อัปเดตล่าสุด 2019-07-10 14:40:16

ตอนที่ 9 ตามรอยเท้ายักษ์ บทที่ 9

หลังจากให้เจ้าหน้าที่ทำแผลที่หน้าผาก แล้วให้ปากคำเบื้องต้น วรรณณีก็ถูกสองนักสืบ MTX ดึงตัวมาสอบปากคำเพิ่มเติมจากครั้งก่อน เทวินและฉัตรชัยนั่งลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่น วรรณณีนำเก้าอี้มานั่งตรงข้ามทั้งคู่ โดยมีเจ้าตัวน้อยนั่งอยู่ที่พื้นข้าง ๆ เธอ
 
เทวินมองกวาดสายตาไปรอบ ๆ เขาคิดว่าควรเริ่มจากคำถามเบา ๆ ก่อน
 
“อ่า...ลูกสาวคุณออกไปข้างนอกเหรอครับ”
 
“นังนุชน่ะเหรอ มันไปทำงานน่ะ” วรรณณีตอบ “แต่คุณอย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับมันนะ ฉันไม่อยากให้มันเป็นห่วง”
 
เทวินพยักหน้า “ไม่มีปัญหาครับ”
 
วรรณณีหันไปทางลูกชายที่นั่งอยู่บนพื้นข้าง ๆ “ไนน์ เดี๋ยวลูกขึ้นไปเล่นข้างบนก่อนนะ แม่จะคุยกับพี่ตำรวจเขาหน่อย”
 
เด็กชายแสดงความกังวลออกมาทางสีหน้า ดูเหมือนว่าเขาจะไม่อยากออกห่างไปจากเธอ
 
“ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ พวกมันโดนตำรวจจับไปหมดแล้ว ขึ้นไปเล่นข้างบนก่อนนะ แม่คุยแป๊บเดียวแหละ”
 
เด็กชายพยักหน้า แล้วค่อย ๆ เดินไปที่บันได
 
“ว่าง่ายดีนะครับ” ฉัตรชัยกล่าว
 
วรรณณียิ้ม เธอมองดูเจ้าตัวน้อยที่กำลังก้าวขึ้นบันได เมื่อเด็กชายเดินลับไปแล้ว เธอก็ล้วงบุหรี่ออกมาคาบไว้ที่ปาก ก่อนจะจุดมันเธอหันมาที่นักสืบ “ไม่ว่ากันนะ”
 
“ตามสบายครับ บ้านคุณนี่” ฉัตรชัยบอก
 
เธอจุดบุหรี่ สูบควันเข้าปอด แล้วพ่นมันออกมา “เอาล่ะ ฉันพร้อมแล้ว”
 
“อ่า...” เทวินตั้งต้น “ผมคงต้องบอกก่อนว่า จริง ๆ แล้ว ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อช่วยคุณจากไอ้สองตัวนั้นหรอกนะ”
 
“คือมันดันเป็นจังหวะเดียวกับที่คุณโดนพวกมันบุกเข้ามาพอดีน่ะครับ” ฉัตรชัยเสริม “ถือว่าพวกเราโชคดีมาก”
 
วรรณณีสูบควันจากมวลบุหรี่เข้าไปอีกครั้ง
 
“คุณรู้ใช่ไหมว่าจริง ๆ แล้ว เรามาเพราะอะไร”
 
เธอพยักหน้า พ่นควันออกมา “อืม...ฉันรู้”
 
“เมื่อวานคุณบอกพวกเราว่าไม่รู้จักกับผู้ตาย แต่พอผมไปเช็คประวัติการโทรล่าสุดของเขา มันดันมีชื่อของคุณอยู่ในนั้น” เทวินกล่าวออกมาอย่างสงสัย “ทำไมคุณถึงโกหกเราว่าไม่รู้จักกับผู้ตายครับ”
 
“ก็...” เธอครุ่นคิดก่อนจะตอบ “ก็ฉันไม่รู้จักมันจริง ๆ นี่”
 
สองนักสืบย่นคิ้วสงสัย “หมายความว่ายังไง เขาโทรหาคุณตอนทุ่มครึ่งนะ”
 
“ก็ตอนนั้นฉันยังไม่แน่ใจนี่ ฉันจะไปรู้เหรอว่ามันเป็นคนเดียวกับไอ้คนที่จะมาทวงเงินฉัน”
 
“ทวงเงินเหรอ”
 
“ใช่ ไอ้คนที่โทรเข้ามาตอนทุ่มครึ่งน่ะ มันจะเข้ามาทวงเงิน” เธอตอบ “แล้วตอนที่ตำรวจมาสัมภาษณ์ทีแรก ฉันก็ไม่แน่ใจว่ามันกับไอ้คนที่ตายเป็นคนคนเดียวกัน เพราะฉันก็ไม่เคยเห็นหน้ามันมาก่อน ก็เลยบอกตำรวจไปว่าไม่รู้จัก”
 
“เข้าใจละ” ฉัตรชัยหันมาทางเทวิน “ผู้ตายเข้ามาที่นี่ ก็เพื่อมาทวงเงิน”
 
เทวินพยักหน้า แล้วหันไปที่วรรณณี “แล้วทำไมคุณไม่บอกพวกเราล่ะ”
 
“ฉันก็บอกไปแล้วไง ว่าตอนแรกไม่แน่ใจ แล้วฉันก็ไม่อยากไปยุ่งกับเรื่องพวกนี้ด้วย”
 
ประโยคหลังของเธอ ทำให้เทวินแสดงความกังวลออกมา “ไม่อยากยุ่งกับเรื่องนี้เหรอ...คุณรู้ตัวหรือเปล่า ว่าตอนนี้คุณมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นฆาตกร”
 
“หา...นี่จะบอกว่าฉันแปลงร่างเป็นยักษ์ได้เหรอ” เธอหัวเราะเชิงประชดประชัน “ถ้าฉันทำได้จริง ๆ ฉันไปหักคอไอ้เสี่ยระยำนั่นไม่ดีกว่าเหรอ” ว่าแล้วก็อัดควันเข้าไปอีกครั้ง
 
“เมื่อกี้คุณพูดว่า ‘เสี่ย’ เหรอครับ” เทวินสังเกต “หรือคุณจะหมายถึง เสี่ยวิเชียร”
 
เมื่อได้ยินชื่อนั้น แววตาของวรรณณีค่อย ๆ เผยให้เห็นถึงความเกลียดชัง “เออ ไอ้เสี่ยเวรนั่นแหละ ที่มันส่งไอ้ระยำสองตัวนั้นมาเมื่อตะกี้ไง”
 
“นี่คุณจะบอกว่า ไอ้สองตัวนั้นเป็นลูกน้องเสี่ย”
 
“แล้วมันจะเป็นใครไปล่ะ แต่งตัวชุดดำโง่ ๆ แบบนั้นก็มีแต่พวกมันเท่านั้นแหละ สงสัยแต่งรองานศพหัวหน้าของพวกมัน”
 
เทวินกับฉัตรชัยก้มมองชุดสูทของตน
 
“อุ้ย ฉันขอโทษ” เธออัดควันบุหรี่เข้าไปอีกครั้ง “ตอนที่พวกมันเข้ามาน่ะ มันเอาแต่ร้องถามฉันเกี่ยวกับคืนนั้น”
 
“ไอ้สองตัวนั้นน่ะเหรอ”
 
“ใช่ มันคงคิดว่าฉันเป็นคนฆ่าเพื่อนของพวกมันน่ะสิ” น้ำเสียงของเธอแฝงไปด้วยความกังวล “ต...แต่คืนนั้น ฉ...ฉันไม่ได้ออกไปไหนนะ”
 
สองนักสืบพยักหน้า “ครับ เราเชื่อ”
 
“พวกมันคงจะหาว่าฉันเป็นสาเหตุให้เพื่อนมันต้องตาย ถ้าคืนนั้นมันไม่มาทวงเงินจากฉันล่ะก็...มันก็คงไม่โดนไอ้ยักษ์นั่นฆ่า...เพราะฉันนี่แหละมันถึงต้องตาย” เธอนำบุหรี่มาคาบ กำลังจะสูบ แล้วก็พบว่ามันมอดหมดมวลเสียแล้ว “โอ้...บ้าจริง”
 
“อย่าโทษตัวเองเลยนะครับ บางทีที่มันต้องตาย อาจเป็นแผนของไอ้ยักษ์นั่นก็ได้”
 
วรรณณีทิ้งก้นบุหรี่ลงพื้น แล้วจุดมวลใหม่ “ฉันไม่สนหรอก ยังไงเรื่องนี้ฉันก็มีส่วนเกี่ยวด้วย พวกมันคงจะแค้นฉันมาก ถึงได้ทำขนาดนี้” เธออัดควันเข้าปอดเฮือกใหญ่ “ฉันเห็นมันตอนเข้ามา มันเอาปืนจ่อมาที่ฉัน ล...แล้วก็เอามีดจี้ที่คอลูกชายฉัน ถ...ถ้าพวกมันเกิดลงมือขึ้นมาจริง ๆ ล่ะ ถ...ถ้าพวกคุณเข้ามาช่วยเราไว้ไม่ทันล่ะ” น้ำเสียงของเธอบ่งบอกถึงระดับความกลัวในจิตใจ
 
“เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกแน่นอนครับ”
 
“คิดดูสิ ถ้าเกิดตอนนั้นนังนุชอยู่ด้วยล่ะ ถ้าเกิดมันอยู่กินข้าวตามที่ฉันบอก ถ้าเกิดมันออกไปช้ากว่านั้น...” วรรณณีน้ำตาคลอ “นังนุชมันเป็นคนไม่ยอมคน มันคงจะไม่ยอมไอ้สองตัวนั้นแน่ แล้วถ้าขืนเป็นแบบนั้น อีนุชคงจะถูกพวกมัน...” เธอร้องไห้ออกมา
 
“ไม่แล้วครับ เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก ผมสัญญา” เทวินพยายามปลอบเธอ
 
“เอาล่ะ” ฉัตรชัยคิดว่าควรเปลี่ยนไปถามเรื่องอื่น “คุณติดหนี้เสี่ยอยู่เท่าไหร่ครับ”
 
วรรณณีเงยหน้า ใช้มือปาดน้ำตา แล้วตอบ “ห้าแสนกว่า”
 
“ฮะ...” เทวินกับฉัตรชัยแสดงอาการตกใจ “คุณไปกู้มาทำอะไรเยอะขนาดนั้น”
 
“ใครบอกว่าฉันกู้ล่ะ” แววตาเศร้าสลดเมื่อสักครู่ ถูกแทนที่ด้วยความเคียดแค้น “ไอ้ผัวเฮงซวยของฉันต่างหาก ไอ้ห่านั่นแหละ ไม่รู้มันไปโดนผีพนันตัวไหนเข้าสิง ได้เงินมาเท่าไหร่มันก็เอาไปเข้าบ่อน วันไหนไม่มีเงินมันก็ไปกู้เขามาเล่น”
 
เจ้าหน้าที่หันมองหน้ากัน เหมือนเธอเปลี่ยนเป็นคนละคนกับเมื่อสามสิบวินาทีที่แล้ว
 
“แล้วดูสิ ตอนนี้มันก็เสือกมาตายหนีไปอีก ปล่อยให้ลูกกับเมียต้องชดใช้หนี้ที่มันก่อ ตอนแรกฉันก็ไม่ยอมจ่ายหรอกนะ แต่ไอ้เสี่ยนั้นมันส่งคนมาขู่ถึงเงินถึงที่ทำงาน สุดท้ายก็เลยต้องยอมรับกรรม ยิ่งหลัง ๆ มาภาระมันเยอะขึ้น เงินก็ไม่มีจะส่ง ช่วงนี้มันก็เลยส่งคนมาตามทวงถึงหน้าบ้าน” ใบหน้าเธอแดงก่ำ น้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง “แค่ดอกเบี้ยก็ไม่รู้ว่าชาตินี้จะใช้หมดหรือเปล่า”
 
“เอ่อ...สามีของคุณเป็นอะไรไปเหรอครับ”
 
“อุบัติเหตุ” เธอตอบพร้อมปาดน้ำตา “มันทำงานเป็นคนขับรถบรรทุกแก๊ส ทำงานหามรุ่งหามค่ำ วันหยุดมันก็ไม่หยุด ไม่สบายมันก็ไม่ยอมลา แต่เงินที่ได้มาไม่ได้กระเด็นมาถึงฉันกับลูกหรอกนะ มันเอาไปเข้าบ่อนหมด คืนนั้นไม่รู้มันไปขับอีท่าไหน รถพุ่งลงไปในเหว แก๊สระเบิดไม่เหลือซาก”
 
“เราเสียใจด้วยนะครับ”
 
“โอ๊ย...ถ้าจะเสียใจ เสียกับฉันนี่ ถ้ามันตายเฉย ๆ ฉันจะไม่ว่าสักคำ แต่นี่เล่นเอาหนี้มาให้ฉันกับลูก” เธอกล่าวอย่างเดือดดาล มือทั้งสองกำหมัดแน่น “ไอ้ผัวระยำ”
 
“เอ่อ...เรื่องหนี้ ทำไมไม่ลองไปแจ้งตำ...”
 
“ไอ้พวกตำรวจน่ะเหรอ” เธอขึ้นเสียง “ทุกวันนี้ตำรวจก็ไม่ต่างจากขี้ข้าพวกมันหรอก บ่อนก็เปิดอยู่โต้ง ๆ ยังไม่มีปัญญาไปจับ มันจะมาสนอะไรกับเรื่องเล็ก ๆ แบบนี้ล่ะ”
 
“เรื่องผู้มีอิทธิพลนี่ เดี๋ยวจะลองหาวิธีจัดการให้นะครับ” เทวินบอกเธอ
 
“ค่ะ ขอให้มันจัดการได้จริงเถอะ”
 
-----------------------
 
ที่บริเวณหน้าบ้านของวรรณณี จ่าสมิทกับเหล่าเพื่อนตำรวจกำลังเสวนากันอย่างออกรส
 
“...อ้าว แล้วเขาทำยังไงต่อวะ” จ่าป๋อยถามอย่างสงสัย
 
จ่าสมิทตอบ “เขาก็บอกผมว่า ‘ทำไมไม่บอกก่อน นี่ถ้าไม่รู้ซื้อกลับไปกินบ้านแล้ว’ หลังจากนั้นเขาก็ทำเป็นเวียนหัวอยู่พักใหญ่”
 
“กูว่าเขาไม่เอาปืนมายิงมึงก็บุญล่ะนะ” หมวดโอเว่นบอก “คนไม่เคยกิน แล้วดันกินไปขนาดนั้น กูก็ว่ามันต้องมีอาการบ้างล่ะวะ ถึงจะคิดไปเองก็เถอะ” เขาหัวเราะออกมา
 
“เออ แล้วดิกชันนารีที่กูให้มึงไปล่ะ ได้ใช้บ้างหรือเปล่า” จ่าป๋อยสงสัย
 
จ่าสมิทส่ายหน้า “คิดไปเองทั้งนั้นพี่ เขาก็พูดปกติแบบพวกเรานี่แหละ”
 
“อ้าว...เหรอวะ กูล่ะกลัว ว่าถ้ามึงอยู่กับพวกเขานาน ๆ มึงจะฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องซะแล้ว”
 
เหล่าเจ้าหน้าที่ตำรวจหัวเราะลั่น
 
ขณะนั้นเอง สารวัตรเดชาก็เดินเข้ามา จ่าสมิทกับเพื่อนตำรวจเห็นก็รีบแสดงความเคารพ
 
“หวัดดี ๆ” สารวัตรกล่าว เขามองมาที่จ่าสมิท “ทำงานกับพวกนั้นเป็นไงบ้างล่ะ”
 
“ก็ได้อยู่ครับ พวกเขาไม่ถือตัว เป็นกันเองสุด ๆ”
 
“ไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม”
 
“ไม่มีครับ เป็นงานที่สนุกดี”
 
“งั้นก็ดีละ แล้วเรื่องคดีเป็นไงบ้างล่ะ”
 
“ก็เอ่อ...”
 
จ่าสมิทยังไม่ทันได้ตอบ เทวินและฉัตรชัยก็เดินออกมา เมื่อเห็นว่าสารวัตรเดชายืนอยู่ตรงหน้า ทั้งคู่รีบทำความเคารพ
 
“ค้าบ หวัดดีครับ สืบคดีไปถึงไหนแล้วล่ะ” สารวัตรถามยิ้ม ๆ
 
“ใกล้ความจริงเข้าไปทุกทีละครับ” เทวินตอบ
 
“ขอให้หาตัวมันเจอไว ๆ นะครับ แล้วเอ่อ...เรื่องไอ้สองตัวนั้น ต้องขอบคุณมากนะ ถ้าไม่พวกคุณมาถ่วงเวลาพวกมันไว้ อาจจะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้นก็ได้”
 
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ถือว่าเป็นโชคดีของพวกเรา”
 
“แล้วนี่คุณจะไปที่ไหนต่อเหรอ”
 
“ผมคิดว่าจะไปเยี่ยมเสี่ยวิเชียรสักหน่อยน่ะครับ เบาะแสทุกชิ้นมันชี้ไปที่ตัวเขา ถ้าเราทำให้เขาสารภาพออกมาได้ ผมก็คิดว่าน่าจะเข้าไปถึงตัวมนุษย์กลายพันธุ์ได้ไม่ยากแล้วล่ะ”
 
“จะไปพบเสี่ยเหรอครับ” สารวัตรเดชาแสดงสีหน้ากังวล “เอ่อ ผมคิดว่าไม่น่าจะออกหมายค้นให้ได้ทันนะ”
 
“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวเราจะหาวิธีเข้าไปเอง”
 
 “งั้นเหรอ เอ่อ...ผมต้องขอโทษด้วยนะครับ ที่ช่วยอะไรมากไม่ได้...”
 
“ผมเข้าใจครับ เรื่องของสารวัตรกับเสี่ยน่ะ แกเป็นผู้มีอิทธิพลของที่นี่ อีกอย่างคดีนี้ก็เป็นของพวกผม ผมจะพยายามไม่ให้มันมากระทบต่อตัวสารวัตกับเพื่อร่วมงานนะครับ”
 
“ครับ ขอบคุณมาก ส่วนเรื่องคดีทำร้ายร่างกาย เดี๋ยวพวกผมจัดการเอง ถ้ามีปัญหาอะไรล่ะก็ ติดต่อมาได้ทุกเมื่อนะ”
 
-----------------------
 
หลังจากสิ้นสุดการสนทนา ทุกคนแยกย้ายกลับไปทำหน้าที่ของตน เทวิน ฉัตรชัย จ่าสมิทเดินออกมา โดยมีวรรณณีตามมาส่งที่หน้าประตูรั้ว
 
“ขอบคุณนะครับ ที่ให้ความร่วมมือ” เทวินหันไปบอกเธอ “ปัญหาของคุณเดี๋ยวผมจะลองหาวิธีให้”
 
“ขอบคุณมากนะคะ” เธอชำเลืองมองเจ้าหน้าที่ตำรวจ “ความจริงฉันก็ไม่อยากรบกวนพวกคุณหรอก แต่พอดีว่าตำรวจแถวนี้มันไร้น้ำยา”
 
เจ้าหน้าที่ตำรวจเบือนหน้าหนีกันทั้งแถว
 
“ถ้าคุณนึกอะไรออก หรือมีอะไรคืบหน้าก็โทรมาตามเบอร์ที่ให้ไว้นะครับ” ฉัตรชัยว่า
 
“ค่ะ ถ้าไอ้เสี่ยนั่นมันส่งสมุนคู่ใหม่มา ฉันจะโทรรายงานคุณทันทีเลย”
 
เทวินกำลังจะกล่าวอำลา แต่จู่ ๆ ก็หยุดชะงัก เขาเงยหน้าสบตาวรรณณี “เดี๋ยวนะ เมื่อกี้คุณพูดว่า ‘สมุนคู่ใหม่’ เหรอ”
 
วรรณณีที่ได้เห็นท่าทีของเทวิน เธอรู้สึกตกใจ “เอ่อ...ฉันพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า”
 
เทวินนิ่งไป เหมือนกำลังครุ่นคิดถึงบางอย่างในหัว “จริงสิ” เขาสบตาวรรณณี “คุณเคยบอกว่ามันมาทวงหนี้คุณถึงทำงานใช่ไหม ตอนนั้นมันคนเดียวหรือสองคน”
 
“อ...เอ่อ...” วรรณณีไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังสื่ออะไร เธอครุ่นคิดแล้วตอบ “ม...มาสองคนค่ะ”
 
“จริงเหรอ ถ้างั้นก็แสดงว่า...” หลอดไฟในหัวของเทวินส่องแสงสว่างจ้า “ลูกน้องของไอ้เสี่ย เวลามันจะไปทำอะไร มันมักจะมากันทีละสองคน” เขากล่าวอย่างตื่นเต้น
 
ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ วรรณณี ลุงบุญมี หรือแม้แต่ฉัตรชัยคู่หูของเขา ต่างก็ยืนงงเป็นไก่ตาแตก
 
“ถ้าปกติพวกมันมาแบบเป็นคู่ล่ะก็...” เทวินยิ้มออกมา “ทำไมคืนนั้นพวกคุณเจอศพแค่ศพเดียวล่ะ

แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น