อัปเดตล่าสุด 2019-05-15 20:33:36

ตอนที่ 4 ตามรอยเท้ายักษ์ บทที่ 4

หลังจากทำความรู้จักและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เทวินและฉัตรชัยก็คิดว่าได้เวลาเริ่มการตามหาตัวมนุษย์กลายพันธุ์ พวกเขาเริ่มจากการกลับมายังที่เกิดเหตุ โดยให้ตำรวจท้องที่อย่างจ่าสมิท มาเป็นผู้ช่วยในเรื่องการเดินทาง (คนขับรถ)

    “ทำไมคุณไม่ให้สารวัตรมาด้วยล่ะครับ” จ่าสมิทถามอย่างสงสัย “ดูเหมือนสารวัตรแกอยากจะทำงานร่วมกับพวกคุณ”

    “ผมคิดว่าแกมีงานเยอะแล้วล่ะ” เทวินกล่าวขณะมองดูเส้นบอกตำแหน่งของผู้ตายบนพื้นถนน พลางเปรียบเทียบกับรูปถ่ายจากเมื่อคืน “แล้วอีกอย่างก็คือเราไม่ชอบทำงานที่มีคนมาวุ่นวายเยอะ ๆ น่ะครับ”

    “อ๋อ”

    ทางด้านเจ้าหน้าที่ฉัตรชัย เขาเดินมาดูรถเก๋งที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์เมื่อคืนก่อน ซึ่งมีรอยยุบที่ฝากระโปรงตรงตามรูปถ่าย

    “เจออะไรใหม่บางไหมครับ” จ่าสมิทเดินเข้ามาถาม

    “ยังไม่มีอะไรเพิ่มเติมครับ” ฉัตรชัยตอบ ขณะเปลี่ยนเทียบสิ่งตรงหน้ากับรูปถ่าย

    เทวินเดินเข้าไปดูบริเวณถังขยะ มันถูกกั้นด้วยเทปเหลืองให้เป็นสถานที่เกิดเหตุ มีบรรดาถังขยะกว่าสิบถังล้มระเนระนาดส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ เมื่อมองดูใกล้ ๆ พบว่ามีถังขยะถังหนึ่งมีรอยแตกตรงกลาง คาดว่าน่าจะมาจากการชนของมอเตอร์ไซค์

    เทวินคิดว่าคงจะทนกับกลิ่นอันไม่พึงประสงค์เหล่านี้ไม่ได้ เขาใช้มือข้างหนึ่งอุดที่จมูก แล้วก้าวผ่านเทปเหลืองเข้าไปสำรวจตามถังขยะพร้อมกับไม้ด้ามหนึ่งในมือ จ่าสมิทที่ได้เห็นเช่นนั้นรีบเดินตรงเข้ามาอย่างสนอกสนใจ

    “หาอะไรอยู่หรอครับ”

    “มีบางอย่างหายไป ผมสงสัยว่ามันน่าจะอยู่แถว ๆ นี้” เทวินตอบขณะใช้ไม้เขี่ยขยะในถังออกมา

    จ่าสมิทพยายามคิดตามคำพูดของอีกฝ่ายอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ยอมแพ้ในที่สุด “มีอะไรหายไปหรอ”

    เทวินไม่ตอบในทันที สายตาเขามองหาอะไรบางอย่าง ไม้ในมือเขี่ยขยะที่กองอยู่เต็มพื้นไปเรื่อย ๆ จนในที่สุด... “นี่ไงเจอละ” เทวินร้องออกมา ก่อนจะก้มลงหยิบสิ่งที่ค้นพบมาใส่ไว้ในถุงซิปล็อก แล้วรูดซิปปิด

    จ่าสมิทรีบมองดูสิ่งที่อีกฝ่ายค้นพบ มันเป็นโทรศัพท์สมาร์ตโฟนหน้าจอแตก ที่ส่วนต่าง ๆ ของเครื่องแทบจะหลุดออกจากกัน “โอ้โห” จ่าร้องออกมาเบา ๆ

    เทวินยิ้ม “คนสมัยนี้คงไม่มีใครไม่พกโทรศัพท์หรอกเนอะ”

------------------------

ต่อจากนั้น ทั้งสามมีแผนจะไปเคาะประตูบ้านทุกหลังที่อยู่ในซอยภูมิใจพัฒนา8 โดยเริ่มจากบ้านที่ตั้งอยู่หัวมุมถนน ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก... ประตูบ้านถูกเปิดออก เจ้าของบ้านเป็นชาวชราวัยราวหกสิบปลาย

    ชายแก่นิ่งไปเมื่อเห็นชายแปลกหน้าใส่ชุดสูทสีดำมาพร้อมกับตำรวจ “เอ่อ...พวกคุณเป็นใคร”

    “หวัดดีครับลุง” จ่าสมิทกล่าวทักชายแก่ “พอดีมีคนอยากจะคุยกับลุงหน่อยน่ะ”

    ชายแก่มองไปที่ชายใส่สูททั้งสอง แล้วหันกลับมาที่ตำรวจ “ใครน่ะ ไม่ใช่ตำรวจนี่นา” 

    “เราเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบครับ” เทวินตอบ “ผมได้ยินว่าเมื่อคืนลุงเห็นยักษ์โผล่ออกมาหรอ”

    ชายแก่หันมา “อ่า...ใช่ครับ”

    “พอจะช่วยเล่ารายละเอียดของมันให้ฟังหน่อยได้ไหม”

    “เอ่อ...ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” ชายแก่ตั้งท่าครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง “คือตัวมันใหญ่มาก ประมาณต้นลั่นทมตรงนู้นน่ะ ตอนที่มันเดินผ่านหน้าปากซอยนะ โอโห ตัวเบ้อเร่อ ตอนนั้นผมตกใจจนก้าวขาไม่ออกเลยล่ะ” ชายชรากล่าวขณะโบกไม้โบกมือไปมา

    “อืม แล้วลุงได้เห็นอะไรต่อจากนั้นอีกไหม”

    “เห็นสิ” เขาตอบ “ผมเห็นไอ้หนุ่มคนนั้น”

    เจ้าหน้าที่ทั้งสามแสดงทีท่าสนใจ “คนไหน”

    “ก็ไอ้คนที่ตายไง ผมเห็นตอนที่มันชักปืนออกมาด้วยนะ มันน่ะกล้ามากที่ยืนประจันหน้ากับไอ้ยักษ์นั่น”

    เทวินหันมองไปที่ปากซอย นี่เป็นบ้านที่อยู่หัวมุมถนน ถ้ามองจากจุดที่เขายืนอยู่จะเห็นถนนภายนอกได้ชัดเจน “ช่วยเล่าต่อหน่อยครับว่าเห็นอะไรอีกบ้าง” ว่าแล้วก็นำสมุดกับปากกาขึ้นมาเตรียมจด

    ชายชรายิ้มให้อีกฝ่าย “โทษทีนะคุณตำรวจ ผมไม่เห็นอะไรหรอก ผมวิ่งกลับเข้าไปในบ้าน ตั้งแต่ตอนที่ไอ้หนุ่มนั่นมันควักปืนออกมาแล้วล่ะ ใครจะโง่อยู่ให้ถูกลูกหลงล่ะ”

    เทวินพับสมุดเก็บเข้ากระเป๋า แล้วกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบ “ขอบคุณมากครับ สำหรับความร่วมมือ”

    หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ทั้งสามก็ไปไล่เคาะประตูบ้านหลังอื่นที่อยู่ในซอย ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะให้คำตอบลักษณะเดียวกันแทบจะทุกหลัง

    “โอ๊ย...ตัวมันสูงมากเลยนะคะคุณตำรวจ แวบแรกที่เห็นฉันแทบจะเป็นลม คิดดูสิถ้าผัวฉันมันกลับบ้านตอนนั้น มันจะเป็นยังไง นี่โชคดีนะที่มันไปกินเหล้ากับเพื่อน ไม่งั้นมันโดนยักษ์เหยียบเละแน่” ป้าศรีกล่าวราวกับเพิ่งเจอเหตุการณ์มาสด ๆ ร้อน ๆ

    “ตอนได้ยินเสียงครั้งแรกน่ะ ฉ่านก็นึกว่าแมงกะไซค์มันไปชนกับอะไรเข้า ฉ่านเลยออกมาดู” ลุงอับราฮิมให้ปากคำ “แต่ที่ไหนได้ ฉ่านยังไม่ทันได้เห็นรถ มันก็มีเสียงดังโครมหยั่งกับแผ่นดินไหว โอ๊ย...ฉ่านละวิ่งเข้าบ้านแทบไม่ทัน”

    “ผมไม่รู้หรอกนะว่า ไอ้ตัวโต ๆ นั่น มันเป็นตัวห่าอะไร แล้วก็ไม่สนใจด้วย” นายบุญชิตกล่าวอย่างเดือดดาล “ไอ้ห่านั่นมันกระทืบรถผม ตอนที่เห็นรอยตีนมันประทับอยู่ที่ฝากระโปรง โอ้โห ผมล่ะอยากฆ่าตัวตาย พวกคุณคิดดูนะ รถของผมน่ะกว่าจะได้มา ผมต้องทำเรื่องโน่นนี่สารพัด กว่าจะหาคนมาค่ำเอย กว่าหาเงินมาผ่อนเอย โอ๊ย...เลือดตาแทบกระเด็น คุณลองมองไปรอบ ๆ สิ แถวนี้มีบ้านไหนที่มีรถเก๋งบ้าง มีแต่บ้านผมเท่านั้นแหละ เพราะผมพยายามกว่าคนอื่นไง ผมถึงมี ถ้าคุณจับมันได้ล่ะก็บอกผมด้วยนะ จะตามไปเอาเรื่องถึงสน.”

    “คืองี้พี่ ตอนนั้นผมกำลังเล่นเกมอยู่หน้าบ้าน ใส่หูฟังด้วย ตอนแรกก็นึกว่าเสียงในเกม เอ่อ...คือผมเล่นเกมยิงกันน่ะ พับโจนอะรู้จักป่าว” เด็กชายมานพเล่า “ทีนี้ตอนที่มันมีเสียงโครม ไอ้ผมก็นึกว่าระเบิดลง โหผมนี่กดวิ่งแทบไม่ทัน นี่ยังไม่รวมตอนที่มันมีเสียงปืนนะ ผมก็มองหาศัตรูไปเถอะ รู้ตัวอีกทีก็โดนพวกมันยิงแล้ว โชคดีที่กดปั๊มยาทัน ไม่งั้นตายแน่”

    “โอ๊ย...ยักษ์บ้าบออะไร พวกเอ็งนี่ไม่รู้อะไรกันเลย” ลุงบุญมี บอกกับทั้งสาม “เมื่อก่อนน่ะ แถวนี้เขามีศาลเจ้าพ่อตั้งอยู่ปากทางเข้าซอยโน้น รู้สึกจะชื่อเจ้าพ่อปลาหรืออะไรนี่แหละ จะบอกให้นะ ไอ้พวกเด็กรุ่นใหม่มันไม่รู้หรอก เวลาที่พวกมันแว้นรถส่งเสียงดังน่ะ เจ้าพ่อท่านไม่ชอบใจ เมื่อคืนไอ้หนุ่มดวงซวยนั่นคงไม่รู้เหมือนกัน เจ้าพ่อท่านคงโกรธเลยส่งสมุนมาสั่งสอนมันน่ะสิ แต่ดูท่าครั้งนี้จะแรงไปหน่อย” ว่าแล้วลุงแกก็ยกมือพนมเหนือศีรษะ “อโหสิกรรมให้มันด้วยเถอะ”

    “อ่า...ขอบคุณสำหรับความร่วมมือนะครับ” เจ้าหน้าที่ทั้งสามเดินออกจากบ้านของชายชราด้วยความมึนงง

    “ถ้าลุงเขาพูดจริงนี่เรื่องใหญ่เลยนะ” ฉัตรชัยเอ่ยขึ้น “คงต้องไปติดต่อสมาคมนักปราบผีมาช่วยแล้วล่ะ”

    ทั้งสามหัวเราะ

    “ดูจากคำให้การของแต่ละคน ผมว่าเขาพูดเรื่องเดียวกันนะ” เทวินบอก

    “อืม ก็แสดงว่าไอ้ยักษ์นั่นมีตัวตนจริง ๆ น่ะสิครับ” จ่ากล่าวออกมา “แล้วแบบนี้เราจะเอายังไงต่อดี”

    “เอ่อ...” เทวินมองนาฬิกาข้อมือ “ตอนนี้แค่ทุ่มกว่าเอง ผมว่าเราไปถามอีกสักหลังก็ดีนะ เหลือหลังสุดท้ายแล้วนี่”

    “กูว่าก็ได้คำตอบเหมือนเดิมล่ะวะ” ฉัตรชัยว่า

    เทวินหันมาสบตาเพื่อน “คำตอบเดิม แต่คนละมุมมอง”

-------------------

เสียงก๊อก ๆ ที่หน้าประตูรั้ว ส่งผลให้วรรณณีที่กำลังทำอาหารเย็น ต้องวางมีดในมือลงบนเขียง แล้วมองออกไปที่หน้าบ้าน

    “ใครมาน่ะ” นงนุชที่กำลังเล่าสมาร์ตโฟนอยู่ ลุกขึ้นจะเดินไปที่ประตู

    “ไม่ต้อง เดี๋ยวกูไปเปิดเอง” วรรณณีปรามลูกสาว ก่อนจะหาเสื้อคลุมมาสวมทับ แล้วเดินไปที่ประตู

    นงนุชก้าวตามหลังแม่ไปพร้อมกับความสงสัย

    “ค่า!...ใครคะ” เธอร้องถาม ผู้ที่อยู่หลังประตูรั้ว

    “นี่ตำรวจค้าบ มีเรื่องจะมาถามหน่อย” จ่าสมิทตะโกนตอบ

    สองแม่ลูกหันมองหน้ากัน อะไรกัน อีกแล้วหรือ ทั้งคู่เดินไปที่ประตู ทันทีที่เปิดมันออก สองแม่ลูกตกใจเล็กน้อยเมื่อพบว่ามีชายชุดดำสองนายมากับตำรวจ

    “พวกคุณเป็นใครน่ะ” เธอถามชายทั้งสอง พร้อมส่งสายตาหวาดระแวง

    “เราเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบครับ” เทวินตอบ

    ทันทีที่ได้ฟังเช่นนั้น วรรณณีถอนหายใจออกมาเบา ๆ เธอหันมาที่จ่าสมิท “เมื่อวานพวกคุณก็ถามฉันไปแล้วไม่ใช่หรอ”

    “เอ่อ...พอดีว่าเราอยากรู้เพิ่มเติมนิดหน่อยนะครับ”

    วรรณณีดึงปกเสื้อคลุมให้กระชับขึ้น สองแขนกอดอก ตั้งท่าเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ โดยมีลูกสาวเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ด้านหลัง

    “ช่วยเล่าเหตุการณ์เมื่อคืนให้เราฟังอีกรอบได้ไหมครับ” เทวินเริ่มการสอบปากคำ “ตอนที่เกิดเรื่องคุณทำอะไรอยู่ แล้วก็ได้เห็นอะไรบ้าง”

    “เอ่อ...ก็ได้ค่ะ” วรรณณีเริ่มเล่า “คือว่าเมื่อคืนตอนที่เกิดเหตุ ฉันกำลังนั่งดูละครอยู่ แล้วจู่ ๆ มันก็มีเสียงดังโครมเหมือนรถชนกัน ฉันรู้สึกว่าน่าจะดังมาจากหน้าปากซอย จากนั้นฉันก็วิ่งออกไปดู แล้วก็ได้เห็นอย่างที่คนอื่นเห็นกันนั่นแหละค่ะ”

    “เห็นอะไรครับ”

    “ก็ไอ้สัตว์ประหลาดนั่นไงคะ ใคร ๆ เขาก็เห็นกันทั้งนั้นแหละ”

    “แล้วหลังจากนั้นคุณทำยังไงต่อ”

    “ก็เหมือนคนอื่นนั่นแหละ พอได้ยินเสียงปืนก็รีบวิ่งกลับเข้ามาในบ้าน”

    เมื่อฟังเช่นนั้น เทวินก็หยิบบางอย่างในกระเป๋าออกมา “นี่เป็นรูปของผู้ตายครับ ไม่ทราบว่าคุณรู้จักกับเขาหรือเปล่า” ว่าแล้วก็ยื่นรูปให้อีกฝ่ายดู

    “ไม่ค่ะ” เธอตอบเสียงชัด หลังจากมองรูปได้ไม่ถึงสองวินาที “ฉันไม่เคยเห็นเขามาก่อน”

    ฉัตรชัยที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ด้านหลังรู้สึกแปลก ๆ กับผู้ให้ปากคำรายนี้ อีกทั้งหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างหลังเธอ ก็ดูจะอยากรู้อยากเห็นเรื่องนี้เป็นพิเศษ ฉัตรชัยหันมองไปรอบ ๆ ตัวบ้าน เขาชักเริ่มจะได้กลิ่นแปลก ๆ

    “อืม งั้นก็คงไม่มีอะไรแล้วล่ะครับ” เทวินบอกกับอีกฝ่าย “พวกผมขอโทษที่มารบกวนเวลาส่วนตัวนะครับ”

    ขณะที่เทวินกำลังกล่าวอำลา ก็ได้มีรถกระบะคันหนึ่งจอดติดเครื่องอยู่ที่บริเวณหน้าปากซอย ในรถกระบะคันนั้น มีสายตาคู่หนึ่ง กำลังเฝ้ามองการทำงานของเจ้าหน้าที่ทั้งสามอย่างสอดรู้สอดเห็น

    ทว่า! ทันใดนั้น ฉัตรชัยก็ได้หันไปมองรถคันนั้นเข้าพอดี ผู้ที่อยู่ในรถกระบะเห็นว่าไม่ควรอยู่เป็นเป้าสายตา เขาจึงทำการเคลื่อนรถออกไปในทันที

    ฉัตรชัยเห็นรถกระบะคันนั้นแล้วแปลกใจเล็ก ๆ อะไรของมันวะ


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น