อัปเดตล่าสุด 2019-05-15 10:00:50

ตอนที่ 1 บทที่ 1

บทที่ 1

 

                “วันนี้เอ้าท์กี่โมง ?” สิริคนางค์ ที่แต่งตัวเรียบร้อยพร้อมเก็บผมยาวด้วยตาข่ายรัดผมแล้ว เดินหน้าเริ่ดออกมาจากประตูออฟฟิศสู่เคาน์เตอร์ประจำตำแหน่งของพนักงานต้อนรับ เพื่อนสาวผมยาวที่ยืนรอหน้าห้องเธอเมื่อครู่ก็แต่งตัวและรวบผมอย่างเดียวกัน กำลังนับเงินในลิ้นชักอยู่ชะงักมือแล้วหันมาหาเธอ

                “กรุ๊ปแรก 8โมง กรุ๊ปที่สอง 9 โมงครึ่ง” เธอบอกเวลาแขกเช็คเอาท์ให้กับเพื่อนแล้วก็หันไปนับเงินต่อ

                “กรุ๊ปไหนเอ้าท์ก่อนเนี่ย ?”

                สิริคนางค์ไม่รอให้เพื่อนตอบคำ เธอเดินเข้าหากระดาษรายชื่อของกรุ๊ปทัวร์ที่จะเช็คเอ้าท์ซึ่งติดแปะไว้บนโต๊ะทันที

                “กรุ๊ปยายต่ายปากหมาเอ้าท์ก่อนหรือเนี่ย” เจ้าหล่อนทำคิ้วขมวดเสียก่อนจะยิ้มยินดี “รีบๆ ไปก็ดีเหมือนกัน” เธอว่า หากกลับได้ยินเพื่อนสาวคู่หูส่งเสียงบอกพลางพยักเพยิดมาที่กระดาษรายชื่อแผ่นนั้น

                “ดูชื่อให้ดีสิ อยากให้ไปเร็วๆ แน่หรือ ทัวร์ลีดเดอร์ของกรุ๊ปน่ะมันพ่อขมองอิ่มของหล่อนนะยะ” 

                ตาไวพอกันกับปาก เพียงแค่เห็นชื่อสิริคนางค์ก็ร้องลั่น “รูดี้มาเหรอ ? ทำไมฉันไม่รู้”

                “ก็จะรู้ได้ยังไง ตอนเช็คอินเมื่อวานน่ะ หล่อนหยุดนี่ยะนังอุ๋นจิ” เพื่อนสาวเท้าสะเอวมอง ขณะที่นังอุ๋นจิของเพื่อนได้แต่ทำหน้าเสียดาย

                “แย่จังเลย ได้เจอรูดี้แค่แวบเดียวสิเนี่ยวันนี้”

                “ดี...สม…ฉันอ่าน Log Book ดีกว่า มีใครรายงานเรื่องใหม่ๆ บ้างไหมเนี่ย ไอ้อุ๋น...แกเช็คค่าใช้จ่ายกรุ๊ปที่จะเอ้าท์อีกรอบดิ เขาจะกิน ABF กันแล้ว ไม่รู้แคชเชียร์เขาโพสต์มาให้เราหรือยัง”

                สิริคนางค์รีบพิมพ์ User name และ Password ลงเครื่อง แล้วตรวจเอกสารและรายงานค่าใช้จ่ายต่างๆ ของแขกที่เข้าพักเพื่อกันความผิดพลาด ที่จริงงานตรวจทานค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งการเตรียมเอกสารสำหรับเช็คเอ้าท์เป็นหน้าที่ของ Night Auditor ซึ่งเขาได้ทำไว้ให้แล้วตั้งแต่กลางคืนที่ผ่านมา แต่เธอก็ต้องมาตรวจทานอีกครั้ง เพื่อป้องกันความผิดพลาด เพราะบางสิ่งอาจหลุดสายตาของ Night Auditor มา โดยเฉพาะเรื่องเงินๆ ทองๆ นั้นต้องคอยระวังให้มาก เนื่องจากหากปล่อยให้หลุดแม้สักครึ่งสลึงก็นับว่าเป็นความรับผิดชอบของเธอเอง

                แม้จริงอยู่ที่เรื่องความผิดพลาดมันแก้ไขกันได้ แต่ถ้าผิดพลาดเรื่องเงิน ทางโรงแรมก็ต้องมาหักเงินเดือนเอากับเธออีก เงินเดือนพนักงานต้อนรับน่ะมันสักแค่ไหนกันเชียว…ก็มีแต่ช็อตกับช็อตเสียเท่านั้น

                “โอเค ทุกอย่างเรียบร้อย เหลือแต่ค่ามินิบาร์” สิริคนางค์ว่าแล้วกดแป้นคอมพิวเตอร์ มิพักก็ขมวดคิ้ว “ใครน่ะพักอยู่ 102 กับ 103 เป็นห้องคอมด้วยสิ”

                สิริคนางค์กำลังจะกดดูข้อมูลของคนที่ว่า หาก ชุติกานต์ เพื่อนสาวกลับเฉลยให้เสียก่อน

                “102 ชื่อ มายาวิน เป็นหลาน M.D. ส่วน 103 เป็นลูกสาว M.D. แกเพิ่งมาทำงานที่นี่ได้สองเดือน คงยังไม่เคยเห็นน่ะ คุณวินเขาจะเงียบๆ ขรึมๆ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แถวนี้เลยเรียกเขาว่า เจ้าชายหน้ากาก ส่วนคุณแพรนั่นโมโหร้าย ขนาดนั่งรถเข็นยังร้ายมากเลย หยิ่ง แล้วก็…”  ชุติกานต์เงยหน้ามองฟ้าแล้วใช้ตาแลลงมามองเพื่อน “เชิดมากกกกก แถวนี้เขาก็เลยเรียกหล่อนว่า เจ้าหญิงบัลลังก์เงิน

                ฟังแม่เพื่อนสาวเล่าแล้วเลยให้หัวเราะออกมาเบาๆ

                “แล้วคนที่ตั้งชื่อให้เขาน่ะ ไม่ถูกเรียกบ้างหรือว่าปากมหาภัย” สิริคนางค์ว่าแล้วได้รับสายตาค้อนควักจากเพื่อนสาว

                “ก็ฉันเองนี่แหละที่ตั้ง” ชุติกานต์ทำหน้าแกมเซ็ง “แค่เรียกเล่นๆ ก็ดั๊น…เรียกกันทั้งโรงแรม”

                สิริคนางค์หัวเราะหึ แต่แล้วก็ต้องหยุดเสียงของตัวเองทันใด เมื่อได้ยินเสียงตะโกนขึ้นอย่างโมโหจัดดังมาจากห้องอาหารที่อยู่ชั้นล่างของล็อบบี้

                “นี่มันข้าวต้มหรืออ้วกหมากัน!!!” 

                เสียงนั้นหยุดทุกสรรพสำเนียงเบื้องนอกจนเงียบเชียบกันทั้งบาง หลงเหลือเพียงลำเสียงเดิมที่พ่นออกมาอีกกึกก้อง

                “ใครเป็นคนทำข้าวต้มของฉัน ออกมาเดี๋ยวนี้เลย”

                ชุติกานต์สบตาเพื่อนสาว สายตาคู่นั้นเผยบางคำให้เพื่อนรู้

                นั่นยังไง…เจ้าหญิงบัลลังก์เงิน

 

                ผู้หญิงที่นั่งเก้าอี้ล้อตรงหน้าพิทยากรตัวเล็กผอมบางเหมือนเด็กขาดสารอาหารอย่างไรอย่างนั้น ใบหน้านั่นเป็นรูปไข่กลมกลึงดูอ้วนท้วนดี แต่แปลก...ทำไมโตแต่หัว ยายนี่เหมือนถั่วงอกแฮะ

                “หึๆ อุ๊บ…” พิทยากรรีบปิดปากตัวเองทันใด เมื่อรู้สึกตัวว่าได้เผลอหัวร่อยายถั่วงอกนั่นไปเสียแล้ว…เสียมารยาท…เสียมารยาท แต่ก็พฤติกรรมของเขานั่นเองที่ทำให้คนบนเก้าอี้เลือดขึ้นหน้าเฉียบพลัน มือข้างหนึ่งชี้ไปที่ถ้วยข้าวต้มที่ระอุไอร้อนทั้งโชยกลิ่นหอมละไม

                “นายเป็นคนทำข้าวต้มอุบาทว์ถ้วยนี้ใช่ไหม ?”

                คนบนเก้าอี้แผดเสียงอย่างโมโห และนั่นก็ทำให้พิทยากรจ้องหน้าเธอนิ่ง เมื่อกี้มองผาดๆ ไม่รู้ว่ายายเด็กนี่แต่งหน้าหนาเตอะขนาดนี้เชียวหรือนี่ ชายหนุ่มนิ่งมองสายตาเจ้าอารมณ์ของคนตัวเล็ก มองร่างที่สั่นด้วยแรงโกรธ มองมือที่บีบแน่นอย่างระงับอารมณ์ มองผู้ชายหน้าตาดีที่คอยลูบไหล่ให้คนบนเก้าอี้และคอยบ่นงึมงำข้างหนูว่า

                “ใจเย็นๆ น้องแพร”

                ทำได้แค่นั้น…ไม่ได้เรื่องเลย ชายหนุ่มมองคนสูงวัยอีกคนที่ได้แต่นิ่งมองในสิ่งที่ลูกสาวตัวเองทำ…นิ่งมองอย่างอ่อนโยน นิ่งมองอย่างรักและตามใจ

                ไม่ได้เรื่องเลย ไม่ได้เรื่องเลยสักคน…

                พิทยากรยกมือกอดอก ตอบด้วยเสียงนุ่มทุ้มหากเยียบเย็นในอารมณ์ 

                “ผมเป็นคนทำข้าวต้มทรงเครื่องถ้วยนี้เองครับ ตามที่คุณสั่งนั่นแหละ ข้าวต้มทรงเครื่อง ไม่ใช่ข้าวต้มอุบาทว์ ผมไม่เคยทำของอุบาทว์ให้ใครกิน”

                “แต่ที่นายทำมัน”

                “เงียบนะ” ชายหนุ่มวาบสายตาดุใส่คนบนเก้าอี้ที่พร้อมจะแผดเสียงต่อ สายตาดุและท่าทางเอาเรื่องทำให้ฝ่ายหญิงต้องสงบคำ…ไม่ได้กลัวแต่ตกใจ

                ไม่มีใครกล้าสั่งเธอมาก่อน

                “เงียบ นิ่ง และก็ฟังผม ข้าวต้มถ้วยนี้คุณชิมหรือยังถึงได้บอกว่ามันอุบาทว์ และอ้วกหมาน่ะเคยเห็นหรือเปล่า คนอย่างคุณหมาสักตัวคงไม่เคยเลี้ยง แน่ใจหรือว่าเคยเห็นอ้วกหมา ไอ้อ้วกหมาที่คุณพูดถึงน่ะ หน้าตามันไม่ได้เป็นแบบนี้ ข้าวมันจะเละเพราะมันโดนบดโดนเคี้ยวแล้ว กุ้งหมูปูปลาทั้งหลายก็เละ เหม็นกลิ่นเปรี้ยวๆ นิดหนึ่ง ดูไม่ได้หรอก แหวะ…พูดถึงยังจะอ้วกเลย” พิทยากรพูดหน้าตาเฉย ไม่ได้สนใจเลยว่าคนที่ทานอาหารอยู่ใกล้ๆ นั้นจะกลืนของตรงหน้าตัวเองลงหรือไม่ ทั้งไม่สนใจด้วยว่าเพื่อนร่วมงานรอบๆ ข้างจะมองเขาด้วยสายตาตื่นตะลึงกันแค่ไหน ก็ปกติพี่วุ้นเส้นออกจะเป็นวุ้นเย็น…อารมณ์ดี

                “นี่น่ะ ข้าวต้มทรงเครื่อง” ชายหนุ่มชี้ที่ถ้วย “ผมใส่ของดีๆ ทั้งนั้นลงไปให้ เพราะผมทำให้คนกิน คนรวยเสียด้วย เสียดายก็แต่คนรวยอย่างคุณกลับไม่รู้ค่าของอาหาร รู้ไหมว่าเด็กคนหนึ่งแถวนี้ยากจนถึงขนาดแค่กินข้าวต้มที่เอาเกลือโรยลงไปในข้าวต้มเปล่าๆ ก็โคตรอร่อยแล้ว ถ้ามันเห็นคุณวันนี้ มันคงตีอกชกหัวตัวเองตายแน่ แล้วก็คุณนะ ถ้าอยากกินอาหารถูกปากตัวเองนักก็หัดทำกับข้าวเองสิ”

                ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าเต็มเฮือกหนึ่งค่าที่พ่นไฟออกจากปากเสียจนลืมหายใจ  เห็นผู้หญิงตรงหน้าแดงก่ำไปทั้งศีรษะ และเพิ่งเห็นสายตาเพื่อนร่วมงานรอบด้านที่มองเขาอย่างเห็นใจ…ควรอยู่หรอกที่ต้องเห็นใจ ก็ด่าลูกสาวเจ้าของโรงแรมจนลืมตายอย่างนั้น 

                ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไรได้เล่า

                “ฉันจะไล่นายออก” เสียงเล็กที่เล็ดลอดออกมาจากไรฟันเต็มไปด้วยความแค้นเคืองแต่ไม่กล้าแผดดังนัก เพราะเจ้าตัวเริ่มอายต่อสายตาคนรอบข้างที่ทั้งไทยทั้งเทศหันมองเป็นตาเดียวแล้วว่าคนครัวในชุดขาวยืนกอดอกดุใคร

                “เชิญเลยครับ ผมเต็มใจ” ชายหนุ่มเอ่ยคำเรียบๆ ก่อนขยับตัวนิดหนึ่ง “แต่ตอนนี้ผมมีหน้าที่ต้องทำอาหารต่อ จะให้ผมมาเซ็นลาออกหรือทำอะไรก็เรียกได้หลังอาหารเช้ามื้อนี้นะครับ ขอตัว” พิทยากรคลายมือที่กอดอกออก โน้มตัวลงคำนับพอประมาณว่าประชดได้สวย แล้วเดินกลับเข้าห้องครัว

                แต่เพียงก้าวเดียวก็ชะงัก เขามีเรื่องต้องพูดอีกนิดหนึ่ง ชายหนุ่มนิ่งมองผู้ชายสองคนที่อยู่ข้างกายยายถั่วงอก

                “ผมมีเรื่องอยากพูดอีกนิด ดอกไม้น่ะจะสวยหรือไม่มันขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมและคนดูแล ว่าวันที่ขาดปุ๋ยใส่ปุ๋ยให้หรือไม่ วันที่รากินใบพ่นยาให้หรือเปล่า วันที่หนอนเจาะดอกจะปล่อยหนอนให้กินอยู่อย่างนั้นไหม ถ้าคนดูแลเอาแต่ชื่นชมดอกไม้เสียจนไม่รู้ว่าโรคภัยคุกคามดอกไม้ของตัวเอง เขาจะต้องเสี่ยงกับความเสียใจแน่ครับ”

                พิทยากรหันหลังทันทีที่พูดจบ แล้วกลับไปผัดผักหน้าเตาอย่างอารมณ์ดีเช่นเคย ไม่สนใจสักนิดกับสายตาฉงนของคนรอบข้าง

                “ไอ้วุ้น จะถูกไล่ออกอยู่แล้วยังสนุกอีกหรือไง” เสียงเชฟใหญ่ประจำครัวดังขึ้นเมื่อเห็นลูกน้องไม่สะทกสะท้านเพียงนิดกับผลที่จะตามมา

                พ่อครัวหนุ่มเอาแต่หัวเราะหึก่อนจะตอบคำ

                “ก็ดี ผมจะได้มีเวลาว่างไว้นั่งเล่นนอนเล่นบ้าง”

                ฟังคำตอบแล้วจึงให้หมดคำถาม ทุกคนหันไปทำหน้าที่ของตัวเองตามเดิม

 

                หน้าเคาน์เตอร์ของพนักงานต้อนรับเต็มไปด้วยฝรั่งมุงชุดใหญ่อลวนจอแจกันอยู่ บ้างมายื่นกุญแจห้องให้พนักงาน บ้างจ่ายเงินค่าบริการและอาหารต่างๆ ที่ค้างไว้ บ้างมาขอของที่ฝากไว้ใน Safety Box ของโรงแรม บ้างฝากส่งไปรษณียบัตร…วุ่นวายไปหมด

                พนักงานต้อนรับอย่างสิริคนางค์กับเพื่อนที่อยู่กันแค่สองคนจึงหัวฟูไปตามๆ กัน เงินก็ต้องเก็บ กุญแจก็ต้องเอา ไหนจะคอยรับโทรศัพท์จากทางแม่บ้านว่าแต่ละห้องที่แจ้งเช็คเอ้าท์วันนี้นั้นได้กินอะไรในมินิบาร์ไปบ้างหรือเปล่าก่อนจะปล่อยแขกไป แขกก็เร่งยิกๆ อยากออก มิหนำบางคนก็ยังด่ายังคอมเพลนกันจนหูบาน เธอก็ยังต้องยิ้ม…ต้องสวัสดี ต้องขอบคุณแขกอย่างสุภาพแม้ในคำด่านั้นก็เถิด ใครว่าพนักงานต้อนรับงานสบายแค่รับแขกกัน…อย่าไปเชื่อ

                เสียงกริ่งดังขึ้นที่ข้างตัวสิริคนางค์ เธอรีบมองหมายเลขโทรศัพท์ที่ปรากฏบนหน้าจอก่อนจะยกหูโทรศัพท์ขึ้นฟัง

                “คะ ?”

                “ห้อง201 มินิบาร์โอเคนะคะ”

                “201 มินิบาร์โอเคค่ะ” สิริคนางค์ทวนคำที่แม่บ้านโทรขึ้นมาบอก ก่อนจะเขียนอักษร O ตัวโตๆ ลงต่อข้างหลังหมายเลขห้องที่แปะไว้ด้านในเคาน์เตอร์

                “กรุ๊ปพี่เรียบร้อยยัง ?”    

                เสียงเข้มดุดังมาจากด้านข้างเคาน์เตอร์ เจ้าของเสียงคือผู้หญิงร่างใหญ่ ผิวค่อนคล้ำยืนอยู่ เธอคือ...ยายต่ายแรมโบ้ของชุติกานต์นั่นเอง ชุติกานต์เองก็รีบมองรายชื่อของแขกกรุ๊ปนั้นก่อนตอบ

                “ยังเหลือกุญแจห้อง 311 อยู่เลยค่ะพี่ อ๊ะ…มาพอดี”

                ฝรั่งหนุ่มสาวคู่หนึ่งเร่งฝีเท้าเดินมาหาเคาน์เตอร์ กุญแจในมือถูกยื่นมือให้กับพนักงานต้อนรับที่ก็ยื่นมือออกไปรับแทบจะในทันที

                “กุญแจครบค่ะ” ชุติกานต์รายงาน

                “มินิบาร์รอจ่ายสองห้องค่ะ” สิริคนางค์บอกพลางเก็บเงินแขกที่มาจ่ายเงิน

                ไกด์สาวมองความวุ่นวายและรีบเร่งของสองสาวแล้วคิดว่าอย่าอยู่เลยดีกว่า…จะปวดหัวแทน

                “มีอะไรก็ตามไปที่รถนะ” เธอบอกแล้วก้าวเท้าไปหน้าโรงแรมที่รถบัสจอดอยู่ 

                แขกตรงหน้าเคาน์เตอร์หมดลง ชุติกานต์เริ่มขยับตัวมองเพื่อนสาวที่ไล่เช็คค่าใช้จ่ายตามหมายเลขห้อง

                “เฮ้ย…208 ยังไม่ได้จ่ายค่าออร่า 35บาทเลย” ชุติกานต์ตาแทบเหลือก เธอรีบยื่นมือเข้ามาสั่งพิมพ์ Information Bill ออกจากเครื่องทันที ขณะที่สิริคนางค์คว้าวิทยุสื่อสารแจ้ง Bell Boyให้ดึงแขกเอาไว้ก่อน และพอชุติกานต์ยื่นบิลให้ สิริคนางค์ก็วิ่งออกจากเคาน์เตอร์ดิ่งไปหารถบัสทันที

                ทัวร์ลีดเดอร์ที่เห็นผู้หญิงร่างคุ้นตาสำหรับเขาวิ่งมา ชายหนุ่มก็ลงจากรถไปหาในทันใด

                “มีอะไรหรือครับ ?” สายตาละมุนทอดมองหญิงสาวที่หอบแฮกตรงหน้า

                “ห้อง 208 ยังไม่ได้จ่ายค่ามินิบาร์เลยค่ะ 35 บาท ค่าน้ำแร่”

                ทัวร์ลีดเดอร์หนุ่มรับบิลขึ้นมาดูแล้วเดินขึ้นรถ ไปพูดคุยกับแขกอยู่พักใหญ่ ก่อนจะลงมาหาพร้อมธนบัตรใบละ 20 บาท 2 ใบ

                “อ๋าย…ไม่ได้เอาตังค์ทอนมา” สิริคนางค์หน้าเสีย หันไปมองทาง Bell Boy ปากไวเท่าความคิด

                “พี่ระยอง ยืมตังค์ห้าบาทดิ” 

                “ไม่เป็นไรครับ” ทัวร์ลีดเดอร์หนุ่มยิ้มละไมพร้อมอธิบายด้วยภาษาไทยเสียงแปร่ง “เอาไปเลยทั้งหมดนี้แหละ แขกเขาให้ทิปเป็นการขอโทษ สามีเขากินแล้วภรรยาไม่รู้ เลยเอากุญแจมาคืนแล้วไม่ได้จ่ายเงิน”

                สิริคนางค์ไหว้ขอบคุณคนพูดแล้วรับเงินมาหน้าชื่น…ทิป 5 บาทก็ยังดี

                “ผมไปละนะ แล้วเจอกันใหม่ทริปหน้า” ชายหนุ่มบอกเบาๆ แล้วยิ้มละไม ตาสีฟ้าอมเขียวมีประกายระยับเหมือนน้ำทะเล “วันนี้คุณน่ารักมาก”

                ทำเอาสิริคนางค์เอ๋อไปในทันที ผมหลุดลุ่ยจากการวิ่ง เหงื่อแตกพลั่ก หน้าแดงก่ำมันเยิ้มเนี่ยนะสวย…อยากเรอเอิ้ก…ผู้ชายคนนี้มองเห็นความสวยจากไหน

                แล้วก็ทำให้สิริคนางค์เอ๋อจับไปกันใหญ่  เมื่อผู้ชายตรงหน้ายกมือขึ้นไหว้

                “ไปแล้ว…สวัสดีครับ”

                หญิงสาวรับไหว้แทบไม่ทันเลยทีเดียว ก่อนที่จะยืนส่งทั้งแขกทั้งผู้นำทัวร์ออกจากโรงแรม แล้วค่อยกลับมาหาชุติกานต์ที่เกาะเคาน์เตอร์ชะเง้อมองมาอยู่ สิริคนางค์ยิ้มยิงฟันโชว์เงิน 40 บาทในมือให้เพื่อนดู

                “ได้ค่าวิ่งมา 5 บาทด้วย” เธอเข้ามายื่นเงินให้เพื่อน ก่อนจะจัดเก็บเอกสารต่างๆ เพื่อรอทำการเช็คเอ้าท์กรุ๊ปต่อไป


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น