อัปเดตล่าสุด 2019-05-14 20:12:58

ตอนที่ 3 ตามรอยเท้ายักษ์ บทที่ 3

ณ ร้านเบอร์เกอร์ชื่อดัง ตั้งอยู่ภายในสนามบินประจำจังหวัด ที่โต๊ะข้างประตูทางออก มีชายในชุดสูทสีดำ วัยราวสามสิบปลายกำลังนั่งใช้นิ้วเคาะพื้นโต๊ะเหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง
    ‘เทวิน ทินกร’ เป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนระดับ 7 ของหน่วยMTX เขาได้รับมอบหมายภารกิจเร่งด่วน ให้เดินทางมาติดตามคดีฆาตกรรมปริศนาที่อาจเกิดขึ้นจากฝีมือของมนุษย์กลายพันธุ์ในเมืองแห่งนี้ ใต้โต๊ะอาหารมีกระเป๋าหนังสีดำสองใบ ภายในบรรจุเสื้อผ้าและเอกสารต่าง ๆ
    ระหว่างที่กำลังนั่งรอ ชายอายุไล่เลี่ยกันแต่งชุดสูทสีดำคล้ายกัน เดินยกถาดอาหารตรงมาที่โต๊ะ คู่หูของเทวินนั่นเอง เขามีนามว่า ‘ฉัตรชัย ฟ้าไพศาล’ เป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนระดับ 6 แห่งหน่วย MTX
    ฉัตรชัยวางถาดลงบนโต๊ะ บนนั้นมีเบอร์เกอร์สองชิ้นกับน้ำอีกสองแก้ว เขานั่งลงฝั่งตรงข้ามเทวินแล้วนำเบอร์เกอร์กับแก้วน้ำส่งให้อีกฝ่าย “มึงลองทายซิ ว่าเป็นอะไร”
    เทวินจ้องมองแก้วน้ำพลาสติก “เอ่อ...แป๊บนะ”
    ฉัตรชัยมองคู่หูที่กำลังแสดงอาหารครุ่นคิด “เร็วเข้าซี ตอบมา”
    “เดี๋ยว ขอกูคิดแป๊บ”
    “มึงตอบ ๆ มาเถอะ มันก็มีแค่ถูกกับผิด”
    “ไม่เว้ย ขอกูคิดก่อน”
    “ตอบสักทีเถอะ กูหิวแล้ว”
    “เออตอบก็ตอบ” เทวินหยิบแก้วน้ำขึ้นมา “กูขอตอบว่า ในแก้วนี้คือโค้กแบบไม่มีน้ำตาล”
    ฉัตรชัยนิ่งไปชั่วขณะ “ม…มึงรู้ได้ยังไง”
    เทวินดูดน้ำจากแก้ว “กูรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าข้างในต้องเป็นโค้ก แต่กูลังเลระหว่างแบบมีน้ำตาลกับแบบไม่มีน้ำตาล”
    “ฮั่นแน่...ทำเป็นเก่ง มึงแอบดูตอนกูสั่งล่ะสิ”
    “โธ่ ใครก็รู้ว่ามึงแดกเป็นอยู่สองอย่าง ไม่เป๊ปซี่ก็โค้ก” เขามองไปที่ป้ายเมนูอาหาร “แต่ร้านนี่ไม่มีเป๊ปซี่ขาย”
    “แล้วมึงรู้ได้ยังไง ว่าเป็นแบบไม่มีน้ำตาล”
    “เห็นช่วงนี้มึงบ่นว่าน้ำหนักขึ้น”
    “โห...มึงนี่ชอบสอดรู้สอดเห็นจริง ๆ”
    “ทำไงได้วะ งานสอดรู้มันเป็นงานของกูนี่หว่า”
    ทั้งสองหัวเราะออกมา เสียงดังจนป้ากับลุงโต๊ะข้าง ๆ หันมามอง
    “เออ แล้วเมื่อไหร่ไอ้พวกนั้นจะมารับเราสักทีวะ” ฉัตรชัยว่าขณะแกะห่อเบอร์เกอร์
    “ไม่ต้องรีบไปหรอก กูไม่อยากเอาไปกินบนรถ” เทวินเลื่อนจานเบอร์เกอร์ที่แกะแล้วเข้ามา หยิบขวดซอสพริก แล้วเปิดแผ่นขนมปังด้านบนออก ขณะที่กำลังจะบีบซอสลงไป เทวินก็ต้องหยุดชะงัก “เฮ้ย นี่มันเนื้ออะไรวะเนี่ย”
    ฉัตรชัยมองลงไปยังเนื้อเบอร์เกอร์ของเทวิน “เป็นอะไรของมึง ก็เนื้อไง”
    “เอ้า...” เทวินเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย “นี่มึงไม่รู้เหรอว่ากูไม่แดกเนื้อ”
    เขานิ่งไปครู่หนึ่ง “เออว่ะ กูลืม”
    “ไอ้ฉิบหาย ทำงานด้วยกันมาเกือบห้าปี มึงไม่รู้ว่ากูไม่แดกเนื้อเหรอ”
    “โทษที ๆ กูรู้แต่กูลืม”
    เทวินเลื่อนจานให้อีกฝ่าย “มึงแดกไปเลย กูกินแค่น้ำเปล่า ๆ ก็ได้”
    “โถ ไม่งอนน่ามื้อหน้าเดี๋ยวกูเลี้ยง”
    “มันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้วหรือเปล่าวะ มึงจะ...” เทวินชะงักไปเมื่อรู้สึกว่าโทรศัพท์ในกระเป๋าของตนดังขึ้นมา เขาหยิบขึ้นดู “อ่า...กูว่ามึงต้องรีบยัดแล้วล่ะ เขาโทรมาละ”

รถกระบะสีน้ำตาลคาดขาวเคลื่อนตัวเข้ามาในเขตสนามบิน จ่าสมิทกับจ่าป๋อย ได้รับคำสั่งจากสารวัตรเดชาให้มารับตัวเจ้าหน้าที่จาก MTX ให้ไปรายงานตัวที่สถานีตำรวจ
    “พี่ป๋อย พี่คิดว่าไอ้สองคนนั้นจะเป็นคนยังไง” จ่าสมิทถามเพื่อนร่วมงานที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับ
    “กูว่าแม่งน่าจะเป็นพวกไอ้แว่นบ้าหลักการ พอพวกมันมาถึงก็จะมาชี้นิ้วสั่งงานเราอีท่าเดียว” จ่าป๋อยนายตำรวจรุ่นพี่ตอบ “มึงจำที่มันเคยมาอบรมเราได้ไหม ตอนนั้นกูเห็นแม่งสวมแว่นกันทุกคนเลย ตอนที่บรรยายก็พูดหลักทฤษฎีห่าเหวอะไรก็ไม่รู้ ฟังแล้วอยากจะหลับ”
    “อืม ถ้าเป็นแบบนั้นก็แย่น่ะสิ แล้วผมจะคุยกับมันรู้เรื่องไหมเนี่ย” จ่าสมิทกล่าวอย่างกังวล “เออจริงด้วย ไอ้หน่วยนี้มันทำงานกับพวกฝรั่งนี่หว่า ผมว่ามันต้องเป็นพวกพูดไทยคำอังกฤษคำแน่เลย ผมเคยเจอไอ้พวกนี้อยู่นะ ปวดหัวชิบหาย”
    “นั้นน่ะสิ เดี๋ยวกูว่าแม่งต้องมาทำอวดภูมิ พูดไม่รู้เรื่องแน่เลย เฮ้อ...” จ่าป๋อยถอนหายใจ “เออ กูมีเรื่องสงสัยอยู่เรื่องนึง เห็นสารวัตรบอกว่ามันมาแค่สองคนเหรอวะ แบบนี้จะเอาอะไรไปสู้ยักษ์วะ”
    “อืม จริงของพี่ แต่ผมว่ามันต้องเอาอาวุธเจ๋ง ๆ มาแน่เลย ไม่งั้นมันคงไม่มากันแค่นี้หรอก”
    “ก็ขอให้มันเจ๋งจริง ๆ เถอะวะ”
    จ่าทั้งสองขับรถวนไปมาในสนามบิน จู่ ๆ จ่าป๋อยก็นึกได้ว่า “เออ เราก็ถึงสนามบินตั้งนานแล้วนี่หว่า ต้องโทรหาพวกมันไม่ใช่เหรอ”
    “จริงด้วย มัวแต่นินทา ลืมไปเลย” จ่าสมิท ล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาพร้อมกับนำแว่นมาสวม “ผมจะโทรแล้วนะพี่”
    “เออ มึงตั้งใจฟังให้ดีล่ะ พวกมันอาจจะพูดภาษาไทยไม่ชัด แล้วก็เตรียมตัวไว้ด้วย เผื่อมันจะใช้ศัพท์แปลก ๆ”
    “ค้าบคุณพี่ ช่วยผมด้วยละกัน” จ่าสมิทกดโทรออก เสียงรอสายดัง ตื๊ด...ตื๊ด...ตื๊ด... จนอีกฝ่ายรับสาย
    “ฮัลโหล” จ่าสมิทพยายามออกสำเนียงของฝรั่ง
    ปลายตอบกลับมาว่า “สวัสดีครับ…”
    ทั้งสองฝ่ายตกลงว่าจะเจอกันที่ลานจอดรถของสนามบิน จ่าสมิทและจ่าป๋อยนั่งรอในรถอยู่ราวห้านาที ชายสูทดำสองนายก็ปรากฏตัวออกมาพร้อมกับกระเป๋าหนังในมือคนละใบ พวกเขากำลังเดินตรงมาที่รถกระบะ เมื่อเห็นเช่นนั้นจ่าทั้งสองทราบทันทีว่าจะต้องเป็นคนจากหน่วย MTX จึงเปิดประตูออกมาจากรถ
    “มารับพวกเราใช่ไหมครับ” เทวินร้องถาม
    จ่าทั้งสองพยักหน้า “ใช่ครับ”
    “หวัดดีครับ” เทวินกับฉัตรชัยยกมือไหว้อีกฝ่าย “ผมชื่อเทวินนะครับ เรียกสั้น ๆ ว่าวิน” เขาผายมือไปทางเพื่อนร่วมงาน “ส่วนคู่หูผมชื่อฉัตรชัย เรียกเขาว่าฉัตรก็ได้ครับ”
    เจ้าหน้าที่ฉัตรชัยส่งยิ้มให้อีกฝ่าย “ยินดีที่ได้ร่วมงานนะครับ”
    จ่าทั้งสองรับไหว้ “เอ่อ...ผมจ่าสมิทครับ” เขาผายมือไปทางเพื่อนตำรวจ “ส่วนนี้จ่าป๋อย”
    “ยินดีที่ได้ร่วมงานเช่นกันครับ” จ่าป๋อยว่า
    หลังจากนั้นทั้งสี่นายขึ้นมานั่งบนรถกระบะสีขาวคาดน้ำตาล จ่าสมิทประจำที่นั่งคนขับ จ่าป๋อยนั่งข้าง ๆ เทวินและฉัตรชัยนั่งอยู่เบาะหลัง ประตูรถถูกปิด เครื่องยนต์สตาร์ท รถถอยออกจากช่อง มุ้งออกนอกสนามบิน

เมื่อมาถึงสถานีตำรวจ จ่าทั้งสองเดินนำเจ้าที่ MTX ตรงมายังห้องประชุม เมื่อเปิดประตูเข้ามาพวกเขาก็พบกับบรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่าสิบนายกำลังนั่งรอ โดยมีสารวัตรเดชาอยู่ที่หัวโต๊ะ เทวินและฉัตรชัยแสดงความเคารพและแนะนำตัว ก่อนจะเริ่มการประชุมครั้งแรก
    “เอาล่ะ เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า”
    เทวินผายมือไปทางจอโปรเจคเตอร์ที่กำลังแสดงภาพจุดเกิดเหตุฆาตกรรมเมื่อคืนก่อน มันเป็นภาพของช่องถนนแคบ ๆ พอให้รถยนต์ส่วนผ่าน โดยร่างของผู้ตายนอนแนบอยู่ข้างกำแพง
    “ภาพนี้เป็นภาพของผู้ตายที่พวกคุณส่งมาให้หน่วยเรา ซึ่งผลชันสูตรระบุสาเหตุการตายของเขาไว้ว่า เขาตายเพราะได้รับการกระแทรกอย่างรุนแรง กระดูกหัก อวัยวะภายในได้รับความเสียหาย เหมือนกับว่าตกลงมาจากตกสามชั้น”
    เทวินบอกฉัตรชัยที่ยืนคุมโน๊ตบุ๊คให้เปลี่ยนภาพ จอโปรเจคเตอร์แสดงภาพถ่ายมุมสูงจากดาวเทียม “ดูจากภาพนะครับ จะเห็นว่าพื้นที่โดยรอบจุดเกิดเหตุจะไม่มีตึกสูงอยู่เลย เราจึงสรุปกันว่าผู้ตายถูกส่งขึ้นไปบนฟ้า แล้วตกลงมาตาย”
    ตำรวจในห้องแสดงสีหน้าแปลกใจ สารวัตรร้องถาม “เดี๋ยวนะครับ แล้วมันจะขึ้นไปได้ยังไง”
    “อันนี้เรายังสรุปข้อเท็จจริงไม่ได้นะครับ แต่ถ้าดูจากผลชันสูตรศพ เราพบว่ากระดูกบริเวณคาง ขากรรไกร และฟันหักไปหลายซี่ ถ้าให้ผมเดาเขาน่าจะโดนอะไรบางอย่างเสยเข้าที่ค้าง” เทวินกล่าวพลางทำท่าต่อยเสย
    “หา...โดนหมัดเสยลอยขึ้นไปสามเมตร” ตำรวจนายหนึ่งร้องออกมา
    “ครับ ถ้าเป็นหมัดของยักษ์อย่างที่พวกคุณรายงานไป ก็น่าจะทำได้ไม่มีปัญหา” เทวินกล่าวยิ้ม ๆ ก่อนจะหันมองไปที่ฉัตรชัย
    ภาพฉายถูกเปลี่ยนเป็นภาพรถยนต์คันหนึ่งที่ได้รับความเสียหาย บริเวณกระโปรงหน้ามีรอยยุบลงไปคล้ายรูปเท้ามนุษย์
    “ผมโคตรตื่นเต้นเลยตอนที่ได้เห็นภาพนี้” เทวินบอก “รอยเท้าที่เห็นนั่นดูเหมือนจะเป็นรอยเท้าของมนุษย์ แต่ถ้าดูจากขนาดของรอยเท้า ผมลองให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบแล้ว เราไม่เคยพบเท้ามนุษย์ที่ใหญ่ขนาดนี้มาก่อน นั่นก็แสดงว่า เจ้าของรอยเท้านี้ไม่ใช่มนุษย์อย่างแน่นอน”
    “งั้นก็แสดงว่ามันเป็นยักษ์อย่างพวกชาวบ้านบอกไว้น่ะสิครับ”
    “ตอนนี้เป็นไปได้สูงครับ ที่จะมีมนุษย์กลายพันธุ์เดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้”
    เจ้าหน้าที่ตำรวจต่างมองหน้ากันไปมา พวกเขาไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน
    “แต่ไม่ต้องตกใจไปหรอกครับ ถ้าเราดูจากข้อมูลการปรากฏตัวของมันเท่าที่พวกคุณรวบรวมมา ดูเหมือนว่ามันจะปรากฏตัวเฉพาะเวลากลางคืน แล้วก็ไม่มีเคยมีประวัติสร้างความเดือดร้อนอะไรมาก่อน”
    “อ้าว แล้วที่นอนตายอยู่ในจอนั่นล่ะครับ”
    “อ่า...นี่แหละครับ ที่เรากำลังคิดกันอยู่ว่ามันยังไงกันแน่” เทวินมองไปที่ฉัตรชัย “ขอรูปปืนหน่อย”
    ภาพบนจอถูกเปลี่ยนเป็นอาวุธปืนแม็กกาซีนที่ตกอยู่ข้าง ๆ ร่างของผู้ตาย “ดูจากในภาพ เหมือนว่าผู้ตายจะพกอาวุธปืนติดตัวไปด้วย แล้วจากการตรวจสอบเขม่าดินปืนจากร่างของผู้ตาย พบว่าเขานั่นแหละที่เป็นคนยิงกระสุนทั้งหกนัด”
    “ถ้างั้นก็แสดงว่า...” สารวัตรเอ่ยขึ้น ตำรวจทุกนายหันมอง “ผู้ตายอาจบังเอิญเดินไปเจอกับ เอ่อ...เจอกับไอ้ยักษ์เข้า แล้วเขาก็มีบังเอิญมีปืนพอดี จึงชักปืนออกมายิงมัน แต่ปืนกลับทำอะไรไอ้ยักษ์ไม่ได้ ซึ่งนั่นทำให้มันโมโห เขาก็เลยโดนมันซัดลอยขึ้นไปฟ้า”
    เจ้าหน้าที่ตำรวจในห้องต่างตกตะลึงกับข้อสันนิษฐานของสารวัตร
    “ใช่ครับ ตอนแรกเราก็คิดแบบนั้น” เทวินบอก
    ทุกคนหันขวับไปที่เขาเป็นสายตาเดียวกัน “ฮะ ตอนแรกเหรอ”
    “คือตอนนี้มีบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้เราคิดว่า นี่อาจจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” เทวินหันไปทางคู่หู “ขอรูปรถของผู้ตายหน่อย”
    ฉัตรชัยทำการเปลี่ยนภาพ จักรยานยนต์สีฟ้าล้มนอนอยู่ข้างกองถังขยะโดยมีหมวกกันน็อควางอยู่ข้าง ๆ ภาพถ่ายโฟกัสไปที่บริเวณส่วนควบคุมรถซึ่งมีกุญแจถูกเสียบคาอยู่
    “อย่างที่เราเห็นนะครับ ดูเหมือนว่ารถคันนี้จะพุ่งชนเข้ากับถังขยะ ถ้าลองมาคิด ๆ ดูคงไม่มีใครอยากจะพุ่งรถเข้าไปหาถังขยะเป็นแน่ ผมก็เลยคิดว่าที่มันเป็นแบบนี้ก็เพราะว่าคนขับอาจจะหักหลบอะไรบางอย่าง จนรถเกิดเสียหลักพุ่งไปชนถังขยะ...
    “แล้วสิ่งที่คนขับหักหลบก็ไม่น่าจะเป็นอะไรไปได้ นอกจากพี่ยักษ์ของเรายังไงล่ะครับ”
    “หา...น...นี่แสดงว่า ยักษ์เป็นฝ่ายพุ่งเข้ามาขวางรถเหรอ”
    “ยังเป็นแค่ข้อสันนิษฐานครับ แต่เรื่องนี้ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ มันอาจจะเป็นแผนของยักษ์ที่ต้องการจะฆาตกรรมชายคนนั้น”
    พวกตำรวจต่างฮือฮากับข้อมูลที่ได้รับ เทวินยิ้มเล็ก ๆ ก่อนจะบอกคู่หูให้เปลี่ยนภาพ
    บนจอโปรเจคเตอร์ปรากฏภาพจำลองสามมิติของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่
    “เอาล่ะครับ ตอนนี้เรากำลังมองหามนุษย์กลายพันธุ์ที่มีขนาดสูงประมาณสามเมตร มีพละกำลังมหาศาลพอที่จะต่อยคนให้ลอยขึ้นไปในอากาศ แล้วก็มีผิวหนังที่หนาจนลูกกระสุน 9มม. ยิงไม่เข้า”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
markread
2019-05-15 09:32:40

กระสุน 9มม. ยิงไม่เข้า โอ้แม่เจ้า!!!

 

มันคือ ไดโนเสาร์กลายพันธุ์ ชัวร์ค่ะ

#1