อัปเดตล่าสุด 2019-05-16 22:32:44

ตอนที่ 11 บทที่ 11

บทที่ 11

 

                “ฮโหล…จากฟร้อนท์นะคะ มีแขกเหลืออยู่อีกไหมที่ห้องอาหาร” สิริคนางค์กรอกเสียงลงไปตามสาย ที่ปลายรับคือห้องอาหารของโรงแรม

                “ไม่มีแล้วค่ะพี่อุ๋น”

                “หวา…ช่วยเช็คกุญแจห้อง 124 ให้หน่อยค่ะ แขกฝากไว้ที่แคชเชียร์ข้างล่างหรือเปล่า ?”

                “ไม่มีค่ะพี่ ไม่ได้ฝากเอาไว้ค่ะ”

                “ว้าย! ช่วยเช็คแถวโต๊ะ ใต้โต๊ะให้หน่อยได้ไหมคะ แขกไม่ได้คืนกุญแจน่ะ เดี๋ยวพี่จะตามกับทางเบลบอยอีกที” วางหูโทรศัพท์ปั๊บสิริคนางค์ก็คว้าวิทยุสื่อสารปุ๊บ

                “04 เบลบอย ว.2”

                “2 ครับ” เสียงตอบกลับมาเร็วทันใด “มี ว.4 ใดครับ ?”

                “ห้อง 124 ยังไม่ได้กุญแจค่ะ”

                “ว.3 ครับ ว.3”

                “124 ยังไม่ได้กุญแจ”

                “124 ถูกต้อง”

                “ถูกต้องค่ะ”

                “ว.2 ว.8 ครับ” 

                เสียงตอบกลับเงียบหายพร้อมปฏิบัติการของเบลบอยยังให้หัวใจสองดวงของคนทำเช็คเอ้าท์ระรัวดัง ระหว่างรอสักเสียงหนึ่งให้ดังขึ้นทางวิทยุสื่อสารอีกครั้ง

                “04 รีเซฟชั่น ว.2 ครับ” เสียงเรียกจากเบลบอยทำเอาหัวใจยิ่งรัวเร็ว

                “ว.2 ค่ะ” และทันใดนั้นหัวใจก็ดับ

                “ไม่มีกุญแจที่แขกครับ ไกด์ค้นกระเป๋าแขกแล้วก็ไม่มี แขกบอกว่าเอาไว้ที่ห้องอาหารครับ ต้องปล่อยแขกแล้วนะครับเพราะไกด์ไม่รอ”

                “2 8 ค่ะ ปล่อยได้เลย” สิริคนางค์กรอกเสียงลงไปด้วยใจห่อเหี่ยว ก่อนจะหันไปคว้าโทรศัพท์กดหมายเลขไปที่ห้องอาหาร

                “มีกุญแจห้อง 124 ไหมคะ”

                “เดี๋ยวนะคะ กำลังเช็คอยู่ เดี๋ยวออยจะโทรไปบอกนะคะพี่”

                “ค่ะ ขอบคุณค่ะ”

 

                “โอ๊ย…เบื่อจริ๊ง…ก็บอกว่าไม่มีๆ ก็ไม่รู้จะเอาอะไรนักหนา สั่งอยู่ได้ แน่จริงก็มาหาเองสิยะ หากุญแจน่ะหน้าที่ฉันเสียที่ไหน” สุปราณี  กัปตันห้องอาหารบ่นเป็นหมีกินรังแตน

                “บ่นใครน่ะ ?”

                “ก็นังอุ๋นจิข้างบนน่ะสิ” สุปราณีหันมามองคนถาม พลันหน้าก็ซีดเผือดเมื่อเห็นว่าคนถามคือธนิศราภรณ์ “คุณแพร...” น้ำเสียงเรียบอ่อนลงทันที เมื่อใครๆ ก็รู้กันทั้งนั้นว่าขณะนี้มีมนต์รักโกลเด้นไพน์ที่ทำให้เกิดคู่รักถึงสองคู่ คู่ที่ฮือฮาคือพิทยากรกับธนิศราภรณ์ และคู่ที่กำลังถูกจับตามองว่ารักกันแน่หรือเปล่าก็คือคู่ของมายาวินกับสิริคนางค์ แฝดคู่นั้นกำลังตกถังข้าวสาร…และเธอก็กำลังเขม่นหนึ่งในคู่แฝดอยู่เสียด้วย

                หากสุปราณีก็ไม่ได้ถูกด่าอย่างที่คิดเอาไว้  ธนิศราภรณ์เอ่ยกับเธอด้วยเสียงเรียบๆ ก่อนที่จะเลื่อนรถไปเสียว่า

                “ดูเหมือนเขาจะมีชื่อว่าสิริคนางค์นะ ไม่ได้ชื่อว่าอีนังอุ๋น”

                แม้จะโล่งอกว่าไม่โดนด่า แต่ก็ยังหนาวๆ ร้อนๆ ว่าธนิศราภรณ์จะเอาเรื่องด้วยวิธีการอื่น หญิงสาวอยู่ไม่เป็นสุขนัก แต่ก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเอง และขณะที่จะหันไปเก็บจานชามบนโต๊ะหนึ่ง เธอก็เห็นการ์ดสีขาวขนาดใหญ่กว่านามบัตรนิดหน่อยวางอยู่ข้างจาน เธอรีบคว้าหมับซ่อนไว้ในฝ่ามือ และหันมองรอบกายอย่างระแวงว่าจะมีคนเห็นเธอหรือไม่ เมื่อรับรู้ว่าไม่มีใครสุปราณีก็สอดการ์ดสีขาวนั้นไว้กับขอบกางเกงของเธอให้แนบสนิทไม่ผิดสังเกต ก่อนจะทำงานตามปกติ

 

                “ตกลงกุญแจหายจริงๆ เหรอเนี่ย ?”  ชุติกานต์ทำหน้าเซ็งสุดขีด เมื่อใกล้เวลาเลิกงานแล้วแต่หากุญแจไม่เจอจริงๆ ไม่ว่าเธอจะไปหาที่ห้องอาหารด้วยตัวเอง สิริคนางค์ถึงกับขึ้นไปค้นถังขยะแทบทุกที่ ไกด์ก็ช่วยหาอีกรอบตอนแขกถึงโรงแรมที่พักแห่งใหม่ หาจนแขกหน้างอแล้วก็ไม่เจอ

                “ตกลงก็คนละ 250 สินะ” สิริคนางค์บ่นอุบอิบ ขณะเพื่อนร่วมงานคนอื่นก็ได้แต่นั่งช่วยเซ็งด้วยอย่างเดียว

                “ชุกลับบ้านก่อนเถอะนะวันนี้ เดี๋ยวฉันจะไปหาวุ้นเส้นก่อน” สิริคนางค์ว่าแล้วเก็บข้าวของเมื่อถึงเวลาเลิกงาน ก่อนจะออกจากออฟฟิศตรงไปที่โรงครัว

                “สูญเงินหรือวันนี้” คู่แฝดออกมาต้อนรับพร้อมรอยยิ้มทันทีที่เธอมาถึงหน้าห้องครัว หากคนฟังก็ยิ้มไม่ออก

                “คนกลุ้มๆ ยังจะมาหัวเราะอีก” 

                “กลุ้มทำไม แค่ 250 ไม่ใช่เหรอ  ก็จ่ายเขาไปเท่านั้นเอง ไม่ได้เยอะเป็นแสนเสียหน่อย” พิทยากรเท้าสะเอวมองแฝดสาว “ถ้าหน้านายเป็นแกงส้มนะอุ๋น นี่บูดจนเหม็นโฉ่ไปทั้งบางแล้ว”

                ดูเอาเถิด...คนมีความรัก อะไรๆ ก็ดูดีหมด ขนาดนี้แล้วยังจะมาชวนหัวเราะอยู่ได้ ไม่ขำเลย

                “อ้าว เลยบูดไปกันใหญ่”

                “มันหงุดหงิดน่ะวุ่นเส้น มันน่ารำคาญที่ต้องมารับผิดชอบไอ้กุญแจที่มีราคา 500 บาทต่อการหายหนึ่งครั้ง  ไม่ว่ามันจะเป็นความผิดของเราหรือไม่ แต่พอมันเป็นของในความรับผิดชอบของเรา เราก็ต้องชดใช้มัน ซึ่งบางทีเราก็คิดว่ามันงี่เง่าชะมัดเลย”

                “ลองให้คุณวินไปคุยกับผู้ใหญ่ดูไหม เมื่อมันไม่ใช่ความผิดเรา ผู้ใหญ่เขาอาจอะลุ้มอล่วยให้ก็ได้”

                “คุณวินนั่นก็อีกคนหนึ่ง”

                อ้าว…ซวยแล้วสิ พิทยากรร้องอยู่ในใจ ไม่นึกว่าความปรารถนาดีที่มีให้ กลับกลายเป็นการราดน้ำมันลงบนกองไฟเสียได้

                “ช่วงอื่นนะชอบมาวุ่นวายเกะกะน่ารำคาญ ที่ตอนอยากพบอยากเจอก็ไม่รู้หายไปไหน วันแต่ละวันนี่ไม่เคยได้เห็นหน้า”

                “แฮ่…คิดถึงเขาสิท่า” ชายหนุ่มยังมีอารมณ์หยอก  หากคำต่อมาจากปากแฝดสาวกลับทำให้เขานิ่งอึ้ง

                “นายก็เหมือนกันวุ้นเส้น มีความรักแล้วลืมเรา อะไรๆ ก็สนใจแต่ผู้หญิงที่ตัวเองรัก เอาแต่พูดถึงเรื่องตัวเอง  เรื่องผู้หญิงของตัวเอง ไม่รู้ไม่สนใจเลยว่าเราน่ะเหงา อยากมีเพื่อนคุย อยากปรึกษา ไม่เคยถามเราบ้างว่าเราเป็นยังไง  ไม่ว่าใครก็เหมือนกันทั้งนั้น ปากก็บอกว่าห่วงเรา แต่เอาเข้าจริงนะ ก็ไม่มีใครอยู่ข้างเราสักคนตอนเราไม่สบายใจ”

                ดวงตาของพิทยากรอ่อนลงทันทีที่เห็นน้ำคลอดวงตาของคู่แฝด มีความสับสนและงุนงงในใจมากมายว่าแฝดสาวมีเรื่องอันใดให้ไม่สบายใจอีก ในเมื่อทุกวันของเธอก็ปกติดี ยิ้มแย้ม สดใส…ไม่เหมือนเมื่อในอดีต อดีตอันขมขื่นที่จบไปแล้ว เมื่อไม่ใช่อดีตแล้ว มีอะไรให้ต้องเหงาต้องเศร้าจนต้องเสียน้ำตาอีกเล่า

                เขาไม่เข้าใจเลย แต่สิ่งเดียวที่เขาทำได้มานานแล้วเมื่อต้องการให้กำลังใจแฝดสาวของตัวเองคือสวมกอด  ชายหนุ่มทำอย่างนั้นโดยไม่เขินอายต่อการพบเห็นของคนในโรงแรม

                “ขอโทษนะอุ๋น” พิทยากรเอ่ยคำนี้ออกมาจากใจ “ขอโทษที่เราไม่รู้อะไรเลย”

                สองพี่น้องโอบกอดกันไว้…หนึ่งเพื่อปลอบประโลม อีกหนึ่งเพื่อระบายความอัดใจ

                 

                “พี่วิน นี่รูปที่พี่วินถ่ายเมื่อคราวที่แล้วนี่คะ” ธนิศราภรณ์เลื่อนรถเข็นไปที่ข้างเตียงของมายาวินที่วางรูปถ่ายไว้เกลื่อนอีกเช่นเคย ชายหนุ่มเจ้าของห้องกำลังนั่งดูรูปอยู่ หันมาทางเธอเพียงเล็กน้อยแล้วหันไปสนใจงานของตัวเองพลางเอ่ยกับผู้นอ้งพลาง

                “อัลบั้มนั้นพี่ยกให้แพรเลยนะครับ พี่คัดรูปแล้ว เป็นรูปของแพรทั้งนั้นเลย เอาไปได้เลยนะ”

                “ขอบคุณค่ะ”

                คนบนรถเข็นเอ่ยคำพลางพลิกรูปดู มาสะดุดเอากับรูปหนึ่ง…ที่สร้างรอยยิ้มให้กับเธอได้อย่างไม่น่าเชื่อ

                “พี่วิน ปกติล้างรูปแล้วมันจะมีคูปองอัดขยายฟรีใช่ไหมคะ ?”

                “ครับ”

                “แพรขอใบหนึ่งได้ไหม ?”

                “ได้ครับ ฟิล์มอยู่ในซองที่พี่เขียนว่าทะเลไว้น่ะ ส่วนคูปองอยู่ในอัลบั้มสีเขียวปกสิงโตนั่น...เห็นไหม เอาไปได้เลย” แต่พอบอกเธอแล้วเสร็จสรรพ ชายหนุ่มก็เงยหน้ามามองเธอ “แล้วแพรจะเอาไปทำไม จะขยายรูปไหนฝากพี่ไปก็ได้”

                “แพรจะให้พี่วุ้นไปขยายให้”

                ฟังคำตอบแล้วชายหนุ่มเลยหัวเราะ ก่อนจะขู่ว่า “ระวังเถอะ กวนพี่เขามาก เดี๋ยวเขาก็รำคาญเอาหรอก ข้าวก็ต้องวุ้น วุ้นพาไปหาหมอ วุ้นขับรถ วุ้นทุกอย่าง เดี๋ยววุ้นก็เบื่อเอา”

                “หึ” เด็กสาวย่นจมูกให้คำขู่ “ถ้าเบื่อก็ไม่เห็นสน ถ้ารำคาญแพรนะ แพรก็จะให้พ่อไล่ออกไปให้พ้นหูพ้นตากันไป”

                “ดูทำเข้า” มายาวินส่ายหน้าให้กับความคิดของน้องสาว ก่อนจะเปลี่ยนมายิ้มกว้างเมื่อเห็นเด็กสาวเลื่อนเก้าอี้ออกจากห้องและพูดว่า

                “แพรจะไปหาพี่วุ้นก่อนนะคะ”

                ธนิศราภรณ์เลื่อนรถตัวเองตรงไปห้องครัว มีรอยยิ้มอยู่ในหน้าตลอดเวลาที่บดลำล้อลงไปในแผ่นหินที่เรียงเป็นทางซึ่งเธอเจนตาและเจนใจ ยิ่งพอก้มมองอัลบั้มรูปบนตักก็ยิ่งเผยยิ้มมากขึ้น

                เธออยากรู้ว่าพิทยากรจะว่าอย่างไรบ้างเมื่อเห็นรูปที่เธออยากให้เขาเอาไปขยาย มันเป็นรูปที่เขากับเธอนั่งอยู่บนผืนเสื่อริมหาดวันก่อนนู้น หลังจากที่เธอถูกจับแปลงโฉมใหม่ เป็นรูปที่เขาพยายามหันหน้าเธอให้มองกล้องที่มายาวินคอยส่อง ขณะที่เธอโวยวายเขาอยู่และไม่คิดจะมองกล้อง และมีแต่เขาที่ยิ้มสนุกอยู่แค่คนเดียว…

                เธอดูไม่สวยเลยในภาพ…แต่มันเป็นภาพที่เธอกลับชอบที่สุด เพราะมันย่อมนับเป็นภาพของการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ของชีวิต ความคิด และหัวใจของเธอ

                ผู้ชายคนนี้เองที่เป็นคนเปลี่ยนมัน

                หากพลันรอยยิ้มต้องหุบลง เมื่อมาจนเกือบถึงห้องครัวอยู่แล้วอีกเพียงไม่กี่เมตร อาการชาวาบแล่นอาบผิวตั้งแต่หัวจรดเท้า เธอเห็น…ผู้ชายที่เป็นจุดหมายของการมาถึงกำลังโอบกอดผู้หญิงคนหนึ่งไว้กับอกแนบแน่น จำไม่ผิดหรอกว่าผู้หญิงคนนั้นคือสิริคนางค์ คนที่พี่วินเองก็ชอบพออยู่

                ทำไมทำกันอย่างนี้ล่ะ ?

                วูบหนึ่งของหัวใจอยากเข้าไปทึ้งทุบตีคนทั้งคู่  หากเมื่อมองสภาพที่นั่งรถเข็นของตัวเองแล้วความคิดก็มืดดับ…เมื่อสำนึกคอยย้ำเตือนว่า

                เธอ…เป็นคนพิการ

                เพียงคิดได้เท่านั้น หญิงสาวก็หันรถกลับไปทางเดิมทันที มีความผิดหวังและเสียใจเปี่ยมล้นใจดวงตา และพลันเธอก็แลเห็นผู้หญิงคนหนึ่งย่องมาทางห้องอาหารแล้วหยุดอยู่ที่ถังขยะใหญ่ริมประตูด้านข้างโรงแรม ผู้หญิงคนนั้นกำลังจะโยนของบางอย่างเข้าไปในขยะกองใหญ่

                “ทำอะไรน่ะ ?” คนที่แล่นรถเข็นเข้าไปหาด้วยความเร็ว นั่นทำให้ผู้หญิงคนนั้นสะดุ้งโหยง ของที่กำลังจะขว้างออกไปจากตัวร่วงสู่พื้นใกล้ๆ เท้า…มันคือกระดาษทิชชู่ก้อนหนึ่ง

                “คุณแพร!” สุปราณีทักธนิศราภรณ์เสียงสั่น ใบหน้าซีดขาวของเธอและอาการที่แสดงมีเกินกว่าจะทิ้งแค่กระดาษทิชชู่ธรรมดาๆ

                “ออยเอาทิชชู่มาทิ้งค่ะ”

                “ทิชชู่ก้อนที่ตกนั่นน่ะหรือ ?” 

                “ค่ะ”

                “ทิชชู่แค่นี้ทำไมไม่ทิ้งถังขยะในห้องอาหารล่ะ”

                “มันเป็นของสกปรกอยู่ข้างในน่ะค่ะคุณแพร ออยเลยไม่อยากให้คลีนเนอร์ต้องมาวุ่นวายกับมัน” คนพูดเหงื่อแตกพลั่กเต็มใบหน้า และข้ออ้างที่ใช้ก็ไม่มีน้ำหนักสักนิด

                “ขอดูหน่อยสิว่ามันสกปรกยังไง ทำไมถึงไม่อยากทิ้งที่ห้องอาหาร” 

                สุปราณีสะดุ้งเฮือกเมื่อเจอคำนั้น ก่อนจะละล่ำละลักบอก

                “คุณแพรคะ ในทิชชูมันสกปรกมาก คุณแพรอย่าดูเลย”

                “หยิบมาเถอะ ถ้ามันสกปรกมากและเปื้อนมือ ฉันก็จะไปล้างมือ หาน้ำยาฆ่าเชื้อโรคผสมด้วยก็ได้”

                “คือ…คุณแพรคะ”

                “ฉันบอกให้หยิบมา ถ้าไม่อยากตกงานเสียวันนี้ก็หยิบมา” 

                เสียงขู่กึ่งตะคอกนั่นทำให้สุปราณีแทบอยากตายไปเสียให้พ้นๆ ก่อนที่จะทรุดลงหยิบกระดาษทิชชู่ที่เธอขยำเสียก่อนจะห่อของข้างในจนดูเป็นก้อนกลมยู่ยี่เหมือนขยะให้กับธนิศราภรณ์ ลังเลอยู่นานก่อนจะยื่นให้เพราะถูกถลึงตาใส่

                ธนิศราภรณ์จับกระดาษทิชชู่ก้อนนั้น เพียงจับและบีบอย่างเบามือก็รู้ได้ว่าข้างในคือของแข็งรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่กว่านามบัตรนิดเดียว ไม่ใช่ของเหลวที่เสี่ยงจะเป็นของไม่น่าดูแน่ แล้วเธอก็คลี่ก้อนกลมของทิชชู่ออกที่ละชิ้น…ทีละชิ้น

                “ของสกปรกจริงๆ ด้วย” 

                ธนิศราภรณ์หยิบเอาคีย์การ์ดออกมาดูและเงยมองคนที่เอามาทิ้ง ซึ่งขณะนี้ดวงตาของหล่อนสลดตกลงสู่พื้น หญิงสาวมองคนที่กลัวความผิดนั้นนิ่ง ก่อนจะวางคีย์การ์ดกลับคืนแล้วห่อกระดาษกลับลงอย่างเดิม ยื่นคืนให้สุปราณีที่มองมาอย่างตื่นตะลึงและไม่เชื่อสายตา

                “ฝากทิ้งหน่อย”

                คนบนรถเข็นว่า และมากไปกว่าที่จะคิดไปถึง…คือรอยยิ้มตรงมุมปากบางเฉียบนั้น 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น