อัปเดตล่าสุด 2019-06-20 14:08:44

ตอนที่ 8 ตามรอยเท้ายักษ์ บทที่ 8

“คืนนี้ไม่ต้องเหลือข้าวไว้นะแม่ หนูควบสองกะ เจอกันอีกทีเช้า” นงนุชที่อยู่ในชุดพนักงานขายสินค้า เดินมาบอกกับวรรณณีที่นั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์

    “อ้าว...จะไปแล้วเหรอ งานเข้าบ่ายสามไม่ใช่หรือไง” วรรณณีหันมองนาฬิกาบนผนัง ขณะนี้เป็นเวลา 12.38 น

    “ก่อนเข้างาน หนูก็ไปเดินหาอะไรกินบ้างซี” นงนุชบอก “อยู่บ้านน่าเบื่อแย่”

    “ทำไมมึงไม่กินที่บ้านล่ะ ข้าวข้างนอกเปลืองจะตาย”

    “นาน ๆ ทีน่า”

    “เออ ๆ ขึ้นรถขึ้นราดูให้ดี ๆ นะ”

    “ค่า...คุณแม่ หนูไปก่อนนะ” ว่าแล้วนงนุชก็เดินสะพายกระเป๋าออกไป

    วรรณณีหันกลับมาที่หน้าจอโทรทัศน์ ช่วงวันหยุดยาวก็แบบนี้แหละ เธอไม่รู้จะดูรายการอะไรดี ที่เปิดเจอส่วนมากจะเป็นพวกรายการขายสินค้า จัดโปรโมชั่นลดกระหน่ำ มาพร้อมกับของแถมแบบจัดเต็ม ที่คนซื้อส่วนใหญ่จะเอาเข้ามารกบ้านเสียมากกว่า แต่วรรณณีก็ไม่เปลี่ยนช่องไปไหน ทนนั่งดูรายการขายสินค้าระหว่างรอละครช่วงบ่าย

    เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า เฮ้อ...วันหยุดนี่มันช่างน่าเบื่อจริง ๆ เธอหันมาที่เจ้าตัวน้อย เขากำลังนำตุ๊กตุ่นซูเปอร์ฮีโร่มาจัดเป็นกองทัพ โดยมียานรบที่จากขวดน้ำพลาสติกใช้แล้ว โธ่...ลูกแม่ช่างจินตนาการล้ำเลิศ 

    จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาประตู ก๊อก ก๊อก ก๊อก... ตามมาด้วยเสียง “มีคนอยู่ไหมครับ”

    “ค่า...” วรรณณีร้องตอบ เสียงอีกฝ่ายไม่คุ้นเอาเสียเลย “มาแล้วค่า ใครคะ” เธอลุกขึ้นแล้วก้าวไปที่ประตู

    เสียงจากผู้มาเยือนว่าต่อ “นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจครับ เปิดประตูให้พวกเราด้วย”

    วรรณณีชะงักเมื่อได้ยินคำว่า ‘เจ้าหน้าที่ตำรวจ’ เธอเปิดประตูบ้านออกมา อีกฝ่ายยืนอยู่หลังประตูรั้วแผ่นเหล็กสีเขียว วรรณณีมองไม่เห็นตัวพวกเขา แต่คิดว่าน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ ที่มาเมื่อวันก่อน  “ม...มีอะไรเหรอคะ”

    “เรามีเรื่องจะถามนิดหน่อยครับ” ผู้ที่อยู่หลังประตูรั้วตอบ

    เมื่อเธอได้ยินเช่นนั้น “เรื่องอะไรเหรอคะ เมื่อวานฉันก็บอกไปหมดแล้วนี่”

    “มีคำถามบางข้อที่เราไม่ได้ถามครับ ยังไงเปิดประตูให้เราเข้าไปก่อนเถอะ”

    วรรณณีครุ่นคิด หรือว่าพวกเจ้าหน้าที่จะรู้เรื่องนั้นแล้ว ให้ตายสิ ขืนให้เข้ามามีหวังโดนจับไปสอบปากคำที่โรงพักแน่ เธอใช้มือลูบผมเส้นผมอันยุ่งเหยิง พลางหันรีหันขวางระหว่างนอกบ้านกับในบ้าน จริงสิ บ้านของเธอมีประตูออกสู่ถนนหลังบ้าน ถ้าหนีออกไปตอนนี้น่าจะรอดตัวจากการโดนตามตื๊อของพวกตำรวจ

    ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก... “คุณครับ ยังอยู่หรือเปล่า”

    เธอหันกลับมาที่ประตูรั้ว ฟังจากน้ำเสียงอีกฝ่ายเร่งเร้าขึ้นทุกที นอกจากตัววรรณณีเอง เธอยังมีเจ้าตัวน้อยที่นั่งเล่นอยู่ในบ้าน หากหนีไปก็ต้องพาเด็กชายไปด้วย ให้ตายเถอะ แบบนี้หนีไปไหนไม่รอดหรอก

    “ค...ค่า! กำลังไปค่า” เธอตัดสินใจเดินออกมา เอาวะโรงพักก็โรงพัก มีเพื่อนคุยระหว่างรอละครก็ดี

    ลูกกุญแจถูกเสียบเข้าที่กลอนประตู บิดไปทางซ้ายสี่สิบห้าองศา ทันทีที่เปิดมันออก เธอก็พบกับชายสองคนในชุดสูทสีดำ คนหนึ่งมีร่างผอม อีกคนสวมแว่นดำ

    วรรณณีชะงักไป เธอไม่เคยเห็นทั้งคู่มาก่อน แต่ก็พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แล้วมาเพื่ออะไร

    “พ...พวกมึง...”

    ทันใดนั้น! ชายแว่นดำคว้ามือจับเข้าที่แขนของวรรณณี เธอตกใจ กรีดร้องออกมา เสียงนั้นดังลั่นไปทั่วบ้าน

    เจ้าตัวน้อยได้ยินเสียงผู้เป็นแม่กรีดร้อง เดินถือของเล่นออกมาที่หน้าประตู เขามองไปยังหน้าบ้านด้วยอาการตกใจ ชายแปลกหน้าสองคนจับแม่ของเด็กชายไว้ อีกทั้งพยายามใช้มือปิดปากของเธอไม่ให้ร้องออกมา

    วรรณณีมองมายังเจ้าตัวน้อยที่ยืนอยู่ข้างในบ้าน เธอพยายามดิ้นสุดชีวิต ก่อนจะตัดสินใจใช้ฟันกัดเข้าไปที่อุ้งมือของพวกมันที่พยายามใช้ปิดปากเธอ

    “โอ๊ย!” ชายแว่นดำร้อง เขาสะบัดมืออย่างเจ็บปวด

    วรรณณีใช้จังหวะนั้น ตะโกนบอกลูก “ไนน์! วิ่งหนีไปประตูหลัง! วิ่งไปเรียกคนมา...” เธอพูดได้ไม่กี่ประโยค ชายแว่นดำก็ใช้มืออุดที่ปาก แล้วใช้แขนท่อนยักษ์ของมันรัดเข้าที่ลำตัวของเธอ

    เด็กชายรู้สึกตกใจกับสิ่งที่ได้เห็นตรงหน้า แต่เมื่อได้ยินคำสั่งของผู้เป็นแม่ เขารีบหันวิ่งไปที่ประตูหลัง

    ชายแว่นดำหันบอกชายร่างผอมไป “ไปจับเด็กมา เร็ว!”

    ชายร่างผอมไม่รอช้า วิ่งตามไปทันที

    ชายแว่นดำที่กำลังรัดร่างของวรรณณีหันมา “เอาล่ะ มึงกับกูมีเรื่องต้องคุย...โอ๊ย!” เขาร้องออกมาเมื่อโดนวรรณณีกัดเข้าที่นิ้ว

    เธอใช้ศอกกระทุ้งเข้าที่ท้องของอีกฝ่าย มันปล่อยเธอ ก้มตัวงอเป็นกุ้ง วรรณณีใช้จังหวะนั้นวิ่งกลับเข้ามาในบ้าน เธอคว้ามือไปที่บานประตู กำลังจะผลักปิด แต่ไอ้แว่นดำพุ่งมาใช้มือยันไว้ได้เสียก่อน

     วรรณณีพยายามจะผลักประตูให้ปิดลง แต่เธอไม่สามารถต้านแรงอีกฝ่ายไหว มันผลักประตูเข้ามา วรรณณีถูกแรงผลักกระเด็นหงายหลังลงไปนั่งกับพื้น ชายแว่นดำก้าวเข้ามาท่าทางเดือดดาล มันคว้ามือจับบานประตูขณะที่สายตายังจ้องมาที่เธอ แล้วปิดประตูดังปัง!

     วรรณณีกรีดร้อง “มึงออกไปนะ...ย...อย่า...อย่าเข้ามา” เธอใช้มือคว้าสิ่งรอบข้าง ตะกร้า กระป๋อง ถังขยะ ขว้างไปที่อีกฝ่าย แต่ดูเหมือนว่าร่างใหญ่ ๆ ของมันจะไม่สะทกสะท้านแม้แต่นิด

    ชายแว่นดำคว้ามือไปข้างลำตัว นำปืนแม็กกาซีนออกมา จ่อไปที่ร่างของวรรณณี “เอาล่ะ มึงเลิกบ้าได้แล้ว”

-----------------

ในตอนแรกลุงบุญมี มีแผนจะนั่งฟังธรรมะพร้อมกินแตงโมที่เพิ่งซื้อมาจากตลาด แต่จู่ ๆ แกก็รู้สึกว่ามีเสียงเอะอะโวยวายมาจากข้างบ้าน ลุงบุญมีจำได้ว่าเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้า มีชายชุดดำสองคนเดินมาร้องเรียกที่หน้าบ้านของวรรณณี แกจำได้ว่าไอ้สองคนนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่เคยมาสัมภาษณ์แกเมื่อวันก่อน เอ...แล้วนี่มันโวยวายอะไรกันวะ

    ลุงบุญมีทราบถึงระดับฝีปากของแม่วรรณณีเป็นอย่างดี สมัยที่ยังอยู่กับผัว แกแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน ฟังผัวเมียทะเลาะกันเช้า กลางวัน เย็น ไอ้เสียงเมื่อสักครู่ก็คงจะกำลังทะเลาะกับไอ้ตำรวจนั่น ลุงบุญมีเดินออกมาหน้าบ้าน แม้เสียงจะเงียบไปแล้ว แต่แกก็รู้สึกว่ามันชักจะแปลก ๆ

    ลุงบุญมีมองดูไปที่บ้านของวรรณณี ประตูรั้วเปิดอ้าซ่า แต่ประตูด้านในกลับปิดเงียบ เอ...นี่มันชักไม่ปกติ ด้วยความเป็นเพื่อนบ้านแสนดีผสมผสานความอยากรู้อยากเห็น ลุงบุญมีจึงตะโกนไปว่า “เฮ้ย!...ณี เอ็งอยู่หรือเปล่าวะ”

    ทว่า ดูเหมือนจะไม่มีเสียงตอบรับกลับมา

    ลุงบุญมีหันซ้ายแลขวา อะไรวะ จะเงียบก็เงียบกริบ แกลองอีกครั้ง “เฮ้ย! มีคนอยู่หรือเปล่า”

    ไม่มีเสียงตอบกลับมาเช่นเดิม

    ตาลุงชักเกิดสงสัย เอ๊ะ! หรือจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น “ขอเข้าไปดูหน่อยนะโว้ย!” ว่าแล้วลุงก็เดินผ่านประตูรั้วเข้ามาในบ้าน

    ลุงบุญมีเดินตรงเข้าไปที่หน้าประตู “มีคนอยู่ไหม” แกร้องเรียก

    แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครตอบกลับมา ลุงตัดสินใจเคาะประตู ก๊อก ก๊อก ก๊อก... “เฮ้ย! อยู่ไหมวะ”

    ยังไม่มีการตอบรับใด ๆ เช่นเคย ลุงบุญมีคิดว่าอาจมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นด้านใน เอาวะ เป็นไงเป็นกัน

    “ขอข้าเข้าไปหน่อยนะโว้ย” แกคว้ามือจับที่ลูกบิดประตู กำลังจะเปิดออก จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงดังปัง! พร้อมกับลูกกระสุน 9มม. บินทะลุประตู เฉียดกบาลไปสามเซนติเมตร

    ลุงบุญมีไม่รอช้า เปิดแน่บออกนอกบ้าน “โว้ย! เจ้าพ่อช่วยลูกด้วย!”

----------------------

หลังจากลั่นกระสุนนัดแรกออกไป ชายแว่นดำคิดว่าคงมีเวลาเหลืออีกประมาณห้านาที ก่อนที่ตำรวจจะเดินทางมาถึง นั่นก็มากเพียงพอสำหรับสิ่งที่ต้องการ

    เขาหันกลับมาที่วรรณณี “กูจะไม่พูดมากนะ มึงรู้อยู่แล้วล่ะ ว่ากูมาที่นี่ทำไม”

    “กูไม่รู้” เธอตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว “กูไม่รู้หรอกว่ามึงต้องการอะไร”

    “อย่าแกล้งโง่สิวะ คืนวันนั้นไง บอกมาว่ามึงรู้อะไรบ้าง”

    “ก...กูไม่รู้” วรรณณีเสียงสั่น “กูไม่รู้อะไรทั้งนั้น คืนนั้นกูอยู่แต่ในบ้าน”

    “อย่ามาตอแหล” ชายแว่นดำเดินเข้ามา จ่อปากกระบอกปืนไปที่กลางหน้าผาก “บอกมา...เร็ว!”

    หยดน้ำตาของวรรณณีไหลออกมา ร่างของเธอสั่นเทาไปด้วยความกลัว “ย...อย่าเลย ก...กูไม่รู้ ม...ไม่รู้จริง ๆ”

    “โว้ย! อะไรนักหนาวะ มึงจะบอกหรือไม่บอก” เขากล่าวพร้อมกดปากกระบอกปืนเย็น ๆ ลงไปที่หน้าผากของเธอ

    “ก...กูไม่รู้...มึงจะเอาอะไรก็เอาไป...ย...อย่ายุ่งกับกูเลย” เธอพูดออกมา น้ำตาไหลอาบแก้ม

    ทันใดนั้น! ประตูหลังบ้านก็เปิดออก ชายแว่นดำหันขวับ ผู้ที่เดินเข้ามาคือชายร่างผอมคู่หูของตน เขายิ้ม “ดูสิวะ มันได้อะไรมาด้วย”

    วรรณณีได้ยินเช่นนั้นรีบหันไปยังชายร่างผอม มันเดินเข้ามาพร้อมกับเจ้าตัวน้อยของเธอ “แม่...ช่วยไนน์ด้วย...แม่...” เด็กชายร้องไม่หยุด

    “ม...ไม่นะ” วรรณณีลุกขึ้น จะวิ่งไปหาลูก

    “จะไปไหน” ชายแว่นดำคว้าที่ไหล่ของเธอ แล้วกดร่างลงกับพื้นดังตุบ “เอาล่ะ ทีนี้จะบอกได้หรือยัง”

    “ม...ไม่...ฉัน...ไม่รู้...ไม่รู้จริง ๆ” วรรณณีค่อย ๆ พยุงตัวขึ้นมา เธอยกมือที่กำลังสั่นเทาไหว้อีกฝ่าย “มึงอยากได้อะไรเอาไปเลย เงินทั้งหมดอยู่ในนั้นกระป๋อง ปล่อยลูกฉันไปเถอะ”

    “มึงจะบ้าเหรอ กูไม่อยากได้เศษเงินของมึงหรอก” ชายแว่นดำหมดความอดทน เขาพยักหน้าส่งสัญญาณให้คู่หู

    ชายร่างผอมจับตัวเด็กชายไว้แน่น เขาล้วงบางสิ่งที่แนบอยู่ข้างเข็มขัดขึ้นมา ชูสิ่งนั้นให้เธอดู มันคือมีดพกสำหรับเดินป่าขนาดพอดีมือ ชายร่างผอมแสดงใบมีดคมกริบ สามารถปลิดชีพง่าย ๆ ด้วยการกดเบา ๆ

    เขานำมันมาจ่อที่คอของเด็กชาย

    วรรณณีดวงตาเบิกโพลง แผดเสียงออกมาดังลั่น “อย่า!...”

    ทันใดนั้น! ประตูหน้าบ้านก็ถูกถีบปัง!เข้ามา ผู้ที่อยู่ด้านในต่างหันมองไปทางที่ต้นเสียงเป็นสายตาเดียวกัน

    สองเจ้าหน้าที่ในชุดสูทสีดำกับตำรวจอีกหนึ่งนาย จ่อปากกระบอกปืนตรงมายัง ชายแว่นดำกับชายร่างผอม

    “วางปืนลงซะ” เทวินสั่ง “พวกมึงหนีไปไหนไม่รอดหรอก เราล้อมที่นี่ไว้หมดแล้ว”

    “ชิบหายละ” ชายแว่นดำชี้ปากกระบอกปืนลงไปที่วรรณณี “พ...พวกมึงนั่นแหละวางปืน ก...กูมีตัวประกัน”

    “อะไรของพวกมึงวะ” เทวินกล่าวออกมา พร้อมกับสีหน้าแปลกใจ “มึงมีตัวประกันแล้วไง สุดท้ายก็โดนจับอยู่ดี จะบอกอีกครั้งนะ พวกกูล้อมที่นี่ไว้หมดแล้ว”

    “ยิงแม่งเลยครับคุณตำรวจ ยิงแม่งเลย” เสียงเชียร์จากลุงบุญมีที่อยู่นอกประตูรั้ว “ขอให้วิญญาณของพวกมึงโดนเจ้าพ่อปลาจับไปทรมาน ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด”

    “เอาล่ะ พวกมึงวางปืนลงได้ล่ะ” เทวินสั่ง “ยื้อต่อไปก็ไม่ประโยชน์ ถ้ามึงจะทำร้ายตัวประกันล่ะก็ มึงจะโดนเพิ่มอีกหลายกระทง คิดเอาเองละกัน จะยอม...หรือไม่ยอม”

    ชายแว่นดำกับชายร่างผอม หันสบตากันอย่างใช้ความคิด มีอยู่ไม่กี่วิธีที่จะหนีรอดออกไปจากที่นี่โดยที่ยังมีชีวิต ทั้งคู่หันกลับมาที่เทวิน แล้วตอบ “ไม่”

    ว่าแล้วชายแว่นดำก็ค่อย ๆ ก้าวถอยไปหาชายร่างผอม ที่กำลังใช้มีดจ่อคอเด็กชายอยู่ “อย่าตามมานะโว้ย” ทั้งสองค่อย ๆ ก้าวถอยไปที่ประตูหลังบ้าน แล้วเปิดมันออก 

    “เหอะ ๆ มึงคิดว่าพวกกูโง่เหรอ ไอ้มุกตำรวจล้อมไว้หมดแล้ว มันใช้กันมากี่ร้อยรอบแล้ววะ” ว่าแล้ว ชายแว่นดำก็ผลักเจ้าตัวน้อยล้มลงกับพื้น แล้วทั้งคู่ก็เผ่นแน่บออกไปทางประตูหลัง

    วรรณณีที่หมอบอยู่กับพื้นรีบลุกขึ้นตรงเข้าหาลูก “ไม่เป็นไรนะลูก ไม่เป็นไร” เธอกล่าวพร้อมกอดเด็กชายไว้แน่น

    เทวินเห็นเช่นนั้นก็ถอนหายใจออกมา เขาเก็บปืนพกเข้าซอง แล้วค่อย ๆ ก้าวไปที่ประตูหลัง เทวินชำเลืองออกไปนอกประตู

    บนทางเท้ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ต่ำกว่าห้านาย กำลังรุมสะกำยำเท้าไปที่ไอ้สองตัวร้าย “โอ๊ย...เจ็บ...โอ๊ย...ช...ช่วยด้วย...ตำรวจทำร้ายประชาชน...โอ๊ย...” เจ้าหน้าที่สวมกุญแจเข้าที่ข้อมือผู้ต้องหา นำตัวทั้งสองลุกขึ้น พาไปยังรถตำรวจ

    เทวินกลับเข้ามาด้านใน ปิดประตู เดินตรงมาที่วรรณณี ทั้งสองสบตากัน

    “เอาล่ะ ผมว่าเรามีเรื่องต้องคุยกันนิดหน่อย”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น