อัปเดตล่าสุด 2019-05-15 10:05:57

ตอนที่ 2 บทที่ 2

บทที่ 2

 

                พิทยากรออกมาจากห้องทำงานของผู้อำนวยการโรงแรม ไม่หันหลังมองไปยังผู้ชายที่มีอำนาจสูงสุดในโรงแรมซึ่งกำลังมองมาเลยสักนิด...อาการสงบ แน่วนิ่ง หลังตรง หายใจเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เขาเป็นเช่นนั้นทุกขณะจิตที่อยู่ในห้องที่ใครต่อใครก็เรียกว่า ห้องเย็น

                จนกระทั่งเขาปิดประตูห้องนั้นแนบสนิท…ชายหนุ่มจึงพิงประตูเสียสนิทแนบและผ่อนระบายลมหายใจยืดยาวอย่างโล่งอก ยิ้มได้กับความว่างเปล่าตรงหน้า ทำท่าจะผิวปากหวือ แต่ระงับหลอดลมได้สำเร็จ ก่อนที่จะรีบสาวเท้ามายิ้มเผล่อยู่ข้างเคาน์เตอร์ของแผนกต้อนรับ

                “อุ๋น” เขาเอ่ยปากเรียกสิริคนางค์ที่ขณะนี้กำลังเอากุญแจใส่ซองให้กับแขกที่จองไว้ในวันนี้ ส่วนเธอ พอรู้ว่าเป็นใครเธอก็วางมือจากงานแล้วเร่ไปหาพิทยากรทันที สายตามีความห่วงใยเปี่ยมล้น

                “ได้ข่าววุ้นเส้นจากพวกห้องอาหารแล้ว” สิริคนางค์รีบบอก และไม่ต้องเท้าความยาวสาวความยืด “นายว่ายังไงล่ะวุ้นเส้น ?”

                “ก็ให้…”

                “ถูกไล่ออกแล้วสินะ”

                เสียงแหลมเล็กของธนิศราภรณ์ดังขึ้นมา พิทยากรจึงได้แต่ถอนใจ…ยายเด็กเปรตเอ๊ย…เขาหันไปมองตามต้นเสียงที่ถูกผู้ชายร่างสูงเลื่อนเก้าอี้เข้ามาหา แวบหนึ่งที่มองไปยังใบหน้าเรียบนิ่งของคนที่ยืนอยู่ข้างหลังแม่ผู้หญิงเจ้าปัญหา เขาพบแววตาอ่อนโยนและคำขอโทษในนั้น พิทยากรที่แวบจะเถียงวาบจะแย้งให้หายยิบๆ ปากก็สงบคำ กล่าวเพียง

                “ไม่เลวร้ายขนาดนั้นหรอกครับคุณ ถึง G.M.จะทำอย่างที่คุณอยากให้ทำ แต่ M.D.น่ะท่านมีความยุติธรรมพอ ถ้าอยากรู้ว่าท่านตัดสินยังไงคุณก็เข้าไปถามท่านเอาเองสิ”

                แววตาของคนที่นั่งบนเก้าอี้วาวโรจน์ เธอไม่พูดคำใดนอกจากใช้มือปั่นสองล้อลิ่วไปที่ลิฟท์เอง ปล่อยให้ผู้ชายที่มีหน้าที่เลื่อนเก้าอี้ให้ยืนนิ่ง…มองตาม

                “พักร้อนหนึ่งอาทิตย์หรือเปล่าครับ ?” มายาวินหันมาถามพิทยากร…ยิ้มน้อยๆ ที่ริมฝีปากนั่นทำให้พิทยากรฉีกยิ้มไม่หุบ

                “เป็นคุณเองสิท่า” พิทยากรว่าแล้วใช้นิ้วโป้งชี้ไปข้างหลัง ซึ่งมีเจ้าหญิงบัลลังก์เงินนั่งหน้าง้ำรออยู่หน้าลิฟท์ “ยายนั่น…คุณควรพูดกับเธอมากๆ จะเป็นประโยชน์กว่า”

                “หรือไม่ก็เลวร้ายลงกว่าเดิม” รอยยิ้มที่มุมปากถูกลบออกไปในทันทีที่มายาวินพูดประโยคนี้ เขากลับมาเป็นเงียบนิ่งอย่างเดิม ก่อนจะทิ้งท้ายประโยคหนึ่งไว้ก่อนก้าวไปหาเจ้าหญิงหน้างอ “ขอให้สนุกกับวันหยุดพักร้อนนะครับ”

                “แหงละ คุณได้อิจฉาผมแน่” พิทยากรว่า…เหมือนประชด แต่นั่นคือคำขอบคุณตามแบบฉบับของเขา

                ชายหนุ่มหันไปมองผู้หญิงอีกคนที่ถูกลืมไปในวงสนทนา 

                “เฮ้ย!” พิทยากรร้องลั่น ก่อนจะกางมือสองข้างไปวางแปะบนหน้าของสิริคนางค์เอาไว้ “เป็นรีเซฟชั่นจะมาทำหน้าทุเรศแบบนี้ได้ไง ยืนตัวตรงสิ อย่าขมวดคิ้ว เอ้า…ยิ้มหน่อย” เขายกหน้าเธอขึ้นจากเคาน์เตอร์ที่สาวเจ้าเอาคางเกยไว้ ใช้นิ้วโป้งแยกหัวคิ้วที่ขมวดเข้าหากันออก ก่อนจะดึงริมฝีปากเธอให้ฉีกยิ้ม “รีเซฟชั่นบ้าอะไรทำหน้าไม่ง้าม…ไม่งาม”

                เสียงบ่นของพิทยากรไม่ใช่เบาเลย มันดังเสียจนถึงหูของสองคนที่กำลังจะเข้าไปในลิฟท์และแวบที่สองคนผู้นั้นหันมาเห็นกิริยาของคนทั้งคู่ตรงหน้าเคาน์เตอร์ คนที่นั่งล้อแค่นหึในลำคอก่อนหันกลับ อีกคนเพียงยิ้มขำแล้วหันคืน เช่นเคยที่รอยยิ้มมีเพียงแวบเดียว เพียงเขามองเห็นใบหน้าบิดเบี้ยวของคนบนรถเข็นจากเงาสะท้อนของผนังลิฟท์…หน้ากากของความนิ่งก็เข้ามาแทนที่

                “ไม่เห็นเข้าใจตรงไหน ก็ทำไมคุณวินนั่นต้องเข้ามาช่วยนายด้วยล่ะวุ้นเส้น” หน้านิ่วคิ้วขมวดของสิริคนางค์ไม่หายไปเลยสักนิด กลับมีมากขึ้นไปอีกเมื่อได้ยินคำอธิบายจากปากผู้ชายตรงหน้า

                “ก็ไม่รู้สิ M.D.ก็บอกแค่ว่าสำหรับเขาแล้ว อะไรก็ตามที่ทำให้ลูกสาวไม่สบายใจเขาอยากจะปัดทิ้งให้หมด แต่ฉันคือคนที่ผู้บริหารคนใหม่เขาอยากร่วมงานด้วย ดังนั้นจึงพิจารณาให้พักร้อน 7 วันเป็นการลงโทษที่แสดงกิริยาไม่เหมาะสม ก่อความรำคาญให้แก่แขกเหรื่อน่ะ”

                “ตาวินนั่นเป็นผู้บริหารคนใหม่รึ ?” สิริคนางค์ชี้ไปทางลิฟท์ที่เงียบสนิทไปนานนาทีแล้ว

                “ก็งั้นมั้ง เขาจะมาเป็นผู้บริหารมั้งหลังจากแต่งงานกับคุณแพรแล้วน่ะ ได้ยินเขาว่ากันว่าคุณวินมาคราวนี้จะมาศึกษาระบบงานจริงจากทุกแผนกด้วย” ชุติกานต์ยื่นหน้ามาบอกเพื่อนอย่างผู้ที่รู้ทุกอย่างที่ ‘เขาว่ากันว่า’

                “ก็เขาไม่ใช่พี่น้องกันเหรอ ก็ไหนคุณวินนี่เป็นหลาน M.D.ไง”

                “ก็ไม่รู้สิ ญาติห่างๆ มั้ง” ชุติกานต์ยักไหล่แล้วครวญเพลง “เรือล่มในหนอง ทองเล่าจะไปไหน”

                พิทยากรฟังแล้วให้ยักไหล่บ้าง “ไปดีกว่าเรา”

                “อ๊ะ วุ้นเส้นเลิกงานตอนบ่ายนี่ แล้วจะไปไหนต่อ ?” สิริคนางค์เรียกไว้ในทันที ชายหนุ่มไม่ตอบหากทำท่าขว้างเบ็ด นิ่งเพียงพักแล้วกระตุกที่ปลายมือเล็กน้อย ก่อนจะทำท่าหมุนรอกแล้วยิ้มกริ่ม หันมาบอกสิริคนางค์

                “เย็นนี้รอกินปลาเผานะอุ๋น”

 

                ท่าเรือประมงเล็กในยามเย็นยังคลาคล่ำไปด้วยผู้คน เพราะบางลำเรือจะออกทะเลตอนค่ำแล้วกลับเช้า ขณะที่บางลำเล็กก็ไปเมื่อย่ำรุ่งเพิ่งกลับมา

                มายาวินกดชัตเตอร์เก็บภาพต่างๆ ตรงหน้า ก่อนจะเงยมองเรือลำเล็กที่กำลังแล่นเข้ามาสู่ท่า ผู้ชายที่อยู่หัวเรือสวมหมวกสานปีกกว้างปิดใบหน้าเสียเกือบครึ่ง ผิวขาวและรอยยิ้มกว้างๆ ที่มีดูไม่เข้ากันสักนิดกับกางเกงชาวเลสีตุ่นและเสื้อยืดสีขาวที่ดูจะยืดแล้วย้วยอีกไปทั้งรอบคอของเขา ยิ่งท่ายืนเท้าสะเอวนั่นก็ดูเก๋ไม่หยอก…เก๋จนไม่ดูเป็นชาวเลแต่ดูเป็นนักท่องเที่ยวที่ค่อนข้างบ้าชีวิตทะเลเสียมากกว่า

                แปลกใจก็แต่ถึงแม้จะค่อนแคะภาพเบื้องหน้าอยู่ในใจ แต่มายาวินก็รู้สึกถูกใจกับภาพที่เห็นเสียจนต้องกดชัตเตอร์เก็บภาพนั้นไว้ และก็ให้แปลกใจไม่ใช่น้อยๆ ที่คนในภาพกระโดดจากเรือผลุงมาที่เขาทันที

                “สวัสดีครับคุณวิน”

                แถมรู้จักชื่ออีกแน่ะ มิหนำพูดภาษาไทยได้ด้วย หากพลันชายหนุ่มก็หายข้องใจเมื่อนักท่องเที่ยวหนุ่มถอดหมวกสานออก ผู้ชายที่ยิ้มกริ่มมาให้ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย กลับเป็นคนที่ดวงชะตาหมุนทางโคจรให้พบเจอกันมาแล้ว…พิทยากร

                มายาวินหัวเราะออกมาเบาๆ

                “ผมนึกว่านักท่องเที่ยวที่ไหนเสียอีก”

                “ผมก็นึกว่าแมวมองที่ไหนมาแอบถ่ายรูปผมเสียอีก เกือบวิ่งเข้าชกแล้วไงโทษฐานถ่ายรูปโดยไม่ได้รับอนุญาต”

                คำพูดของพิทยากรทำให้มายาวินหน้าเหี่ยว

                “ขอโทษทีครับ เวลาผมถือกล้องแล้วเห็นอะไรสะดุดตามันก็ไม่คิดจะหยุดมือน่ะ” ชายหนุ่มยืดคอมองพิทยากรที่ก้มตัวเอาเชือกในเรือมาผูกตอไม้ไว้ ขณะที่เด็กหนุ่มผิวคล้ำท้ายเรือกำลังใช้ถุงกระสอบคลุมเครื่องยนต์ หยิบคันเบ็ดและอุปกรณ์ต่างๆ ในเรือออกมายื่นให้คนเสื้อขาวคอย้วย

                “ไม่ได้อะไรสักตัว” เด็กหนุ่มว่า ขณะที่ชายหนุ่มหัวเราะออกมาทันใด

                “วันนี้วันเสาร์ ปลามันไม่ออกว่าราชการหรอกไอ้โอ แล้วที่ไม่ได้อะไรนี่ก็ดีกับแกนะ เพราะฉันจะซื้อปลาที่แม่แกนี่แหละ” พิทยากรเดินไปหาหญิงสูงวัยคนหนึ่งที่กำลังนั่งเฝ้ากะละมังใบเขื่องที่ใส่ปลาไว้

                “ป้า...ตัวใหญ่ๆ สองตัวนะ จะเอาไปเผา”

                ชายหนุ่มนั่งยองๆ ลงตรงหน้าคุณป้าที่ส่งยิ้มมาให้เป็นคำตอบ ก่อนที่ป้าจะลงมือกับปลาสองตัวพร้อมเสียงทักจากมุมหนึ่งด้านหลังคุณป้า

                “เสียเที่ยวหรือวุ้นวันนี้น่ะ” ชายสูงวัยตัวผอม เค้าหน้าไม่ต่างจากเด็กหนุ่มที่ขับเรือให้พิทยากรเมื่อครู่ยิ้มเยือน ขณะเดียวกันก็ซ่อมแหที่ขาดอยู่

                “ลูกชายลุงน่ะสิ เปลี่ยนที่มั่นผม ผมก็บอกให้ไปที่เดิม มันก็บอกอยู่นั่นแหละว่าเจอที่ใหม่มีปลาเจ๋งกว่าแล้วไงล่ะ ผมก็ต้องมากินปลาลุงน่ะสิ ผมว่ามันมีแผนนะเนี่ย หลอกเอาค่าน้ำมันผมแล้วยังจะให้ผมมาซื้อปลาของมันอีก”

                “อ้าวๆ พี่วุ้น ตัวเองไม่มีฝีมือมาโบ้ยความผิดให้ผมได้ไงเนี่ย” เด็กหนุ่มที่โดนกล่าวถึงเริ่มโวยวาย กลับนั่นสร้างเสียงหัวเราะให้คนรอบข้าง

                แชะ...

                ทุกเสียงหยุดชะงักไปชั่วขณะเมื่อชัตเตอร์ถูกกดลงอีกครั้ง ทุกสายตาหันไปมองชายคนหนึ่งซึ่งหันลำกล้องมองตรงไปที่ลุงกอบ ในคมเลนส์คือภาพชายสูงวัยกับแหที่ถูกขึงมาจากขื่อเบื้องบน มือหยาบกระด้างจับซ่อมแหที่ฉีกขาด ใบหน้าผอมเกร็งและผิวคล้ำบอกความหยาบกร้านของชีวิต แต่ดวงตาสุกใสและรอยยิ้มสว่างที่ปรากฏขณะที่ชัตเตอร์ได้กดลงไปนั้นก็แสดงชัดว่า…อย่างไรชีวิตก็มีมุมที่งดงาม

                รอยยิ้มที่เป็นสุขทำให้ชีวิตเป็นอย่างนั้น

                “อะ…ฮึ่ม…แฮ่ม…”

                พิทยากรพยายามกระแอมกระไอให้ทุกคนหันมาที่ตัว ขณะที่ลำกล้องของมายาวินถูกลดลงถึงอกอย่างนึกไปว่าเผลอมืออีกแล้ว

                “คือ…ลืมบอกทุกท่านไปครับว่าคนนี้” พิทยากรผายมือไปที่มายาวิน “เอ…เรียกไงดี เป็นหลานเจ้านายผมเอง”

                พอได้ยินคำว่า ‘เจ้านาย’ แม้ความจริงจะเป็น ‘หลานเจ้านาย’ เจ้าโอ ลุงกอบ และ ป้าไหม ก็พร้อมใจกันยกมือไหว้คนหนุ่มที่ถือกล้องอยู่ จนคนถือกล้องต้องปล่อยมือรับไหว้แทบไม่ทัน ดีที่ใช้สายคล้องคอเอาไว้ ไม่อย่างนั้นกล้องคงลุ่ยไม่เป็นชิ้น

                “ไม่ต้องไหว้ก็ได้ครับ” มายาวินบอกเบาๆ พลางยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ฉายาเจ้าชายหน้ากากไม่เหลือแม้เพียงนิดในร่าง

                “เขาชอบถ่ายรูปน่ะครับ เลยถ่ายไปทั่วจนชาวบ้านชาวช่องเขาตกใจกันหมด” พิทยากรเอ่ยขึ้น

                “ขอโทษนะครับลุง” มายาวินไหว้ปรกๆ ขอโทษที่อาจหาญถ่ายรูปจนหยุดเสียงรื่นรมย์เมื่อครู่ หากนั่นกลับเรียกรอยยิ้มเอ็นดูได้จากลุงกอบ

                “ชอบก็ถ่ายไปเถิดพ่อ ถ่ายแล้วลุงขอดูบ้างได้ไหม ลุงไม่มีรูปถ่ายกับเขาหรอก” คำบอกเล่าซื่อๆ นั่นทำให้ตาของมายาวินเป็นประกาย

                “แล้วลุงมีรูปถ่ายครอบครัวไหมครับ ?”

                “ขนาดเดี่ยวๆ ยังไม่มี จะเอารูปครอบครัวจากไหนเล่าคุณ”

                “งั้นผมถ่ายให้”

                ลุงกอบแทบคอหลุดด้วยหันขวับมามองคนพูดอย่างไม่เชื่อสายตา แต่ก็ต้องเชื่อเมื่อเห็นคนหนุ่มกุลีกุจอจับป้าไหม คว้าตัวเจ้าโอมานั่งกับลุงกอบพลางถามถึงคนอื่น และพอได้รู้ว่ายังมีลูกชายคนโตอีกคนที่กำลังเตรียมเรือออกตอนค่ำก็จะเดินหาทันที ทุกคนจึงได้แต่ร้องห้ามแล้วให้พิทยากรที่เป็นกองหนุนไปเรียกมาแทน

                เมื่อพร้อมหน้า มายาวินก็ตั้งกล้อง...ถ่ายเสียหลายใบ

                “ล้างรูปแล้วผมจะเอามาให้นะครับลุง” มายาวินสัญญาเป็นมั่นเหมาะ ก่อนที่ลูกชายคนโตของลุงจะออกเรือและทุกคนก็แยกย้ายไปกันเพราะฟ้ามืดแล้ว

                “พี่วุ้น พรุ่งนี้ตอนเย็นไปตกหมึกไหม ?” โอส่งเสียงเจื้อยแจ้วแล้วประสานสายตากับผู้ชายที่เพิ่งรู้จัก “พี่ด้วย ไปไหม…พี่เคยเห็นเขาตกหมึกหรือเปล่า ?”

                “ไม่เคยเห็น” มายาวินตาวาวเหมือนเด็กที่ถูกล่อด้วยขนมถูกใจ แต่แวบเดียวก็วับหาย “แต่เย็นพรุ่งนี้ไม่ว่าง”

                “พรุ่งนี้ฉันก็จะขึ้นละอู เอาไว้กลับมาแล้วจะไปด้วย” พิทยากรบอกเด็กหนุ่มแล้วเหลือบมองมายาวินที่ซ่อนความหม่นหมองออกจากแววตาไปไม่พ้น

                “ไว้ว่างๆ ไปกันไหมคุณ ตกหมึกน่ะสนุกอย่างนี้เลย” พิทยากรว่าแล้วชูนิ้วโป้งทั้งสองข้างขึ้น ทั้งที่มือข้างหนึ่งยังมีถุงปลาห้อยอยู่รุงรัง กอรปกับเสื้อยืดคอย้วย กางเกงชาวเลสีตุ่นและหมวกสานบานรุ่งริ่ง อา…เหมือนยาจกในหนังไม่มีผิด “คุณ…ไปกินปลาเผาบ้านผมไหม ?” 

                มายาวินต้องกะพริบตาปริบๆ เมื่อผู้ชายตรงหน้าหุบนิ้วโป้งและมือข้างที่ว่างลง ชูไว้ก็แต่ปลาสองตัว

                “บ้านผมอยู่ไม่ไกลโรงแรมหรอก ขากลับเนี่ยอยู่ก่อนถึงโรงแรมนิดเดียว ยังไงคุณก็ต้องผ่านอยู่แล้ว แวะกินปลาบ้านผมนะ…แวะส่งผมด้วย”

                เถอะ…ที่แท้ก็ตัวร้าย มายาวินคิดในใจ…ก็คิดจะติดรถกลับนี่หว่า

 

                กระนั้นมายาวินก็ได้นั่งมาในรถจนได้…บ้านที่เขาว่าที่จริงคืออพาร์ตเม้นต์สามชั้นธรรมดาๆ นี่เอง เพีงหยุดรถหน้าอพาร์ตเม้นต์พิทยากรก็ทำหน้าตาตื่นเหมือนถูกผีหลอกแกมร้องลั่น

                “แย่แล้ว! ไฟห้องผมเปิด”

                คนพูดรีบออกจากรถ วิ่งโร่ไปที่ห้องหนึ่งซึ่งอยู่บริเวณชั้นสอง คนขับรถที่ดูจากการณ์แล้วก็คิดว่าคงเกิดเหตุร้ายจึงโร่ตามบ้าง…ทันพอดีกับตอนที่เจ้าของห้องเปิดประตูออกกว้าง

                “ไอ้อุ๋น…เอาอีกแล้ว!” เจ้าของห้องครางแทบไม่เป็นคำเมื่อเห็นผู้หญิงผมยาวประบ่าคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่หน้าทีวีของเขา และตรงหน้าเธอนั้นมีขวดโหลใบย่อมที่ใส่น้ำสีน้ำตาลเข้มไว้ครึ่งขวดวางอยู่ บนฝาโหลที่ถูกเปิดวางเอาไว้ข้างๆ กันคือแก้วเป๊กหนึ่งใบ

                สาวเจ้าหันมามองคนที่เข้ามาใหม่ตาปรือ

                “ไอ้วุ้นเส้น…ไหนว่าจะมาเผาปลาให้กิน หายไปไหนมาฮึ แล้วนั่นพาใครมาด้วย ?”

                มายาวินมองผู้หญิงที่ชี้หน้าเขาแล้วเคืองแถมข้องใจ นี่เป็นคนรักของพ่อหนุ่มวุ้นนี่เหรอ…เลือกผู้หญิงได้ไม่เข้าท่าชะมัด 

                “ใครใช้ให้กินเหล้าหวานของฉันตั้งครึ่งค่อนกันแม่คู้ณ…” พิทยากรว่าเสียงสูง แล้วยื่นปลาให้มายาวินหน้าตาเฉย “ฝากหน่อย”

                คนยื่นปลาเดินเข้าหาแม่คนที่นั่งตาปรืออยู่ เก็บขวดโหลปิดฝา แล้วยกไว้ให้ห่างจากมือคน เก็บแก้วเป๊กวับหายไปหลังห้อง ก่อนจะยื่นหน้ามาหาคนถือปลาที่ยืนเอ๋ออยู่หน้าประตู

                “คุณ…เข้ามาช่วยผมทำปลาเผาหน่อย”

                ไม่เกรงใจกันเล้ย…แต่ความที่ปฏิเสธใครไม่เป็นทำให้มายาวินต้องเดินผ่านแม่ผู้หญิงเละเทะคนนั้นเข้าไปหาผู้ชายที่กวักมือเรียกหยอยๆ ผ่านประตูบานหนึ่งที่คิดว่าคงเป็นห้องนอนที่ถูกกั้นเป็นสัดส่วนไว้

                ห้องพักขนาดเล็กกะทักรัดที่แบ่งห้องนอน  ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำและห้องครัวเป็นสัดส่วนมีข้าวของน้อยชิ้นเพียงเท่าที่จำเป็น  ทำให้บ้านเล็กดูสะอ้าน  มีมุมรกๆ อยู่ที่เดียว คือตรงห้องนั่งเล่นมุมนั้นจะมีที่นอนปิกนิกถูกพับเอาไว้วางทับซ้อนกับหมอนและผ้าห่มผืนบางซึ่ง ณ เวลานั้นผู้หญิงเละเทะกำลังนั่งพิงมันอยู่

                ที่จริงมันรกเพราะผู้หญิงคนนั้นหรือเปล่าเขาก็ไม่แน่ใจ

                ทันทีที่ยื่นปลาให้เจ้าของห้อง  พิทยากรก็ก็ทำหน้าที่พ่อครัวมือฉมังโดยไม่สนใจมายาวินเลยสักนิด  ชายหนุ่มทำกับข้าวอย่างง่ายๆ อีกสองอย่าง แล้วใช้ให้เขายกมาวางตรงหน้าแม่เละเทะ พอเขาเตรียมสำรับเรียบร้อยปลาก็สุกพอดี เจ้าของบ้านยกมาวางตรงกลางสำรับเป็นไฮไลท์ของงานแล้วลุกออกไปจากห้อง ก่อนจะกลับเข้ามาพร้อมผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่มายาวินพอคุ้นหน้า

                “อุ๊ย…เจ้าชาย อ๊ะ...คุณวิน สวัสดีค่ะ มาได้ยังไงเนี่ย ?”

                ทันทีที่เธอยกมือไหว้เขา ชายหนุ่มก็จำได้ว่าคือพนักงานต้อนรับของโรงแรมนี่เอง…เวลาไม่เกล้าผมแล้วดูหน้าเปลี่ยนไป

                “บังเอิญเจอกันเลยชวนมากินข้าวด้วย” คนตอบคือพิทยากรที่นั่งขัดสมาธิเตรียมโซ้ยกับข้าวเต็มที่ แถมยังลงมือเสียก่อนใครอีกด้วย “รีบกินเร็ว เดี๋ยวจะตามมาอีกสองคน”

                สิ้นคำของเขาทุกคนก็ลงมือไม่พูดไม่จากัน  ชุติกานต์ที่เหมือนมีคำถามมากมายก็ลืมคำถามไปสิ้น หันมากินลูกเดียว กระทั่งผู้หญิงเละเทะข้างตัวมายาวินก็รีบกินเร็วด่วน

                …อร่อยแฮะ…กะอีแค่ปลาเผาร้อนๆ โรยเกลือนิดหน่อยและจิ้มน้ำปลาธรรมดา ทำไมรสมันถึงได้หวานอร่อยลิ้นนักก็ไม่รู้ ผัดกระเพราปลาหมึกก็รสจัดจ้าน เข้ากันพอดีกับต้มจืดเต้าหู้ไข่ที่รสนุ่มละมุนและกลมกล่อม

                นานแค่ไหนแล้วนะที่เขาไม่ได้กินอะไรอร่อยๆ กับคนมากๆ แล้วบรรยากาศเป็นกันเองแบบนี้

                นานแค่ไหนแล้วนะ…ตั้งแต่น้องแพรไม่สบาย ก็ 8 เดือน…แค่เกือบปี ทำไมดูนานนักก็ไม่รู้สำหรับเขา

                ชายหนุ่มรู้สึกว่าหน้าตึงๆ ขึ้นมาทันที และกว่าจะรู้ตัวว่าพลาดไปเสียแล้วก็เมื่อเห็นแม่เละเทะหยีตามองเขาอยู่ห่างออกไปแค่คืบ ใบหน้าเขาอยู่ในมือแม่นั่นซึ่งกำลังดึงสองข้างแก้มให้ฉีกยิ้ม

                “ถามจริงเถอะคุณ จะยิ้มแย้มกับเขาทีมันเจ็บหรือเปล่าน่ะ ทำไมชอบทำหน้ากระด้างอยู่ได้น่ะ…หืออออ…”

                “เฮ้ยๆๆๆ” พิทยากร ชุติกานต์และชายหญิงอีกคู่หนึ่งที่มาถึงหน้าประตูร้องพร้อมกัน

                พิทยากรถึงตัวสิริคนางค์ก่อนใคร ปลดมือเธอออก ยกร่างเธอขึ้นแล้วอุ้มแกมลากเข้าไปในห้องที่ปิดประตูเอาไว้เมื่อครู่

                “เมาแล้วก็ไปนอนเดี๋ยวนี้เลย” เสียงพิทยากรว่า

                “ยังไม่ม้าว…” เสียงหญิงสาวโฉงเฉง แล้วก็อู้อี้ในประโยคถัดมา “แค่สงสัยว่าทำไมทำหน้าตายอยู่ตลอดเวลา ก็แค่อยากรู้ว่าหน้าเขานี่มันนุ่มหรือว่ากระด้างเท่านั้นเอง เอ๊…”

                “โลกมันโคลงใช่ไหม มันโคลงใช่ไหมหือ นอนลงไปเลย ไม่ต้องลุกขึ้นมาเลย”

                เสียงชายหญิงสองคนในห้องยังเถียงกันเรื่องเมาไม่เมาอยู่  คนนอกห้องจึงเริ่มหมดความสนใจ  สองคนที่มาใหม่ก็เริ่มหาที่นั่ง

                “กินต่อเถอะ อย่าไปสนใจไอ้แฝดสองตัวนั่นเลย” หนึ่งในสองที่เข้ามาใหม่พูดขึ้น และนั่นก็ทำให้มายาวินต้องหันกลับมาในวงข้าว

                “เป็นแฝดกันเหรอครับ ?”

                ทุกคนพยักหน้าหงึก

                “ไม่เห็นจะเหมือนกันเลย”

                ทุกคนพยักหน้าอีกหงึก

                จะบ้า…มายาวินคิดอยู่ในใจ พอดีกับที่สายตาเหลือบไปเห็นนาฬิกาข้างฝาบอกเวลาหนึ่งทุ่มสามสิบนาที

                “น้องแพร!” วาบนั้นเขาก็ลุกขึ้นทันที

                “อ้าว...จะกลับแล้วเหรอคะคุณวิน ?” ชุติกานต์ถามขึ้น ชายหนุ่มจึงพยักหน้า

                “ครับ นัดน้องแพรเอาไว้”

                ชุติกานต์จึงพยักหน้าตามอีกคน…นัดกับเจ้าหญิงบัลลังก์เงินเอาไว้นี่เอง

                “อ๊ะ…คุณวิน” หญิงสาวร้องตามอย่างหวังจะบอกอะไรสักอย่างเมื่อชายหนุ่มกำลังใส่รองเท้าอยู่หน้าห้อง

                “ครับ ผมฝากขอบคุณคุณวุ้นด้วยนะครับ แล้ววันหลังผมจะมากินด้วยใหม่” 

                “ค่ะ” หญิงสาวรับคำขณะที่ชายหนุ่มเดินแกมวิ่งออกไป พอดีกับที่พิทยากรออกมาจากห้อง

                “อ้าว ไปแล้วเหรอ ?”

                “อืม” ชุติกานต์พยักหน้า ก่อนจะทำตาตื่นอย่างนึกได้ว่าจะบอกอะไรสักอย่าง “อ๊ะ…คุณวิน” 

                “อะไร ? มีอะไรหรือเปล่า ?” พิทยากรเลยตื่นด้วยอีกคน

                “ลืมบอกคุณวินว่าที่อุ๋นจิมันทำเมื่อกี้น่ะ แก้มคุณวินเปื้อนเกลือกับเศษปลาเลย” สิ้นเสียงบอกกล่าวของชุติกานต์ สามคนที่เหลือในวงข้าวจึงได้แต่ร้องพร้อมกันอีกวาระ

                “เออ…กรรม”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น