อัปเดตล่าสุด 2019-05-17 10:36:10

ตอนที่ 12 บทที่ 12

บทที่ 12

 

                คิดแล้วก็ให้งงว่าคนคู่นี้ไปสนิทกันตั้งแต่ตอนไหนได้ พิทยากรเกาหัวแกรกๆ เมื่อมาถึงห้องพักของธนิศราภรณ์ในตอนเช้าเพื่อจะนวดขาและพาไปทำกายภาพบำบัด แล้วพบว่าหญิงสาวอยู่หน้าห้องแล้วพร้อมสุปราณี…แม่ผู้หญิงปากเปราะประจำห้องอาหาร

                นี่เป็นเช้าที่สองแล้วที่เขาพบว่าธนิศราภรณ์ได้โยนหน้าที่ของเขาให้กับแม่สุปราณีไปเสียสิ้นและปึ่งกับเขา…ไม่ยอมพูดจาด้วยอย่างไร้สาเหตุ ไม่ว่าจะง้ออย่างไร ถามอะไร ก็ไม่ยอมพูดกับเขาสักอย่าง

                นี่ก็คงจะเป็นอีกวันที่สุปราณีได้กลายเป็นเลขาส่วนตัวของคุณหนูแพร

                และจะเป็นอีกเย็นที่สอง… ที่ธนิศราภรณ์กลับไปเป็นคนเดิม ขี้โวยวายและเจ้าอารมณ์ เขาได้แต่มองการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างเงียบๆ  เพราะคงไม่มีกำลังพอที่จะทำอะไรได้อีกแล้ว แม้แต่พ่อครัวที่ทำอาหารให้เธอยังสั่งเปลี่ยนคนเลย…

                ถึงแม้จะโมโหที่เธอไร้เหตุผล แต่…เขาจะไปทำอะไรได้

                “แกไปทำเขาโกรธเรื่องอะไรหรือเปล่านี่วุ้น ?” เชฟใหญ่ที่ต้องปวดหัวกับการทำอาหารให้ธนิศราภรณ์ทุกมื้อเอ่ยถามขึ้นมาอย่างอดใจไว้ไม่อยู่ “แผ่นดินที่สงบๆ ถึงได้ลุกเป็นไฟได้เนี่ย”

                “ถ้าผมรู้ผมก็แก้ปัญหาไปแล้ว นี่ไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง จู่ๆ ก็ไปคบค้ากับยายฆ้องปากแตก แล้วมองผมอย่างจะกินตับให้ได้ แถมพาลไปทั่ว ขนาดอุ๋นยังโดนหางเลขด้วยเลย ไปหาเรื่องบ่นด่าอะไรพวกอุ๋นมั่งก็ไม่รู้” ชายหนุ่มว่าแล้วถอนใจเสียเฮือกใหญ่ ก่อนจะเกาหัวอีกแกรกๆ แล้วหัวเราะออกมาหึๆ

                “เออ บ้าไปแล้วไงวุ้น”

                “นั่นสิพี่ ท่าจะบ้า”

                “เอาเถอะ ผู้หญิงก็เข้าใจยากแบบนี้ละ บางทีอาจจะเล่นเกมอะไรสักอย่างมั้ง เราก็ลองเล่นเกมกับเขาไปก่อนแล้วกัน”

                พอเชฟรุ่นใหญ่ว่า ลูกน้องก็ได้แต่พยักหน้าตาม เพราะจะให้ทำอะไรอย่างอื่นก็คงไม่ดีไปกว่านี้อีกแล้ว

                “ผมช่วยทำกับข้าวให้คุณแพรไหม ?”  พิทยากรขยับไปใกล้เชฟรุ่นพี่ หากได้รับการปฏิเสธเสียงแข็ง

                “เดี๋ยวรู้เข้าก็ปาทิ้งเอาหรอก”

                “เราก็อย่าให้รู้สิ”

                “ผมว่าใครทำ เขาก็ปาทิ้งหมดแหละ” สจ๊วตหนุ่มรุ่นน้องนั่งฟังพี่ๆ คุยกันอยู่นานเริ่มเอ่ยคำบ้าง

                “อารมณ์อยากแกล้งขนาดนี้นี่นะพี่ จะทำอาหารเลิศรสเป็นเทวดามาทำก็ไม่กินหรอก”

                และก็เป็นอย่างที่เด็กหนุ่มว่า แม้อาหารนั้นพิทยากรจะเป็นคนทำ…อย่างพิถีพิถัน ทำ…อย่างรู้รสที่เธอชอบ  กระนั้นอาหารก็ถูกส่งกลับมาพร้อมความเละเทะทั้งที่ลิ้นยังไม่ได้แตะเสียด้วยซ้ำ

                “มันปั่นหัวกันเล่นนี่หว่า” พิทยากรเท้าสะเอว เลือดขึ้นหน้าปุดๆ เมื่อเห็นอาหารที่ทำแทบตายเละเทะกลับมาไม่เป็นท่า โมโหที่เธอโกรธแล้วไม่ยอมพูดแต่พาลเอากับคนหมู่มาก เสียใจที่คนที่เขาคิดว่าจะฝากรักฝากใจไว้กลับไร้เหตุผลถึงเพียงนี้ ผิดหวังที่เขาทุ่มเทแล้วหลายต่อหลายอย่างและมองเห็นสิ่งสวยงามอยู่รำไร กาลกลับตาลปัตรไปหมด 

                “เขาอยากแกล้งก็ช่างเขา อย่างเก่งก็ทำสักสองสามรอบ รอบไหนเขาหิวจัด เขาก็กินเองแหละน่า”

                เชฟรุ่นพี่ตบบ่าชายหนุ่มอย่างเข้าใจในอารมณ์และเพื่อให้สงบสติอารมณ์

 

                เสียงหัวเราะกิ๊กดังมาจากห้องข้างๆ ทำให้มายาวินที่เพิ่งกลับเข้าห้องมาต้องขมวดคิ้วด้วยความสงสัยและแปลกใจ ก็ไหนคุณอาบอกเขาว่าธนิศราภรณ์ก่อปัญหาอีกแล้ว ไม่ยอมกินข้าวฝีมือของพิทยากร ถ้าให้คนอื่นทำก็ปาจานทิ้งสักสิบครั้งก่อนจะกิน ใครทำอะไรให้ก็ไม่ถูกใจ ไม่รู้ว่ามีปัญหากับพิทยากรหรือเปล่า

                พอเขาไปถามพิทยากร ชายหนุ่มก็บอกว่าคงจะโกรธอะไรพิทยากรสักอย่างนั่นเอง แต่ก็ไม่รู้สาเหตุ มิหนำสิริคนางค์ยังโดนหาเลขเข้าด้วยอีกคน 

                จากคำบอกกล่าวทั้งหลายทั้งมวล อารมณ์ร้ายๆ แบบนั้นไม่ควรที่จะมานั่งหัวร่ออย่างเป็นสุขแบบนี้ได้ไม่ใช่หรือ…หรือว่าตอนนี้อารมณ์ดีแล้ว ?

                มายาวินวางข้าวของลงกับเตียงแล้วเดินเข้าไปใกล้ประตูกลางห้องที่เปิดถึงกันไป หวังจะเคาะและเข้าไปคุยกับธนิศราภรณ์เสียหน่อย เพื่อดูว่าเธอเป็นอย่างไรบ้างเพราะเขาเองวุ่นวายเสียจนไม่ได้พูดคุยกับเธอเลย

                หากมือที่ยื้อขึ้นก็ชะงักโดยพลันที่ได้ยินเสียงของน้องสาวลั่นขึ้นมา

                “เป็นเมียน้อยเหรอ ?”

                “ใช่ค่ะ เป็นเมียน้อยของพี่วุฒิ ลุกพี่ลูกน้องของออยเอง”

                เสียงแหลมเล็กของผู้หญิงอีกคนเริ่มสาธยาย ไม่ลั่นอย่างเสียงน้องสาวเขาเมื่อครู่ แต่ก็ไม่เบาจนเกินได้ยิน ชายหนุ่มจึงแนบตัวฟังอยู่ริมประตู…อย่างไม่กลัวเสียมารยาท

                “มิน่าล่ะ เคยเป็นเมียน้อยเขามาก่อนนี่เอง ถึงกล้ากอดผู้ชายไปทั่ว คบผู้ชายไม่เลือกหน้า” 

                คำพูดที่หลุดจากปากของธนิศราภรณ์ทำให้สุปราณีต้องขมวดคิ้ว สงสัยครามครันว่าใครกอดใคร ใครคบใคร แต่ก็ไม่กล้าถาม และไม่ใช่เวลาต้องมาถาม นี่คือโอกาส…โอกาสที่เธอจะทำให้อนาคตของสิริคนางค์จบสิ้นไปเสียที ก็พี่วุฒิน่ะ เธอรักของเธอมาตั้งแต่เล็ก แต่เมื่อพี่วุฒิไปเลือกผู้หญิงคนอื่นและแต่งงานกัน เธอก็เข้าใจและทำใจ 

                แต่ไม่นึกไม่ฝันว่าพี่วุฒิจะมีเมียน้อยเสียได้หลังจากแต่งงานมาได้สามปี และเมียน้อยนั่นก็ดันมาเป็นเพื่อนที่ทำงานเดียวกันกับเธอเสียอีก มิหนำ…ยังไม่มีอะไรโดดเด่นกว่าเธอเสียหน่อย มันน่าเจ็บใจนัก และเธอจึงกลายเป็นผู้หวังดีที่นำข่าวของพี่วุฒิไปให้พี่สะใภ้ได้รับรู้ 

                พี่สะใภ้ของเธอที่ร้อนจัดจึงเข้าพบกับผู้จัดการโรงแรมที่เธอเคยอยู่ตอนนั้น และนั่นก็ทำให้

                สิริคนางค์ต้องลาออกจากงาน แต่ด้วยความที่มีประวัติการทำงานดีมาเสมอ ผู้ใหญ่จึงเก็บเรื่องเรื่องราวอื้อฉาวนั้น 

                เมื่อพี่วุฒิกับพี่สะใภ้ปรับความเข้าใจกันได้ เธอก็กลายเป็นหมาหัวเน่า จึงหนีมาทำงานถึงหัวหิน…มิไยต้องพานพบยายนั่นอีก เหมือนหนามยอกใจ…ซ้ำชีวิตแม่นั่นยังโลดแล่นและดีขึ้นเรื่อยๆ อีก

                เกลียดนัก…ใครเล่าจะยอม

                “ออยเคยทำงานที่เดียวกันกับยายอุ๋นนั่นมาก่อนน่ะค่ะคุณแพร ออยรู้ประวัติเขาดี พี่ชายออยทำทัวร์และมาขอทำคอนแท็คกับทางโรงแรม เลยได้เจอกันบ่อย ช่วงนั้นพี่ชายออยมีปัญหากับพี่สะใภ้พอดี ก็ไม่รู้ว่ายายอุ๋นไปทำอีท่าไหน พี่วุฒิถึงตกบ่วงเสน่ห์ของมันเข้า กว่าออยกับพี่สะใภ้จะแยกคนทั้งคูออกจากกันได้นี่ ไม่ใช่เล่นๆ เลยนะคะ  ขอร้องก็แล้ว พูดดีๆ ก็แล้ว มันยังไม่ยอมเลย จนพี่สะใภ้ต้องขอพบ G.M.และเรื่องมันฉาวโฉ่นั่นละ เขาถึงจะเลิกกัน  ไม่นึกว่าจะมาเจอกันที่นี่อีก”

                 “แล้วเขาจำเธอไม่ได้หรือ ?”

                “จำได้สิคะ บางวันก็ยังมาถามถึงพี่ชายออยอยู่เลย แต่ก็นั่นแหละ ตอนนี้เขาได้ที่หมายใหม่ไปแล้วนี่ จะไปสนใจอะไรกับอดีตล่ะคะคุณแพร”

                “ที่หมาย ?” ธนิศราภรณ์ขมวดคิ้ว หากพลันก็เบิกตากว้าง ถึงแม้จะรู้ว่ายายสุปราณีอะไรนี่คงค่อนข้างจะใส่ไฟกับคำพูดอยู่สักหน่อย และเจ้าเล่ห์สอพลอ แต่เธอก็นึกเป็นห่วงมายาวินขึ้นมา

                “พี่วินรู้เรื่องนี้หรือยังเนี่ย ต้องไปบอกให้พี่วินรู้”

                ธนิศราภรณ์….เลื่อนรถไปเคาะประตูที่กั้นระหว่างห้องได้อย่างรวดเร็วด้วยการช่วยเหลือของสุปราณี เพียงพลันประตูก็ถูกเปิดออกกว้างพร้อมคนที่ยืนจังหน้าอยู่หน้าประตู ที่จ้องมองแต่สุปราณีเขม็ง

                “พี่วินคะ แพรมีเรื่อง...”

                “ไม่ต้องเล่าหรอกแพร พี่ได้ยินแล้ว” ชายหนุ่มสบตาน้องสาวแวบหนึ่งเมื่อเธอพูด แต่เขาก็โบกมือห้ามการพูดจานั้นแล้วหันมามองสุปราณีอีกครั้งหนึ่ง “คุณชื่ออะไรนะ ?”

                “สุปราณีค่ะ”

                “คุณสุปราณี” ชายหนุ่มทวนชื่อ แล้วเอ่ยถาม “ชื่อเพราะ...มันแปลว่าอะไรนะครับ ?”

                “สุ แปลว่า งามค่ะ ส่วนปราณีก็ความหมายตรงตัว เป็นความกรุณาปราณีที่ดีงาม” คนตอบยิ้มปีติที่ได้อวดชื่อสวยๆ เพราะๆ ของตัวเอง

                ชายหนุ่มพยักหน้าให้กับความหมายที่ได้ฟังนั้น ยิ้มน้อยๆ ที่มุมปากแล้วยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู ก่อนจะพูดประโยคหนึ่งที่ทำให้คนที่ยิ้มแป้นอยู่ต้องหน้าชา

                “ขอบคุณที่ตั้งใจดีมาเล่าเรื่องราวหลายอย่างให้ฟัง ขอโทษที่เสียมารยาทแอบฟังไปมากกว่าครึ่งเสียก่อนนะครับ แต่นี่ก็ค่ำเอาการแล้ว ถ้าคุณไม่ต้องเข้าเวรต่อ ผมว่าถึงเวลากลับบ้านแล้วนะครับ และขอความกรุณาอย่าไปโพนทะนาเรื่องอดีตของใครอีก การกระทำแบบนั้นมันไม่เหมาะกับชื่อของคุณเลยนะ”

                “พี่วินคะ ออยเขามาบอกก็เพราะหวังดี เพราะกลัวพี่วินถูกหลอกนะคะ เราไม่รู้หรอกว่าผู้หญิงคนนั้นเขาจะมาไม้ไหน เราไม่รู้จักมักจี่เขาเลยนะคะ ไม่รู้ประวัติมาก่อนด้วย เพิ่งมาเข้าทำงานใหม่ๆ ไม่กี่เดือนเอง” 

                คำพูดของธนิศราภรณ์ทำให้เขามองน้องสาวของตัวเองด้วยสายตาประหลาด เหมือนว่าเธอมีเขางอกขึ้นมาบนหัว และซ้ำร้ายยังมีเขี้ยวโผล่ออกจากปากมานับพันซี่ ไม่คาดไม่ฝันเลยว่าน้องสาวที่น่ารักของเขาจะมองคนได้เลวร้ายปานนั้น แล้วคนที่เธอมองอย่างเลวร้ายก็ยังเป็นฝาแฝดของพิทยากรอีก คู่แฝดของคนที่เธอรัก…

                เห็นทีที่พิทยากรบอกเขาว่าเธอคงโกรธอะไรพิทยากรสักอย่างจะเป็นเรื่องจริง แต่…มันเกี่ยวอะไรกับคู่แฝดล่ะ

                “พี่ไม่นึกว่าน้องแพรจะเป็นคนพาลแบบนี้  โกรธอะไรใครก็ไปพูดไปปรับความเข้าใจกับคนนั้นสิ มาพาลหาเรื่องคนอื่นไปทั่วทั้งที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวน่ะ ไม่น่ารักเลยนะแพร” ชายหนุ่มว่าแล้วก็เหนื่อยระคนโมโหขึ้นมาในใจอย่างห้ามไม่อยู่ จึงเป็นฝ่ายเสียมารยาทปิดประตูห้องทันที

                และจู่ๆ คำว่า ’เมียน้อย’ ก็โผล่พรวดขึ้นมาในความคิด

                เป็นเมียน้อยหรือ ? นั่นคืออดีตของเธองั้นหรือ ?

                ”อย่าเพิ่งบอกรักอุ๋นมันเลยคุณ”

                …แว่วเสียงของพิทยากรเมื่อครั้งไปป่าละอูด้วยกัน  ดังขึ้นมาในโสตประสาท

                “อุ๋นมันเพิ่งอกหักมาจากผู้ชายคนหนึ่ง เพิ่งผ่านมา 4 เดือนเอง เกือบเท่าๆ อายุงานของเราที่นี่แหละ มันผิดหวัง มันเสียใจ และมันก็ยังเข็ดกับการคบหาใครอยู่ เหมือนโดนมีดบาดน่ะคุณ เจ็บและได้เลือดมา พอจะจับมีดอีกครั้งมันก็ขยาดเป็นธรรมดา ครั้งที่แล้วอุ๋นมันเชื่อคนง่ายไป มันไว้ใจเขาเร็วไป ไม่ดูให้ดีเสียก่อนแล้วฝันเอาไว้สูง มันก็เลยตกลงมาเจ็บ คราวนี้ผมอยากให้มันได้ศึกษาคุณนานๆ และผมก็คิดว่ามันจะทำอย่างนั้น เพื่อถ้ามีรักครั้งใหม่จริงๆ ตอนจบมันจะได้สวยๆ หน่อย เพราะอดีตของมันไม่สวยหรอกคุณ”

                วันนั้นพิทยากรบอกเขาเพียงเท่านี้…บอกเขาพร้อมรอยยิ้มเต็มหน้า แต่ในสายตาผู้ชายด้วยกันหรือจะปิดมิดว่าในดวงตาคู่นั้น เจ็บช้ำแทนคู่แฝดสักแค่ไหนทั้งยังระคนด้วยความหวาดหวั่น...ว่าอดีตที่ไม่สวยงามนั้นจะกลับมาทำร้ายหัวใจน้องสาวฝาแฝดอีกครั้ง 

                ไม่ได้หวั่นว่าการทำร้ายอีกครั้งนั้นจะเป็นเพราะคนในอดีตหวนคืนมา…

                แต่หวั่นว่าการทำร้ายที่เจ็บช้ำยิ่งกว่านั้น จะเป็นเพราะมีใครตัดสินใจคนจากอดีตเป็นที่ตั้งต่างหาก

                แล้วเขาล่ะ ? มายาวินถามตัวเอง…เขาล่ะ มองคนอื่นจากอดีตเป็นที่ตั้งหรือเปล่า ?

                ยิ่งถ้าอดีตนั้นคือการเป็นเมียน้อย…

                ตอบ…ตอบสิ…มายาวิน

 

                “เดี๋ยวออย”

                สุปราณีที่กำลังจะเปิดประตูออกจากห้องของธนิศราภรณ์ต้องชะงักโดยพลันเมื่อถูกเรียก

                “พี่ชายที่เธอว่าน่ะ ใช่ลูกพี่ลูกน้องของเธอที่จะมาพักโรงแรมเราวันพรุ่งนี้หรือเปล่า ?” คำถามของธนิศราภรณ์ทำให้สุปราณีตาลุกวาว…อย่างมีความหวังอีกครั้งหนึ่ง

                “ใช่…ใช่แล้วค่ะคุณแพร”

                “ดี…ถ้าอย่างนั้นตอนที่เขามาถึงเราจะไปต้อนรับเขากัน แล้วพรุ่งนี้เจอกันนะ” ธนิศราภรณ์ยิ้มให้กับสุปราณีที่ค่อยๆ ปิดประตูลง

                เอาล่ะ พรุ่งนี้จะได้รู้กันว่าจะมีใครพิศวาสยายสิริคนางค์นั่นอีกได้ หากเรื่องราวของอดีตมันได้กระฉ่อนออกมาอีกครั้งหนึ่ง 

                ธนิศราภรณ์มองไปยังประตูที่ปิดเงียบ แพรเป็นคนพาลงั้นหรือคะพี่วิน…เปล่าเสียหน่อย พี่วินนั่นแหละไม่รู้อะไรว่าคนที่พี่ไว้ใจน่ะ ไปกอดกลมกลึงกับใครที่หน้าห้องครัว แล้วพรุ่งนี้พี่วินจะรู้ว่าแพรหวังดีนะ…

                พี่วุ้นเองก็บอกแพรนี่…ว่าลูกโป่งสวรรค์น่ะ ถ้ามีแล้วต้องรักษามันไว้ให้ดี อย่าปล่อยให้มันหลุดมือโดยง่ายอีก แพรก็ไม่ยอมให้พี่วุ้นต้องหลุดมือหรอก แล้วพี่วุ้นจะได้รู้ว่าแพรนี่แหละที่ดีที่สุดแล้ว

 

                สุปราณียิ้มในหน้าทันทีที่ปิดประตูห้องของธนิศราภรณ์ลง ความสำเร็จมีมาให้เห็นรำไรแล้ว ก็เมื่อคุณวินแสดงอาการฉุนเฉียวให้เห็น นั่นย่อมหมายว่าเขาระคายใจบ้างแล้วกับอดีตของแม่นั่น ขอโทษทีนะพี่อุ๋น…ที่จริงเราก็ไม่มีเรื่องราวอะไรกันหรอก ไม่มีเรื่องต้องทะเลาะ ไม่มีเรื่องให้ต้องแก้แค้น แต่พี่อุ๋นอยากเคยเป็นเมียน้อยพี่วุฒิทำไมล่ะ ช่วยไม่ได้ที่จะต้องกลายเป็นชนวนให้ครอบครัวพี่วุฒิต้องแตกแยกอีกครั้ง เธออยากให้ทั้งคู่แยกกัน…ใช่…ที่จริงเธอต้องการให้พี่วุฒิกลับมาเป็นโสดอีกครั้ง เขาจะต้องไม่เป็นของใครเลย นอกจากของเธอคนเดียว

                เธอเจ็บใจ…เจ็บใจที่อะไรๆ ก็ไม่เป็นของเธอสักอย่าง แต่คราวนี้ต้องมีอะไรบ้างล่ะที่เหลือเป็นของเธอ

 

                “อะไรกัน ยังไม่นอนอีกเหรอ ?”

                ห้าทุ่มกว่าที่ออกเวรมา สิริคนางค์ก็ต้องแปลกใจที่ยังเห็นพิทยากรนั่งพิงผนังห้องดูทีวีอยู่อีก ทั้งที่ปกติแล้วเขาจะต้องกางที่นอนปิกนิกนอนเอาแรงเพื่อตื่นไปทำงานตอนตีห้าแล้วเรียบร้อย

                “ไม่ง่วงน่ะอุ๋น มันเซ็งๆ” 

                คำตอบของชายหนุ่มทำให้แฝดสาวต้องหัวเราะ พลางเข้าไปเก็บข้าวของไว้ในห้อง

                “ความรักเป็นพิษหรือไง”

                “อืม…คุณวินแวะไปถามด้วยนะว่าเรื่องเป็นยังไงมายังไง เราก็ตอบไม่ได้ เพราะถ้าเราตอบได้เราก็แก้ปัญหาไปแต่แรกแล้ว”

                “อืม…คุณวินมาหาเราที่ฟร้อนท์เหมือนกัน มาถามว่าเจอฤทธิ์อะไรบ้าง แต่เด็กน่ะวุ้น อายุแค่ 19 ใจร้อน อารมณ์รุนแรง”

                “อารมณ์รุนแรงเราไม่ว่า แต่ไร้เหตุผลน่ะ เราเซ็ง” พิทยากรยิ่งพูดยิงคิ้วขมวด จนแฝดสาวต้องเดินมาดึงใบหน้าให้ตึง

                “จะได้ไม่แก่เร็ว” เธอว่าพลางหัวเราะ

                “อารมณ์ดีนะ ได้เจอคุณวิน ทีวันก่อนไม่ได้เจอล่ะร้องไห้ พาลนู่นพาลนี่” พิทยากรเลยได้ทีประชดให้

                “อืม…อารมณ์ดีน่ะสิ” สิริคนางค์หัวเราะร่าอย่างยอมรับ  “วันนี้เขามาเล่าให้ฟังว่าเขาได้ไปฝึกถ่ายภาพใต้น้ำด้วยนะวุ้น และเขาก็บอกว่าเขาชอบถ่ายภาพใต้น้ำที่สุดเลย มีความฝันใหม่ว่าจะเป็นนักถ่ายภาพใต้น้ำ ท่าทางเขามีความสุขมากเลยนะ เราชอบฟังเขาเล่า ชอบเวลาที่เขาพยายามทำให้ความฝันเป็นจริง”

                พิทยากรอดอมยิ้มด้วยไม่ได้เมื่อเห็นแฝดสาวมีดวงตาเป็นประกายขณะเล่าเรื่องราวของคนที่เธอชอบ…ที่เธอคิดว่าถ้าจะเริ่มต้นรักใครใหม่…ก็จะเริ่มที่คนนี้

                “เราดีใจที่เห็นนายมีความสุข”

                “แล้วเมื่อไหร่เราจะได้ดีใจมั้ง...วุ้นเส้น” สิริคนางค์กระโดดขึ้นรัดคอแฝดชายค่าที่รำคาญนักที่เห็นทำหน้ายุ่งอยู่ได้

                “หือ...ได้กลิ่นเหล้านี่” ชายหนุ่มโวยวาย

                “จิบที่ห้องเจ้าเจ๋งแก้วเดียวเอง” เธอพูดถึงห้องหัวมุมตรงบันไดทางขึ้นที่พิทยากรเห็นว่าตั้งวงกันมาแต่วันแล้ว

                “เหม็นนะไอ้อุ๋น ไอ้ขี้เมา”

                หญิงสาวหัวเราะให้กับอาการเบี่ยงหน้าหนีของแฝดหนุ่ม และนั่นทำให้ชายหนุ่มผู้มีอารมณ์ดีหลงลืมความกลัดกลุ้มไปได้ หันมาฟัดเหวี่ยงกับคู่แฝดขี้เมาแทน

                โดยที่ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า เพียงชั่วข้ามคืน...ความสุขก็พลันวับหาย และเส้นชีวิตก็ก้าวเข้าสู่วงโคจรอปกติเสียแล้ว

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น