อัปเดตล่าสุด 2019-05-16 20:29:36

ตอนที่ 5 ตามรอยเท้ายักษ์ บทที่ 5

หลังจากสอบปากคำชาวบ้านรายสุดท้าย เทวินและฉัตรชัยก็ไปจัดการธุระเรื่องโทรศัพท์ที่ค้นพบ ต่อด้วยรับประทานอาหารมื้อเย็นที่ร้านอาหารใกล้ ๆ สถานีตำรวจ แล้วกลับมาที่ห้องพักของโรงแรมในเวลา 20.00 น พอดิบพอดี 

    ‘มหาทรัพท์โฮเตล’ เป็นโรงแรมโหล ๆ ราคาถูก ตั้งอยู่ย่านชาญเมือง ห่างจากสถานีตำรวจไม่ถึงสิบกิโล ห้องพักของเทวินและฉัตรชัย เป็นห้องขนาดกลาง มีเฟอร์นิเจอร์และสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานเช่น เตียง โต๊ะ ตู้เสื้อผ้า เครื่องปรับอากาศ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องโชคดีไม่น้อยที่จะได้นอนตากแอร์ในโรงแรม(เกือบ)ร้างแห่งนี้

    “มึงคิดยังไงกับผู้หญิงคนนั้น” ฉัตรชัยเอ่ยถาม ขณะยัดกระเป๋าเข้าตู้เสื้อผ้า

    เทวินที่นอนอ่านแฟ้มเอกสารอยู่บนเตียง หันมากล่าว “หญิงคนไหนวะ”

    “ก็หญิงบ้านที่เราไปหาหลังสุดท้ายไงเล่า”

    “ที่มีลูกสาวหน้าตาสวย ๆ มายืนดูเราสอบปากคำอะนะ”

    “เออ นั่นแหละ”

    “แล้วมึงคิดว่าไงล่ะ”

    “กูว่าพี่แกต้องปิดบังอะไรไว้แน่ ๆ” ฉัตรชัยตอบ “ตอนที่แกตอบคำถามนี่รีบหยั่งกับลืมปิดถังแก็สในบ้าน”

    “อืม กูก็คิดคล้าย ๆ มึงนั่นแหละ แต่กูว่าลูกสาวพี่แกก็สวยดีนะ”

    “เออ ไอ้ห่า” ฉัตรชัยหันมา “มึงช่วยมาจริงจังกับคดีหน่อย”

    “กูก็จริงจังตลอดแหละน่า” เทวินลุกขึ้นนั่งบนเตียง “เรื่องพี่คนนั้น กูคิดว่าอาจจะเกี่ยว แต่ก็ไม่น่าจะทั้งหมด”

    “ยังไง”

    “มึงลองโยงสองเรื่องเข้าด้วยกันสิ ชายแปลกหน้าที่ต้องมาตายหน้าปากซอย กับหญิงลึกลับที่อยู่บ้านท้ายซอย กูพยายามโยงแล้ว แต่ก็คิดไม่ออกว่าเกี่ยวกันตรงไหน”

    “เป็นไปได้หรือเปล่าว่าพี่แกนั่นแหละ จะเป็นฆาตกร”

    “เอ่อ...อันนี้กูก็ตอบไม่ได้ แต่การฆ่าครั้งนี้ไม่ใช้อุบัติเหตุแน่ มันต้องมีแรงจูงใจ ถ้าอยากรู้ล่ะก็ต้องรีบหา”

    ฉัตรชัยหันมา “แล้วจะเริ่มหาจากตรงไหนล่ะ”

    “จากผู้ตายไง” เทวินตอบ แล้วยกแฟ้มเอกสารขึ้นมา “จากข้อมูลในบัตรประชาชน ผู้ตายชื่อ นายประทวน คงมีสุข ไม่เคยแต่งงาน ไม่มีญาติ เคยโดยเกณฑ์ทหารอยู่สองปี ตอนนี้ทำงานอะไรไม่ได้ระบุไว้ในฐานข้อมูล”

    “อืม แปบนะ กูคิดว่าเราน่าจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมแล้วล่ะ” ฉัตรชัยนำโน๊ตบุ๊คขึ้นมา แล้วเปิดเครื่อง เขาใช้เวลาไม่ถึงห้านาที “นี่ไง มีข้อมูลอัพเดทละ”

    “ว่าไงบ้าง”

    “มันระบุเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของผู้ตาย เขาได้รับเงินจากคนที่ชื่อ ‘วิเชียร แส่ตั้ง’ โอนเงินเข้าบัญชีทุกเดือน”

    “วิเชียรไหนวะ”

    “จากข้อมูลที่ส่งมาบอกว่า นายวิเชียรเป็นนักธุรกิจระดับเจ้าพ่อ ประจำเมืองที่เราอยู่นี่ไง”

    เมื่อได้ยินเช่นนั้น เทวินเริ่มครุ่นคิด “เจ้าพ่อประจำท้องถิ่น กับชายพกปืนที่โดนยักษ์ฆ่าตาย” เขาใช้มือลูบคางไปมา “เป็นไปได้หรือเปล่า ว่าผู้ตายอาจจะประกอบอาชีพเป็นมือปืน ไม่สิ มือปืนคงไม่โอนเงินเข้าบัญชีทุกเดือน เขาอาจจะเป็น เอ่อ...” เทวินพยายามนึกอาชีพที่พอเป็นไปได้ เขาพบอยู่อาชีพหนึ่ง แต่นึกไม่ออกว่ามันเรียกว่าอะไร

    “อะไร ๆ” ฉัตรชัยถามอย่างมีความหวัง

    “ไอ้อาชีพที่มันมีหน้าที่ปกป้อง...”

    “ปกป้องอะไร ยามหรอ ยามใช่ไหม”

    “ไม่ ๆ ดูดีกว่ายาม เอ่อ...”

    “ผู้คุมหรอ”

    “ไม่ใช่ผู้คุม อ่า...ไอ้ที่คอยเดินประกบพวกนักธุรกิจน่ะ เขาเรียกว่าอะไรน้า...”

    “บอดี้การ์ด” ฉัตรชัยร้องออกมา

    “เออ นั่นแหละ บอดี้การ์ด กูว่ามันต้องเป็นบอดี้การ์ดแน่ ๆ” เทวินลุกขึ้นยืนบนเตียงนอน

    “อืม มีความเป็นไปได้ เดี๋ยวกูส่งให้หน่วยตรวจแปบ” ว่าแล้วฉัตรชัยก็พิมพ์ข้อมูลลงโน๊ตบุ๊ค

    “กูว่าชัวร์ ชุดที่ผู้ตายใส่เป็นชุดสูทสีดำเหมือนพวกบอดี้การ์ด เขามีปืนมีในครอบครอง แถมนายจ้างก็ยังเป็นเจ้าพ่อ”

    “แต่กูว่ามันแปลก ๆ อยู่เรื่องนึงนะ” ฉัตรชัยกล่าวออกมาพร้อมแสดงทีท่ากังวล “คือถ้าเขาเป็นบอดี้การ์ดจริง ๆ คนจ้างก็น่าจะรู้ว่าลูกน้องตัวเองหายไป แต่ดูนี่สิ หายไปวันนึงแล้ว นายจ้างมันยังไม่โผล่หัวมาดูเลย”

    “นั่นน่ะสิ กูว่าเราคงต้องไปแจ้งข่าวเรื่องลูกน้องแกหน่อยละ” เทวินหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมา “ไอ้คนที่โอนเงินให้ทุกเดือนชื่ออะไรนะ วิเชียรใช่ไหม เดี๋ยวกูโทรบอกจ่าสมิทให้นัดไว้ละกัน”

    เทวินกำลังจะกดโทรหาจ่าสมิท แต่ขณะนั้นเอง มีเสียงเรียกเข้าดังขึ้นมาจากโทรศัพท์ มีใครบางคนโทรเข้ามาตัดหน้าเสียก่อน เทวินมองชื่อปลายสาย เขาหันไปสบตาเพื่อน “เฮ้ย ชิบหายละ ป้าแกโทรมาแล้วว่ะ”

    เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉัตรชัยยิ้มเล็ก ๆ “ดีเลย มึงบอกให้ส่ง M384 มาให้เราลองใช้สักกระบอกสิ เจอยักษ์ใหญ่แบบนี้ปืนพกกิ๊กก๊อกทำอะไรไม่ได้หรอก”

    “เพ้อเจ้อละมึง” เทวินบอก ก่อนจะกดรับสาย “ว่าไงครับบอส”

    ผู้ที่เทวินเรียกว่า ‘บอส’ มีชื่อว่า ‘สุธาดา โสนุธรา’ เป็นหญิงวัยห้าสิบปลาย เจ้าหน้าที่ระดับ 9 ของหน่วย MXT ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้างานสืบสวนสอบสวน สุธาดากำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของเธอบนชั้นที่สิบสองของตึกระฟ้าแห่งหนึ่งกลางมหานคร

    “เป็นไง ได้เรื่องอะไรบ้าง”

    เทวินมองหน้าฉัตรชัยแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมาตอบ “นิดหน่อย...”

    “อะไรนิดหน่อย” เธอขัดขึ้นในทันที

    “ใจเย็นสิบอส เราเจอโทรศัพท์ตั้งเครื่องหนึ่ง ตอนนี้ส่งไปให้แล้ว เดี๋ยวพอกู้ข้อมูลในโทรศัพท์ออกมาได้ รับรองเจอตัวไอ้กลายพันธุ์นั่นแน่”

    “เหอะ กว่าโทรศัพท์ของเธอจะมาถึงก็ตั้งวันพรุ่งนี้ แล้วถ้าคืนนี้มีใครตายขึ้นมาอีกคนจะทำยังไง”

    “โธ่...ทำไงได้ล่ะ ก็เบาะแสมันมีแค่นี้ นี่ก็กำลังสืบหาคนที่เกี่ยวข้องกับผู้ตายอยู่ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะไปหามันถึงบ้าน ยังไงก็ได้เรื่องแน่”

    “ให้มันจริงอย่างว่าเถอะ ฉันให้เวลาอีกสามวัน ต้องจับคนร้ายให้ได้”

    “เดี๋ยวนะ สามวันหรอ คดีธรรมดายังปิดไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”

    “ต้องได้สิ อย่าลืมนะ พวกเธอยังมีคดีที่ต้องสะสางอีกหลายคดี”

    “โธ่บอส แบ่งให้คนอื่นทำบ้างก็ได้ ระดับผมขึ้นรัว ๆ แบบนี้เดี๋ยวเพื่อนร่วมงานจะหมั่นไส้เอา”

    “ทำเป็นพูดไป ถ้าฉันยกให้คนอื่นขึ้นมา จะมาว่าทีหลังไม่ได้นะ”

    เทวินหัวเราะ

    “เออนี่ ฉันได้ข่าวว่าเมืองที่เธออยู่ขนมหม้อแกงอร่อยมาก ขากลับแวะซื้อมาฝากฉันด้วยนะ” สุธาดาว่า

    “เดี๋ยวนะ เดี๋ยว”

    “อย่าลืมล่ะ ภายในสามวันฉันต้องได้กินขนมหม้อแกง”

    “อ้าวเฮ้ย แบบนี้ก็ได้หรอบอส”

----------------------

คฤหาสน์หรูแห่งหนึ่งตั้งอยู่ใจกลางตัวเมือง มันถูกออกแบบให้คล้ายคลึงกับปราสาทหินอ่อนในยุโรป เมื่อเข้ามาด้านในจะให้ความรู้สึกราวกับหลุดเข้าไปในพระราชวังของกษัตรในยุคกลาง ข้าวของเครื่องประดับหรือแม้แต่ดอกไม้ในแจกัน ต่างก็มีมูลค่าไม่ต่ำกว่าหกหลัก

     ชายวัยหกสิบเศษ ในชุดสูทสีทองอร่าม เดินกุมมือไขว้หลังตามหญิงสาวผมบรอนด์หน้าตาสระสวย เธอเดินพาเขาสำรวจรอบคฤหาสน์หรู พร้อมแนะนำส่วนต่าง ๆ โดยใช้วาทศิลป์ขั้นสูงเพื่อทำให้ชายแก่พึงพอใจมากที่สุด

    “ห้าร้อยล้านเลยหรอ” ชายแก่หยุดชะงัก กลางช่องทางเดินแคบ ๆ ที่เต็มไปด้วยภาพจิตกรรม

    “ค่ะ เป็นราคาที่คุ้มค่ามากเลยนะคะ สำหรับคฤหาสน์หลังนี้” นักขายสาวตอบยิ้ม ๆ

    “โอย หลังใหญ่ขนาดนี้เสี่ยอยู่ไม่ไหวหรอก”

    “ไม่ต้องอยู่ก็ได้ค่ะ ปล่อยให้พวกกองถ่ายหนังเช่า หรือซื้อเก็บไว้ทำกำไรก็ได้ ราคามันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปีนะคะ”

    “แบบนั้นเอาเงินไปลงทุนกับอย่างอื่นไม่ดีกว่าหรอ” ชายแก่ว่า ก่อนจะมองไปมองภาพจิตกรรมที่ติดอยู่บนผนัง “ดูสิ แค่รูปแมวตัวเดียวราคาเป็นแสน”

    “เอ่อ...นั่นไม่ใช่แมวนะคะ มันเป็นเสือดำค่ะ”

    “ฮะ” ชายแก่หันมองภาพนั้นอีกครั้ง “หนูหลอกเสี่ยหรือเปล่า ดูยังไงก็แมวดำชัด ๆ”

    หญิงสาวหันมองซ้ายขวา ดูท่าตาแก่นี่เตรียมจะชิ่งหนี เธอขยับเข้ามาแนบข้างชายแก่ “โถ...เสี่ยขา ไหน ๆ ก็มาทั้งที คงไม่อยากเสียเวลาเปล่าหรอกนะคะ” เธอทำสียงอ่อนเหมือนนางแมวยั่วสวาท 

    ชายแก่สะดุ้งเล็ก ๆ แต่เมื่อเขาได้แลเห็นดวงตากลมโตอย่างใกล้ชิด มันได้ผลตรงทำให้เขารู้สึกอยากจะอยู่ที่นี่ต่อ

    ทว่า! จู่ ๆ ก็ได้มีชายในชุดสูทสีดำ วิ่งเข้ามาหาทั้งคู่ “เสี่ยครับ เสี่ย”

    เมื่อเห็นเช่นนั้น หญิงสาวนักขายถอยตัวออกห่าง ชายแก่หันขวับไปทางชายสูทดำอย่างหงุดหงิด “โว๊ย ไอ้ชิบหาย มึงมาอะไรตอนนี้วะ”

    ชายสูทดำหน้าเสีย “เอ่อ...ขอโทษทีครับ คือ...”

    “กูบอกกี่รอบแล้ว ว่าเวลากูอยู่กับผู้หญิงสวย ๆ ไม่ต้องเสือกเข้ามา มีอะไรนักหนาวะ” ชายแก่ส่ายหน้าอย่างไม่สบอารมณ์

    “เอ่อ...คือว่า...ต...ตำรวจติดต่อเข้ามาว่าพบไอ้ทวนละครับ” เขาบอก

    ชายแก่นิ่งไปชั่วขณะ “ฮะ ตำรวจบอกมาหรอ นี่แสดงว่าไอ้ทวนโดนจับน่ะสิ”

    ชายสูทดำแสดงสีหน้าไม่สบายใจ ก่อนจะยื่นหน้าเข้ามากระซิบข้างหูชายแก่ “เปล่าครับเสี่ย ตำรวจพบมันเป็นศพ”

    “หา...” เสี่ยร้องออกมา นิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ตั้งสติ แล้วหันไปทางหญิงสาวที่ยืนสงสัยอยู่ด้านหลัง “ค…คือตอนนี้เสี่ยงานเข้าน่ะ คงต้องขอตัวไปทำธุระก่อนนะหนู”

    “หา...” หญิงสาวแสดงสีหน้าผิดหวัง “แล้วคฤหาสล่ะคะ”

    “เดี๋ยวจะติดต่อมาทีหลังละกัน” ชายแก่บอกกับเธอ

    “จะติดต่อมาซื้อบ้านหรอคะ”

    “ติดต่อหาหนูน่ะจ้ะ” ว่าแล้วชายแก่กับชายชุดดำก็รีบเดินออกนอกคฤหาสน์

    รถเบนซ์คันงามจอดรอทั้งคู่อยู่แล้ว “ตกลงว่ามันเกิดอะไรขึ้น” ชายแก่ถามอย่างสงสัยขณะเข้าไปในรถ

    “ผมก็ไม่รู้รายละเอียดเหมือนกันครับ รู้แค่ว่ามันโดนอะไรบางอย่างฆ่า แต่ไม่ใช่แค่นี้นะ พรุ่งจะมีคนมาขอสอบปากคำเสี่ยด้วย”

    “หา...สอบปากคำหรอ”

    “ใช่ครับเสี่ย นี่เรื่องใหญ่แน่ เป็นคนจากหน่วยอะไรก็ไม่รู้ เอ็มไอบีหรืออะไรนี่แหละ สารวัตรเดชาเป็นคนโทรมาบอกเองเลยนะ”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น