อัปเดตล่าสุด 2019-05-17 22:38:30

ตอนที่ 6 ตามรอยเท้ายักษ์ บทที่ 6

วันที่สองของการไขคดีเริ่มขึ้น เทวินและฉัตรชัยเริ่มออกปฏิบัติงานตั้งแต่แปดโมงเช้า จ่าสมิทนำรถกระบะสีขาวคาดน้ำตาลมารับทั้งสองถึงหน้าโรงแรม

    “กินข้าวกันมาหรือยังครับ” จ่ายิงคำถามทันทีเมื่อเจอหน้าทั้งสอง

    “เรียบร้อยจ่า ในโรงแรมมีตู้ขายมาม่ากระป๋องน่ะ” ฉัตรชัยตอบขณะเข้าไปนั่งที่เบาะหลัง

    “อ้าว กินมาม่ากันเหรอ ทำไมไม่โทรบอกผมล่ะ ฝากผมซื้อข้าวได้นะ ผมรู้จักร้านอร่อย ๆ เพียบ”

    “อ้าวเหรอ ผมไม่รู้นี่” เทวินเข้ามานั่งข้างใน แล้วปิดประตู “งั้นเดี๋ยวกลางวันนี้จ่าพาไปหน่อยละกัน ไอ้ร้านอร่อย ๆ ที่ว่าน่ะ”

    “ไม่เอาร้านตรงข้ามโรงพักแล้วนะ ผมว่าข้าวมันแข็งไปหน่อยนะ” ฉัตรชัยบอก

    “ได้เลยครับ ผมรู้จักอยู่ร้านนึง บอกเลยโคตรอร่อย” ว่าจบ จ่าสมิทก็เคลื่อนรถออกจากโรงแรม

    รถกระบะสีขาวคาดน้ำตาลมุ้งตรงสู่จุดหมาย ภารกิจแรกในวันนี้คือการไปสอบปากคำ นายวิเชียร แซ่ตั้ง ผู้เป็นนายจ้างของนายประทวน คงมีสุข (ผู้ตาย) สองนักสืบแห่ง MTX มีข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับตัวนายวิเชียร ทำไมเขาไม่มาแสดงตัวหรือประกาศตามหาตัวลูกน้อง เขาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน เขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้หรือเปล่า

    “จ่ารู้จักนายวิเชียรคนนี้ไหม” เทวินเอ่ยถาม

    จ่าสมิทที่กำลังบังคับพวงมาลัย หันมาตอบ “รู้สิครับ คนแถวนี้ ไม่มีใครไม่รู้จักแกหรอก เสี่ยวิเชียรน่ะ”

    “เขาเป็นคนยังไงเหรอ” ฉัตรชัยถาม

    “เป็นคนรวยครับ” จ่าสมิทกล่าวยิ้ม ๆ “รู้สึกว่าแกน่าจะรวยที่สุดในเมืองนี้เลยมั่ง แล้วก็เป็นพวกผู้มีอิทธิพล พวกเจ้าพ่ออะไรทำนองนั้นน่ะ”

    “แบบนี้ก็แย่ล่ะสิ ไอ้คนพวกนี้ชอบมาแทรกแซงการทำงานของพวกเรา” ฉัตรชัยว่า

    “จ่าครับ” เทวินเรียก “แล้วนายวิเชียรคนนี้ พอจะมีเรื่องด้านลบบ้างหรือเปล่า”

    “เอ่อ...” จ่านิ่งไปชั่วขณะ “เรื่องนี้ผมไม่ค่อยอยากจะพูดหรอกครับ”

    ฉัตรชัยยิ้มออกมา “งี้ก็แสดงว่ามีน่ะสิ”

    “เล่าให้ฟังหน่อยสิจ่า” เทวินว่า

    “โธ่...เรื่องพวกนี้มันพูดยากนะครับ”

    “ไม่เอาน่าจ่า อาจจะเกี่ยวกับคดีที่เรากำลังสืบก็เป็นได้” ฉัตรชัยยืดตัวไปเบาะหน้า “ถ้าเราไม่รู้ อาจถึงขั้นไขคดีไม่ได้เลยนะ”

    “ก็ได้ค้าบ ก็ได้...” จ่าสมิททำใจอยู่พักหนึ่ง “คือเอ่อ...ธุรกิจบางอย่างของแก มันก็เป็นเรื่องเทา ๆ น่ะ อย่างเช่นพวก คุมวินมอไซค์ คุมเส้นเดินรถสองแถว อะไรทำนองนี้”

    “แค่นี้เหรอจ่า”

    จ่าสมิทเงียบไป

    “โธ่จ่า ให้ความร่วมมือหน่อยซี” ฉัตรชัยว่า “มันอาจจะช่วยเราไขคดีได้นะ”

    “เอ่อ แต่ว่า...”

    “โธ่จ่า ไอ้เรื่องจำพวกผู้อิทธิพลถึงขนาดคุมตำรวจในท้องที่ได้น่ะ มันก็มีอยู่ทุกที่นั่นแหละ”

    “ก็ได้ ก็ได้...” จ่าเห็นว่าสุดท้ายก็ต้องยอมบอกอยู่ดี “คืองี้ เสี่ยวิเชียรแกก็มีอีกหลายธุรกิจ บ่อนไก่เอย คาสิโนเอย อาบอบนวดเอย ไอ้พวกผิดกฎหมายทั้งหลายแหล่นั่นแหละ แต่มันก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนอะไรนะ พวกการพนันมันก็เป็นกิจกรรมแก้เหงาของคนรวย ชาวบ้านหลายคนในเมืองเราก็มีงานทำเพราะธุรกิจเทา ๆ ของเสี่ยแกนี่แหละ ตำรวจเราไม่ได้ปล่อยปละละเลยนะ แต่เรื่องบางเรื่อง เราก็เห็นว่ามันอาจก็ไม่ต้องทำตามกฎเสมอไปหรอก”

    “โอโห” ฉัตรชัยหันมาที่เทวิน “ไม่เบานี่หว่า”

    “ถึงว่าล่ะ ต้องมีบอดี้การ์ดล้อมหน้าล้อมหลัง” เทวินว่า

    “พวกคุณอย่าให้ใครรู้นะ ว่าผมบอกเรื่องนี้” จ่าสมิทกล่าวกับทั้งคู่ “คนนอกไม่ควรรู้อยู่แล้ว ยิ่งพวกคุณเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอีก เดี๋ยวผมจะไม่ได้อยู่ถึงเกษียณ”

--------------------

เวลาบนถนนผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง จ่าสมิทชี้นิ้วให้สองนักสืบมองไปยังบ้านที่อยู่ตรงหน้า ทั้งคู่เงยหน้าขึ้นมาแล้วตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น บนพื้นที่สามไร่เศษ เมื่อมองผ่านเข้าไปหลังรั้วไม้จะพบเรือนไทยหลังงามตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้บริเวณหน้าประตูรั้วมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำอยู่สองนาย เมื่อเห็นว่ามีรถตำรวจกำลังตรงเข้ามา พวกเขาก็เปิดประตูรั้วให้รถผ่าน

    บรรยากาศหลังประตูรั้วทำให้เทวินและฉัตรชัยรู้สึกราวกับหลุดเข้ามาในละครย้อนยุคสมัยกรุงศรีอยุธยา รถกระบะจอดส่งเทวินและฉัตรชัยลงที่บริเวณหน้าเรือนไทยยกสูง จ่าสมิทขอนอนเฝ้าอยู่ในรถโดยให้เหตุผลว่า ไม่อยากยุ่งกับพวกผู้มีอิทธิพล เจ้าหน้าที่ MTX ทั้งสองไม่ขัดข้อง เปิดประตูลงจากรถแล้วกวาดสายตามองไปรอบ ๆ

    มีชายในชุดสูทสีดำไม่ต่ำกว่าสิบนาย ยืนประจำอยู่รอบ ๆ เรือนไทย ที่บริเวณหน้าบันไดทางขึ้นมียื่นประจำอยู่สองนาย บนระเบียงบ้านอีกสองนาย สองนักสืบคิดว่าควรไปหาสองคนที่ยืนอยู่หน้าบันไดทางขึ้นเรือน

    เทวินกล่าวทัก “สวัสดีครับ เรามาจาก...”

    “เราขออาวุธด้วยครับ” ชายในชุดสูทสีดำตัดบท

    “ฮะ ว่าไงนะ” ฉัตรชัยกล่าวอย่างแปลกใจ “เราเป็นเจ้าหน้าที่ ต้องให้อาวุธพวกคุณด้วยเหรอ”

    “เท่าที่ผมรู้ เจ้าหน้าที่จะเข้ามาในนี้ได้ต้องมีหมายค้น” ชายสูทดำบอก “แต่นี่เป็นการพบกันแบบไม่เป็นทางการ เพราะฉะนั้นหากคุณไม่ทำตามก็เชิญกลับไปได้”

    “อ้าว มีแบบนี้ด้วยเหรอ” ฉัตรชัยกล่าวอย่างแปลกใจ

    “ไม่เป็นไรหรอกน่า” เทวินตบไหล่เพื่อน “เรามาหาข้อมูลไม่ได้มาหาเรื่องสักหน่อย”

    ชายสูทดำทำการยึดปืนพกจากสองเจ้าหน้าที่ “เราจะดูแลให้นะครับ” เขาว่า ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้ชายอีกสองคนที่ยืนอยู่บนระเบียง

    ฉัตรชัยรู้สึกไม่ชอบเอาเสียเลย ทำไมต้องมาโดนปลดอาวุธแบบนี้ มอง ๆ ดูชายสูทดำพวกนี้น่าจะเคยเป็นทหารหรืออะไรทำนั้นมาก่อน อีกทั้งทุกคนก็น่าจะพกอาวุธปืน นี่มันกองกำลังติดอาวุธขนาดย่อมชัด ๆ

    “อ้าว มากันแล้วเหรอครับ” เสียงดังลงมาจากบนระเบียงบ้าน เทวินและฉัตรชัยเงยหน้าขึ้น เจ้าของเสียงนั้นเป็นชายวัยหกสิบเศษในชุดสูทสีเหลืองทอง ไม่ผิดแน่ ชายแก่คนนี้คือ ‘วิเชียร แส่ตั้ง’ หรือที่คนแถวนี้เรียกกันในนาม ‘เสี่ยวิเชียร’ เขาค่อย ๆ ก้าวลงบันไดเรือนไทย โดยมีชายชุดดำสองนายตามประกบอยู่ด้านหลัง เทวินและฉัตรชัยหันมองหน้ากัน นี่มันหนังเจ้าพ่อฮ่องกงชัด ๆ

    “เชิญครับเชิญ ผมวิเชียรครับยินดีที่ได้รู้จัก” ชายแก่บอก

    เทวินและฉัตรชัยยกมือไหว้อีกฝ่าย แล้วทำการแนะนำตัว

    “คุณฉัตรและคุณวินใช่ไหม ผมล่ะโคตรตื่นเต้นเลยที่จะได้เจอกับพวกคุณ ปะ เดี๋ยวเข้าไปคุยในบ้าน” เสี่ยวิเชียรกล่าว ก่อนจะนำหน้าทั้งสองก้าวขึ้นเรือนไทย

    “โห บ้านสวยจังนะครับ” เทวินว่า ขณะเดินตามหลังอีกฝ่าย

    “แหม ไม่เท่าไหร่หรอกครับ ผมอยู่ที่นี่จนเบื่อละ ว่าจะไปซื้อคฤหาสน์ของพวกฝรั่งอยู่บ้าง”

    “แต่ผมอยากได้นะครับ ถ้าเบื่อแล้วก็ยกให้ผมก็ได้นะ” ฉัตรชัยกล่าวยิ้ม ๆ

    “อยากได้จริงหรือเปล่า เดี๋ยวผมขายให้ถูก ๆ”

    “ถ้าให้ซื้อคงไม่เอาหรอกครับ ไม่รู้ต้องตามล่าพวกกลายพันธุ์กี่ชาติ ผมถึงจะมีเงินพอ”

    เสี่ยวิเชียรพาทั้งสองเข้ามายังห้องรับแขก ภายในเป็นห้องขนาดใหญ่เต็มไปด้วยเครื่องเรือนไทยโบราณ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะหรือเก้าอี้ล้วงสร้างขึ้นจากไม้สักทอง เจ้าของบ้านพาทั้งสองเดินดูรอบ ๆ ห้อง พร้อมกล่าวถึงสรรพคุณของเครื่องสังคโลกที่จัดแสดงอยู่ในตู้โชว์ เวลาผ่านไปร่วมสิบนาที เจ้าหน้าที่ทั้งสองจึงถูกเชิญให้นั่ง

    “เอาล่ะ พวกคุณมีอะไรจะถามผมล่ะ” เสี่ยวิเชียรที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกล่าว ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นมาจิบ

    เทวินยิ้มอย่างเป็นมิตร “ไม่มีอะไรมากหรอกครับ เราแค่อยากรู้เรื่องเกี่ยวกับผู้ตายนิดหน่อย”

    “ไอ้ทวนน่ะเหรอครับ อยากรู้อะไรล่ะ” เขาว่าพลางจิบชาในถ้วย

    “ผมแค่อยากรู้ว่าคืนนั้น นายประทวนลูกน้องของคุณไปทำอะไรที่นั่น”

    “อืม...” เสี่ยวิเชียรวางถ้วยชาลง “เสียใจด้วยนะครับ เรื่องนี้ผมคงตอบคุณไม่ได้”

    เทวินย่นคิ้วแปลกใจ “อ้าว ทำไมล่ะครับ นายประทวนเขาเป็นลูกน้องคุณนี่”

    “ผมก็ไม่ได้รู้ทุกเรื่องนะครับ ลูกน้องผมทุกคนก็ต้องมีเวลาส่วนตัวบ้าง แล้วช่วงนั้นมันก็ช่วงพักของมัน ผมจะไปรู้มันเหรอ ว่ามันจะออกไปทำอะไร”

    “ครับ แล้วเอ่อ...เสี่ยรู้ว่าเขาหายไปเมื่อไหร่”

    “อืม...หายไปเมื่อไหรเหรอ” เสี่ยแสดงท่าทีครุ่นคิด “ผมรู้ว่ามันหายไปนะ ลูกน้องผมก็รายงานอยู่ แต่ผมก็ไม่ได้สนใจ คิดว่ามันอาจจะไปทำธุระอะไรของมัน จะให้ทำไงได้ลูกน้องผมมีเป็นสิบ หายไปหนึ่งผมไม่ได้สนอะไรมากหรอก” ว่าแล้วก็ยกถ้วยชาขึ้นซด

    “อ่า...ครับ” สองนักสืบนั่งนิ่งระหว่างรออีกฝ่ายจัดการกับน้ำชาในถ้วย

    เสี่ยวิเชียรจัดการกับน้ำชาจนหมด แล้วยื่นถ้วยให้ลูกน้องที่ด้านหลังเติมน้ำชาใส่ถ้วย “ขอบใจมากไก่” เสี่ยบอกกับลูกน้อง

    “เอ่อ...ถ้าเป็นอย่างที่คุณบอกมาเมื่อสักครู่” เทวินสอบปากคำต่อ “งั้นก็แสดงว่าคุณไม่รู้ว่าลูกน้องหายไปไหน จนตำรวจโทรไปแจ้งเมื่อคืน”

    เสี่ยพยักหน้า “ก็คงประมาณนั่นแหละครับ คือกรณีลูกน้องผมหายไปแบบนี้มันเกิดขึ้นบ่อยน่ะ บางคนหายไปเกือบอาทิตย์ก็มี” เสี่ยวิเชียรหันไปทางลูกน้องด้านหลัง “อย่างไอ้ไก่มือขวาของผม มันยังเคยหายไปตั้งสามวัน ตอนนั้นทำชีวิตผมวุ่นแทบแย่”

    นายไก่ยิ้มออกมา “ตอนนั้นพ่อผมป่วยน่ะครับ ก็เลยรีบ ไปไม่ได้บอกไว้ โทรศัพท์ก็ไม่ได้มีทุกคนแบบสมัยนี้”

    “อ่า...ครับ” เทวินพยักหน้า “แล้วเมื่อคุณรู้ว่านายประทวนถูกฆ่า คุณรู้สึกยังไง”

    “ตกใจสิครับ” เสี่ยตอบ “ผมยังคุยกับไอ้ไก่อยู่เลย ว่ามันจะเป็นไปได้ยังไง” เสี่ยวิเชียรหันไปด้านหลังอีกครั้ง “จริงไหมไก่”

    นายไก่ยิ้ม “จริงครับเสี่ย”

    “อีกอย่างนะครับ” เสี่ยวิเชียรเปลี่ยนไปแสดงสีหน้าสลด “ตอนที่ผมรู้ว่ามันถูกฆ่าโดยยักษ์...เอ่อ...อะไรทำนองนั้น ผมนี่ยิ่งไม่อยากจะเชื่อ ยังคุยกันอยู่เลยว่าสารวัตรเดชาโทรมาอำพวกเราเล่นหรือเปล่า...จริงไหมไก่”

    “จริงครับเสี่ย”

    “อืม...แล้วคุณรู้บ้างไหมครับ” เทวินสบตาเสี่ย “ว่าไอ้ยักษ์นั่นฆ่าลูกน้องคุณเพราะอะไร”

    เสี่ยวิเชียรยกถ้วยชาขึ้นมาจิบ “เอ่อ...อันนี้ผมก็ไม่รู้สิ เท่าที่สายผมรายงานมา เห็นพวกชาวบ้านเขาลือกันว่าลูกน้องผมมันซวยเอง ที่ไปเจอไอ้ยักษ์ตัวนั้น” เสี่ยวิเชียรส่ายหน้าอย่างสลดใจ “โธ่ ไม่น่าเลย มันคงเป็นผมจากไอ้ไวรัสต่างดาวนั้น ผมไม่คิดเลยว่ามันจะระบาดมาถึงเมืองของเราด้วย” ว่าแล้วก็จิบน้ำชาอีกครั้ง

    เทวินคิดว่าอีกฝ่ายดูมีพิรุธอย่างชัดเจน ดูการแสร้งตีหน้าเศร้านี่สิ เด็กประถมที่บอกแม่ว่าไม่สบายเพราะไม่อยากไปโรงเรียน ยังดูน่าเชื่อถือกว่า เขาคิดว่าคงถึงเวลาทิ้งระเบิดใส่อีกฝ่าย

    “เสี่ยครับ” เทวินสบตา “ผมอยากจะบอกว่า ที่ลูกน้องคุณตายมันอาจจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญก็ได้นะครับ มีบางอย่างบอกกับเราว่าเรื่องนี้อาจเป็นการฆาตกรรม”

    “หืม...” เสี่ยวิเชียรแววตาลุกวาว ถ้วยน้ำชาในมือเซเล็กน้อยจนมีชาหยดออกมา “คุณว่าอะไรนะ ฆาตกรรมอะไร”

    “คืองี้ครับเสี่ย” ฉัตรชัยบอก “พวกผมมาลองวิเคราะห์ดูแล้ว ฝ่ายที่เริ่มโจมตีก่อนไม่ใช้ลูกน้องคุณนะครับ แต่เป็นเจ้ายักษ์ตัวนั้น”

    “หา...จริงเหรอ” เสี่ยวิเชียรร้องออกมาอย่างตกใจ

    “คือถ้าดูจากหลักฐาน มันจะบอกได้ประมาณนั้นครับ” เทวินบอก “ไอ้ยักษ์นั่นดักรอลูกน้องคุณอยู่ก่อนหน้าแล้ว พอมันเห็นเขาขับมอไซค์เข้ามา มันก็กระโดดออกมาจากที่ซ้อน แล้วก็จัดการกับลูกน้องคุณ”

    “อ้าว แบบนี้ก็แสดงว่าไอ้ยักษ์เวรนั่น มันหาเรื่องลูกน้องผมน่ะสิ”

    “ก็คงประมาณนั่นแหละครับ เราถึงมาที่นี่เพื่อจะหาแรงจูงใจของมันยังไงล่ะ”

    “แรงจูงใจเหรอ เอ่อ...” เสี่ยวิเชียรวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ สีหน้าบ่งบอกว่ากำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เขาพยายามระงับอาการประหม่า แล้วค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้ทั้งสอง “ขอโทษทีนะ คือพอดีผมมีธุระด่วน เรื่องแรงจูงใจอะไรนั่นผมไม่รู้หรอก แต่ผมต้องขอเชิญคุณทั้งสองกลับไปก่อนละกัน”

------------------

หลังจากเดินไปส่งเทวินและฉัตรกลับขึ้นรถกระบะ เสี่ยวิเชียรก็รีบขึ้นมาบนเรือนไทยแล้วยืนรอให้รถของอีกฝ่ายเคลื่อนออกไปจากประตูรั้ว หลังจากนั้นเขารีบเดินกลับเข้าไปในห้องรับแขก นั่งลงบนโซฟาไม้สัก แล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

    เพราะ ‘มัน’ แท้ ๆ เขาจึงต้องมานั่งทุกข์ใจแบบนี้ แล้วไหนจะมีเรื่องยักษ์นักฆ่าที่เพิ่งรู้เมื่อไม่กี่นาทีก่อนผุดขึ้นมา เรื่องนี้ชักจะไม่ธรรมดาเสียละ ทำไมปัญหามันเยอะจังละ

    “มันติดต่อเข้ามาหรือยัง” เสี่ยวิเชียรหันมาถามลูกน้องคนสนิท

    “ยังเลยครับ” นายไก่ตอบ

    “แล้วคนที่เราส่งไปหาตัวมันล่ะ”

    “ยังไม่มีใครได้อะไรเลยครับ”

    “นี่มันห่าอะไรกันวะเนี้ย” เสี่ยวิเชียรสบถออกมา เขาลุกขึ้น กำหมัดแน่น เรื่องที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้มันเปรียบเสมือนกับเสี้ยนไม้ที่เสียบเข้าไปในเนื้อเท้า แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กแต่ก็น่ารำคาญ อีกทั้งยังมีโอกาสติดเชื้อจนถึงแก่ชีวิต 

    ต้องรีบถอนมันออกไปให้เร็วที่สุด! วิเชียรหันมาออกคำสั่ง

    “บอกให้ทุกคนยกเลิกงานที่ทำก่อน ตอนนี้ต้องรีบหาตัวมันให้เร็วที่สุด”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น