อัปเดตล่าสุด 2019-05-13 22:28:18

ตอนที่ 1 ตามรอยเท้ายักษ์ บทที่ 1

ทาวน์เฮ้าส์โทรม ๆ ของวรรณณีตั้งอยู่สุดซอยภูมิใจพัฒนา 8 หน้าบ้านมีถนนแคบ ๆ พอให้จักรยานสามารถถีบสวนกัน แน่นอนว่าเธอกับเพื่อนบ้านอีกเจ็ดหลังไม่สามารถนำรถยนต์เข้ามาจอดข้างในได้ แต่มันก็ไม่สำคัญอะไรหรอก วรรณณีคงไม่คิดจะซื้อรถยนต์เร็ว ๆ นี้แน่นอน ยิ่งดูจากสถานะทางการเงินของเธอในตอนนี้ยิ่งไม่มีทาง
    วรรณณีเป็นหญิงวัยสี่สิบเศษ มีใบหน้าที่หยาบกร้าน เนื่องจากไม่มีเวลาแต่งหน้าบำรุงผิวเหมือนหญิงอื่น เธอออกมาข้างนอกบ้าน ยืนพิงประตูรั้วพร้อมกับบุหรี่ในมือที่เหลืออยู่ไม่ถึงครึ่งมวล สายตาทั้งสองจ้องมองไปยังถนนหน้าปากซอยที่อยู่ห่างเกือบสามร้อยเมตร แลเห็นแสงไฟที่ส่องลงมาจากเสาฉายอาบพื้นถนน มันอาจดูเป็นเรื่องแปลกสำหรับผู้คนที่อาศัยอยู่แถวนี้ ปกติเวลาทุ่มเศษบ้านทุกหลังในซอยภูมิใจพัฒนา8 จะต้องปิดประตูต่างคนต่างทำกิจวัตรของตนอยู่ข้างในบ้าน
    แต่ในขณะนี้เป็นเวลา 19.37 น วรรณณีกำลังทำตัวขัดกับกิจวัตรของคนในซอย เธอสูบบุหรี่มวลนั้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะโยนมันลงสู่พื้น แล้วใช้ปลายเท้าขยี้ดับไฟที่ติดอยู่ปลายบุหรี่
    “แม่จะยืนรอไปถึงเมื่อไหร่” เสียงเล็ก ๆ ของหญิงสาววัยสิบแปดย่างสิบเก้า ดังออกมาจากในบ้าน
    ผู้ถูกเรียกหันไปทางต้นเสียง นงนุชลูกสาวของเธอกำลังยืนอยู่หน้าประตู วรรณณีตอบ “นังนุช มึงกลับเข้าบ้านไปเถอะ เดี๋ยวเสร็จธุระกูก็กลับเข้าไปเอง” ว่าแล้วก็พ่นควันบุหรี่ออกมา
    “โถ...เดี๋ยวพอพวกมันมาถึง มันก็โทรมาเองนั่นแหละ” นงนุชบอกกับผู้เป็นแม่ “จะมายืนให้ยุงกัดทำไม เข้าไปนั่งดูละครดีกว่า”
    “เอาเถอะ ตอนนี้กูไม่มีกะจิตกะใจดูหรอก”
    “ตามใจ ถ้าเป็นไข้เลือดออกขึ้นมา อย่าหาว่าไม่เตือน” ว่าแล้วหญิงสาวก็หันหลัง ก้าวตึงตังกลับเข้าไปในบ้าน
    ผู้เป็นแม่มองตามแผ่นหลังลูกสาว “เฮ้ย! มาปิดประตูก่อน เดี๋ยวยุงเข้า”
    แต่ดูเหมือนว่านงนุชจะทำเมินใส่เสียงนั้น
    วรรณณีส่ายหน้าอย่างหงุดหงิด เดินเข้ามาที่ประตู แต่ก่อนที่จะเอื้อมมือปิดมัน เธอมองเข้าไปในห้องนั่งเล่น เห็นนงนุชกับเจ้าตัวน้อยกำลังนั่งดูละครหลังข่าวท่าทางสนุกสนาน เธอถอนหายใจ ก็จริงของมัน จะมายืนรอให้ยุงกัดทำไม เธอกลับเข้ามาข้างในพร้อมกับปิดประตู
    วรรณณีนั่งลงบนโซฟาข้าง ๆ ลูกทั้งสอง นงนุชหันมายิ้มให้เล็ก ๆ
    ระหว่างที่ละครกำลังเข้าสู่ช่วงโฆษณา วรรณณีหันมาที่เจ้าตัวน้อย เขาเป็นเด็กชายอายุราวเจ็ดขวบ กำลังนั่งเล่นตุ๊กตุ่นยอดมนุษย์ เขาจับตุ๊กตุ่นเหล่านั้นมาต่อสู้กันพร้อมกับทำเสียงเอฟเฟคโป้งป้างอย่างสนุกสนาน
    “ตัวไหนเป็นคนเลวหรอจ๊ะ” วรรณณีหันไปถามอย่างเอ็นดู
    เจ้าตัวน้อยตอบ ขณะนำตุ๊กตุ่นมาชนกัน “ไม่มีคนเลวฮะ พวกเขาเป็นฮีโร่เหมือนกัน”
    “เป็นพวกเดียวกันหรอ แล้วเขาจะสู้กันทำไมล่ะ”
    “เปล่าฮะ เขาแค่ปล่อยพลังใส่กันเล่น ๆ”
    “หรอจ๊ะ แล้วพวกเขามีพลังอะไร”
    เด็กชายหันมา พร้อมแสดงตุ๊กตุ่นทั้งสามให้ผู้เป็นแม่ดู “ตัวนี้ปล่อยไฟได้ฮะ” เขาชี้ไปที่ตุ๊กตุ่นผู้ชายที่มีผมสีทอง “ส่วนตัวนี้สามารถยืดหดตัวได้” ชี้นิ้วไปที่ตุ๊กตุ่นผู้ชายอีกตัวที่มีผมสีดำ “ส่วนตัวนี้ สามารถล่องหนได้” เด็กชายชี้ไปที่ตุ๊กตุ่นตัวสุดท้าย ที่เป็นผู้หญิง
    “หา...” นงนุชที่เฝ้ามองมาสักพัก ร้องออกมา “ผู้หญิงกับพลังล่องหนเนี่ยนะ”
    เด็กชายหันไปทางพี่สาว “ช่าย ทำไมหรอ”
    “ก็...” นงนุชยิ้มออกมา “พลังล่องหน ถ้าไปอยู่กับผู้ชาย มันน่าจะมีประโยชน์มากกว่าอยู่กับผู้หญิงนะ”
    เจ้าตัวน้อยทำหน้าสงสัย “ยังไงหรอฮะ”
    “ก็แบบว่า เอาไว้แอบดู...”
    “นี่ นังนุช มึงจะบอกอะไรน้อง” วรรณณีรีบตัดบท
    นงนุชหันขวับไปทางหน้าจอโทรทัศน์ “โน้นแม่ ละครมาแล้ว”
    เฮ้อ อีนังลูกคนนี้ เธอส่ายหน้าเบา ๆ แล้วหันไปทางหน้าจอโทรทัศน์
    ละครที่กำลังฉายในจอ ไม่ได้เรียกความสนใจจากวรรณณีได้แม้แต่นิด ทั้ง ๆ ที่เดิมทีเธอเป็นคนติดละครมากถึงมากที่สุด เมื่อใดก็ตามที่ละครฉาย เธอแทบจะหลุดเข้าไปในเรื่อง ตะโกนเชียร์ ร้องด่านางร้ายราวกับว่าเหตุการณ์ในละครเกิดขึ้นจริง แต่ในตอนนี้ดูเหมือนเธอแทบจะไม่สนสิ่งที่อยู่ในจอโทรทัศน์ วรรณณีหันมองตุ๊กตุ่นในมือเจ้าตัวน้อยอีกครั้ง มนุษย์ล่องหนหรอ คงจะดีไม่น้อยหากเธอจะมีพลังวิเศษอย่างที่ลูกของเธอว่า
    ถึงแม้ในปัจจุบันเรื่องของคนที่มีพลังวิเศษจะไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป แต่มันก็ไม่ได้พบเจอง่ายอย่างในภาพยนตร์ฝรั่ง ผู้ที่ร่างกายสามารถปรับตัวเข้ากับไวรัสต่างดาวนั่นได้ มีเพียงแค่ 10% บนโลกเท่านั้น อีกทั้งพลังวิเศษในโลกความจริงก็ไม่ได้เวอร์วังแบบในหนัง ตรงกันข้ามพลังพวกนี้ถูกมองเป็นโรคร้ายเสียมากกว่า แม้จะช่วยเพิ่มความสามารถพิเศษเข้ามา แต่ก็ต้องแลกกับบางสิ่งบางอย่างที่ดูเหมือนจะเสียมากกว่าได้
    กริ๊ง!...กริ๊ง!...กริ๊ง!... เสียงเรียกเข้าดังมาจากโทรศัพท์ของวรรณณี ไม่ต้องชายตามองชื่อผู้โทร เธอก็พอจะทราบว่าปลายสายเป็นใคร วรรณณีนำโทรศัพท์ขึ้นมา ก่อนจะลุกขึ้นจากโซฟา เดินออกไปข้างนอก ลูกทั้งสองของเธอจ้องมองผู้เป็นแม่อย่างกังวล
    นาฬิกาบนผนังบอกเวลา 20.07 น วรรณณีเดินออกมาข้างนอกบ้าน ปิดประตู นำโทรศัพท์เครื่องนั้นขึ้นมา มันยังส่งเสียงกริ๊งไม่ยอมหยุด เธอจ้องมองเบอร์ของปลายอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกดรับสาย
    “ฮ...ฮัลโหล” เธอทัก
    ไม่มีเสียงตอบกลับจากปลายสาย
    วรรณณีแปลกใจเล็ก ๆ “ฮัล...ฮัลโหล ด...ได้ยินไหม”
    เงียบ
    เธอก้มมองที่หน้าจอโทรศัพท์อย่างแปลกใจ ก็ปกตินี่นา เอ...
    ขณะนั้น! มีเสียงโครมครามคล้ายกับรถพุ่งชนกัน ดังขึ้นข้างนอกบ้าน วรรณณีหันไปที่หน้าประตูรั้ว ถ้าหูเธอฟังไม่ผิดเสียงนั้นน่าจะดังมาจากหน้าปากซอย เธอรีบวิ่งที่ประตูรั้ว เสียงโครมดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เหมือนกับมีอะไรบางอย่างตกมากระทบกับหลังคารถ อีกทั้งยังมีเสียงสัญญาณนิรภัยของรถยนต์ร้องดังอย่างต่อเนื่อง
    วรรณณีวิ่งออกนอกประตูรั้ว สายตาจ้องมองไปที่ปากซอย มีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นที่นั่น
    เพื่อนบ้านอีกสี่ห้าหลังต่างเปิดประตูออกมาด้วยความมึนงงเช่นเดียวกับเธอ
    “เกิดอะไรขึ้น” ใครคนหนึ่งร้อง
    “ม...ไม่...ไม่นะ ร...รถกู” ชายอีกคนร้องขึ้นมา ดูเหมือนเขากำลังสติแตก
    วรรณณีเองก็เหมือนชาวบ้านคนอื่น ๆ ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เธอกับเพื่อนบ้านต่างพร้อมใจที่จะเดินไปดูที่ปากซอย…
    แต่แล้วก็มีบางอย่างทำให้ทุกคนต้องหยุดอยู่กับที่
    เสียงก้าวตึง...ตึง...ตึง...ดังขึ้นจากหน้าปากซอย ทุกคนต่างจับจ้องไปยังเจ้าของเสียงเป็นสายตาเดียวกัน มันเป็นสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่ตามเนื้อตัวดูเหมือนจะเป็นเกล็ดแข็ง ๆ คล้ายกับก้อนหิน และสิ่งที่ทำให้ทุกคนไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ ก็เพราะขนาดร่างของมันที่มีความสูงมากกว่ามนุษย์ทั่วไปเกือบเท่าตัว
    “โอ้ว...ย...ยักษ์” ใครคนหนึ่งร้องออกมา
    เจ้ายักษ์กำลังเดินผ่านหน้าปากซอยโดยไม่สนใจผู้คนที่กำลังจ้องมองมันอย่างไม่ละสายตา
    ทันใดนั้น ก็ได้มีเสียง ปัง! ปัง! ดังขึ้นที่ปากซอย เมื่อได้ยินเช่นนั้นทุกคนรู้ดีว่าไม่ควรจะอยู่รอรับลูกหลง ต่างพากันแยกย้ายวิ่งกลับเข้าไปในบ้านของตน วรรณณีเองก็ไม่รอช้า วิ่งกลับเข้าประตู เป็นจังหวะเดียวกับที่ลูกทั้งสองของเธอวิ่งออกมา
    “อะไรกัน เกิดอะไรขึ้น” นงนุชร้องถาม
    วรรณณีไม่มีเวลาอธิบาย เธอวิ่งเข้าคว้าร่างลูกทั้งสองพากลับเข้าไปในบ้าน ประตูถูกปิด กลอนถูกล็อค ทั้งสามเข้าไปหลบอยู่ในห้องนั่งเล่นข้างหลังโซฟา ดูเหมือนว่าจะมีเสียงปืนดังขึ้นสองอีกสามนัด วรรณณีหัวใจเต้นตุบตับ สองแขนโอบแน่นที่ลูก ๆ
    เวลาผ่านไปได้ครู่หนึ่ง ดูเหมือนทุกอย่างจะเงียบลง เริ่มมีเสียงโวยวายจากเพื่อนบ้าน
    “รออยู่ในนี่นะ” วรรณณีหันมากำชับลูกทั้งสอง
    นงนุชมองผู้เป็นแม่อย่างสงสัย “มันเกิด...”
    “อยู่ในนี้” วรรณณีตัดบทด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด”
    เธอรีบวิ่งออกไปที่หน้าบ้าน มองไปที่บริเวณหน้าปากซอย เห็นชาวบ้านกำลังก่อไทมุงดูอะไรบางอย่าง วรรณณีค่อย ๆ ก้าวเท้าไปตามทาง เพื่อนบ้านคนอื่น ๆ ต่างพากันวิ่งแซงหน้าเธอไปที่เธอตรงไปที่นั่น
    ที่หน้าปากซอยพวกไทมุงยืนเบียดกันแน่นขนัด บางคนที่ได้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นต่างร้องออกมาอย่างหวาดกลัว บ้างก็ร้องตะโกนให้เรียกตำรวจ บ้างก็สติแตกกับความเสียหายที่เกิดขึ้น วรรณณีพยายามใช้มือทั้งสองแหวกกลางกลุ่มไทมุง เพื่อจะเข้าไปดูด้านใน เธอต้องใช้เวลาสักพัก กว่าจะพอได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น
    วรรณณีจ้องมองสิ่งนั้นอยู่นาน มือทั้งสองยกมือขึ้นมาปิดที่ปาก พยายามฝืนตัวเองไม่ให้ร้องออกมา ในหัวของเธอผุดเครื่องหมายคำถามขึ้นมากมาย
    น...นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น