อัปเดตล่าสุด 2019-05-14 20:54:57

บทนำ บทนำ

บทนำ

 

                แสงแดดอ่อนยามเช้าโรยตัวจางเบาลงที่ขอบหน้าต่างบานหนึ่งซึ่งเจ้าของห้องยังคงหลับใหลไม่ได้สติ แสงแดดมีชีวิตนั้นสอดแทรกตัวเองผ่านม่านหน้าต่างสีขาวที่ปิดไม่สนิทเข้ามาถึงข้างในห้อง เลาะเลียบอยู่ที่ขอบหน้าต่างด้านใน คืบคลานมาถึงโต๊ะหนังสือที่วางอยู่ริมหน้าต่าง ระเรี่ยอยู่บนปลายใบอเมริกันไวโอเล็ตที่ออกดอกเพียงประปรายคล้ายดังไม่ได้น้ำไม่ได้อากาศ

                อยู่ๆ เสียงกรีดกริ่งชนิดหนึ่งก็ดังลั่นแทงแก้วหู จนแดดต้องรีบหลบเข้ากลีบเมฆทันที และในทันใดนั้นลมก็พัดเข้ามากรูหนึ่ง ให้ผ้าม่านระบัดไหวคลึงคล้ายกระโปรงสาวน้อยเต้นระบำ

                “อ๊าย…”

                เสียงจากคนบนเตายังดังกว่าเสียงกรีดกริ่งเมื่อครู่ ทำเอาสายลมรีบวูบตัวจากไป ทิ้งไว้เพียงชายกระโปรงสาวน้อยที่คลายตัวลงอย่างเซื่องซึม เสียงกรีดดับลงพร้อมกับมือคนในผ้าแพรที่ตะปบลงไปบนดอกเห็ดสีฟ้าสดที่มีนาฬิกาเรือนกลมแทรกอยู่ตรงกลางก้าน 

                บอกเวลา 6.00 นาฬิกา    

                . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

                6.15 นาฬิกา. . . . . . . . . .

                . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

                6.30 นาฬิกา. . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

                “ไอ้อุ๋น…อุ๋นจิเหวย”

                เสียงแทรกผ่านซอกประตูเข้ามาพร้อมเสียงตบประตูโครมๆ ครามๆ เรียกคนใต้ผ้าแพรให้สะดุ้งโหยง ดีดตัวผลุงขึ้นทันใด ผู้หญิงผมยาวแค่ประบ่าแต่เป็นกระเซิงท่วมหัวรีบหันไปมองดอกเห็ดบนหัวเตียง

                “อ๊าย…ทำไมมันเร็วอย่างนี้เล่าเว้ย! แค่งีบเดียวเอง”

                เธอผลุนผลันลงจากเตียง วับหายเข้าห้องน้ำไปไม่ถึงสิบนาทีก็ออกมาด้วยผ้าเช็ดตัวผืนเดียว วิ่งไปหน้ากระจก เช็ดหน้า ทาครีม รวบผม เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดบอดี้สูทสีดำ แล้ววิ่งออกไปนอกห้อง วิ่งออกไปพร้อมๆ กับเพื่อนสาวผมยาวถึงกลางหลังที่รอเธออยู่หน้าห้อง

 

                ผู้ชายในชุดสีฟ้าเนื้อเบาโปร่งตานั้นยืนมองทะเลหัวหินไปกว้างกว่าไกล อยู่ริมระเบียงห้องพักผู้อำนวยการโรงแรมโกลเด้นท์ไพน์รีสอร์ทที่ชั้น 11 ในยามเช้าเช่นนี้เขานิยมปิดแอร์แล้วเปิดหน้าต่างไว้ให้ลมกรู ให้กลิ่นอายของทะเลลอยมาตามลม แต่วูบหนึ่ง…บางกลิ่นก็แผ่วผ่าน

                “ชายทะเลหัวหินไม่สวยเหมือนเก่าแล้วนะครับ”

                คนริมระเบียงผินหน้าเข้ามาหาคนอีกผู้หนึ่งที่นั่งเอนอยู่กับโซฟาเบาะหนานุ่มสีดำสนิท ชายวัย 57 ปีมีผมสีเทาแซม มองผู้อ่อนวัยกว่าด้วยสายตาอ่อนโยน…ทั้งชื่นชมและรักใคร่ ก็ไม่ใช่หรอกหรือ เจ้าหนุ่มคนนี้ที่เขาจะฝากฝังให้ดูแลโรงแรมนี้แทน ก็ไม่ใช่หรอกหรือ เจ้าหนุ่มคนนี้ที่เขาอยากฝากฝังให้ดูแลลูกสาวเพียงคนเดียวของเขาด้วย

                เจ้าหนุ่มที่เป็นลูกชายของเพื่อนสนิทซึ่งสิ้นบุญไปเสียก่อนจะได้เห็นว่า  มายาวิน ลูกชายแสนซนของเขาโตขึ้นมาแล้วเป็นชายหนุ่มที่สมบูรณ์พร้อมปานใด

                “ที่ไหนก็ตามที่มันกลายเป็นเป็นแหล่งท่องเที่ยวมักจะมีคนพลุกพล่าน ที่ไหนก็ตามที่มีคนพลุกพล่านสิ่งไม่สวยงามทางใดทางหนึ่งก็มักเกิดขึ้นแบบนี้แหละ” ผู้สูงวัยกว่าเอ่ยปากพร้อมรอยยิ้มจางเบา…มีภูมิรู้อย่างคนที่อยู่บนโลกมานาน แต่ภูมิรู้นั้นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกรู้สมกับสิ่งที่หลานชายพูดออกมาสักนิด ก็เพราะคิดเรื่องนี้แล้วมันไม่ได้ทำให้เขามีเงินเพิ่มขึ้นนี่นา และที่สำคัญ…โลกไม่ได้เป็นของเขาคนเดียว

                ชายหนุ่มที่ยืนเอียงกะเท่เร่พิงระเบียงอยู่เหลียวเพียงเสี้ยวหน้ามองไปยังเวิ้งทะเล สายตาหลุบต่ำสลดลงกับสิ่งที่เห็นเพียงไกลๆ สิ่งสีขาวที่สะท้อนแสงแผดเกลื่อนริมหาด สิ่งสีขาวซึ่งไม่ได้หมายถึงความสะอาด แต่หมายถึงความสกปรก

                “เสียดายนะครับคุณอา…เสียดายที่คนเป็นแบบไหนโลกของเขาก็จะเป็นแบบนั้นด้วย”

                ชายหนุ่มหันกลับมามองคนสูงวัยกว่า นัยน์ตามีประกายบางอย่าง…หมายมั่น

                “ผมกลับไปห้องผมดีกว่าครับอา” ว่าแล้วชายหนุ่มก็เดินออกมาจากห้องพักชั้น 11 ของผู้อำนวยการโรงแรม กดลิฟต์ ลงมาชั้นล่างสุด แต่แทนที่จะก้าวไปหาแผ่นหินทรงกลมที่วางเรียงกันเป็นทางเพื่อนำไปสู่ห้องพักแบบรีสอร์ทซึ่งแยกออกไปทางด้านหลังโรงแรม เขากลับหันหลังให้แล้วก้าวสู่ผืนทรายกว้างที่ถูกแสงแดดอ่อนยามเช้าต้องเป็นเงาวับปานผ้ากำมะหยี่สีทอง

                มายาวินค่อยๆ เลาะเลียบตามหาดยาวก้มเก็บเศษสีขาว แดง เขียว ฟ้าหลากหลายชิ้น แล้วเดินไปทิ้งในถังพลาสติกขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ริมหาดทรายใต้ต้นมะพร้าวที่เรียงรายนับสิบ 

                เขาเก็บพลางยิ้ม…โลกมันไม่ได้สวยทันที และเขาก็คงไม่อาจพลิกโลกได้ทันใด แต่ไม่น้อยก็หนึ่งที่ที่เขายืนอยู่ก็สวยงามมากขึ้นกว่าเดิม…เท่านั้นก็พอแล้ว เพราะสำหรับมายาวินโลกไม่ใช่ของเขาคนเดียว แต่จะเป็นของลูกหลานเขาสืบไป

 

                ผู้หญิงในกระจกบานใหญ่บานนั้นมีใบหน้ารูปไข่กลมกลึง ดวงหน้าหวาน ดวงตากลมโตและริมฝีปากสีแดงสดดูอิ่มเอิบ ผมยาวที่ถูกมัดเรียบตึงเหนือศีรษะเผยดวงหน้าให้สว่าง ขับเน้นให้วัยสาวดูสดใสสมวัย 

                หากแต่ว่าสายตาของคนในกระจกกลับมองตัวเองอย่างไม่พึงใจ

                เธอหยิบดินสอแท่งเล็กขึ้นมาวาดโครงคิ้วด้วยสีน้ำตาลเข้มจนโก่งโค้งน่าพอใจ แล้วหยิบอายแชโดว์สีน้ำตาลอ่อนระบายเปลือกตาก่อนจะละเลงต่อด้วยสีเข้มคม เธอหยิบที่ดัดขนตาขึ้นดัดจนงอน แล้วใช้มาสคาร่าสีน้ำตาลเข้มปัดขนตาให้หนางอนงาม ปัดแก้มด้วยสีส้มแล้วปาดสีส้มแดงลงบนฝีปากบาง

                จากเด็กสาววัยใส ผู้หญิงในกระจกเปลี่ยนเป็นสาวเต็มตัว ใบหน้าที่ถูกระบายเข้มเหยียดยิ้มพึงใจ ก่อนจะค่อยๆ ปลดผ้ามัดผมให้ผมยาวสยายเต็มแผ่นหลัง 

                เธอวางมือลงกับที่พักแขน สายตาหม่นลงชั่วขณะเมื่อก้มมองเก้าอี้สีเงินที่ตัวเองนั่งอยู่ แต่ก็แค่วาบเดียวสายตาคมกล้าก็ปรากฏแทนที่ เธอเลื่อนมือลงวางบนล้อสีดำสนิทซึ่งแนบติดกับเก้าอี้สีเงินตัวนั้น หันหลังให้กระจกแล้วใช้มือคู่เล็กผอมบางบดวงล้อ เลื่อนเก้าอี้ออกไปสู่ประตู

                วงล้อคู่นั้นถูกบดไปตามทางเดินที่ปูด้วยแผ่นหินรูปวงกลมเรียงขนาบต่อกันไปเป็นทางยาว ทางเดินที่ไม่เรียบเสมอกันทำให้ลำแขนบางที่ใช้เลื่อนวงล้อต้องออกแรงมากกว่าที่ควร จึงแม้จะออกจากห้องพักมาได้ไม่ไกลนักเหงื่อกาฬก็ซึมผ่านขมับของหญิงสาวไหลลงมาเป็นทางยาว คนบนเก้าอี้หยุดมือขึ้นปาดเหงื่อและหอบเพียงพัก ก่อนจะใช้มือดันวงล้อให้เคลื่อนที่ต่อไป และไปได้แค่เพียงอีกพักเดียว…เธอก็หยุดมืออีกครั้ง

                ในสายตาของ ธนิศราภรณ์ คือคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังตั้งบูธโฆษณาสินค้าครื่องดื่มชนิดใหม่อยู่ริมหาด ผู้ชายคนหนึ่งกำลังสูบลูกโป่งให้พองโต และขณะที่เขากำลังใช้เชือกมัดลูกโป่งให้ติดกับมุมหนึ่งของบูธ ลูกโป่งอีกกลุ่มหนึ่งก็หลุดมือ..ล่องลอยไป

                เธอหยุดสายตาไว้ที่วงกลมสีแดงที่ค่อยๆ ลอยขึ้นฟ้า เงาทะมึนของบางสิ่งทำให้ดวงตาของเธอเศร้าสร้อยลง

 

                ห้องสีขาวขนาดใหญ่ห้องนั้นเต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้มากมาย ฝั่งหนึ่งคือชั้นจามชามที่วางซ้อนกันขึ้นเป็นตับ ใกล้กันนั้นคือเครื่องล้างจานทันสมัย ต่อด้วยซิงค์น้ำขนาดใหญ่ อีกฝั่งคือเตาแก๊ส เตาอบ ตู้แช่แข็ง และตรงกลางห้องคือเตาอบขนาดเล็กและชั้นวางของสดที่จะใช้เตรียมทำอาหาร

                ผู้คนขวักไขว่ในนั้นบางคนสวมชุดสีขาวที่บ้างเตรียมทำอาหารอยู่กลางห้อง บ้างก็อยู่หน้าเตาที่ร้อนระอุ และชายหญิงบางคนที่สวมชุดกางเกงสีดำกับเสื้อเชิ้ตสีขาวซึ่งมีผ้ากันเปื้อนแบบครึ่งตัวคาดเอวอยู่ก็มายกอาหารออกไปจากห้องนั้นอยู่เรื่อยๆ

                เสียงผิวปากหวีดหวือดังมาจากผู้ชายชุดขาวคนหนึ่งที่กำลังวางพิมพ์วงกลมลงบนกระทะแบนๆ อย่างกระทะขายโรตีแล้วตอกไข่ใส่ลงไปในพิมพ์ ผิวปากอีกสามหวีดหวือก็เอาพิมพ์ออก ได้ไข่ดาวทรงสวยมาหนึ่งฟอง ใช้ตะหลิวหมุนไข่ดาวนั้นให้เต้นระบำอยู่บนฟลอร์กลมเสียสองสามรอบก็ยกขึ้น เขาทำอย่างนั้นกับสี่ห้าพิมพ์ที่เหลืออย่างคล่องแคล่ว พลางผิวปากหวีดหวืออย่างอารมณ์ดี

                “พี่วุ้น”

                เด็กหนุ่มผมสั้นเกือบเกรียนทั้งศีรษะเดินหน้ายุ่งเข้ามาหาคนชุดขาว ทำเอาเสียงผิวปากต้องหยุดลง

                “ไม่สนุกแล้วล่ะ มีออเดอร์มาจากนายบอกว่าเช้านี้ลูกสาวท่านอยากกินอาหารไทยน่ะ ขอแค่ข้าวต้มทรงเครื่องธรรมดาๆ เท่านั้นแหละ”

                เด็กหนุ่มบอกทั้งหน้านิ่วคิ้วขมวด พิทยากร จึงสงสัยนักว่า ก็ขอแค่ข้าวต้มทรงเครื่องธรรมดาๆ จะยุ่งยากอะไรนักหนา

                “ก็ทำข้าวต้มธรรมดาๆ สิ” 

                “ทรงเครื่องด้วยพี่” เด็กหนุ่มรุ่นน้องว่า

                “อืม…ก็ข้าวต้มทรงเครื่องธรรมดาๆ เตรียมของเลย” ว่าพลางชายหนุ่มก็หันมาเตรียมของพร้อมลงมือทำ…สบายๆ ง่ายๆ ผิวปากหวืออย่างอารมณ์ดี ไม่ได้รับรู้ว่าท่วงท่าของเขาทำให้คนรอบข้างส่งสายตาห่วงใยเป็นกังวลมากเพียงใด

                …ก็พี่วุ้นมาอยู่แค่สองเดือน ยังไม่เคยได้เจอเจ้าหญิงบัลลังก์เงินสักครั้งนี่นา…เด็กหนุ่มถอนหายใจแล้วหันไปยกอาหารออกจากครัวทำหน้าที่ของตัวเอง 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น