อัปเดตล่าสุด 2019-07-10 14:42:54

ตอนที่ 11 ตามรอยเท้ายักษ์ บทที่ 11

นอกจากถูกจะใช้เป็นห้องรับรองแขกผู้มีเกียรติ ที่แห่งนี้ยังถูกใช้เป็นห้องประชุมเวลามีเรื่องมีเรื่องสำคัญ เหล่าชายชุดดำนับสิบนายกับแม่บ้านอีกสามนาง กำลังยืนรายล้อมโซฟาไม้สักทองที่ตั้งอยู่กลางห้อง ชายวัยหกสิบเศษในสูทสีเหลืองทองก้าวเท้าเข้ามา แล้วนั่งลงบนโซฟาตัวนั้น

    “นี่เรียกมาครบทุกคนแล้วใช่ไหม” เสี่ยวิเชียรเอ่ยขึ้น

    “ครับเสี่ย” นายไก่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ตอบ “ครบทุกคนแล้วครับ”

    “ทุกคนเลยเหรอ” เสี่ยแสดงสีหน้าแปลกใจ พร้อมกับมองไปรอบ ๆ เขาพบว่านอกจากชายชุดดำ ยังมีแม่บ้านยืนอยู่อีกสามนาง “ไอ้บ้าเอ่ย มึงเอาแม่บ้านเข้ามาทำห่าอะไร”

    “อ...อ้าว...” นายไก่ชะงัก “ก็เสี่ยบอกให้เรียกทุกคนมารวมกัน”

    “กูหมายถึงพวกคนงานเว้ย”

    นายจ่อยมองไปยังแม่บ้านทั้งสาม “แต่นี่ก็คนงานหมดนะเสี่ย ใช้แรงงานเหมือนกัน”

    “ไม่ใช่ คนงานในที่นี้กูหมายถึงคนที่...เอ่อ...” เสี่ยครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง “ที่มันพกปืนน่ะ ใครพกปืนยืนฟังได้ นอกนั้นไม่เกี่ยวโว้ย”

    “อ๋อ ได้ครับเสี่ย” นายไก่หันไปบอกลูกน้อง “ได้ยินแล้วใช่ไหม ใครไม่ได้พกปืนออกไปก่อน”

    แม่บ้านสามนางเดินออกไปนอกห้อง

    นายไก่หันมาบอกเสี่ย “เรียบร้อยครับ”

    เสี่ยวิเชียรกวาดสายตามองไปรอบ ๆ อีกครั้ง “เดี๋ยวนะ...” เขานึกบางอย่างขึ้นมา “คนเฝ้าหน้าประตูล่ะ”

    “ก็...” นายไก่หันมองกลุ่มชายชุดดำ “ก็อยู่ในนี้ไงครับเสี่ย”

    “อ้าว ไอ้ชิบหาย” เสี่ยตบเข้าดังฉาด “อยู่ในนี้หมดแล้วใครจะเฝ้าประตูวะ”

    “เอ่อ...” นายไก่นิ่งไปชั่วขณะ “แต่เสี่ยบอกว่าใครมีปืนให้อยู่ในนี้ได้นะครับ”

    “แล้วมึงจะให้แม่บ้านไปยืนเฝ้าประตูเหรอ” เสี่ยร้องออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ “ป่านนี้ขโมยแม่งแอบเข้ามาใต้ถุนบ้านแล้วมั้ง”

    “สรุปว่า คนเฝ้าประตู ต้องออกไปใช่ไหมครับ”

    “เออสิวะ!”

    นายไก่หันไปทางลูกน้อง “ตอนนี้เวรใครเฝ้าประตู มึงออกไปทำหน้าที่ก่อน”

    “โอ้...ให้ตาย” ลูกน้องสองนายร้องออกมา ก่อนจะเดินคอตกออกจากห้อง

    นายไก่หันมา “ทีนี้เรียบร้อยหรือยังครับเสี่ย”

-----------------------

“เอาล่ะ เรามาเริ่มกันใหม่ตั้งแต่ต้น” เสี่ยกล่าวออกมา “คืนนั้น ไอ้ไก่ใช้ให้ไอ้สองตัวนั้นให้ไปทวงหนี้ พอมันไปถึงที่นั่น ก็ถูกอะไรบางอย่างออกมาโจมตี ผลลัพธ์ก็คือมีคนหนึ่งตาย อีกคนหายไปไหนก็ไม่รู้”

    “ใช่ครับเสี่ย” นายไก่บอก

    “หรือว่าไอ้คนที่หายไป มันจะเชิดเงินกูหนีวะ”

    “ไม่หรอกเสี่ย เรายังไม่รู้เลยว่ามันได้ทวงเงินหรือยัง อีกอย่าง เงินที่ไปทวงก็แค่หมื่นห้า เงินแค่นั้นไม่คุ้มหรอก ที่จะทรยศคนอย่างเสี่ย”

    “อืม...ถ้างั้นตัดเรื่องเชิดเงินออกไปก่อน” เสี่ยวิเชียรพยายามคิดหาแรงจูงใจอื่น เขาเงยหน้ามองไปที่ลูกน้อง “ใครมีอะไรจะเสนอไหมวะ”

    “เอ่อ...” ลูกน้องคนหนึ่งยกมือขึ้นมา “เป็นไปได้ไหมครับ ที่จะเป็นฝีมือไอ้พวกเสี่ยน้อย”

    “ไอ้น้อยเหรอ” เขาหัวเราะ “อย่างมันน่ะเหรอ จะกล้า”

    “แล้วที่พวกชาวบ้านลือกันว่าเป็นฝีมือยักษ์ล่ะครับ”

    “นั่นน่ะสิ ลือให้แซด ว่าแต่ไอ้ยักษ์นั่นมันเป็นใคร”

    “มันอาจจะเป็นคนที่ไม่อยากให้เสี่ยมีชีวิตอยู่ก็ได้ครับ เผลอ ๆ อาจจะเป็นไอ้พวกชาวบ้านที่ติดเงินเรา”

    “คนที่ติดเงินกูเหรอ ถ้าเป็นแบบนั้นจะหาต่อยังไงวะ ลูกหนี้กูมีเป็นร้อย”

    “ผมสืบอยู่ครับเสี่ย” นายไก่บอก “ผมส่งคนไปหาลูกหนี้รายล่าสุดที่เราไปทวงละ อีกไม่นานพวกมันคงได้อะไรกลับมา”

    เสี่ยหันไปทางนายไก่อย่างชื่นชม “ดีมาก ถ้างั้น...”

    ขณะนั้นเอง ประตูห้องประชุมก็ถูกเปิดเข้ามา ทุกคนในห้องหันไปมองเป็นสายตาเดียวกัน

    “อ้าว...ไอ้ชัย” นายไก่ร้องเมื่อเห็นใบหน้าอีกฝ่าย “กูให้มึงไปยืนเฝ้าหน้าประตูไม่ใช่เหรอ”

    นายชัยหอบแฮก ๆ “ไอ้จ่อยมันยืนเฝ้าอยู่ครับ”

    “มึงก็ลงไปเฝ้ากับมันซี จะขึ้นมาทำบ้าอะไร”

    นายชัยเงยหน้าขึ้นมา มองไปที่เจ้านาย “เสี่ยครับ ผมเจอนี่ในตู้จดหมาย” เขาชูซองสีน้ำตาลให้ทุกคนดู

    “อะไรวะ จดหมายเหรอ” เสี่ยสงสัย

    “ครับเสี่ย”

    “แค่นี้มึงต้องวิ่งมาหากูเลยเหรอ”

    “ไม่ครับ” นายชัยนำซองจดหมายเข้ามาให้เสี่ยดูใกล้ ๆ

    เสี่ยมองสิ่งนั้นอย่างพินิจ มีบางสิ่งแนบมาบนซองกระดาษ

    “นี่มันพระเครื่องนี่หว่า” เสี่ยบอก

    “ใช่ครับ”

    เสี่ยวิเชียรเงยหน้าขึ้นมา สบตากับนายชัย “มึงเอาพระมาให้กูดูทำไม”

    “โถเสี่ย...ไม่รู้อะไรซะแล้ว” เขาชี้ไปที่พระเครื่องมรกต “พระองค์นี้เป็นของไอ้ริต คนที่เสี่ยกำลังพลิกแผ่นดินหาอยู่นี่ไง”

-------------------------

เสี่ยมีความรู้สึกอยากรู้มากถึงมากที่สุดว่าสิ่งที่อยู่ในซองสีน้ำตาลนั้นคืออะไร แต่ด้วยความที่กลัวว่ามันจะเป็นกับดัก เขาจึงมอบหมายภารกิจสำคัญนี้ให้สมุนมือขวาอย่างนายไก่

    “ถ...มันเป็นระเบิดล่ะครับ” ซองน้ำตาลในมือ ทำนายไก่สั่นไปทั้งร่าง

    “ซองแค่นั้นมันใส่ระเบิดไม่ได้หรอก อย่างดีก็เป็นกระดาษไม่ก็สมุดเล่มเล็ก ๆ มึงจะกลัวอะไรนักหนาวะ” เสี่ยที่ยืนอยู่นอกระเบียงตะโกนเข้ามาในห้อง

    “ต...แต่...ส...เสี่ยครับ” นายไก่เสียงสั้น หันมองไปยังลูกน้องที่ยืนกระจุกอยู่ที่มุมห้อง “เฮ้ย พวกมึงไม่คิดจะช่วยกูหน่อยเหรอ”

    “ไม่เป็นไรพี่ เรื่องแค่นี้ผมรู้ พี่ทำคนเดียวได้” ใครคนหนึ่งตอบ

    “ไอ้พวกระยำ” นายไก่พึมพำ

    “มึงด่ากูเหรอ” เสียงตะโกนเข้ามาจากหน้าระเบียง

    “เปล่าเสี่ย ผมเปล่า”

    “เร็ว ๆ เถอะ รีบเปิดได้แล้ว กูอยากรู้เต็มแก่ละ”

    “ค้าบ” นายไก่หันกลับมาที่ซองในมือ ดูเหมือนว่าภายในจะมีอะไรบางอย่าง ซองจึงดูบวมขึ้นมาผิดปกติ นายไก่นำกรรไกรขึ้นมา กางปากกรรไกรออก นำเข้าไปที่มุมบนของซองในมือ เขาทำใจอยู่พักหนึ่ง เอาวะเป็นไงเป็นกัน

    ฉับ...

    มุมบนของน้ำตาลถูกตัดออก นายไก่ใช้นิ้วแหวกดูข้างใน เขาพบว่าถูกมันยัดไว้ด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ นายไก่ฉีกปากซอง แล้วเทกระดาษหนังสือพิมพ์ออกมา มีสิ่งหนึ่งหลบออกมาจากซอง นายไก่มองดูสิ่งนั้น

    ‘ดีวิดีแผ่นหนึ่ง’

    นายไก่ก้มลงเก็บ แล้วชูมันขึ้น “แค่แผ่นหนังครับเสี่ย”

    เสี่ยวิเชียรถอนหายใจ “กูบอกแล้วไม่มีอะไรหรอก” เขากลับเข้ามาในห้อง

    “นี่ครับเสี่ย” นายไก่ส่งแผ่นให้

    เสี่ยวิเชียรจ้องดีวิดีแผ่นนั้นอย่างพินิจ มันเป็นแผ่นสำหรับไรต์ข้อมูล ด้านบนแผ่นเป็นสีขาว ไม่มีการเขียนข้อความใด ๆ

    “เอาไงต่อดีเสี่ย”

    “มึงก็หาทางเปิดสิวะ มันไม่ส่งมาให้มึงเอาไว้ส่องกระจกเล่นหรอก”

    “เอ่อ...” นายไก่มองไปรอบ ๆ ห้อง “แต่เราไม่มีเครื่องเล่นนะครับเสี่ย”

    “อ้าว ไปไหนวะ” เสี่ยวิเชียรมองไปยังโทรทัศน์ขนาด 60 นิ้ว ที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวอยู่บนตู้ลำโพง “เฮ้ย เมื่อก่อนมันมีเครื่องเล่นไม่ใช่เหรอวะ”

    “ตอนนี้ไม่มีครับ เสี่ยบอกให้เอาออกไปนานแล้ว” นายไก่บอก “จำตอนที่เสี่ยไปซื้อไอ้โทรทัศน์เครื่องนี้ได้ไหม คนขายมันบอกเสี่ยว่าเป็นสมาร์ตทีวี ดูหนังผ่านเน็ตได้ทันทีไม่ต้องง้อเครื่องเล่น เสี่ยก็เลยให้ผม...”

    “เออพอ กูรู้ละ” เสี่ยเกาหัวแกรก ๆ ก่อนจะหันมาสบตานายไก่ “มึงบอกกูที ว่าเรายังไม่โยนไอ้เครื่องเล่นนั่นลงถังขยะ”

    “เสี่ยครับ มันอยู่ในห้องเก็บของ” ลูกน้องนายหนึ่งเอ่ยขึ้น “แต่ไม่รู้พังหรือยัง”

    “เอ้า” นายไก่หันมา “แล้วมึงไม่บอกแต่ทีแรก ไปเอามาสิวะ”

    “ครับ” เขารีบวิ่งลงไปที่ห้องเก็บของ

    ระหว่างรอเครื่องเล่นดีวิดี นายไก่หันกลับมาคุยกับหัวหน้า “เสี่ยคิดว่าข้างในแผ่นเป็นไร”

    “อืม...” เสี่ยวิเชียรนำแผ่นดีวิดีขึ้นมาจ้องมองอย่างใช้ความคิด “กูว่ามันต้องเกี่ยวกับไอ้ริต อาจจะเป็นเรื่องเรียกค่าไถ่หรืออะไรทำนองนั้น”

    “เป็นงั้นก็แย่เลยสิครับ แล้วเสี่ยจะช่วยมันหรือเปล่า”

    “ช่วยสิ ลูกน้องกูทั้งคนนะ ไม่ว่าไอ้ห่านั่นมันจะเป็นตัวอะไร มันก็ฆ่าลูกน้องกูไปคนแล้ว ถ้ามันยังจะเสนอหน้ามาลองกับกู เดี๋ยวกูจะสนองให้”

    นายไก่ยกนิ้ว “สุดยอดครับเสี่ย”

    “มาแล้ว ๆ” เครื่องเล่นดีวิดีถูกนำเข้ามา “ติดตั้งเลยไม่ไหมพี่”

    “มึงจะรออะไรล่ะ” นายไก่บอก

    ระหว่างรอลูกน้องติดตั้งเครื่องเล่น จู่ ๆ โทรศัพท์ของนายไก่ก็มีสายเข้า เขานำมันขึ้นมา หน้าจอปรากฏเบอร์ที่ไม่รู้จัก

    “ใครวะ” เสี่ยหันมาถาม

    “ไม่รู้เหมือน คงจะพวกโทรมาขายของ ผมไปรับข้างนอกนะ” นายไก่เดินออกไปนอกระเบียง แล้วกดรับสาย “ฮัลโหล...”

    เขายิ้ม เมื่อพบว่าเป็นเสียงที่รู้จัก

    “อ้าวไอ้ดำ มึงเองเหรอ...เรื่องที่ให้ไปจัดการเป็นไงบ้าง ได้เรื่องอะไรไหม...ฮะ มึงว่าอะไร...ม...มึงอยู่กับตำรวจ...ฮะ มึงโดนจับ...ไอ้ชิบหาย มึงไปทำอีท่าไหน...โอ้ย อะไรวะ...ฮะ ไอ้สองตัวนั้นเหรอ...เวรละ พวกมึงทำอะไรลงไปรู
ไหม...พวกมึงอยู่ในนั้นไปก่อน ตอนนี้พวกกูกำลังยุ่ง...เออสิวะ มึงโง่เองนะ...เรื่องตำรวจไม่มีปัญหาหรอก มึงก็รู้นี่ว่าเป็นลูกน้องใคร”

    กล่าวจบ นายไก่กดตัดสาย

    เขาถอนหายใจ ถ้าเสี่ยรู้เข้าล่ะโดนด่าหูชาแน่ นายไก่เดินคอตกกลับเข้าไปในห้อง “เสี่ยครับ ผมมีเรื่อง...”

    “เดี๋ยว อย่าเพิ่ง” เสี่ยบอกกับเขา

    นายไก่แปลกใจเล็ก ๆ เขาเงยหน้า พบว่าเสี่ยวิเชียรกับลูกน้องกำลังจับจ้องไปที่หน้าจอโทรทัศน์อย่างไม่ละสายตา

    บนหน้าจอขนาด 60 นิ้ว กำลังแสดงสิ่งที่อยู่ภายในดีวิดีแผ่นนั้น มันเป็นคลิปวิดีโอที่ถ่ายทำในห้องแห่งหนึ่ง เป็นห้องไม้โทรม ๆ เหมือนอยู่ในกระท่อมร้าง แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนตกใจนั่นก็คือ... บริเวณกลางห้อง มีชายคนหนึ่งแต่งกายด้วยชุดสีดำแบบเดียวกับลูกน้องของเสี่ยวิเชียร เขาถูกมัดติดอยู่บนเก้าอี้ พร้อมกับผ้าปิดตา

    “สวัสดีเสี่ย เป็นไงสบายดีไหม” เสียงดังออกมาจากคลิปวิดีโอ ผู้พูดน่าจะอยู่ข้างหลังกล้อง เสียงมีการใช้โปรแกรมดัดแปลง แยกไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง

    “เห็นนี่ไหมเสี่ย ลูกน้องมึงไงล่ะ ดูมันสิ มันกำลังกลัว กลัวอะไรน่ะเหรอ... กูยังไงล่ะ” เสียงหัวเราะดังออกมาจากลำโพง “มึงเห็นที่กูทำลูกน้องอีกคนของมึงแล้วใช่ไหม ความจริงกูก็ไม่อยากจะฆ่ามันหรอกนะ แต่มันหาเรื่องเอง เอาล่ะ มึงคงเห็นแล้วว่ากูทำอะไรได้บ้าง มึงคงพอจะเดาได้นะ ว่ากูต้องการอะไร...”

    เหล่าชายชุดดำเริ่มรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง ไม่มีใครกล้าละสายตาจากหน้าจอโทรทัศน์

    “เงินของมึงไงล่ะ กูต้องการห้าล้านบาท ย้ำ ห้า...ล้าน...บาท... นี่ถือว่าน้อยแล้วนะ แค่เดือนเดียวธุรกิจชั่ว ๆ ของมึงก็ทำเงินกลับคืนได้ละ ถ้าไม่อยากให้ลูกน้องมึงตาย รีบเอามาส่งให้กูภายในวันนี้ก่อนเวลาสองทุ่ม ส่วนสถานที่ ก็ตรงที่มึงกับลูกน้องชอบไปแลกสิ่งผิดกฎหมายกันบ่อย ๆ นั่นแหละ รู้ใช่ไหมว่าที่ไหน เอาล่ะ กูจะไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้ละ ถ้ามึงคิดจะเล่นตุกติกก็ คิดดี ๆ ละกันนะ เพราะมึงก็น่าจะรู้ว่ากูทำอะไรได้บ้าง...

    “สุดท้ายนี้ไม่มีอะไรมาก กูจะให้ฟังเสียงลูกน้องของมึง จะได้รู้ว่ามันเป็นตัวจริงหรือเปล่า เอ้า! ไหนมึงร้องเรียกหัวหน้าของมึงให้มาช่วยซิ...ร้องสิ”

    เสี่ยวิเชียรกำหมัดแน่น แววตาอาฆาตแค้นไม่ละสายตาจากหน้าจอ

    “ส...เสี่ยครับ” ชายที่ถูกมัดติดกับเก้าอี้ร้องออกมา “ได้โปรด ช่วยผมด้วย ม...มันจะฆ่าผม”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น