช้าๆ ริมฝีปากซีดเซียวนั้นขบเม้มเข้าหากัน

          “เจ้าหญิง...”

          “ราเชนทร...เราเสียทหารกล้าไปอีกหลายร้อยนายเพราะถูกลอบโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วบัดนี้…ท่านพ่อก็...” เจ้าหญิงมฤควตีก้มหน้าลง มือที่วางราบอยู่บนเตียงนั้นกำแน่น ก่อนที่หยดน้ำตาจะพร่างพรูไหลอาบสองแก้ม

          “องค์เหนือหัว ทรงเป็นอะไรหรือกระหม่อม...” นักรบหนุ่มรวบรวมกำลัง แล้วค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้น เจ้าหญิงมฤควตีที่อยู่ข้างเตียงรีบพยุงร่างหนาที่ถูกปิดด้วยผ้าพันแผลตามรอยบาดแผลที่ได้รับบนร่าง สายตาสองคู่สบประสานกัน เจ้าหญิงรัชทายาทผู้สูงศักดิ์จึงกัดฟันแน่นเอ่ยบอกกับเรื่องร้ายที่เพิ่งผ่านพ้นไป

          “ท่านพ่อสิ้นพระชนม์แล้ว บัดนี้อยุชฌปุระกำลังขาดเสาหลัก บัลลังก์ระส่ำระส่าย ขุนนางส่วนหนึ่งแอบลักลอบติดต่อกับคิรีบรรพต”

          “แน่แล้ว...ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เลวร้ายทั้งหมดไม่ใช่ใครอื่น นอกจากเจ้าชายอนิรุฆน์ พระรัชทายาทแห่งคิรีบรรพตพระองค์นั้น” ราเชนทรกำมือแน่น ในดวงตาอัดแน่นไปด้วยไฟแค้น ในขณะที่สายตาของเจ้าหญิงมฤควตีเบิกมองค้างนิ่งกลางอากาศ มิอาจจินตนาการไปได้ว่านับจากนี้ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และเธอจะป้องกันอยุชฌปุระจากการรุกรานด้วยวิธีใดอีก

          “เมืองทางใต้ของอิศาณปุระก็กำลังถูกรุกรานจากมัชปาหิต1 ถ้าหากว่าพวกเขามิอาจรั้งทัพเหล่ามัชปาหิตไว้ได้ เกรงว่าเหตุภัยนั้นอาจจะลุกลามมาถึงอยุชฌปุระได้กระหม่อม” ไอศูรย์เข้ามากราบทูลเหตุการณ์สงครามที่เกิดขึ้นในเมืองทางใต้หลังได้รับรายงานด่วน นั่นยิ่งทำให้คนที่กำลังรักษาตัวหมายอยากจะลุกจากเตียงไปหยิบดาบแล้วลุกขึ้นมาปกป้องเมืองในทันที

          เจ้าหญิงมฤควตีพริ้มตาหลับ แล้วสูดอากาศเข้าปอดอย่างช้าๆ หมายเรียกกำลังกายที่ถูกบั่นทอนไปจากร่าง เลื่อนมือมาจับมือของนักรบหนุ่มแล้วบีบไว้แน่น ดวงตาอันแน่วแน่เด็ดเดี่ยวจ้องมองสองตาของราเชนทร

          “ท่านสัญญากับข้าได้หรือไม่ ว่าจะอยู่เคียงข้างข้า นับจากนี้ไป ราเชนทร...”

 

         “ตื๊ดดด...ตื๊ดดดด...ตื๊ดดด...” เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นในเวลาตีสี่นั้นปลุกให้คนที่กำลังตกอยู่ในห้วงนิทราต้องสะดุ้งสุดตัว

          ราเชนทร์ลืมตาตื่นขึ้นในความมืด หายใจหนักหน่วงคล้ายคนที่เพิ่งป่ายปีนขึ้นมาจากหลุมแห่งความทรงจำอันลึกสุด จนเมื่อตั้งสติได้มือจึงหันไปคว้าเอาโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียง

          “มีอะไรคำเธียร...” เอ่ยถามปลายสายที่โทร.มาตอนตีสี่ด้วยความสงสัย ก่อนที่คำเธียรจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงหอบกระเส่าคล้ายคนกำลังตกใจสุดขีด

          “ไอ้ฐานสิทธิ์มันฟื้นแล้ว แต่ตอนนี้หมอให้ยาจนหลับไปอีก ฉันอยากให้แกมาที่โรงพยาบาลตอนนี้เลยได้มั้ย”

          “ไอ้สิทธิ์มันเป็นยังไงบ้าง” ราเชนทร์เปิดโคมไฟหัวเตียง แล้วลุกนั่งด้วยความตกใจ

          “พอมันรู้สึกตัว ก็อาละวาด โวยวายยังกะคนที่ถูกผีเข้า พูดแต่คำว่า อย่าฆ่าผม อย่าฆ่าผม ผมกลัวแล้วๆ ซ้ำไปซ้ำมา จนบุรุษพยาบาลต้องมาช่วยกันจับตัวมันไว้ สุดท้ายหมอเลยให้ยานอนหลับไป คิดว่าคงสายๆ นู้นแหละถึงจะตื่นมาอีกที”

          ราเชนทร์เบิกตาค้างนิ่ง หัวใจหวนนึกไปถึงใบหน้าของเพื่อนรักด้วยความเป็นห่วง คำเธียรเองก็คงรู้สึกไม่ดีเช่นเดียวกันจึงต้องรีบโทร.มาปลุกเขาในตอนนี้

          “โอเค งั้นเดี๋ยวฉันจะรีบไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้แหละ” ชายหนุ่มกดวางสาย แล้วรีบเข้าไปอาบน้ำแต่งตัว ก่อนจะออกมาจากห้องในเวลาเกือบตีห้า แต่ขณะที่กำลังจะก้าวขาออกไปจากคฤหาสน์ ก็มีร่างชราของผู้เป็นลุงยืนสักไม้เท้าขวางทางอยู่

          “คุณลุง...” ชายหนุ่มอุทานเสียงหลง ไม่คิดว่าไอศูรย์จะลงมาจากตึกในเวลารุ่งเช้าเช่นนี้

          “แกกำลังจะไปหาเพื่อนแกที่ชื่อฐานสิทธิ์ใช่มั้ย...” คำถามนั้นทำให้ราเชนทร์ต้องหยุดฝีเท้า แล้วหรี่ตามองคนที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เงาไม้หน้าคฤหาสน์

          ไอศูรย์เดินออกมาจากเงามืด ใบหน้าแก่ชราเงยขึ้นมองเรือนร่างสมส่วนกำยำของหลานชาย

          “บอกมันให้เผารูปนั้นทิ้งซะ เพราะมันจะนำหายนะมาสู่...” ไอศูรย์เม้มปากแน่น ดวงตาสีเทาหม่นพร่านั้นจ้องมองใบหน้าของหลานชายอย่างคาดคั้น ราเชนทร์ยืนนิ่งสบสายตาอีกฝ่าย ก็จะก้าวขาเข้าไปหาไอศูรย์ช้าๆ ด้วยความตกใจ

          “คุณลุงทราบหรือครับว่าผมให้ฐานสิทธิ์วาด...”

          “วาดรูปเจ้าหญิงมฤควตี...ใช่ ลุงรู้ อีกไม่นานหรอก มันจะได้เห็น ในสิ่งที่มันอยากจะเห็น” ไอศูรย์กระทุ้งไม้เท้าลงบนพื้นเสียงดังทีหนึ่ง ก่อนจะหันหลังกลับแล้วพาร่างอันแก่ชราหายเข้าไปในเงาไม้อันรกครึ้มเบื้องหน้าคฤหาสน์

          ราเชนทร์มองตามหลังร่างของญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ด้วยความเคลือบแคลง ขณะเดียวกันภาพในนิมิตฝันก็ยิ่งทำให้สติของเขาไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทุกอย่างรอบกายคล้ายถูกปกคลุมด้วยไอมืดบางอย่างที่เขาไม่สามารถหาสาเหตุของมันได้ มีเพียงแต่ถ้อยคำในความฝันของสตรีผู้นั้นที่ยังคงดังก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ย้ำเตือนให้เขาได้ระลึกถึงอดีตชาติที่ล่วงผ่านมานับพันปี

          “รถพร้อมแล้วครับคุณเชน...” สุรไกรที่เดินไปเตรียมรถขับมารอผู้เป็นเจ้านายหน้าคฤหาสน์ส่งกุญแจให้ชายหนุ่ม ราเชนทร์จึงพลันได้สลัดอาการวิตกที่เกิดขึ้นในหัวใจออกไป

          “ขอบใจมากนะพี่ไกร อ้อ เดี๋ยวตอนเช้าผมจะแวะไปรับคุณศิขเรศเองนะครับ ป้าชมนาดบอกว่าบ้านเธออยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลที่ไอ้สิทธิ์มันรักษาตัวอยู่

          “อ้อ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมจะไปเรียนคุณท่านนะครับ” สุรไกรค้อมศีรษะน้อยๆ ขณะที่ราเชนทร์เดินละลิ่วตรงไปยังรถยนต์ จากนั้นจึงขับมันออกไป

 

         ร่างที่ถูกย้ายเข้ามาพักในห้องพักพิเศษนั้นลืมตาขึ้นช้าๆ หลังจากที่คำเธียรเดินไปรูดผ้าม่านให้แสงอรุณรุ่งได้สาดผ่านกระจกใสเข้ามา

          ฐานสิทธิ์หรี่ตาแล้วพยายามปรับม่านตาให้ชินแสง จากนั้นจึงหันไปมองชายหนุ่มสองคนที่ยืนเกาะขอบเตียงเขาไว้พร้อมกับโน้มหน้าลงมาจ้องตาตน

          “ว่าไง ไอ้ผู้ป่วยจิตเวช คราวนี้หายบ้ารึยัง พอไอ้เชนมา ไม่ยักกะลุกขึ้นมาอาละวาดเหมือนเมื่อคืนเลยนะ” คำเธียรมองค้อนใส่ร่างบนเตียงผู้ป่วย เมื่่อเห็นฐานสิทธิ์ได้แต่เบิกตามองหน้าเขาและราเชนทร์สลับไปมาด้วยสีหน้างุนงง

          “เมื่อคืนข้าเป็นอะไรเหรอวะคำเธียร ข้าจำได้แต่ว่าข้าฝัน...ฝันว่าตัวเองถูกจับไว้ในปราสาทร้าง แล้ว...แล้วจากนั้นก็มี อสุรกาย มันน่ากลัวมาก มันจะเข้ามาฆ่าข้า...”

          “เออๆ ข้ารู้แล้ว ตอนนี้แกยังไม่ตาย แกยังไม่ถูกฆ่า” คำเธียรตบบ่าเพื่อนหนุ่มเบาๆ ด้วยสีหน้าปลดปลง

          “ไอ้เชน แกดูมันแล้วกันนะ ข้าขอตัวไปอาบน้ำนอนที่ห้องก่อน เหนื่อยมาทั้งคืนแล้ว” พูดจบคำเธียรก็โบกมือปัดแล้วเดินลิ่วจากห้องไปในสภาพอิดโรย คนที่ถูกผลักภาระมาให้จึงได้แต่หันมามองหน้าร่างที่นอนหราบนเตียง

          “ไอ้สิทธิ์...เอ็งเป็นยังไงบ้าง แล้วจู่ๆ เกิดหมดสติไปได้ยังไง มันเกิดอะไรขึ้น แล้วแกวาดรูปเจ้าหญิงมฤควตีเสร็จรึยัง?” ราเชนทร์รีบทวงถามสัญญา ก่อนที่ใบหน้าอีกฝ่ายจะถอดสีลงทันที

          “ก็เพราะข้าวาดรูปนั้นน่ะแหละ ถึงทำให้ข้าต้องมาอยู่ที่นี่ ดวงวิญญาณของเจ้าหญิงมาหาข้า มายืนเหยียบอยู่บนหน้าอกข้า ข้าไม่เอาแล้วว่ะไอ้เชน ข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกแล้ว ข้าขอโทษนะที่มาทำให้เอ็งต้องเสียเวลากับเรื่องนี้”

          “อ้าว...ข้าก็อุตส่าห์ฝากเรื่องนี้กับสร้อยมาลาไว้แล้ว จู่ๆ ตอนนี้เอ็งมาบอกว่าให้ล้มเลิกได้ยังไงกัน” ราเชนทร์เบิกตากว้างอย่างไม่พอใจ อีกฝ่ายจึงก้มหน้าแล้วเม้มปากแน่นอย่างคนที่ไม่รู้จะอธิบายกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับตนยังไง

          ราเชนทร์อยู่ในห้องนั้นครู่ใหญ่ รอจนกระทั่งพยาบาลเข้ามาตรวจอาการและนำอาหารเช้ามาให้ผู้ป่วยหนุ่ม ราเชนทร์ที่เห็นว่าเพื่อนหนุ่มนั้นอาการดีขึ้นและมีพยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิดแล้ว เขาจึงขอตัวกลับเนื่องด้วยติดภาระสำคัญ

 

         “เรศ...วันนี้แม่ทำข้าวต้มกุ้งของโปรดหนู มาทานก่อนไปทำงานนะลูก” เสียงของมารดาร้องบอกคนที่กำลังหิ้วกระเป๋าสะพายเดินลงมาจากชั้นสอง

          “ไม่เป็นไรค่ะแม่ เดี๋ยวเรศแวะซื้อขนมปังที่เซเว่นทานระหว่างทางก็ได้ กลัวว่าจะไปสาย” ศิขเรศก้าวขาลงมาถึงชั้นล่าง ก่อนจะเงยหน้ามองมารดาที่กำลังตักข้าวต้มอุ่นๆ ใส่ถ้วยบนโต๊ะอาหาร ข้างกัน มีชายหนุ่มรูปร่างสมส่วนผิวดำแดงคนหนึ่งกำลังช่วยรินน้ำจากเหยือกใส่แก้วสองใบ

          “ไม่ต้องรีบหรอกครับ บ้านสืบแสงไม่หนีคุณไปไหน ดูสิ คุณแม่ทำข้าวต้มน่าทานมากเลย ถ้าไม่ทานเดี๋ยวคนทำก็น้อยใจกันพอดี ใช่มั้ยครับ”

          “คุณเชน...” ศิขเรศสบสายตากับชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าจะได้พบเขาในเช้าของวันนี้ ในบ้านเธอเอง

          ราเชนทร์หัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นสีหน้าตระหนกของศิขเรศ ก่อนที่นางเครือวัลย์จะเดินไปหยิบขนมไทยสองสามอย่างมาจัดสำรับแล้ววางลงตรงหน้าร่างสูงสง่าที่กำลังหย่อนกายลงนั่งบนเก้าอี้

          “แล้วนี่...คุณแม่...เอ่อ..” ศิขเรศอ้ำๆ อึ้งๆ ขณะเดินช้าๆ ตรงมายังโต๊ะอาหาร

          “คุณราเชนทร์เธอแนะนำตัวให้แม่รู้จักแล้วหละจ๊ะ ไม่อย่างนั้นแม่คงไม่ยอมให้เข้ามาในบ้านหรอก”

          “ผมถึงขนาดต้องควักบัตรประชาชนให้คุณแม่ดูเลยนะครับ รอบคอบแบบนี้ คุณแม่คงหวงคุณน่าดูเลยนะ” สายตาหวานนั้นเงยขึ้นมองศิขเรศ ก่อนจะตักข้าวต้มกุ้งเข้าปากพลางคิ้วตุ่ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย

          “นั่งทานข้าวต้มก่อนลูก กำลังร้อนๆ เลย” นางเครือวัลย์รีบดึงร่างลูกสาวมาทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามราเชนทร์ จากนั้นตัวเองจึงปลีกตัวเข้าไปง่วนกับงานในครัว ทิ้งให้ทั้งสองได้อยู่กันตามลำพัง

          “ผมมารับคุณไปทำงานแทนพี่สุรไกรน่ะครับ พอดีว่าต้องมาเยี่ยมไอ้สิทธิ์ที่โรงพยาบาลแถวนี้พอดี” ชายหนุ่มพูดขึ้นโดยไม่รอให้หญิงสาวเอ่ยถามถึงสาเหตุการมาเยือนของเขา

          “คุณฐานสิทธิ์ไม่สบายเหรอคะ” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ก่อนที่ราเชนทร์จะถอนหายใจน้อยๆ เพราะเรื่องอาการป่วยของฐานสิทธิ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน

             “ครับ แต่ก็ดีขึ้นมากแล้วหละครับ ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ ผมกับคำเธียรเลยต้องผลัดกันมาดูแล” ราเชนทร์ปั้นยิ้ม ก่อนที่เสียงกดออดหน้าบ้านของศิขเรศจะดังขึ้น หญิงสาวลุกจากเก้าอี้กำลังจะเดินออกไปดูแต่นางเครือวัลย์ก็วิ่งออกมาจากครัวเสียก่อน แล้วเดินตรงปรี่ไปที่หน้าบ้าน ก่อนจะเดินกลับเข้ามาอย่างหน้าเสีย ศิขเรศรู้ได้ในทันทีว่าเป็นเพราะอะไร

                “ฉันว่าเรารีบไปกันดีกว่าค่ะ นี่ก็สายมากแล้ว” เธอหันไปหยิบเอากระเป๋าหนังที่วางอยู่บนเก้าอี้อีกตัวมาถือไว้ เดินละลิ่วนำหน้าราเชนทร์มาที่หน้าประตู

                เมื่อหญิงสาวผลักประตูบ้านออกไปก็ได้พบกับร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีน้ำเงินยืนเอาสองมือล้วงกระเป๋ากางเกง เชิดใบหน้าอันเกลี้ยงเกลานั้นจ้องมองเธอแน่วนิ่ง

                “อนิรุธ...”

                “แย่จริง...ที่มาไม่ทันมื้ออาหารเช้า ไม่อย่างนั้นคงได้ร่วมโต๊ะกับคุณ” สายตาคมเบิกมองเลยร่างระหงไปด้านหลัง ก่อนจะขบกรามแน่นเมื่อราเชนทร์เดินมายืนอยู่ด้านหลังหญิงสาวด้วยความแปลกใจ

                “จะไม่แนะนำเพื่อนใหม่ของคุณให้ผมรู้จักหน่อยเหรอศิขเรศ” พอถูกท้วงถึงตัวเอง ราเชนทร์จึงเดินขึ้นมาเคียงข้างหญิงสาว แล้วสบสายตากับชายหนุ่มผิวขาวตรงหน้า ด้วยความรู้สึกอันอึดอัดคับแค้นที่ถาโถมเข้ามาในหัวใจอย่างไม่ทราบสาเหตุแต่เขาก็พยายามข่มกลั้นเอาไว้ภายใต้สีหน้าอันเรียบเฉย

                “สวัสดีครับ ผมราเชนทร์ ยินดีที่ได้รู้จัก” ราเชนทร์ยื่นมือออกไปด้านหน้าหมายทักทายตามแบบตะวันตก ก่อนที่อีกฝ่ายจะแสยะยิ้มแล้วยื่นมือออกไปดึงแขนศิขเรศให้เดินตามหลังเขามาแทน

                “นี่ ปล่อยฉันนะคุณอนิรุธ ฉันบอกให้ปล่อย”

                “ผมไม่ปล่อย วันนี้คุณต้องไปกับผม”

                “ฉันไม่ไปไหนกับคุณทั้งนั้น ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” ศิขเรศดึงแขนตัวเองไว้และปลดมืออนิรุธออกจนพ้น เธอเกือบถลาล้มหงายหลังแต่ราเชนทร์ก็เข้ามาประคองร่างไว้ได้ทัน

                ภาพบาดตาบาดใจนั้นทำให้ทั้งร่างของนักธุรกิจหนุ่มร้อนเร่าดุจถูกไฟสุม ร่างของศิขเรศอยู่ในวงกอดของราเชนทร์ สายตาของทั้งสองมองตรงมาที่เขาราวกับหมายจะเยาะเย้ย

          อนิรุธกำหมัดแน่นและทำท่าจะปรี่เข้าไปหาทั้งคู่ก่อนที่นางเครือวัลย์จะรีบเข้ามาขวางไว้

                “ป้าขอนะคะคุณรุธ อย่ามีเรื่องกันเลย ถือว่าป้าขอเถอะนะคะ” นางเครือวัลย์แทบจะยกมือไหว้แต่ศิขเรศก็ปรี่เข้ามาห้ามมารดาไว้อย่างไม่พอใจ เธอจ้องหน้าอนิรุธด้วยสายตาเด็ดขาด ก่อนจะหันไปจับแขนราเชนทร์ไว้ แล้วจูงแขนชายหนุ่มเดินลิ่วผ่านร่างที่ยืนกำมือแน่นไปยังรถยนต์คันงามที่จอดอยู่หน้าบ้านอย่างไม่แยแสผู้มาเยือน

 

                ศิขเรศก้าวขาลงจากรถยนต์ของชายหนุ่มหน้าคฤหาสน์ด้วยความรู้สึกอันหนักหน่วงหัวใจ ราเชนทร์ไม่ได้เอ่ยถามอะไรอีกนับตั้งแต่ขึ้นมาบนรถหลังเกือบเกิดเรื่องกับอนิรุธ หากหญิงสาวพร้อมก็คงจะอธิบายให้เขาเข้าใจเอง

                “วันนี้ไม่ต้องจัดสำรับอาหารเช้าให้ผมนะครับป้าชม ผมทานมาแล้ว จะขอตัวขึ้นไปงีบสักหน่อย สายๆ เดี๋ยวจะลงมาหาอะไรทานนะครับ” ชายหนุ่มเดินไปสนทนากับหญิงแม่ครัว ก่อนเดินกลับมาที่คฤหาสน์พร้อมกับเมียงมองร่างระหงที่กำลังนั่งสนทนากับไอศูรย์บนศาลาข้างคฤหาสน์

                “ชมนาดบอกว่าคุณไม่สบาย เป็นยังไงบ้าง” ผู้เป็นนายเอ่ยถามเลขานุการสาวที่กำลังนั่งเปิดแฟ้มเอกสารตรงหน้า ศิขเรศเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายก่อนยิ้มเรียบๆ

                “ดีขึ้นแล้วค่ะ ความจริงเรศแค่เป็นลมเฉยๆ อาจเพราะช่วงนี้ทานอาหารไม่ตรงเวลาและคงนอนน้อย” เธอพยายามหาข้ออ้างมาชี้แจงเรื่องที่เป็นลมเมื่อวาน ทั้งที่ความจริงแล้วมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย หญิงสาวยังคงจดจำภาพนั้นได้ดี... มันทำให้เธอพรั่นพรึงทุกครั้งที่นึกถึง จนแสดงออกมาทางสีหน้าอย่างปิดอย่างไรก็ไม่มิด

                 “ผมก็มัวแต่นอนซมอยู่ในห้องทั้งวัน มาตาสว่างก็ตอนที่อาทิตย์ตกดินเอานี่แหละ เลยรู้เรื่องจากชมนาด ถ้าอย่างนั้นเพื่อเป็นการตัดปัญหา คุณไม่ต้องเข้าไปดูแลห้องสะสมของผมแล้ว หากผมจะให้ทำความสะอาดเมื่อไหร่ ผมจะบอกคุณและให้คนอื่นๆ อยู่ในห้องนั้นกับคุณด้วย...”

                “เอ่อ...คือ...” ศิขเรศอึกอัก เพราะเธอไม่ได้เป็นคนไขกุญแจเข้าไปในห้องนั้น โซ่และแม่กุญแจถูกเปิดออกเอง

                “ประทานโทษนะคะ” จำปาที่เดินย่องเข้ามา ย่อกายลงนั่งบนพื้นศาลาแล้วเงยหน้าขึ้นมองไอศูรย์ ศิขเรศจึงได้เก็บความสงสัยของตนเอาไว้ในใจ

                “คุณลลิตาเธอโทร.มาค่ะ บอกว่าอยากเอากระเช้ามาขอโทษคุณท่านที่เสียมารยาทเมื่อวันก่อน ไม่ทราบว่าคุณท่านจะสะดวกรับแขกมั้ยคะ?”

                “ได้สิ...แต่ขอสักสายๆ หน่อยแล้วกัน ฉันยังคุยงานกับคุณเรศไม่เสร็จเลย” ใบหน้าแก่ชราคลี่ยิ้มเรียบๆ ให้แก่จำปา ก่อนที่อีกฝ่ายจะลุกจากไป

                “เรามาคุยเรื่องหนังสือที่ผมจะให้นำไปบริจาคต่อดีกว่านะ” ไอศูรย์หันมามองหน้าเลขานุการสาว ก่อนจะหยิบรายชื่อหนังสือที่ศิขเรศคัดแยกและจัดหมวดหมู่ตามประเภทของมันขึ้นมาอ่านอย่างตั้งใจ

 

                ราเชนทร์ลืมตาตื่นขึ้นในเวลาสิบโมงเช้าหลังกลับเข้ามางีบหลับในห้องนอน พอชายหนุ่มล้างหน้าล้างตาแล้วเดินลิ่วลงไปยังห้องรับแขกหมายจะเรียกชมนาดให้จัดของว่างมาให้เขา ร่างสูงสง่าก็ถึงกับหยุดกึกตัวแข็ง เพราะเสียงสนทนาอันเจื้อยแจ้วของลลิตาดังมาเข้ามาหูนั่นเอง

                “ลุงไม่ถือโทษโกรธหนูหรอกจ๊ะ คนที่นี่เขาชินกับเรื่องแปลกๆ แบบนี้เสียแล้ว” คำพูดของชายสูงวัยทำให้ใบหน้าที่แต่งแต้มอย่างงดงามต้องอ้าปากเหวอน้อยๆ ก่อนจะรีบหัวเราะเป็นการกลบเกลื่อน หลังจากที่เธอมอบกระเช้าของขวัญชิ้นใหญ่ให้กับไอศูรย์พร้อมกับก้มกราบขอโทษ

                “อ้อ เหรอคะคุณลุง แบบนี้ลิตาค่อยเบาใจหน่อยค่ะ แล้วนี่...เอ่อ...พี่เชนไม่อยู่เหรอคะ หรือว่ากลับสระบุรีไปแล้ว”        

                “อยู่สิ อีกเดี๋ยวคงลงมาน่ะ ถ้าอย่างนั้นหนูลิตานั่งอ่านหนังสือรอตาเชนอยู่ที่นี่นะ ลุงขอตัวไปทำงานก่อน พอดีมีเรื่องต้องสั่งงานลูกน้องนิดหน่อย ไว้ตอนเที่ยงจะให้คนมาตามไปทานข้าวด้วยกันนะจ๊ะ”

                ครั้นพอไอศูรย์เดินออกไปจากคฤหาสน์ ราเชนทร์ก็จึงค่อยๆ เอี้ยวตัวหันหลังกลับ แล้วเดินย่องขึ้นบันไดไปยังห้องนอนตัวเองด้วยฝีเท้าที่เบาที่สุด ในขณะที่ลลิตาแทบจะอยู่ไม่ติดที่ เธอลุกจากโซฟาแล้วเดินเล่นไปรอบๆ ห้องโถงอันโอ่อ่านั้น จนกระทั่งฝีเท้าที่เลื่อนลอยนำเธอให้มาถึงหน้าห้องสะสมวัตถุโบราณของไอศูรย์อีกครั้ง

                หางตามองเห็นเงาร่างของใครบางคนกำลังเดินละลิ่วอยู่ภายในห้องแห่งนั้น พร้อมกับประตูที่ค่อยๆ เปิดแง้มออกช้าๆ

                “ใครน่ะ...นังศิขเรศเหรอ?...” เสียงแผดกร้าวเอ่ยถาม สายตากวาดมองภายในห้องเลิ่กลั่ก

                “ฮ่าๆๆๆ...” เสียงหัวเราะอันเยือกเย็นดังสะท้อนอยู่ภายในห้อง สร้างความร้อนผ่าวให้ร่างที่ยืนอยู่หน้าประตู ลลิลากำมือแน่น แล้วกัดฟันกรอดเพราะแค้นเก่าที่ทำให้เธอเสียหน้า

                 “นังศิขเรศ แกจะมาเล่นตลกอะไรกับฉันอีก...ออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ แกคิดจะแกล้งฉันใช่มั้ย?” หญิงสาวถลาร่างเข้าไปในห้องสะสมวัตถุโบราณ ก่อนที่ประตูบานหนาจะปิดพรึ่บลงพร้อมกัน ครั้นเมื่อเธอเอี้ยวตัวและพยายามผลักเปิดประตูออกไป แต่มันก็ไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย

                 ลลิตาพยายามเอาสองมือทุบประตูพร้อมกับตะโกนสุดเสียง แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกไปจากห้องนั้นเลย และประตูบานหนักก็ยังคงปิดสนิทเช่นเคย

                 ครานี้หญิงสาวหันมากลับมามองโบราณวัตถุมากมายที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าด้วยความตื่นกลัว และในความเงียบงันอันกดดันนั้นสองหูก็แว่วได้ยินเสียงกระพรวนทองคำดังแว่วอยู่ที่มุมห้อง สายตาหวาดกลัวหันซ้ายขวา คล้ายกับว่ามีใครบางคนกำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายในห้องนี้ร่วมกับเธอ ก่อนที่ตู้ไม้บานหนาที่ตั้งชิดผนังด้านซ้ายมือจะค่อยๆ เลื่อนออกไปช้าๆ ราวกับมีคนกำลังดันมันอยู่

                “นี่มันอะไรเนี่ย...ใคร ใครกำลังแกล้งฉันอยู่” ลลิตาถอยหลังกรูด จนแผ่นหลังไปชิดกับรูปปั้นนักรบโบราณที่ได้มาจากเทวาลัยร้าง ก่อนที่เธอจะเบิกตากกว้างจนแทบถลน หัวใจหล่นฮวบลงไปที่ตาตุ่ม เมื่อโบราณวัตถุเบื้องหน้าน้อยใหญ่นั้นค่อยๆ ขยับเขยื้อนทีละนิด นางอัปสรที่แกะสลักบนไม้ เยื้องกรายจากแผ่นไม้เก่าแล้วออกมายืนเด่น เศียรพญานาคที่ตั้งเด่นแลบลิ้นและส่งเสียงขู่ฟอด เศียรของสิงห์ที่เธอเคยทำตกขยับใบหน้าแล้วแยกเขี้ยวหันมาที่เธอ ก่อนที่สัมผัสอักหนักหน่วงบนหัวไหล่จะทำให้ลลิตาตัวแข็งทื่อจนแทบสิ้นสติ เมื่อมือของรูปปั้นนักรบโบราณด้านหลังกำลังจับไหล่เธอไว้แน่น

                “กรี๊ดดดดดด....ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยฉันด้วย...” หญิงสาวกรีดร้องสุดชีวิต ขณะที่รูปปั้นที่สูงเกือบสองเมตรนั้นฉุดลากร่างเธอตรงไปยังห้องลับที่ถูกเปิดออก โดยมีรูปปั้นหญิงสาวที่เกรอะกรังด้วยคราบโลหิตตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่เบื้องหน้า

                ร่างของลลิตาถูกโยนเข้าไปในห้องนั้น แล้วประตูก็ปิดลง หญิงสาวรีบลุกนั่งด้วยความเจ็บปวดไปทั้งร่าง น้ำตาไหลพรากอาบแก้มด้วยความหวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ สองตาจ้องมองรูปปั้นสตรีที่ตั้งเด่นอยู่ตรงหน้าซึ่งค่อยๆ ลืมตาที่ปิดสนิทขึ้นมาจ้องมองเธอช้าๆ

                “กรี๊ดดดดดดดดด....”

 

**********************************************************************************************

อาณาจักรมัชปาหิต

เป็นอาณาจักรในชวาตะวันออก มีอำนาจอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1293 ถึงประมาณ ค.ศ. 1527. กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งมัชปาหิต คือ ฮะยัม วูรุค (Hayam Wuruk) ครองราชย์ ในช่วง ค.ศ. 1350 - 1389 นับเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของอาณาจักรแห่งนี้ โดยได้ขยายอำนาจไปทั่วแหลมมลายูตอนใต้ บอร์เนียว สุมาตรา บาหลี และฟิลิปปินส์

มัชปาหิตนั้น เป็นอาณาจักรฮินดูแห่งสุดท้ายในหมู่เกาะมลายู ก่อนนี้มีอาณาจักรศรีวิชัย ซึ่งเชื่อว่ามีที่ตั้งอยู่ในอำเภอไชยา ในประเทศไทยและได้ขยายอำนาจสู่หมู่เกาะต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้

 

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น