อัปเดตล่าสุด 2019-05-15 10:07:22

ตอนที่ 3 บทที่ 3

บทที่ 3

 

                มายาวินตื่นขึ้นมาในตอนเช้าด้วยความรู้สึกเซ็งสุดขีด เมื่อวานเขากลับมาที่ห้องอาหารของโรงแรมด้วยรอยเกลือ เศษปลาเผา แถมกลิ่นน้ำปลาด้วยนิดหน่อย ท่านอาศุภชัยทั้งธนิศราภรณ์ต่างมองเขาด้วยสายตาค่อนเคือง ยิ่งธนิศราภรณ์แล้วต่อว่าเขาตั้งแต่โต๊ะอาหาร จนกระทั่งส่งเธอเข้านอนก็ยังไม่ยอมหยุด

                เป็นเพราะแม่แฝดขี้เมานั่นทีเดียวเชียว

                “พี่วิน...พี่วินเปิดประตูให้แพรหน่อย”

                เสียงเคาะประตูข้างที่เปิดต่อถึงกันได้พร้อมเสียงเรียก แสดงอารมณ์หงุดหงิดของคนหลังประตูทำให้มายาวินต้องรีบไปเปิดให้ สาวน้อยหน้าเป็นจวักทันทีที่เห็นอุปกรณ์ถ่ายรูปที่วางระเกะอยู่บนเตียงของชายหนุ่ม

                “พี่วินจะทิ้งแพรไปถ่ายรูปอีกแล้วใช่ไหมคะ พี่วินจะปล่อยให้แพรต้องเหงาเป็นคนพิการที่ใครๆ ก็ไม่สนใจใช่ไหม”

                “ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อยแพร วันนี้พี่ไม่ไปไหนหรอก จะอยู่เป็นเพื่อนแพรทั้งวันเลย แต่พี่เอาฟิล์มที่ถ่ายไว้เมื่อวานออกมา จะฝากคนขับรถไปล้างให้นะครับ” ชายหนุ่มรีบรี่เข้ามาลูบผมสาวน้อย ก่อนจะเลื่อนรถเข็นของเธอมาอยู่กลางห้องเขา ส่วนตัวเองก็อ้อมมาอยู่ตรงหน้าเธอแล้วยิ้มให้

                “ถ่ายรูปไหมสาวน้อย วันนี้น้องแพรออกสวย พี่ถ่ายรูปให้ดีกว่านะ”

                หญิงสาวคลี่ยิ้มทันทีที่ได้ฟัง จึงดังนั้นมายาวินหันไปหยิบฟิล์มม้วนใหม่ขึ้นมาจัดการ ก่อนจะหันลำกล้องไปหาคนที่อยู่กลางห้อง

                “แพรไม่อยากถ่ายกับรถเข็น”

                เสียงสร้อยเศร้าของสาวน้อยทำให้มายาวินต้องวางกล้องในมือลงทันที 

                “งั้นไปถ่ายที่ระเบียงไหม ?” ชายหนุ่มถาม และทันทีที่เห็นว่าคนที่นั่งอยู่พยักหน้ารับเขาก็ลุกขึ้นไปเปิดประตูหลังห้องที่มีระเบียงเล็กไว้นั่งดูธรรมชาติรอบด้าน มายาวินกลับมาอุ้มธนิศราภรณ์ไปวางบนระเบียงไม้

                แสงนวลของแดดยามเช้าสาดซัดเข้าจับต้องเสี้ยวหน้าของสาวน้อยเป็นภาพนุ่ม ยิ่งชายหนุ่มใช้ฟิลเตอร์สีวอร์มโทนลงไปอีก ภาพนั้นยิ่งชวนฝัน เขาถ่ายรูปเธอไว้ในทันที และนั่นก็ทำให้เช้านี้ดูจะเป็นเช้าที่ดีของธนิศราภรณ์ เธออารมณ์ดี และที่สำคัญคืออาหารอร่อยจนไม่พาลเอากับคนทำ ทุกคนในห้องอาหารต่างภาวนาให้เป็นอย่างนี้ทุกวันและทุกมื้อ

                 

                 มายาวินพาธนิศราภรณ์มาถึงล็อบบี้ ก่อนที่จะเดินเลยไปที่ลิฟท์เขาก็สะดุดตากับคนในเคาน์เตอร์ พนักงานต้อนรับหญิงในชุดบอดี้สูทสีแดงเลือดหมู เกล้าผมเป็นมวยรวบด้วยโบว์ผูกสีน้ำตาลเข้มคนนั้น

                ใช่แล้ว…ชายหนุ่มนึกขึ้นได้…เมื่อวานที่เขาคุยกับพิทยากรอยู่ แม่คนนี้ที่เกยคางกับเคาน์เตอร์ฟังนั่นเอง

                ใช่แล้ว…แม่ขี้เมาที่ทำเขาเดือดร้อนเมื่อเย็นวาน

                “พี่วิน หยุดทำไมกันคะ ?”

                ธนิศราภรณ์เงยมองคนข้างหลัง ทำให้เขาต้องหยุดความคิดอื่นและหันกลับมาทำหน้าที่ตามเดิม กล่าวเสียงเรียบๆ ว่า

                “พี่ไม่คุ้นหน้าพนักงานต้อนรับคนนี้น่ะ เลยแปลกใจนิดหน่อย คงรับมาใหม่มั้ง” 

                หญิงสาวเหลียวมองไปที่เคาน์เตอร์ เห็นพนักงานต้อนรับหน้าตาอย่างนั้นๆ สองคนมองมา คนหนึ่งยกมือขึ้นไหว้ คนนี้คุ้นหน้าคุ้นตาดีเพราะอยู่มาหลายปีแล้ว ชื่อชุติกานต์ ส่วนอีกคนไหว้แล้วทำหน้าแปลกๆ ปั้นยาก คงเป็นพนักงานใหม่อย่างที่มายาวินว่า

                ธนิศราภรณ์มองแล้วเลยผ่าน คิดเพียงจะไปนั่งที่ห้องคุณพ่อ ส่วนมายาวินคิด…เขาคิดว่าจะกลับมาคิดบัญชีกับแม่นั่น

               

                “วิน อาอยากให้วินลองศึกษางานในโรงแรมจากการปฏิบัติจริงดู เพราะพอวินเข้ามาบริหาร วินจะได้เข้าใจระบบงานอย่างถูกต้อง ที่ไม่ใช่แค่ในตำราที่เรียนมา ส่วนจะศึกษางานแผนกไหนก่อน คงต้องแล้วแต่วินนะ อาให้วินตัดสินใจเองในเรื่องนี้” เพียงมายาวินเข้ามาในห้อง ศุภชัย ก็ไม่รอที่จะชี้แจงให้ชายหนุ่มรับรู้ถึงแผนการที่จะผลักดันเขาสู่นักบริหาร โดยไม่รู้เลยว่าเป็นการส่งลูกเข้าทางพอดี

                “ผมขอดูกับทาง Front Office ก่อนเลยก็แล้วกันนะครับอา เพราะว่าทางฟร้อนท์ถือเป็นหน้าตาของโรงแรมและเขาก็จะรู้ปัญหาของแขกมากกว่าแผนกอื่นเพราะใกล้ชิดแขกที่สุด ผมอยากรู้ส่วนนี้มาก” มายาวินยิงโครม

                “ได้สิ ว่าแต่วินจะเริ่มวันไหนดีล่ะ ?”

                “วันนี้เลยก็ได้ครับอา” มายาวินว่าแล้วลุกขึ้น “เช้านี้เห็นว่ามีเช็คเอ้าท์ ผมไปดูก่อนดีกว่านะครับ” สิ้นประโยคนั้น ร่างมายาวินก็หายไปจากห้องในทันที ยังเสียงหัวเราะให้ศุภชัย…หัวเราะอย่างปลื้มเปรม

                “คนหนุ่มนี่มันไฟแรงจริงๆ”

                มีก็แต่ธนิศราภรณ์ที่มองเห็นความผิดปกติและมีลางสังหรณ์บางอย่างปรากฏขึ้นเป็นเงาลางในความรู้สึก พี่วินแปลกไป…เขาไม่อยากทำงานโรงแรมนักหรอก แม้ว่าจะเรียนจบมาทางด้านการโรงแรม แต่นั่นก็เป็นเพราะเขาเกรงใจคุณพ่อมากกว่าถึงได้เรียนจนจบ โดยที่ความจริงแล้วถ้าหลบได้ชายหนุ่มต้องหลบเสมอ แต่นี่ทำไมเขากระโจนเข้าไปหากันนะ…ทำไม

                ถึงจะสงสัยเป็นนักหนา แต่เธอก็เพียงได้แต่มองตามเขาไปเท่านั้น

 

                มายาวินออกจากลิฟท์หมายจะเข้าไปหาแม่ขี้เมาและต่อว่าเธอเรื่องที่ทำไว้เมื่อเย็นวาน แต่พอมาถึงเคาน์เตอร์ก็ปรากฏเหตุการณ์อลวนขึ้นเพราะแขกไม่ยอมจ่ายเงินค่ามินิบาร์ ชายหนุ่มจึงหยุดมองการทำงานของสองสาวอยู่ห่างๆ

                “เช็คดูที่ห้องอีกทีได้ไหม แขกบอกว่าเขาไม่ได้กินนะ เขาว่าเขากินน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะ ของในตู้เย็นน่ะเขาไม่ได้แตะเลย” สิริคนางค์กรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์ เร็วและชัดคำ ก่อนจะวางสายและหันไปหาแขกสองคนที่ยืนหน้ามุ่ยอยู่หน้าเคาน์เตอร์ สื่อสารเป็นภาษาอังกฤษว่า “กรุณารอสักครู่นะคะ เรากำลังให้ทางแม่บ้านเช็คดูอีกรอบหนึ่งค่ะ”

                กล่าวจบเธอก็หันมาเก็บเงินแขกคนอื่นที่มาจ่อคิวอยู่ และเพียงอึดใจเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง สิริคนางค์รีบคว้า

                “ว่าไง…กินแน่ใช่ไหม มีเศษขยะหรือขวดเปล่าอะไรบ้างไหม วิ่งเอามาให้ด่วนเลยนะคะ” หญิงสาววางหูแล้วทำงานต่อไป ครู่ต่อมาก็มีผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งแกมหอบออกมาจากลิฟท์ ยื่นกระป๋องน้ำอัดลมสภาพบุบบี้ให้กับสิริคนางค์

                “อยู่ในถังขยะ” ผู้หญิงชุดสีน้ำเงินบอก ขณะที่มือเรียวเล็กของสิริคนางค์คว้ามันขึ้นมองสองฝรั่งหน้ายุ่ง

                “เรานำขวดนี้มาจากถังขยะห้องคุณค่ะ คิดว่าคุณคงลืม”

                อย่างปฏิเสธไม่ได้ ฝรั่งจำต้องจ่ายเงินให้กับสิริคนางค์แล้วรีบเดินออกจากเคาน์เตอร์แห่งนั้น มายาวินแอบเห็นรอยยิ้มสมใจของหญิงสาว รอยยิ้มมุมปากอย่างคนที่เพิ่งได้รับชัยชนะ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นรอยยิ้มอ่อนหวานเมื่อฝรั่งกลุ่มใหม่เข้ามาจ่ายเงิน

                ยายแฝดนี่…ตัวร้ายของแท้เลยแฮะ

 

                “สรุปว่านับจากนี้ไปหนึ่งอาทิตย์ คุณวินจะเข้ามาดูการทำงานของเรานะครับ” ผู้จัดการแผนกต้อนรับส่วนหน้าชี้แจงให้ลูกน้องในส่วนรับผิดชอบฟังทันทีที่ได้รับโทรศัพท์จากเลขานุการผู้อำนวยการโรงแรม 

                และในทันทีที่มายาวินเคาะประตูเข้ามาในออฟฟิศของพวกเขา ผู้จัดการแผนกก็กุลีกุจอขึ้นต้อนรับพร้อมกับสละเก้าอี้ประจำตำแหน่งให้นั่ง หากมายาวินส่ายหน้าน้อยเป็นคำตอบ

                “เชิญทำงานกันตามสบายเถอะครับ ผมแค่อยากมาดูว่าทำงานกันอย่างไร และมีปัญหาในส่วนไหนบ้างที่ผมพอจะช่วยได้ ซึ่งบางทีผมอาจอยู่ไม่ถึงอาทิตย์ก็ได้ ไม่อยากรบกวนมากจนเกินไป ฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้เริ่มงานกันเป็นปกติเลยครับ”

                คำบอกกล่าวของเขาทำให้พนักงานแผนกต้อนรับส่วนหน้า ทั้งพนักงานต้อนรับ พนักงานยกกระเป๋า แผนกรับจองห้องพักต่างแยกย้ายกันไปทำงาน เบื้องแรกของการศึกษาดูงานของมายาวิน ชายหนุ่มขลุกอยู่กับออฟฟิศส่วนหลังเคาน์เตอร์ พูดคุยกับผู้จัดการ ถกปัญหากับฝ่ายจองห้องพัก ตลอดครึ่งวันเต็มของการอยู่ที่นั่น และตลอดครึ่งวันเต็มที่สิริคนางค์แทบไม่เข้าไปเยี่ยมกรายในออฟฟิศเลย นอกเสียจากไปดื่มน้ำหรือผ่านออกไปเข้าห้องน้ำ

                ทั้งที่ปกติแล้วเมื่อหมดจากเช็คเอ้าท์แขก ทั้งสิริคนางค์กับชุติกานต์จะสับเปลี่ยนกันเข้าไปนั่งเมื่อเมื่อยขา  แต่ครานี้ทั้งสองต่างคิดกันว่าจะยืนมันตลอด 9 ชั่วโมงการทำงาน ก็เพราะวันนี้คุณมายาวินนั่นเป็นเจ้าชายน้ำแข็งที่แสนยะเยือก ยิ่งพอมองสิริคนางค์น้ำแข็งก็ยิ่งก่อตัวมหึมา และเธอทั้งคู่ต่างก็รู้ดีว่าเป็นเพราะเรื่องใด

                “แกน่ะไปดึงหน้าเขา แล้วเป็นไงล่ะ เห็นไหม จ้องยังกะจะกินเลือดกินเนื้อเลย ขนาดฉันที่ไม่ได้ทำยังหนาว” ชุติกานต์ทำคอหด

                “ก็ไม่ได้คิดจะทำ แค่สงสัยว่าทำไมทำหน้าตายตลอด แค่สงสัย แต่มือมันไปเองนี่” 

                สิริคนางค์ทำหน้าเซ็งๆ เซ็งพฤติกรรมตัวเองนั่นแหละ ก็นั่นละหนา รู้อยู่ว่าเวลาเมามักเป็นแบบนี้ มือไวใจเร็วเสียทุกที และก็ที่จริง…ไม่คิดจะกินมาก แต่เหล้าหวานรสกาแฟที่วุ้นเส้นมันทำเพื่อหวังจะกินวันละเป๊กก่อนอาหารนั่น…มันอร่อยเสียจนเพลินมือเพลินปากไปหน่อย

                เลยโทษลิเคียวร์กาแฟของวุ้นเส้นมันนั่นแหละ

                “แล้วคุณหน้ากากนี่ก็กระไร ประสาทหรือเปล่ามาถือสาคนเมาน่ะ” สิริคนางค์ว่าไปถอยหลังไปหมายจะเข้าไปกินน้ำ จึงถอยชนเข้ากับร่างใหญ่ที่เดินเข้ามาในเคาน์เตอร์พอดี เธอหันไปมองทันทีที่ชน และจ๋อยทันทีที่รู้ว่าคนที่เธอชนก็คุณหน้ากากนี่เอง ต้องหลับตาปี๋ทันทีที่เห็นเขาอ้าปาก

                ด่า…ต้องด่าแน่ๆ

                “คุณสิริคนางค์”

                ไม่ด่าแฮะ…หญิงสาวเหลือบตามองคนที่กำลังก้มมองป้ายชื่อที่ติดหน้าอกเธออยู่…สายตานั้นคมดุ

                “คะ ?”

                “คุณเหยียบเท้าผมอยู่”

                “หา!”

                “ไม่ต้องหาหรอก คุณเหยียบเท้าผม”

                สิริคนางค์รีบก้มมอง…มิน่า ทำไมพื้นนุ่มผิดปกติ เธอรีบถอยแล้วกล่าวขอโทษ แม้ในใจจะพูดว่า…ซวยชะมัด

                “ซวยชะมัด”

                หญิงสาวตาเหลือก…ก็เสียงในใจเธอดังออกมาจากปากมายาวินเสียเอง เจ้าชายน้ำแข็งที่มีดวงตาเป็นประกายไฟพวยพุ่งมองเธอกร้าว…จนรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ   

                “พี่วิน กินข้าวกันเถอะ” ระฆังช่วยชีวิตขนานแท้ แม้ว่าหน้าตาของระฆังจะไม่น่าดูเท่าใดนัก แต่ก็ต้องขอบคุณล่ะ 

                มายาวินลบเลือนริ้วโกรธออกจากดวงตาได้เร็วนัก ก่อนจะยิ้มให้สาวน้อยที่เลขานุการของผู้อำนวยการเป็นคนเลื่อนรถล้อแทนเขา 

                แต่ก่อนที่ชายหนุ่มจะพ้นออกไป  เขาก็เอ่ยคำเบาพอได้ยินแค่สองคน

                “ฝากไว้ก่อนเถอะตัวแสบ”

                อ๋า…ไหนใครบอกว่าเป็นน้ำแข็ง เป็นหน้ากากไงเล่า...สิริคนางค์ร้องลั่นในใจ 

                ผู้ชายคนนี้มันภูเขาไฟที่รอวันปะทุชัดๆ


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น