อัปเดตล่าสุด 2019-05-16 11:01:54

ตอนที่ 10 บทที่ 10

บทที่ 10

 

                ใครกันหนอ…ใครกันหนอบอกเอาไว้ว่า ธนิศราภรณ์เป็นเจ้าหญิงบัลลังก์เงินที่แสนยะโส เย่อหยิ่ง และไม่น่ารักเอาเสียเลย

                มายาวินลอบมองออกไปยังผู้หญิงที่กำลังนั่งระเบียงหลังห้องให้ผู้ชายคนหนึ่งนวดขาให้ในตอนเช้าของวัน ดูเอาเถิด…เด็กผู้หญิงที่แก้มอมชมพูโดยไม่ได้แต่งหน้านั่น เด็กผู้หญิงที่ยิ้มเอียงอายขณะพูดคุยกับชายหนุ่ม เด็กผู้หญิงที่ทุกวันนี้มีแต่รอยยิ้ม มีความฝันที่จะกลับมาเดินอีกครั้งคนนี้…แสนน่ารัก ไม่เห็นเป็นเจ้าหญิงที่แสนเย่อหยิ่งสักนิด  หรือถ้าครั้งหนึ่งเธอเคยเป็น

                ณ วันนี้ ภาพเก่าเลือนหายไปหมดแล้ว

                 อย่างผู้ใหญ่…ที่มองเด็กอ่อนประสบการณ์กว่า อย่างคน…ที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เขารู้ว่านั่นเป็นเพราะ ‘ความรัก’

                ความรักงั้นหรือ ?

                ชายหนุ่มแอบยิ้มแล้วรูดม่านปิด ก่อนที่จะหันมาขลุกอยู่กับรูปภาพที่เพิ่งได้รับจากคนขับรถมาเมื่อเย็นวาน  ขลุกอยู่กับมันเนิ่นนานจนไม่รู้เวลา กระทั่งได้ยินเสียงเคาะประตูห้องจากประตูที่เปิดถึงกันได้ระหว่างห้องของเขาและของน้องแพร นั่นเองจึงได้เงยขึ้นจากของตรงหน้า แล้วมาเปิดประตูให้กับสาวน้อยแสนอ่อนหวานในวันนี้

                มายาวินยิ้มให้กับธนิศราภรณ์ ก่อนจะกลับไปนั่งกลางเตียงซึ่งมีรูปภาพกองอยู่มากมาย

                “แพรมากวนพี่วินหรือเปล่าคะ ?”  เด็กสาวถามอย่างเกรงใจเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มกำลังทำอะไรอยู่ หากคนที่นั่งขัดสมาธิอยู่กลางเตียงยิ้มละไม

                “ไม่กวนหรอกน้องแพร พี่แค่คัดรูปให้ทางโรงแรมเขาเอาไปทำไปรษณียบัตรเท่านั้นเอง ว่าแต่แพรเถอะ มีอะไรจะคุยกับพี่หรือเปล่า...หือ ?”

                “จะเข้าห้องพี่วินได้นี่ ต้องมีอะไรคุยก่อนหรือคะ”

                มายาวินหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อเห็นสาวน้อยของเขาทำท่าปึ่งนิดๆ อย่างมีจริต…ไปเรียนไปร่ำมาจากไหนหนอ…

                “ไม่ต้องมีอะไรคุยก็ได้ครับ แต่พี่รู้ว่าวันนี้ที่แพรมาก็เพราะมีเรื่องคุยน่ะสิ” ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นสูงแล้วอมยิ้ม…รู้เท่าทัน และเมื่อไม่รู้ว่าจะเก็บสิ่งที่คิดไว้ทำไม ธนิศราภรณ์จึงได้แต่เอ่ยคำ

                “พี่วินว่า...พี่วุ้นเขาเป็นคนยังไงคะ ?” 

                เจอคำถามนี้เข้าชายหนุ่มแทบอยากหัวเราะร่า…ถ้าซื้อลอตเตอรี่สงสัยจะถูกรางวัลเข้าแล้ว…ทว่าชายหนุ่มกลับทำแต่เพียงยิ้มอ่อนๆ

                “พี่เคยบอกแพรมาครั้งหนึ่งแล้วว่าถ้าได้รู้จักตัวจริงของเขา แพรจะชอบ  และพี่ก็ยังคิดแบบนั้นไม่เปลี่ยนนะ”  มายาวินตอบพลางพยักหน้าช้าๆ และคนฟังก็พยักตาม

                “แพรรู้…แพรรู้ค่ะ” อยู่ๆ เธอก็ก้มหน้านิ่งเนิ่นนาน ก่อนจะเงยมาอีกคราหนึ่ง สบตาเขา “แต่แพรไม่รู้ว่าทำไมบางทีแพรรู้สึกอึดอัดที่ต้องอยู่ใกล้เขา มันทำตัวไม่ถูกค่ะพี่วิน ไม่รู้จะยิ้มหรือว่าอยู่เฉยๆ หรือจะงอแง หรือทำยังไงดี  พอเขาอยู่ด้วยก็อึดอัด แต่พอไม่เจอมันก็กังวล”

                “แพรก็ทำตัวสบายๆ อย่างที่เคยเป็นนั่นแหละครับ ถ้ารู้สึกว่าอยากหัวเราะก็หัวเราะ ถ้าอยากร้องไห้ก็ร้องไห้  อยากงอแงก็งอแง แต่ขอให้ทำทุกอย่างโดยมีเหตุผล ความรู้สึกเวลาแอบรักใครสักคนนี่บางทีมันก็ทำให้เราอึดอัด แต่ถ้าเราทำใจสบายๆ พอใจว่าได้อยู่ใกล้ ได้เห็นหน้า แค่เท่านั้นก็มีความสุขแล้วนะพี่ว่า”

                “ความรักหรือคะพี่วิน…” ฟังพี่ชายว่าแล้วเธอก็เลยเลิกคิ้วอย่างสงสัย “ไอ้ความอึดอัดใจนี่นะหรือคะความรัก”

                มายาวินหัวเราะเบาๆ กับท่าทีของน้องสาวแล้วเอ่ยคำ

                “ความอึดอัดนั่นไม่ใช่ความรักหรอกครับ แต่ความอึดอัดนั่นเป็นเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรดีกับความรักต่างหาก” คำพูดและสายตาของมายาวินนั้นทั้งอ่อนโยนทั้งละมุนละไม และนั่นก็ทำให้สาวน้อยอยากพูดอยากคุยอะไรอีกมากมาย

                “พี่วินคิดว่า จะดีไหมที่แพรจะลองเรียนทำอาหารดู พี่วุ้นเขาบอกว่าเขาจะสอนให้”

                “ดีสิครับ” ชายหนุ่มพยักหน้า

                “แล้วแพรก็จะทำกายภาพบำบัด พอแพรหายนะคะ แพรจะกลับไปเรียนต่อให้จบ” 

                ชายหนุ่มพยักหน้า

                “แพรว่าแพรจะเปลี่ยนสาขาไปเรียนการโรงแรมแบบพี่วินด้วยค่ะ”

                “อ้าว” ทีนี้เขาไม่พยักหน้า “ก็พี่เรียนแล้ว แพรจะเรียนอีกทำไมล่ะครับ ?”

                เด็กสาวยิ้มเป็นนัยๆ ก่อนจะเอ่ยบอกเขาด้วยถ้อยคำมากมายที่เขาไม่เคยคิดฝันจะได้ยิน เพราะความรักหรือที่เปลี่ยนน้องสาวของเขาได้ขนาดนี้

                “ก็พี่วินจะได้ไปเป็นช่างภาพอย่างที่ฝันไงคะ เมื่อวานแพรได้ยินพ่อคุยกับลุงณรงค์ที่เคยเป็นบรรณาธิการหนังสือท่องเที่ยวที่พ่อพี่วินเป็นช่างภาพให้ เขาแวะมาและได้เห็นฝีมือถ่ายรูปของพี่วิน เลยอยากให้ลองไปทำงานดู  พ่อเองก็อนุญาตแล้วด้วย บอกว่าถ้าพี่วินชอบก็ให้ทะยานไปได้เลย แพรก็อยากให้พี่วินได้ทำอย่างที่รัก พี่วินทำให้แพรมาเยอะแล้ว ทีนี้ขอแพรทำให้พี่วินบ้างนะคะ แพรจะเรียนการโรงแรม และดูแลโรงแรมของพ่อด้วยตัวแพรเอง”

                มายาวินยิ้มละมุนละไม ซาบทรวงและซึ้งใจจนต้องลุกจากเตียงลงไปหา โน้มศีรษะธนิศราภรณ์มาแนบอก ก้มจุมพิตบนผมเรียบสวยของเธอเบาๆ อย่างเอ็นดูและรักใคร่

 

                “ไอ้อุ๋นจิ อาทิตย์หน้าแฟนแกมาอีกแล้ว” 

                ชุติกานต์ที่กำลังเตรียมซองกุญแจให้กับกรุ๊ปทัวร์ที่จะเข้ามาอาทิตย์หน้าเอ่ยขึ้น

                “รูดี้มาเหรอ ?” สิริคนางค์ถามขณะที่ก้มหน้าเขียนคูปองอาหารเช้าอยู่

                “อ๊ะ ยอมรับหรือว่ารูดี้เป็นแฟน แล้วเอาคุณวินไปไว้ไหนยะ”

                “แกก็พูดไป รูดี้น่ะ เขาคงนึกว่าฉันเป็นศาลพระภูมิประจำโรงแรม จะไปก็ไหว้จะมาก็ไหว้ เจอหน้าก็เป็นต้องไหว้ฉันตลอด ส่วนคุณวินน่ะ เพื่อนวุ้นเส้นมันต่างหาก ไม่เกี่ยวกับฉัน”

                “ไม่เกี่ยวยังไง ก็เห็นเทียวไล้เทียวขื่ออยู่ทุกวัน ปะไร…พูดถึงก็มา” ชุติกานต์พยักเพยิดให้เพื่อนดูเจ้าชายหน้ากากที่บัดนี้กลายร่างเป็นเจ้าชายยิ้มแป้นที่ยิ้มไกลมาแต่แม่ฮ่องสอนโน่น หญิงสาวกล่าวทักทายมายาวินเสียหน่อยเพื่อมารยาทแล้วก็หลบเข้าไปในออฟฟิศ ปล่อยให้สิริคนางค์ยืนคุญกับมายาวินที่มายืนเกาะเคาน์เตอร์อยู่สองคน

                “คุณคิดยังไง ถ้าผมจะลองไปเป็นช่างภาพให้นิตยสารที่พ่อผมเคยเป็นช่างภาพอยู่ดูน่ะ พอดีเจ้านายเก่าพ่อเขาแวะมาหาคุณอาเมื่อวาน และแกก็ชวนผมไปทำดู คุณว่าจะดีไหม ?” คนยิ้มแป้นที่เกาะเคาน์เตอร์อยู่เอ่ยคำ ดวงตาส่องประกายภาคภูมิและเต็มไปด้วยความหวังทั้งความสุข นั่นพลอยทำให้คนฟังอิ่มเอมในใจไปด้วยอีกคน

                “ทำไมจะไม่ดีล่ะ มันเป็นความฝันของคุณไม่ใช่เหรอ”

                “คุณอาก็อนุญาตแล้วด้วย” เขาว่าแล้วพยักหน้า แล้วอ้าปากเหมือนจะเอ่ยถามต่อ…แต่แล้วก็ยิ้ม…ก่อนจะผลักตัวออกห่างเคาน์เตอร์ “ผมไปดีกว่า”

                ปล่อยให้สิริคนางค์ยืนมองอย่างงงจัดกับการกระทำของคนที่เพิ่งจากไป 

 

                “เขาจะบอกรักมั้งอุ๋น” พิทยากรก้มหน้าใส่รองเท้าอยู่หน้าห้อง  ปากก็พูดกับคนข้างในที่นั่งแหมะติดข้างฝาอยู่

                “เขาบอกเราว่าเขารักนาย  ขอเป็นน้องเขยเราได้ไหม สงสัยจะขอนายแต่งงานมั้งอุ๋น แต่ไม่กล้าพูด”

                “ไอ้วุ้น…พูดจาไม่สร้างสรรค์เลยนายน่ะ” ว่าให้แฝดชายแล้วก็เลยส่ายหน้า เมื่อเห็นแฝดหนุ่มยืนยิ้มอยู่หน้าประตูอย่างมีท่าทางว่าพร้อมจะไปแล้ว

                “จะไปขอสาวแต่งงานล่ะสิ พ่อคนมีความรัก ไปก็ไป…ไป๊” เพียงโบกมือไล่ เขาก็หายวับไปทันทีเหมือนสายลมผ่าน สิริคนางค์จึงได้แต่ยืนพิงผนังต่ออย่างเซ็งๆ

                ช่วงนี้เขากับพิทยากรแทบไม่ได้คุยกันเลย คู่แฝดของเธอกำลังมีความรัก เขาจึงใช้เวลาเช้าเย็นหมดไปกับการนวดขาให้ธนิศราภรณ์ พาหมอมาดูอาการเธอ พาเธอไปทำกายภาพบำบัด จนเด็กสาวสามารถลุกขึ้นยืนได้ แม้ยังต้องใช้ราวยึดอยู่แต่เธอก็มีความหวังและฝันถึงหลายๆ สิ่ง รู้จักยิ้มและน่ารักขึ้น 

                พิทยากรมักนำมาเล่าให้เธอฟังพร้อมรอยยิ้ม…แน่ละ พร้อมทั้งความฝันที่จะทำร้านอาหารของตัวเองซึ่งดูจะเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น

                เมื่อไหร่ก็ตามที่ความรักเดินทางมาสู่หัวใจดวงหนึ่ง…มันจะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ด้วยเสมอ เหมือนอย่างที่ธนิศราภรณ์กับพิทยากรเป็นอยู่

                พิทยากรกำลังมีความรัก…จะว่าไปแล้ว ที่จริง…พอรับรู้ถึงสิ่งนี้เธอก็รู้สึกเหงาขึ้นมาตรงผิวใจ ชีวิตหนึ่งที่เคยร่วมแบ่งอากาศหายใจเมื่อ 25 ปีก่อน เล่นหัว แบ่งข้าวของ และอยู่ร่วมกันมาตลอด หากบัดนี้จะมีความรัก และหากเขาแยกตัวออกไปมีครอบครัวของตัวเอง

                เธอจะไม่เหงา…ไหวหรือ ?

                วูบถัดมา หญิงสาวก็นึกถึงมายาวิน…ผู้ชายที่คู่แฝดบอกทีเล่นทีจริงว่ามาขอเป็นน้องเขย อดขำไม่ได้เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ หากก็ขื่นอยู่ในส่วนลึก…ที่ใดที่หนึ่งในใจ เขาจะรับได้หรือหากรู้ว่าเธอเป็นอย่างไรก่อนมาอยู่ที่นี่ หากเขารู้การกระทำของเธอที่มากไปกว่า…แค่กินเหล้าอย่างที่เขาว่าเกลียดนักเกลียดหนา ถ้าเขารู้แล้วเขาจะยังรักเธออีกไหม…แล้วหญิงสาวก็ขื่นอยู่ในใจอีกเล็กน้อย เมื่อรู้ตัวว่าแคร์เขา  จากความคุ้นชิน กลายเป็นคุ้นเคย เป็นความผูกพันและลึกซึ้งสู่หัวใจตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่ทันรู้ตัว รู้ตัวอีกทีคือ แคร์เขาและกลัว…กลัวเขาจะรังเกียจผู้หญิงอย่างเธอ

                เธอ…ที่เป็นผู้หญิงมีอดีต

 

                พิทยากรเลื่อนรถเข็นตรงไปใกล้ๆ ชายหาดที่มีบูธแสดงสินค้าเกี่ยวกับครีมกันแดดที่เปิดตัวใหม่ตั้งอยู่  ลูกโป่งหลากสีถูกประดับประดาอยู่โดยรอบ ธนิศราภรณ์จ้องมองลูกโป่งเหล่านั้นไม่วางตา

                “อยากได้ลูกโป่งหรือไงคุณ” ชายหนุ่มค่อนจะแซวมากกว่า หากคำตอบกลับทำให้เขาต้องนิ่งอึ้ง

                “อยากได้ แต่ก็คงเอาคืนมาไม่ได้แล้ว” สายตาของคนพูดเหม่อมองออกไปไกลแสนไกล “คุณรู้ไหม วันที่แม่ฉันตาย แม่ให้ลูกโป่งสีแดงกับฉัน เป็นลูกโป่งสวรรค์ที่แม่ฝากคนข้างบ้านซื้อให้ ก่อนแม่ออกไปซื้อของกับพ่อแม่พี่วิน แม่กำชับฉันว่าอย่าให้มันหลุดไปได้นะ แล้วก็มัดหลวมๆ คล้องนิ้วฉันไว้ ตอนแรกฉันนั่งนิ่งๆ ไม่ไปไหน เพราะกลัวว่ามันจะหลุดมือ แต่ต่อมาพอพี่วินมาชวนไปเล่น ฉันก็เลยถอดมันออกจากนิ้ว จะเอาไปคล้องกับใบไม้ แต่ว่าฉันก็ทำมันหลุดไปตอนนั้นพร้อมกับข่าวของแม่ ฉันโกรธตัวเองมากเพราะคิดว่าฉันทำลูกโป่งหลุดเลยทำให้แม่ตาย โกรธพี่วินที่ชวนฉันเล่นจนเป็นแบบนั้น แล้วความโกรธก็มาลงที่พี่วินทุกอย่าง ยิ่งพอพ่อพาพี่วินมาอยู่ด้วย ฉันก็ยิ่งตอกย้ำว่าเป็นความผิดของเขา พี่วินเขาโตกว่าเขาก็เลยยอมให้…หลายอย่างที่เป็นความผิดของฉัน รวมถึงเรื่องขา ฉันก็โทษพี่วิน  แม้โตมาจะรู้แล้วว่าเรื่องลูกโป่งนั่นไม่ใช่ความผิดของพี่วิน เรื่องขาก็ไม่ใช่ แต่ทุกครั้งที่เห็นลูกโป่ง ฉันก็อยากได้แม่คืนมา  แล้วฉันจะได้ไม่ดื้ออย่างที่ผ่านมา ไม่ทำร้ายใครอย่างที่ผ่านมา…ฉันเป็นคนไม่ดีเลย”

                พิทยากรฟังแล้วก็ค่อยยกมือวางไว้บนศีรษะคนพูดอย่างอ่อนโยน

                “อดีตมันจบลงแล้ว เรียนรู้จากมันแล้วก็โยนมันทิ้งไปซะเถอะ ลูกโป่งที่แม่คุณให้มันไม่ได้เป็นตัวแทนของแม่หรืออะไรที่คุณคิดหรอก แต่มันเป็นตัวแทนของความสุขต่างหากนะผมว่า ความสุขก็เหมือนลูกโป่งสวรรค์ ถ้าปล่อยมันหลุดมือไป คุณจะเอามันคืนมาไม่ได้อีก แต่ความสุขก็ไม่ได้มีแค่ครั้งเดียว ลูกโป่งสวรรค์ไม่ได้มีแค่ลูกเดียว ถ้าลูกแรกมันหมดไป เราก็มีลูกใหม่ไว้คอยเติมลม เพียงแต่พอมีลูกใหม่แล้ว ก็รักษามันให้ดีหน่อย อย่าปล่อยให้มันหลุดมือไปง่ายๆ อีก…เท่านั้น”

                ชายหนุ่มยังวางมือไว้บนศีรษะเธอเช่นนั้น พร้อมๆ กับเธอที่มองลูกโป่งสวรรค์หลากสีระบายตัวเองอยู่บนซุ้มแสดงสินค้า…นับนาน


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น