อัปเดตล่าสุด 2019-07-10 14:42:41

ตอนที่ 10 ตามรอยเท้ายักษ์ บทที่ 10

ป้ายไม้เฮียเปียวโภชนาแกว่งไปมาในคืนพระจันทร์เต็มดวง ชายชุดดำสองนายกำลังนั่งรอการมาถึงของอาหารมื้อดึก ‘ประทวน’ กับ ‘ภูริต’ ได้ยินกิตติศัพท์ของก๋วยเตี๋ยวเนื้อที่ร้านแห่งนี้มานานแล้ว ในวันนี้พวกเขาผ่านมาทำธุระแถวนี้พอดี จึงต้องแวะชิมเพื่อพิสูจน์คำล่ำลือ
 
ก๋วยเตี๋ยวเนื้อสองชามถูกนำมาวางลงบนโต๊ะ เด็กเสิร์ฟบอกกับทั้งคู่ว่า ถือเป็นโชคดีที่เนื้อแสนอร่อยยังเหลือมาถึงเวลานี้ ทั้งสองไม่เข้าใจความหมายนักหรอก คงเป็นเพียงคำอวดอ้างว่าร้านตัวเองขายดิบขายดี
 
แต่ทันทีที่ประทวนได้ลิ้มลองรสชาติของก๋วยเตี๋ยวเนื้อ “เฮ้ย...” เขาอุทานออกมา แววตาลุกวาว “แม่งอร่อยจริงว่ะ”
 
“ขนาดนั้นเลยเหรอวะ” ภูริตทำหน้าสงสัย
 
ทั้งคู่ก็ไม่ต่างจากลูกค้าคนอื่น เมื่อได้ลิ้มลองรสชาติก๋วยเตี๋ยวเนื้อของที่นี่ เป็นต้องจัดการสิ่งที่อยู่ในชาม ไม่เหลือน้ำซุปแม้แต่หยดเดียว
 
“แม่งเด็ดจริง ๆ ว่ะ” ประทวนกล่าวออกมา “แอบใส่กัญชาป่าววะ”
 
ภูริตหัวเราะ “สงสัยจะใช่”
 
ประทวนนำกระดาษทิชชู่มาเช็ดคราบที่ริมฝีปาก ระหว่างนั้นมองไปยังคู่หูที่กำลังทำแบบเดียวกัน สายตาของเขาไปสะดุดตากับพระเครื่องสีเขียวมรกตที่แขวนอยู่บนคอของภูริต
 
“นี่มึงเปลี่ยนพระอีกแล้วเหรอ”
 
ภูริตมองลงมาที่พระเครื่องของตน “มึงเพิ่งเห็นจริงดิ”
 
ประทวนพยักหน้า ตามจริงแล้วประทวนเห็นภูริตห้อยพระองค์นั้นมาพักใหญ่แล้ว แต่เพิ่งมีความคิดที่จะทัก
 
“บ้าเอ่ย กูแขวนมาเกือบอาทิตย์ละ” ภูริตชูพระเครื่องขึ้นมา “นี่น่ะหลวงพ่ออ้อย เนื้อเขียวมรกต สวยใช่ไหมล่ะ”
 
“เออ แปลกดี พระสีเขียว”
 
“โอ๊ย มึงไม่รู้จักพระแก้วมรกตเหรอ”
 
“จะไปรู้จักได้ยังไง กูไม่ใช่พวกบ้าพระแบบมึงนี่...” ขณะนั้น ประทวนรู้สึกว่าโทรศัพท์ในกระเป๋ามีสายเข้า “เฮ้ย สงสัยมาแล้วว่ะ” เขานำโทรศัพท์ออกมา กดรับสาย “ฮัลโหลว่ายังไง...อืมได้...ที่ไหนล่ะ...แป๊บนะ...” ประทวนมองมาที่ภูริต “หากระดาษให้กูหน่อย”
 
ภูริตมองไปรอบ ๆ โต๊ะ เห็นกระดาษสำหรับจดรายการอาหาร เขานำมันส่งให้เพื่อน
 
“ใจมาก” ประทวนนำปากกาออกมา “ฮัลโหล เมื่อกี้ว่าไงนะ...” เขาเริ่มจดบางสิ่งลงบนกระดาษ
 
เวลาผ่านไปร่วมนาทีกว่า การสนทนาทางโทรศัพท์สิ้นสุดลง ประทวนสั่งเช็กบิล
 
---------------------------
 
บนกระดาษที่ประทวนใช้จดที่อยู่ของเป้าหมาย บอกให้เขาเลี้ยวรถมอเตอร์ไซค์เข้ามาในซอยภูมิใจพัฒนา ถนนในซอยแห่งนี้กว้างพอจะให้รถยนต์สองคันสวนกันได้อย่างน่าหวาดเสียว ทางฝั่งซ้ายเป็นกำแพงอิฐที่เต็มไปด้วยเชื้อรา มีถังขยะตั้งอยู
เป็นจุด ๆ ทางฝั่งขวาเป็นซอยเล็ก ๆ สำหรับเข้าสู่บ้านผู้คน ประทวนบิดมอเตอร์ไซค์ไปเรื่อย ๆ เป้าหมายของเขาอยู่ซอยที่แปด
 
“มึงมองหาป้ายซอยแปดให้ดีนะ” เขาบอกกับภูริตที่นั่งซ้อนอยู่ด้านหลัง
 
“ฮะ” เขาเปิดกระจกหมวกกันน็อค ยื่นหน้าไปข้างใบหูคนขับ “มึงว่ายังไงนะ”
 
“กูบอกว่า คอยมองหาซอยแปดด้วย”
 
“อ๋อ ซอยแปดเหรอ ได้ ๆ”
 
รถมอเตอร์ไซค์แล่นไปด้วยความเร็วสี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งคู่คอยชำเลืองมองป้ายที่แขวนอยู่บนเสาหน้าปากซอย ซอยที่ 5 ผ่านไป... ซอยที่ 6 ผ่านไป...ซอยที่ 7 ผ่านไป...
 
“ข้างหน้าแล้ว ๆ” ภูริตบอกพร้อมกับตบไหล่เพื่อน
 
“เออ กูรู้แล้วน่า” ประทวนบอก “เออ ไอ้ริต มึงโทรหามันให้หน่อยสิ บอกว่ากำลังจะถึงแล้ว”
 
“ให้กูโทรตอนอยู่บนรถเนี้ยนะ” ภูริตตะโกนกรอกหู “ถึงหน้าปากซอยก่อนสิวะ”
 
“มันจะถึงแล้วเนี่ย มึงกดโทรเลย”
 
“โทรศัพท์กูไม่มีตังค์ ขอใช้โทรศัพท์มึงละกัน” เขาบอก ก่อนจะล้วงไปในกระเป๋ากางเกงของคู่หู
 
ประทวนรู้สึกจั๊กจี้ “มึงล้วงดี ๆ นะไอ้ห่า”
 
ภูริตล้วงโทรศัพท์ของประทวนขึ้นมา แล้วกดโทรออก ตื๊ด...ตื๊ด...ตื๊ด...
 
ประทวนคำนวณว่าอีกไม่ถึงห้าสิบเมตรก็จะถึงซอยของเป้าหมาย เขาเลื่อนนิ้วเปิดไฟเลี้ยวขวา แล้วชะลอความเร็วลง
 
ทันใดนั้น! มีวัตถุขนาดมหึมาพุ่งลงมาจากท้องฟ้า ประทวนที่ได้เห็นสิ่งนั้นร้องออกมาอย่างตกใจ เขาคิดว่ามันกำลังพุ่งลงมายังเขา ประทวนตัดสินใจหักหลบ วัตถุนั้นพุ่งผ่านไปด้านหลัง มีเสียงโครม! เกิดขึ้น
 
ประทวนไม่มีโอกาสแม้แต่จะหันไปมอง เขาพยายามบังคับรถไม่ให้ไปชนเสาไฟที่อยู่ริมทาง ในวินาทีนี้ดูเหมือนว่าเบรกจะไร้ประโยชน์ มีกองถังขยะเหม็นเน่าตั้งอยู่ข้างกำแพงอิฐขึ้นรา รถจักรยานยนต์พุ่งชนเข้าที่ถังขยะเต็มแรง
 
ประทวนรู้สึกราวกับพื้นโลกใบกำลังเอียงทำมุมสี่สิบห้าองศา เขาต้องใช้เวลาครู่หนึ่งในการตั้งสติ แล้วจึงพบว่าขาข้างขวากำลังถูกทับด้วยมอเตอร์ไซค์ ประทวนใช้สองแขนช้อนเข้าไปใต้ตัวรถ แล้วออกแรงยกมันขึ้น “อ่า...” เขารีบนำขาข้างที่ถูกทับอยู่ออกมา แล้วปล่อยมือจากรถ “เฮ้อ...” ประทวนนั่งหอบอยู่พักหนึ่ง
 
หมวกกันน๊อคถูกปลดวางลงกับพื้นถนน เขาพยายามคิดว่าควรทำอะไรต่อ จริงสิ... “ไอ้ริต” ประทวนร้อง กวาดสายตาไปรอบ ๆ คู่หูของเขากระเด็นหายไปไหน “ไอ้ริต!” นั่นไง ห่างออกไปมึงไม่ถึงห้าเมตร ภูริตนอนสลบอยู่ใต้ต้นลั่นทม ประทวนลุกขึ้น แม้จะรู้สึกปวดที่บริเวณต้นขาและข้อเท้า เขาก็รีบมุ้งตรงเข้าไปหาเพื่อนอย่างรวดเร็ว
 
สอบมือคว้าเข้าที่ร่างของเพื่อน เปิดกระจกหมวกกันน๊อคออก “เฮ้ย! ไอ้ริต มึงเป็นไรหรือเปล่า” มีเสียงลมหายใจดังเบา ๆ ดูเหมือนภูริตยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่เขาสลบไปเท่านั้น “เฮ้ย! ไอริต เฮ้ย! ตื่น” ประทวนใช้สองมือเขย่าร่างคู่หู
 
ทันใดนั้น! ประทวนรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังเกิดขึ้นทางด้านหลัง มันส่งเสียงดัง ตึง...ตึง...ตึง...คล้ายจังหวะการเดินของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ และแล้ว ความทรงจำในหัวก็ผุดขึ้นมา จริงสิ ก่อนที่เขาจะมาอยู่ในสภาพแบบนี้ มีบางสิ่งบางอย่างพุ่งลงมาจากฟ้า
 
ประทวนหันหลังขวับ ห่างไปประมาณสามสิบเมตร มีบางสิ่งกำลังมุ่งเข้ามา น...นั่นมันตัวอะไรกัน รูปร่างของมันคล้ายคลึงกับมนุษย์ แต่มีขนาดที่ใหญ่กว่าสองเท่า ย...ยักษ์...ยักษ์จริง ๆ เหรอ ประทวนอ้าปากค้าง มือไม้สั่นเทาไปด้วยความกลัว ไอ้ยักษ์นั่นกำลังตรงมาที่เขา ร่างของมันห่อหุ้มไปด้วยเกล็ดสีเทา แลดูคล้ายกับหินยักษ์ที่เคลื่อนไหวได้
 
“ชิบหายละ” เขาหันมาที่ร่างของเพื่อน “ไอ้ริต! ตื่น! ตื่นโว้ย!” เขาร้องพร้อมใช้สองมือเขย่าร่างคู่หู
 
ไม่ได้การละ ประทวนหันกลับไปอีกครั้ง ไอ้ยักษ์นั่นกำลังเคลื่อนตรงเข้ามา หากมัวแต่นั่งอยู่แบบนี้ ก็ไม่ต่างจากรอความตาย เขาลุกขึ้นยืน ชักปืนที่เหน็บอยู่ข้างเข็มขัดออกมา เล็งปากกระบอกไปที่ร่างของไอ้ยักษ์
 
“ย...อย่า...เข้ามานะเว้ย! กูยิงนะ!”
 
ไม่รู้ว่ามันไม่เข้าใจที่ประทวนบอกหรือทำเป็นไม่สนใจ ไอ้ยักษ์ก้าวตึงตังเข้ามา
 
“ฮ...เฮ้ย กูบอกว่าอย่าเข้ามาไง” ประทวนก้าวถอยหลัง สองมือจับปืนแน่น
 
ยักษ์มุ่งตรงเข้ามา ความเร็วของมันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ระยะห่างระหว่างทั้งสองน้อยลงไปทุกที 
 
ไม่ทันแน่ ยังไงก็หนีไม่พ้น ประทวนที่กำลังมือไม้สั่น พยายามข่มความกลัว เอาวะ ไม่มึงก็กูที่ต้องไป ปัง! ปัง! เขาตัดสินใจกดลั่นไก ลูกกระสุนสองนัดพุ่งแหวกอากาศตรงไปที่ลำตัวของยักษ์ มันหยุดนิ่งแล้วครางออกมาเบา ๆ
 
“ยังไง” ประทวนเริ่มได้ใจ “มึงจะเอาอีกสักนัดไหม”
 
ยักษ์ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น และแล้วสิ่งไม่คาดฝันก็บังเกิด มันมองมาที่เขาด้วยแววตาอาฆาต ดูเหมือนลูกกระสุนสองนัดจะไม่สามารถหยุดมันไว้ได้
 
ยักษ์ส่งเสียงร้องคำรามลั่น ก่อนจะพุ่งตัวตรงเข้าหาประทวน เสียงตึง...ตึง...ตึง...ใกล้เข้ามา พร้อมกับร่างอันมหึมาของมัน ประทวนเล็งปากกระบอกแล้วรัวกระสุนไม่ยั้งมือ ปัง!...ปัง!...ปัง!...ปัง!
 
ให้ตายเถอะ ดูเหมือนว่าคมกระสุนจะหยุดมันไม่ได้ ยักษ์พุ่งมาที่ร่างของเขา พร้อมกับกำปั้นที่มีขนาดเท่าลูกตะก้อ
 
“ย...อย่า!...”
 
มันเสยร่างของประทวนลอยขึ้นไปบนฟ้า ฟัน ขากรรไกร รวมถึงกระดูกบริเวณใบหน้า แตกละเอียด ร่างของประทวนกระเด็นสูงขึ้นไปแปดเมตร ก่อนจะตกลงมาดังตุบ ใกล้ ๆ กับกองขยะ
 
ยักษ์มองไปที่ร่างไร้วิญญาณ ดูเหมือนว่ามันเพิ่งลงมือฆ่าคนไปหนึ่งศพ
 
ห่างออกไปไม่ถึงห้าเมตร เสียงอาวุธปืนปลุกภูริตให้ตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย เขารู้สึกปวดไปทั้งร่าง ความทรงจำก่อนหน้าค่อย ๆ เลือนเข้ามา เขากำลังนั่งซ่อนอยู่ท้ายรถมอเตอร์ไซค์ แล้วจู่ ๆ รถก็เสียการทรงตัว แล้วจากนั้นก็... โอ้ ชิบหายละ ภูริตหันมองไปรอบ ๆ เขาเห็นรถมอเตอร์ไซค์นอนอยู่ข้าง ๆ ถังขยะ
 
แล้วไอ้ทวนล่ะ ไอ้ทวนหายไปไหน ภูริตหันไปมา แล้วสายตาก็ไปสะดุดกับบางสิ่ง
 
โอ้...ไม่ ภูริตรีบลุกขึ้นตะเกียกตะกายไปยังสิ่งนั้น “ท...ทวน เฮ้ย ไอ้ทวน” และแล้วเขาก็แทบจะหมดสติไปอีกรอบ เมื่อได้เห็นร่างของคู่หูที่กำลังนอนจมกองเลือด
 
มือและเท้าของเขาสั่นไปด้วยความกลัว พยายามปะติดปะต่อเรื่องราวว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น จู่ ๆ ก็ได้มีเงาสีดำขนาดมหึมาเคลื่อนเข้ามาทางด้านหลัง
 
ภูริตเสียวสันหลังวาบ ร่างกายแทบไม่ตอบสนอง ความทรงจำของเขาผุดขึ้นมาอีกนิดหน่อย ก่อนที่รถจะเสียการทรงตัว เขาจำได้ว่าเห็นวัตถุขนาดยักษ์รูปร่างคลายมนุษย์ตกลงมา
 
ภูริตหันหลังขวับ แล้วสิ่งที่เขาไม่อยากจะเห็นที่สุดในชีวิตก็ปรากฏตัวออกมา
 
มันกำลังยืนจ้องมาที่เขาในระยะแทบจะประชิด เขารับรู้ได้ถึงลมหายใจของมัน
 
ภูริตรู้สึกว่าร่างกายไม่สามารถทำอะไรได้ในขณะนี้ ยกเว้นใช้สองมือรวบพระเครื่องที่คอ ขึ้นมาพนมแล้วท่องคาถา “นะโม...นะโม...”
 
แต่ดูเหมือนว่าอสุรกายตนนี้จะไม่กลัวพระ มันใช้มือขนาดมหึมาคว้าเข้าที่ร่างของเขา
 
-----------------------
 
ช่วงบ่ายที่ดวงอาทิตย์ส่องแสงร้อนแรงขนาดนี้ แทนที่ ‘นายชัย’กับ‘นายจ่อย’ จะได้เข้าไปร่วมประชุมในห้องแอร์เย็นฉ่ำ พร้อมกับเพื่อนคนอื่น ๆ ทั้งคู่กลับถูกไล่ออกมาด้านนอก เพียงเพราะมีหน้าที่ต้องเฝ้ายามหน้าประตูรั้ว
 
“กูล่ะไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้องมาโดนเวรเฝ้าประตูวันนี้” นายชัยกล่าวอย่างหัวเสีย
 
“นั้นน่ะสิ ถ้าวันนี้เราได้เวรเฝ้าโรงรถ ก็ไม่ต้องทำงานละ” นายจ่อยส่ายหน้า “กูล่ะอิจฉา ไอ้หมึกกับไอ้ช้างจริง ๆ”
 
ทั้งสองเดินมาที่ประตูรั้วแล้วแยกกันไปอยู่คนละฝั่งของกำแพง นายจ่อยล้วงบุหรี่ออกมาจุดสูบ ส่วนนายชัยนำโทรศัพท์ออกมาแชทกับสาวที่เพิ่งพบกันเมื่ออาทิตย์ก่อน นายจ่อยที่กำลังสูบบุหรี่เหลือบไปเห็นนายชัยยืนเล่นโทรศัพท์
 
“เฮ้ย อย่าเล่นโทรศัพท์สิวะ ยืนเวรนะเฮ้ย”
 
“ไม่เป็นไรหรอก เขาประชุมกันอยู่” นายชัยว่า สายตาไม่ละจากจอโทรศัพท์ “ไม่มีใครออกมามองหรอก”
 
นายชัยส่ายหน้าอย่างไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรมากกว่านั้น เขาเดินมายืนพิงที่ประตูรั้ว แล้วพ่นควันบุหรี่ออกมา ขณะนั้นเอง สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง
 
“อะไรวะนั่น”
 
มันเป็นซองกระดาษสีน้ำตาลที่โดยทั่วไปถูกใช้สำหรับใส่กระดาษA4 ซึ่งถูกสอดแนบอยู่ที่ประตูรั้ว ดูเหมือนสิ่งที่อยู่ในซองจะไม่ใช่กระดาษธรรมดา เพราะลักษณะของซองดูบวมผิดปกติ
 
นายชัยเดินไปหยิบมันออกมาจากประตูรั้ว เขาพบว่ามีบางสิ่งถูกแนบติดมาบนซอง
 
เมื่อมองสิ่งนั้นอย่างพินิจ ใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความสงสัย “ฮ...เฮ้ย!” นายชัยร้องออกมา 
 
นายจ่อยเงยหน้าขึ้น มองมาที่คู่หู “อะไรวะ”
 
“ม...มึงดูนี่” นายชัยชี้นิ้วไปที่สิ่งที่แนบมากับซองกระดาษ “ใช่สิ่งที่กูคิดไหม”
 
นายจ่อยเดินเข้ามา สายตาจ้องมองสิ่งนั้นอย่างพินิจ “อะไรวะนั่น”
 
ที่ติดมากับซองกระดาษคือพระเครื่องสีเขียวมรกต เมื่อนายจ่อยได้เห็นเข้า เขารู้สึกคุ้นเคยพระเครื่ององค์นี้อย่างบอกไม่ถูก

แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น