อัปเดตล่าสุด 2019-05-17 10:36:53

ตอนที่ 13 บทที่ 13

บทที่ 13

 

                “04 จากเอ1 ว.2” 

                เสียงยามจากหน้าป้อมทางเข้าโรงแรม เรียกให้ชุติกานต์ต้องกรอกเสียงตอบ

                “ว.2 ค่ะ”

                “รถทัวร์เข้ามาแล้วนะครับ”

                “ทราบค่ะ หกสิบหนึ่งมาก” พอสิ้นคำขอบคุณ หญิงสาวก็วางวิทยุสื่อสารแล้วหันไปมองเพื่อนที่แตกกระเจิงกันไปทำงาน

                สิริคนางค์คว้าผ้าเย็นในตู้มาใส่ถาดแล้วเอาออกไปต้อนรับตรงทางเข้าโรงแรม พร้อมกับเด็กเสิร์ฟจากห้องอาหารที่มาช่วยเสิร์ฟเวลคัมดริงก์ให้กับแขก

                ชุติกานต์อยู่โยงหน้าเคาน์เตอร์ เตรียมกุญแจที่ใส่ตะกร้าไว้ขึ้นมายื่นให้รูดี้ ผู้นำทัวร์หนุ่มที่ยิ้มทักทายมาแต่ไกล และเตรียมเอกสารต่างๆ ให้กับไกด์ที่หน้าง้ำเพราะเซ็งแขกมาแต่ไกลเช่นกัน

                ขณะที่ทุกคนกำลังวุ่นวายอยู่กับการต้อนรับแขก ชุติกานต์ก็แปลกใจนักที่เห็นธนิศราภรณ์มาอยู่หน้าล็อบบี้ด้วย พร้อมสุปราณีที่ยืนสง่าอยู่ข้างหลัง

                เฮอะ…สวยตายล่ะ

                สนใจคนทั้งคู่เพียงเท่านั้น ก่อนจะหันมาทำงานเมื่อเห็นสิริคนางค์เริ่มพาแขกไปส่งที่ห้องแล้ว ทุกอย่างดำเนินเช่นปกติทุกวัน เว้นแต่…เมื่อมีแขกคู่หนึ่งเข้ามาหน้าล็อบบี้ สุปราณีก็เลื่อนรถของธนิศราภรณ์ปรี่เข้าไปหาทันที

                “สวัสดีค่ะพี่วุฒิ สวัสดีค่ะพี่ปู” 

                ชุติกานต์มองเห็นการทักทายอย่างสนิทสนมของคนทั้งสาม ก่อนที่ฝ่ายชายจะปลีกตัวมาลงทะเบียนเข้าพักระหว่างที่ฝ่ายหญิงทั้งสามพูดคุยกันอยู่ และนั่นก็ทำให้ชุติกานต์ได้รู้ว่าแขกที่มาใหม่ชื่อ ณัฐวุฒิ แว่วว่าเป็นญาติห่างๆ ของยายปากเปราะประจำห้องอาหารนี่เอง…

                มิน่า…ต้อนกันมารับเชียว

                สิริคนางค์เดินมาถึงล็อบบี้พร้อมกับรูดี้ ผู้นำทัวร์ที่เดินตามมาด้วยอย่างติดใจจะพูดคุย และเพียงแต่มาถึงหน้าเคาน์เตอร์ขาก็พลันชะงักค้าง ผู้ชายที่เพิ่งผลักจากเคาน์เตอร์นั้น…คุ้นตาเหลือเกิน

                มันคืออดีต…อดีตที่เฝ้าบอกตัวเองอยู่เสมอทุกวันว่ามันได้ตายไปแล้ว แล้วนี่มันไม่ได้ตายหรอกหรือ…มันยังไม่ตายจากไป

                อาการชะงักค้างนั้นก็ไม่ผิดไปจากผู้ชายที่เพิ่งหันมาสักนิด เขาก้าวขาแทบไม่ออก ดวงหน้านั้นแสดงอาการตกใจอย่างนึกไม่ถึงว่าจะได้เจอกันอีก

                “นี่นัดกันไว้ใช่ไหม นัดมาเจอกันที่นี่ใช่ไหม ?” 

                เสียงโพล่งมาจากคนกลุ่มหนึ่งที่ยืนคุยกันอยู่หน้าล็อบบี้ พร้อมด้วยกายคนพูดที่พุ่งออกมาอยู่ข้างชายหนุ่มที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีของเธอ

                “นัดเจอกันที่ไหนละปู นี่มันบังเอิญ” ผู้เป็นสามีหันไปมองบอกภรรยาเสียงเรียบๆ อย่างระงับอารมณ์ และอายต่ออาการที่ภรรยาแสดงออก

                สิริคนางค์ไม่พูดจาใด เพียงเบี่ยงตัวออกจากคนกลุ่มนั้น หากกลับยิ่งดูยิ่งยุให้คนที่ความหึงหวงขึ้นหน้ารี่เข้ามาแดแขนเธอเอาไว้

                “จะหนีเหรอ ? เธอจะหนีความผิดที่เธอก่อเอาไว้หรืออุ๋น” ผู้หญิงคนนั้นกระชากตัวสิริคนางค์เข้ามาหาตัวจนเธอเซหลุนๆ ถ้าตั้งตัวไม่ทันและยันตัวไว้ไม่มั่นพอคงได้ร่วงลงพื้นเป็นแน่

                “เข้าใจอะไรกันผิดหรือเปล่าครับ ?” ผู้นำทัวร์หนุ่มที่หายงงกับเหตุการณ์แล้วเข้ามายืนอยู่ข้างๆ สิริคนางค์  ส่งเสียงแปร่งๆ ปกป้อง

                “อ๋อ…นี่เข้าข้างกันใช่ไหมไอ้ฝรั่ง รู้เห็นเป็นใจกันใช่ไหม ?” เสียงของภรรยาสาวยิ่งสูงยิ่งแหลมไม่ใช่เบาๆ เลย

                “คุณ…พอเสียทีเถอะ อายเขาบ้าง” ณัฐวุฒิปรามภรรยา กลับนั่นยิ่งทำให้ร่างนั้นเต้นหนักขึ้นอีก

                “อายเหรอ ? ฉันต้องอายคนอื่นเขาด้วยเหรอ แล้วทำไมคุณสองคนไม่อายบ้างที่คบชู้กันทำฉันเจ็บเนี่ย!”

                แขกไปใครมาแถวนั้นต่างหันมามองละครของโลกที่คนกลุ่มนั้นแสดง ก่อนจะสะกิดกันให้หันกลับแล้วซุบซิบนินทาอย่างสนุกปาก แต่ควรหรือที่ต้องอาย มีอะไรให้ต้องอายกันอีก เมื่อผัวหักหลังรานน้ำใจกันได้ปานนี้

                มีอะไรให้ต้องอายอีกหรือ เมื่อเธอไม่มีอะไรจะให้เสียอีกแล้ว

                ชุติกานต์เห็นท่าไม่ดีนัก เรียกเพื่อนออกมาจากออฟฟิศ ทั้งเบลบอย ทั้งคนขับรถและยาม หากก็ไม่มีใครทำอะไรได้มากไปกว่ายืนมอง ซึ่งนั่นกลับยิ่งสร้างจุดสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ จากคนกลุ่มใหญ่…ที่ใหญ่ขึ้น…ใหญ่ขึ้น หวังพึ่งลูกสาว M.D. ที่อยู่เห็นเหตุการณ์ด้วยก็เห็นจะพึ่งไม่ได้ เพราะเอาแต่นั่งหน้าซีดแล้วซีดอีกอยู่บนรถถ่ายเดียว

                ใครบางคนจึงได้รี่ไปคว้าโทรศัพท์ไปหาพิทยากร ทันทีที่ได้ยินว่าสิริคนางค์มีเรื่อง เขาก็รี่มาเร็วปานสายฟ้า

                “มันเรื่องอะไรกันเนี่ย ?” เขาส่งเสียงดังลั่นถาม และนั่นก็หยุดการเคลื่อนไหวทุกอย่างของคนกลุ่มที่ก่อปัญหานั้นได้ชะงัด

                ชายหนุ่มแวบมองหน้าคู่แฝดตัวเองที่ปราดเดียวก็รู้ว่าเธอกำลังสะกดกลั้นอารมณ์โกรธอยู่สุกขีด ยายนั่นเวลาโกรธจัดจะเงียบ…เงียบจัด…เงียบเกินไปและนั่นละอันตรายเสมอ

                เขาแวบมองผู้ชายที่กำลังยื้อยุดผู้หญิงร่างอวบอีกคนหนึ่ง จำได้ตั้งแต่แรกเห็นว่าเป็นใคร และปะติดปะต่อเรื่องเองได้โดยสนิท ทั้งรู้ทันทีถึงอารมณ์ที่น้องสาวฝาแฝดของตัวเองต้องเผชิญอยู่ สุดท้ายชายหนุ่มต้องขมวดคิ้ว...ธนิศราภรณ์มานั่งหน้าซีดทำไมกับเขาด้วย ?  หากก็เลิกสนใจเธอไปเสียตอนนั้น หันมาส่งเสียงปานฟ้าลั่นแทนว่า

                “มันมีอะไรกันนักหนา ส่งเสียงดังไปถึงยูนนานนู่น ถ้าไม่รู้จักอายเขาบ้างก็หัดเกรงใจกันหน่อย จะไม่ว่าเลยถ้าคุณเป็นนักร้องดังข้ามชาติมาเกิด นี่เสียงยังกะลำโพงแตก มันน่ารำคาญรู้ไหม ?”

                เสียงดัง…ที่ดังกว่าคำพูดที่น่าอายกว่า หยุดทุกสิ่งทุกอย่างของผู้หญิงร่างอวบได้ผล หากคำพูดที่ออกมาจากปากเธอก็ยังไม่หยุดหมิ่นแคลน

                “แล้วคุณเป็นใคร ?” ก่อนที่เธอจะชี้ไปที่สิริคนางค์ “เป็นคนที่ยายนี่คั่วอีกคนใช่ไหม ถึงมาปกป้องกันนัก”

                “ผมน่ะ...”

                “เป็นพี่ชายฉัน” เสียงของสิริคนางค์ดังแทรกขึ้นมาก่อนที่พิทยากรจะได้เอ่ย

                “พี่ชาย...” แล้วยังให้ปรากฏเสียงครางขึ้นมาสองเสียง หนึ่งจากคนที่ถาม และสองจากคนที่นั่งบนรถเข็นที่หน้าซีดลงอีกเรื่อยๆ

                “เอามือของเธอลง” สิริคนางค์บอกผู้หญิงร่างอวบที่ชี้หน้าเธอค้างไว้เนิ่นนาน …เสียงเรียบๆ เหมือนคนใจเย็น   หลังจากที่เงียบมาตลอดนั่นทำให้พิทยากรตาโต…ตายแน่ ตายแน่แล้ว!

                “ฉันบอกให้เอามือลง อย่ามาชี้หน้าฉัน” สิริคนางค์ยังคงจ้องผู้หญิงคนนั้นไม่วางตา และคำสั่งนั่นก็ทำให้เจ้าหล่อนเดือดปุด

                “นี่เธอ”

                “หุบปากนะ แล้วเอามือลง”

                สายตาของคนพูดมีอำนาจมากเสียจนหล่อนไม่กล้าหือ เอามือลงแทบจะทันที

                “ฉันเคยยุ่งกับผู้ชายของเธอเพราะฉันรักเขา ฉันเคยยุ่งกับผู้ชายของเธอเพราะเขาบอกว่าเขารักฉัน ฉันเคยยุ่งกับผู้ชายของเธอเพราะเขาบอกว่าเขาไม่มีใคร ฉันเคยยุ่งกับผู้ชายของเธอเพราะเขาบอกว่าเขาจะแต่งงานกับฉัน แล้วเธอคิดว่าฉันไม่เสียใจหรือที่ถูกหักหลังจากการไว้เนื้อเชื่อใจครั้งนั้น”

                แปลกที่ว่า คำพูดเรียบๆ น้ำเสียงเย็นๆ นั่นกลับเสียดแทงหัวใจคนฟังได้มากกว่า คนที่คอยรานมาตลอดนิ่งเป็นรูปปั้น เพราะนี่คือสิ่งที่เธอไม่รู้มาก่อน ก็ไหนทุกคนทั้งสามีและน้องของเขาต่างบอกว่า ผู้หญิงคนนี้ต่างหากที่วิ่งไล่สามีหล่อนไม่ปล่อย และนั่นก็ทำให้เขาเพริดไปตามประสาผู้ชาย…เพราะว่าเป็นคนที่รัก เพราะเป็นคนที่ไว้ใจ ต่อให้เขาพูดอะไรก็เชื่อและก็ให้อภัย แต่ความเป็นจริงมันผิดกันหรอกหรือ ?

                “เพราะฉันเจ็บไม่ต่างจากที่เธอเจ็บ ฉันไม่ยุ่งกับเธอ ฉันถึงพาตัวเองออกมา เธอเป็นอดีตไปแล้ว ผู้ชายของเธอก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว ฉันลืมได้แล้ว ฉันกำลังจะเริ่มต้นใหม่ แล้วผีตนไหนมันยังตามมารังควานฉันอยู่”

                ผู้หญิงร่างอวบแทบสะอึ หันไปมองหน้าลูกพี่ลูกน้องของสามีที่หลบตาวูบวาบ อยากถามว่าไหนที่บอกว่าสามีเธอกับสิริคนางค์มาคบกันอีก แต่เพียงเห็นกิริยานั้นก็รู้ว่าเธอถูกปั่นหัวเล่น

                ความหึงหวงทำให้เธอทำลงไปโดยไม่คิด โกรธจนไม่มีเหตุผลและไม่ฟังใคร แต่เมื่อเท่าทันเธอก็หุบปาก…เธอไม่ใช่นางร้ายในนิยายที่จะหวีดร้องให้กับทุกสิ่งที่ไม่เป็นไปอย่างใจ เธอเป็นคน…ถึงความหึงหวงและความโกรธจะทำให้เสียจริตไปชั่วครู่…แต่เธอก็มีสมอง

                “ฉันขอโทษ”

                ทุกคนแทบตะลึงให้กับคำพูดที่ไม่มีใครคิดว่าจะหลุดออกมาได้จากปากคนที่เข้ามาหาเรื่องก่อน แต่ความเป็นจริงก็ย้ำเมื่อหญิงร่างอวบผู้นั้นค้อมตัวลงคำนับสิริคนางค์…คำขอโทษยิ่งยวดฉายอยู่ในดวงตาแดงก่ำที่มีน้ำคลอหน่วย

                “เอ่อ…ขอเชิญไปพักที่ห้องกันก่อนนะคะ” เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ชุติกานต์ก็ออกมาเชิญชวนแขกให้เขาพัก อย่างไม่รู้จะทำอะไรให้ดีไปกว่า และพอแขกเดินตามกันไปนั่นก็ทำให้ทุกคนโล่งอก

                เว้นก็แต่…พิทยากรที่ยังคงขมวดคิ้ว

                …ก็ทำไมยายอุ๋นมันกำหมัดแน่นแบบนั้นนะ…ชายหนุ่มนิ่งมองมือขวาของแฝดสาว แล้วเลยมองสิ่งที่หญิงสาวมองอยู่ไม่วางตา…ใบหน้าของณัฐวุฒิ

                ตายห่าแล้ว! ชายหนุ่มรีบสาวเท้าไปหาคู่แฝด

                “เดี๋ยวก่อน” เสียงสิริคนางค์หยุดชะงักย่างก้าวของผู้เป็นแขก

                “คุณวุฒิ เรายังไม่ได้ทักทายกันเลยนะ” หญิงสาวว่าพร้อมรอยยิ้มในหน้า และณัฐวุฒิก็ยิ้มตอบ

                “ครับ”

                เพียงยิน สิริคนางค์ก็รี่ไปหาชายหนุ่ม เหวี่ยงกำปั้นที่เตรียมไว้ซัดลงใบหน้าเขาเต็มเหนี่ยว ชายหนุ่มเซหลุนๆ เพราะตั้งตัวไม่ติดและมึนไปชั่วขณะ

                พิทยากรหลับตาปี๋…ไม่ทันแล้ว

                “ห้าร้อย” เสียงพูดดังขึ้น ทำให้พิทยากรต้องหันไปมองด้านหลังเขา เห็นมายาวินตีหน้าขรึมยืนอยู่

                “ว่าอะไรนะ ?”

                “ห้าร้อย…ค่าเปรียบเทียบปรับฐานทำร้ายร่างกาย ผมยินดีจ่ายแทน” มายาวินพูดพลางมองไปที่สิริคนางค์ซึ่งก้าวฉับๆ เข้าไปในออฟฟิศโดยไม่เหลียวหลังแลผลในการกระทำของตัวเองสักนิด

 

                “ทำไมลูกทำอย่างนี้แพร ?”

                ศุภชัยจ้องลูกสาวสุดรักที่เอาแต่ก้มหน้านิ่งอยู่บนเตียงด้วยผิดหวังในตัวลูกสาวนัก

                “นี่หรือที่บอกพ่อว่าจะไปเรียนการโรงแรมและจะบริหารโรงแรมเอง แล้วนี่ลูกจะเป็นนักบริหารที่ได้ยังไง เมื่อลูกทำทุกอย่างตามอารมณ์ของตัวเองแบบนี้”

                หลังจากไล่เบี้ยเอากับผู้เห็นเหตุการณ์และรู้ว่าเป็นอย่างไร เย็นนั้นเองที่สองพี่น้องฝาแฝดยื่นใบลาออก ทั้งที่เขาไม่คิดจะเอาผิดใดๆ แต่ทั้งคู่ก็หมดสุขกับการทำงานที่นี่แล้ว

                “นี่นอกจากเราจะเสียคนทำงานดีๆ ไปถึงสองคน เรายังเสียเพื่อนที่ดีไปถึงสองคนด้วยรู้ไหมแพร บางทีพ่อเองเป็นคนผิดที่สอนลูกมาให้รู้จักแต่ฉกฉวยโอกาสทางธุรกิจมากกว่าการถนอมรักษามิตรภาพ ลูกถึงคิดแต่จะได้แล้วต้องได้ ไม่เคยเป็นผู้ให้…พ่อคงเป็นคนผิดเอง”

                เพียงหยดน้ำตาไหลลงอาบแก้มของเด็กผู้หญิงตรงหน้า ก็ทำให้ศุภชัยเต็มตื้นกับถ้อยคำมากมายที่คิดเอ่ย ผิดหวังในตัวลูกยังไม่เท่าผิดหวังในตัวเอง…เขาเลี้ยงลูกมาผิด…ผิดจริงๆ ก่อนที่เขาจะหันกลับออกไปจากห้องนอนของลูกสาวจึงทิ้งท้ายประโยคไว้เพียง

                “เมื่อแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ลูกก็ควรที่จะหัดขอโทษเอาไว้ด้วย”

 

                ทะเลยามดึกส่งเสียงครืนครางเพราะก้อนคลื่นกระทบฝั่งชัดกว่ากลางวันอยู่มากโข แม้เสียงดนตรีจากร้านอาหารใกล้ๆ จะดังแทรกเข้ามาบ้างบางคราว แต่ความสงัดก็มีอิทธิพลมากกว่า ตะเกียงดาราวอมแวมอยู่บนฟ้ามีสีน้ำเงินเข้มงาม…หากมายาวินก็ไม่มีใจมองนัก เขาสนใจก็แต่คนที่เดินคู่

                “คุณจะไปจริงๆ หรือ ?”

                “ใช่…เงินเก็บของเรามีมากพอแล้วด้วย” สิริคนางค์จับกิ่งไม้ขีดไปตามรอยทรายทุกครั้งที่ก้าวเดิน “ที่จริงก็ดีเหมือนกันที่เราจะได้กลับไปดูแลแม่ใกล้ๆ เสียที แล้วก็ทำอะไรอย่างที่เราฝัน วุ้นเส้นคงมีความสุขมากที่จะมีร้านอาหารเป็นของตัวเองเสียที เขาเร่งยิกๆ อยู่ตลอดเวลาที่ผ่านมาให้ฉันไปช่วยดูแลร้านน่ะ ถ้าทำจริงๆ เราจะพาเจ้าโอไปด้วยอีกคนพอมันเรียนมอปลายจบ”

                “แล้วเราล่ะ”

                “หืม ?”

                “แล้วเรื่องของเราล่ะ ?” มายาวินถามชัดคำ ไม่อ้อมค้อม ไม่หลบตา และไม่มีเวลาให้สาวความยืดอีกแล้ว ชายหนุ่มตู่เอาเองเสียเลยว่า “เราเป็นแฟนกันมาก็ตั้งนานแล้ว นับไปนับมาก็เกือบๆ ครึ่งปี ผมว่าคุณมาแต่งงานกับผมเถอะ ถึงตอนนี้ผมจะเป็นแค่มือสมัครเล่น แต่ต่อไปผมจะเป็นช่างภาพใหญ่ที่เก่งๆ และรับรองว่าดูแลคุณได้แน่”

                คำพูดของชายหนุ่มทำให้สิริคนางค์อยากหัวเราะออกมา หากกลับหัวเราะไม่ออก วูบหนึ่งในดวงตาไม่สามารถปิดมิด…ขลาดกลัว

                “คุณไม่รังเกียจอดีตของฉันหรือ ฉันมีอดีตที่ไม่สวยเลยนะ ขนาดรูดี้ที่ดีๆ กับฉัน พอรู้ว่าฉันเป็นยังไงในอดีตเขาก็หายไปเสียตอนไหนก็ไม่รู้ พอเจอกันอีกทีก็แทบไม่มองฉันเลย คนในโรงแรมป่านนี้ก็นินทากันสนุกปากไปแล้ว”

                “ผมไม่ได้มองคนที่อดีต ผมมองคนที่ปัจจุบันเขาเป็น” มายาวินว่า ก่อนจะยื่นมือไปดึงกิ่งไม้มาจากมือหญิงสาว แล้วลากเส้นไปรอบตัวเธอเป็นวงกลม “และอีกอย่างหนึ่ง…ใน 360 องศาที่ผมมองคุณมาตลอดนี่ มีสวยบ้าง ไม่สวยบ้าง แต่ผมก็รักคุณได้หมดทุกองศาเลยนะ”

                น้ำตาหญิงสาวหยดลงทันทีที่ได้ฟัง...อาจเป็นคำที่รอมานาน อาจเป็นความโล่งใจ และนั่นอาจเป็นการปลดปล่อยเธอออกจากอดีตที่ถูกกักขังอยู่นับนาน…

                สิริคนางค์เริ่มเอ่ยด้วยลำเสียงสั่น “ฉันชอบเวลาคุณถ่ายรูป”

                “ผมจะทำ” ชายหนุ่มพยักหน้า

                “ฉันชอบเวลาที่คุณเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง”

                “ผมไม่ลืมหรอก”

                “ฉันชอบเวลาคุณยิ้ม”

                “ผมรู้”

                “ฉันชอบ…”

                มีถ้อยคำมากมายหายเข้าไปในรอยสะอื้น ทันทีนั้นมายาวินก็ยื่นมือมาดึงศีรษะเธอให้ซบแนบอกเขา

                ในน่านน้ำ ทะเลยังคงสาดซัดคลื่นเข้ากระทบฝั่งเป็นจังหวะและบนน่านฟ้า ตะเกียงดารายังคงส่องแสงแวววับ

 

                สิริคนางค์จ้องมองคู่แฝดที่เก็บของขึ้นรถอย่างว่องไวและเงียบเชียบด้วยสีหน้าหนักใจ 

                พิทยากรแทบไม่พูดไม่คุยอะไรกับใครมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ทันทีที่รู้ว่าต้นคิดพาณัฐวุฒิและภรรยามาให้เจอกับเธอนั้นเป็นใคร หลังจากที่ลาออกทันทีและกลับถึงบ้าน เขาก็โทรศัพท์ไปหาเพื่อนเพื่อยืมรถขนของ แล้วก็เอาแต่เก็บของจนเสร็จในคืนเดียว และพอเช้าที่เพื่อนเอารถมาส่งให้เขาก็เร่งเก็บของอย่างที่เป็น

                มีเพียงความผิดหวังที่ฉายออกมาชัดทางดวงตา

                ควรหรือจะไม่ผิดหวัง เมื่อคนที่คิดจะรักและไว้ใจกลับทำร้ายกันได้เช่นนั้น…มันย่อมเหมือนถูกหักหลัง

                สำหรับเธอ…เหตุการณ์ของวานนี้ดูคล้ายจะเป็นการปลดปล่อยตัวเองออกจากอดีต แต่สำหรับเขา...อดีตที่แสนเจ็บปวดกำลังเริ่มต้น

                “วุ้นเส้นจะไปแน่หรือ นายไม่ปรับความเข้าใจกับคุณแพรก่อนหรือ คุณวินเขาก็บอกแล้วนี่นาว่าเธอเข้าใจผิดนึกว่าเราเป็นคนอื่น ไม่มีใครบอกเธอว่าเราเป็นแฝดนายนะ และเธอก็ไม่รู้ ความไม่รู้ไม่ถือเป็นความผิดนะวุ้น”

                “ความไม่รู้ไม่ผิดหรอก แต่ไม่รู้แล้วไม่ถามยังก่อปัญหาน่ะผิด” นั่นเป็นคำแรกที่พิทยากรเอ่ย “เขาควรเรียนรู้ที่จะถามสิ่งที่สงสัยมากกว่าคิดไปเองคนเดียว”

                “และนายก็ควรบอกเธอจากปากนายเองด้วยนะ” ชุติกานต์ที่มาช่วยขนของด้วยนั่งแหมะลงหน้าประตูห้องแล้วมองตรงไปที่ทางเข้าอพาร์ตเม้นต์ที่รถของมายาวินแล่นเข้ามา 

                ตุ๊กตาหน้ารถไม่ใช่ใครที่ไหน...ธนิศราภรณ์

                เพียงเห็น พิทยากรก็รีบลุกขึ้นแล้วคว้าข้าวของขึ้นรถไม่หยุดยั้ง เหมือนอยากไปให้พ้นๆ ไม่สนใจใครเลยทั้งนั้น กระทั่งมีมือหนึ่งมากระตุกชายเสื้อเขาขณะที่จัดของตรงกระบะอยู่ จึงทำให้ชายหนุ่มหยุดมือและเหลียวมอง

                “พี่วุ้น…แพรขอโทษนะคะ แพรขอโทษ”

                คำพูดนั้นเอ่ยออกมาจากปากของผู้หญิงบนรถเข็นที่ใบหน้าซีดเซียวเพราะปราศจากการตกแต่งใด ซ้ำดวงตายังบวมเป่งเหมือนผ่านการร้องไห้มาทั้งคืน เธอยกมือขึ้นไหว้ชายหนุ่ม พลันนั้นน้ำตาก็ร่วงอีก

                “แพรขอโทษจริงๆ พี่วุ้นอย่าโกรธแพรเลยนะ”

                เธอเงยหน้ามองเขา หวังเพียงนิดจะได้เห็นรอยยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดีเช่นเคย หวังอีกเพียงนิดจะเห็นเขายกมือขึ้นลูบผมอย่างที่เคยมา

                แต่ก็เปล่า...

                คนที่ยืนอยู่มองเธอด้วยสายตาว่างเปล่า เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูแล้วหันไปที่สิริคนางค์

                “สายแล้วอุ๋น รีบขึ้นรถ เดี๋ยวจะไปถึงช้า” เขาว่าแล้วเดินไปที่นั่งคนขับ สตาร์ทรถ ไม่ไยดีเธอเลยสักนิด เขาโกรธแล้ว และโกรธเธอจริงๆ กล่าวลาเพียงกับมายาวินที่พูดคุยกันอยู่ครู่ก่อนจะขับรถออกไป…ไปแล้วจริงๆ

                วูบหนึ่งนั้น เธอนึกถึงลูกโป่งสวรรค์…ลูกที่แม่เคยบอกให้รักษาให้ดี อย่าให้หาย…ถ้าลูกโป่งสวรรค์คือความสุขอย่างที่พิทยากรเคยพูดไว้…ณ วันนี้ เธอทำมันหลุดมืออีกแล้ว…ความสุขของเธอไม่มีแล้ว

                น้ำตาของหญิงสาวไหลหลั่ง พร้อมกับที่มายาวินเข้ามาช้อนตัวเธอขึ้นพาไปวางบนเบาะรถ โดยมีชุติกานต์คอยเก็บรถเข็นให้ 

                มายาวินขับรถออกมาจากอพาร์ตเม้นต์แห่งนั้น ใจหายอยู่ไม่น้อยกับการจากไปของคนทั้งคู่ ยิ่งกว่านั้นคือถวิลหาคนบางคน 

                หากคนที่อาการหนักยิ่งกว่าเขาคือคนที่ร้องไห้อยู่ข้างๆ นี่เอง…มายาวินขับรถไปเหลือบดูน้องสาวของตัวเองไป สงสารเธอจับหัวใจ อยากพูดอยากบอกบางคำที่ลึกไปกว่าที่เธอจะรู้และคิดทัน แต่เขาก็ให้สัญญากับพิทยากรแล้วว่าจะไม่พูดอะไร ทำให้เขาได้เพียงแค่ปลอบใจ 

                “ไม่เป็นไรหรอกแพร…ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวทุกอย่างจะดีเอง”

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น