อัปเดตล่าสุด 2019-05-15 10:10:10

ตอนที่ 4 บทที่ 4

บทที่ 4

 

                “คุณวินครับ รูปที่ให้เอาไปล้างได้แล้วครับ” 

                ชายวัยกลางคนไว้ผมสั้นเกรียนทรงทหารใหม่ ยื่นซองหนึ่งให้มายาวินที่นั่งกินข้าวเย็นอยู่ห้องอาหารของโรงแรม ชายหนุ่มรับซองนั้นมาพร้อมรอยยิ้มก่อนจะวางลงข้างจานข้าว

                “รูปอะไรกันคะพี่วิน ?” ธนิศราภรณ์วางช้อนส้อมลง หยิบซองขึ้นมาเปิดดูโดยไม่รอคำตอบ

                “ก็รูปที่พี่ไปถ่ายเมื่อวานยังไง พอดีเจอลุงคนหนึ่งที่เขารู้จักกับเพื่อนพี่ พี่ก็เลยถ่ายรูปแกกับครอบครัวเอาไว้ ว่าจะเอาไปให้แกเสียหน่อย”

                “เอ๊ะ…นี่ตาพ่อครัวปากร้ายคนนั้นนี่” หญิงสาวแหวขึ้นมาทันทีที่เห็นรูปผู้ชายคนหนึ่งยิ้มกว้างอยู่บนหัวเรือ หมวกสานปิดหน้าเสียเกือบครึ่ง แต่ไฉนจะจำไม่ได้…ผู้ชายที่กล้าต่อคำกับเธอ

                “ก็นั่นแหละเพื่อนพี่”

                คำบอกกล่าวเรียบๆ ของมายาวินทำให้ทุกคนบนโต๊ะหันมามองเขาเป็นตาเดียว โดยเฉพาะธนิศราภรณ์ยิ่งแล้ว…จ้องจนตาแทบถลนออกมานอกเบ้า

                “แพรไม่เคยรู้มาก่อน ไปรู้จักกันตั้งแต่ตอนไหนคะ ?” 

                ฟังแล้วชายหนุ่มต้องลอบถอนใจ ก่อนจะเอ่ยปากว่า “ก็เมื่อวานยังไงครับ รู้จักเมื่อวานก็เป็นเพื่อนกันเลยแวบที่เห็นหญิงสาวชักสีหน้า เขาก็รีบต่อคำ “ เขาเป็นคนน่าคบมากนะแพร ถ้าแพรรู้จักตัวจริงของเขาแล้วแพรจะชอบ” 

                “ไม่มีวัน” เธอสวนคำทันที “และแพรก็ไม่ชอบให้พี่วินไปคบกับคนแบบนั้นด้วย”

                “แพร พี่วินเขาก็อยากมีเพื่อนวัยเดียวกันบ้างนะลูก” คนที่เป็นประมุขของบ้านที่เงียบคำมานานได้โอกาสเอ่ยปาก “ วันๆ จะให้เดินเล่นอยู่กับลูกคนเดียวได้ยังไง พี่เขาก็อยากออกไปไหน อยากไปกับเพื่อนบ้างตามประสา พ่อเองก็ไม่เห็นว่าพิทยากรเขาจะไม่น่าคบตรงไหน”

                ศุภชัยบอกลูกสาวโดยไม่สนใจร่องรอยขุ่นเคืองในแววตา จู่ๆ ก็คิดถึงคำพูดของพิทยากรขึ้นมา

                …ดอกไม้น่ะจะสวยหรือไม่มันขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมและคนดูแล ว่าวันที่ขาดปุ๋ยใส่ปุ๋ยให้หรือไม่ วันที่รากินใบพ่นยาให้หรือเปล่า วันที่หนอนเจาะดอกจะปล่อยหนอนให้กินอยู่อย่างนั้นไหม ถ้าคนดูแลเอาแต่ชื่นชมดอกไม้เสียจนไม่รู้ว่าโรคภัยคุกคามดอกไม้ของตัวเอง เขาจะต้องเสี่ยงกับความเสียใจแน่ครับ…

                “ถ้าไม่นับเรื่องความใจร้อนแล้ว พ่อก็คิดว่าเขาเป็นคนหนุ่มที่น่าสนใจทีเดียว”

                นานครั้งที่ผู้เป็นพ่อจะคอยปราม เพราะทุกครั้งมักตามใจเสมอ และน้อยครั้งของการปรามนั่นเองที่ทำให้ลูกสาวรู้จักประหวั่นบ้าง เพราะนั่นหมายถึงว่าเรื่องที่ผู้เป็นพ่อพูดมักจริงจังและไม่ตามใจ

                มายาวินสบตาผู้เป็นอา รู้ทันทีว่าศุภชัยก็คิดเช่นเขา พิทยากรเป็นคนน่าคบ และถ้าได้เพื่อนแบบนี้แค่คนหนึ่ง มีเพื่อนสนิทแบบนี้แค่คนเดียว…ก็พอแล้ว 

วาบหัวใจนั้นเขาคิดถึงสิริคนางค์ขึ้นมาทันที เปรียบเทียบอยู่ในใจว่า…

                …แฝดสาว…ไม่เห็นน่าคบอย่างแฝดชาย…สักนิด

 

                “สระผมมาหรืออุ๋น หัวเป็นกระเซิงเชียว”

                เพียงเปิดประตูเข้าไปในออฟฟิศตอน 7 โมงเช้า ไนท์ออดิเตอร์หนุ่มที่นั่งอยู่ก็ทักขึ้น คนหัวเป็นกระเซิงหน้าตางัวเงียพอประมาณก็พยักหน้าหงึกๆ

                “เมามาน่ะพี่ ไม่อาบไม่สระเดี๋ยวได้กลิ่น” เธอว่า ก่อนจะพาหัวกระเซิงของตัวเองไปนับเงินในลิ้นชักเป็นอันดับแรก ขณะที่ชุติกานต์คู่หูขอแต่งหน้าและแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อน จึงค่อยลูกมาผลัดมือเฝ้ายามอยู่หน้าเคาน์เตอร์ให้สิริคนางค์ได้เข้าไปทาสีให้หน้าซีดๆ มีสีสันบ้าง

                แล้วสิริคนางค์ก็ออกมายืนอยู่หน้าพัดลมตั้งพื้นที่ข้างเคาน์เตอร์ ซึ่งใช้ดับร้อนให้พนักงานในเวลามีแดดและลมทะเลร้อนๆ แผดเข้ามาในส่วนของล็อบบี้ที่เป็นอาคารแบบ Open air แห่งนั้น ณ วันนี้มันคือไดร์เป่าผมอย่างง่ายของเจ้าหล่อน

                สิริคนางค์ก้มศีรษะสะบัดผมไปมาหน้าใบพัดเพื่อให้ลมเป่าผมได้แห้งทั่วถึง ก่อนที่จะสะบัดผมไปด้านหลัง  ทดสอบการสปริงตัวของเส้นผมอย่างในหนังโฆษณาอย่างไรอย่างนั้น แต่พอทำอย่างนั้นจะดูดีปานหนังโฆษณาก็หาไม่ อาจจะเลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทัน หรืออาจจะน้ำในหูทรงตัวไม่ได้ระดับ วูบหนึ่งนั้นเธอก็วืด…หน้ามืดไปชั่วขณะ

                ปึก!

                ร่างบางกระทบเข้ากับผนังนุ่มๆ ด้านหลังจึงทรงตัวได้พอดีในนาทีต่อมา

                …ผนังบ้าที่ไหนนุ่ม…

                สิริคนางค์ก้มมองสองมือที่โอบเอวเธอไว้เป็นเชิงพยุง

                …ผนังบ้าที่ไหนมีมือ…

                เธอหันไปมองเพื่อนสาวที่ยืนอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์และยิ้มแหยมาให้ ปานว่า…ชีวิตนังอุ๋นจิทำไมเจอแต่ขี้ละหวา…

                ทันทีนั้นสิริคนางค์ก็หันไปมองข้างหลัง

                “โอ๊ย…” หันไปไม่หมดเธอก็ต้องหันหัวกลับเ พราะผมกระจุกหนึ่งพันวุ่นอยู่กับกระดุมเสื้อของคนข้งหลัง รั้งจนหนังศีรษะเธอเจ็บขณะหันไป แต่แม้จะเห็นเพียงครึ่งเสี้ยวหน้าของคนข้างหลัง เธอก็รู้ว่าเป็นใคร

                “ซวยแล้วไหมล่ะ” เป็นอีกครั้งที่คำพูดในใจเธอเองออกจากปากของมายาวิน

                เฮอะ…ซวยคนเดียวหรือไงกัน!

                “ทำยังไงล่ะเนี่ย ?” คนข้างหลังบ่นเบาๆ ขณะที่มือนั้นกำลังจะแก้เส้นผมยุ่งเหยิงที่พันอยู่ออกให้

                “ชุ เอากรรไกรให้หน่อยสิ”

                เสียงแข็งแกมหงุดหงิดของสิริคนางค์ทำให้ชุติกานต์รีบคว้ากรรไกรให้เพื่อนทันใดโดยไม่คิดอะไร กว่าจะคิดได้เท่าทันก็เมื่อเห็นเพื่อนเอี้ยวคอมองไปข้างหลังเล็กน้อย จับเส้นผมกระจุกเล็กนั้นให้นิ่งแล้วใช้กรรไกรในมือตัดฉับ

                “สิ้นเรื่อง” เธอก้าวออกห่างจากมายาวินทันที ไม่ไยดีต่อปลายผมที่ติดอยู่กับกระดุมเสื้อของชายหนุ่มแม้เพียงนิด ไม่สนใจด้วยว่าจะมีผมสักกี่เส้นถูกตัดร่วงลงพื้น ณ วินาทีนั้นเองที่มายาวินค้นพบว่าคู่แฝดคู่นี้มีอะไรที่เหมือนกัน

                ใจ…คงเป็นใจ…ที่ร้อนและเด็ดเดี่ยวพอกัน

 

                “เฮ้ย ใครไปกินข้าวมั่ง ?” ไนท์ออดิเตอร์หนุ่มที่เพิ่งออกจากห้องน้ำมาตะโกนถามด้วยเสียงอันดัง และแทบผวาเมื่อเห็นมายาวินยืนอยู่ทั้งสภาพการณ์รอบข้างดูตึงเครียดผิดแนว แล้วทีนี้เลยพูดไม่ออกเลยทีเดียว

                “ไป...ชุไป ชุเป็นไม้แรก” ชุติกานต์เห็นช่อง จึงตัดช่องน้อยแต่พอตัว โผเกาะแขนไนท์ออดิเตอร์หนุ่มเดินออกจากออฟฟิศทันที ก็ขืนให้ให้อยู่ตรงนั้นต่อ…ตายแหง

                และก็แทบตายจริงๆ สำหรับมายาวิน แปลกในหัวใจที่เครียดแทบตายเมื่อเห็นสิริคนางค์บึ้งตึงถึงขั้นนั้น ขั้นที่ไม่เหลือบแลเขาสักนิด ไม่ทำหน้าบูดเบี้ยวล้อเลียนลับหลังอย่างที่แอบเห็นเมื่อวาน ไม่มีท่าทีกวนโมโหโทโสแบบเมื่อวันดึงแก้มเขาเย็นก่อน มีแต่ความเฉยชา และแปลกที่ความเฉยชานั้นเองทำให้จิตใจเขาวุ่นวายนัก อีกทั้งผมกระจุกหนึ่งที่เธอไม่แยแสนั้นกลับทำให้ใจเขา…ไม่สบายเลย

                ก็แน่ละ ใครจะชื่นชอบและสบายใจกันเมื่อทำให้คนอื่นเขาโกรธ

                ชายหนุ่มได้แต่นิ่งเงียบมองความเคลื่อนไหวของผู้หญิงเบื้องหน้าที่เตรียมเอกสารต่างๆ สำหรับเช็คเอ้าท์  และไม่นานนาทีหลังจากนั้นฝรั่งหัวดำแดงทั้งหลายก็เดินขบวนขึ้นมาจ่ายเงิน มีค่าใช้จ่ายอยู่เพียงไม่กี่ห้องแต่ที่ดูจะวุ่นวายกลับคือกุญแจ

                มายาวินจะเข้ามาช่วยเช็คกุญแจให้เพราะเห็นว่าวุ่นวาย แต่ความที่สิริคนางค์ยังเคืองไม่หายเธอจึงรี่มารับกุญแจเองหมด ทั้งยังเช็คค่าใช้จ่ายต่างๆ เพียงคนเดียว และในความวุ่นวายนั้นเองทำให้กุญแจหายไปหนึ่งดอก

                 “กุญแจ 115 อยู่ไหนน่ะ ?” ชุติกานต์เข้ามาเก็บกุญแจที่สิริคนางค์กองๆ เอาไว้ข้างคอมพิวเตอร์ขึ้นเสียบไปในช่องกุญแจ ต้องพิศวงที่กุญแจห้อง 115 ไม่มีอยู่ และนั่นก็ทำให้สิริคนางค์ต้องชะงักมือที่กำลังเรียงบิลอยู่

                “เช็คแม่บ้านซิ อยู่ในห้องหรือเปล่า ?” ชุติกานต์ว่า สิริคนางค์คว้าหมับหูโทรศัพท์ทันที ชั่วยามที่รอให้แม่บ้านเช็คห้องดูอีกรอบ มายาวินก็บอกชุติกานต์ให้เตรียมเบอร์โทรศัพท์ของไกด์นำเที่ยวประจำกรุ๊ปทัวร์ขึ้นมา 

             “ไม่มี” คำตอบเป็นตามที่ทุกคนคิดเอาไว้ ชุติกานต์ต่อโทรศัพท์ไปหาไกด์ทันที ถามถึงกุญแจ 115 ซึ่งเป็นห้องของลูกทัวร์เขา และก็มีจริงๆ ลูกทัวร์ถือติดกระเป๋าไปด้วย ชุติกานต์บอกไกด์ให้จอดรถรออยู่ แล้วมายาวินเป็นคนวิ่งออกไปจากโรงแรมทันทีที่ชุติกานต์วางสายและบอกว่า

                “รถจอดรอที่หน้าตลาดหัวหินค่ะ หน้าร้านพิซซ่า”

                เพียงลับหลังมายาวิน ชุติกานต์ก็หันมามองเพื่อน

                “500 เชียวนะแก เกือบแล้วไหมล่ะ”

                “ขอโทษที” สิริคนางค์เสียงอ่อย ถ้ากุญแจหายไปพวกเธอจะลูกปรับดอกละ 500 บาท หารกัน 2 คนก็คนละ 250…ค่าข้าวหลายวันเชียวนะนั่น

                ยี่สิบนาทีถัดมา มายาวินก็กลับมาพร้อมกับลูกกุญแจในมือ เขายื่นมันไปตรงหน้าสิริคนางค์ ขณะที่สิริคนางค์รับกุญแจมาพร้อมเอ่ยคำ

                “ขอบคุณค่ะ”

                ชายหนุ่มก็เลิกคิ้วสูง…คล้ายแปลกใจที่ได้ยินคำนั้น ก่อนจะรับคำขอบคุณนั้นด้วยรอยยิ้มอ่อนๆ ในหน้า อ่อนโยนยิ่งกว่าที่มีให้ธนิศราภรณ์เสียอีก

                “เราหายกันแล้วนะ” เขาพูดเบาๆ พลางชี้ไปที่ตำแหน่งซึ่งเส้นผมกระจุกหนึ่งแหว่งไป จากนั้นเขาก็ออกจากเคาน์เตอร์ไปหน้าโรงแรม หายวับไปตลอดทั้งวัน

               

                หญิงสาวหัวเป็นกระเซิง กัดไอศกรีมรสช็อคโกแลตทีละคำ...ทีละคำจนหมดในพริบตาเดียวนั้น ไม่ใช่ใครอื่น กลับคือสิริคนางค์นั่นเอง

                แวบแรกที่เห็น มายาวินค่อนข้างแปลกใจว่าเธอมาทำอะไรที่ท่าเรือประมงเล็กแห่งนี้ในตอนเย็นคล้อยเสียด้วย แต่เมื่อสังเกตตำแหน่งของลำเรือที่เธอนั่ง ก็คิดได้ว่า ถ้าแฝดชายรู้จักคนในครอบครัวที่เขาตั้งใจมาหาวันนี้ ก็ทำไมแฝดสาวจะรู้จักบ้างไม่ได้

                “อ้าวพี่ หวัดดีครับ” เด็กชายวัย 17 ลูกชายคนเล็กของลุงป้าที่เขามาหาปรากฏกายขึ้นพลางยกมือไหว้ นั่นชวนให้คนที่กัดไอศกรีมอยู่หันมามองบ้าง คิ้วขมวดมุ่นอย่างสงสัย ก่อนจะคลายออกเมื่อรำลึกได้ว่า เมื่อวันก่อนวุ้นเส้นมาที่นี่แล้วได้ตัวเขากลับบ้านไปด้วย และวันนี้เองเจ้าโอก็ถามถึงพี่ชายคนหนึ่งที่เป็นหลาานของเจ้านายพี่วุ้น…ว่าชื่ออะไรหนอ วอแหวน วุ่นๆ วิ่นๆ เหมือนกันด้วย…

                มายาวิน…วิน…ต่างหากเจ้าโอเบื๊อกเอ๊ย…

                “นี่ไงพี่อุ๋น พี่ผู้ชายที่ผมถามน่ะ” โอชี้เข้าตัวผู้ชายคนนั้นที่เดินตามหลังเขามาด้วย ไม่ได้ทันสังเกตหรอกว่าสิริคนางค์ต้องแอบทำหน้าเมื่อยสักแค่ไหน และก็แกล้งทำไม่สนใจคนตัวโตคนนั้นเสีย หันมาหยิบถุงพลาสติกข้างตัวขึ้นเขย่าๆ ตรงหน้าเจ้าโอที่มานั่งยองๆ อยู่ใกล้

                “จะกินไหมเนี่ยไอติม ?”

                เด็กหนุ่มคว้าหมับ ก่อนโวยขึ้นมาเมื่อเห็นข้างในถุง…เหลือไอศกรีมอยู่แท่งเดียว

                “โหย…พี่อุ๋นจิอ่ะ กินไปคนเดียวสามไม้เลยเหรอ” 

                “ก็มัวแต่ช้าทำไมล่ะ” สิริคนางค์เช็ดไม้เช็ดมือกับกางเกงแล้วควานหาอะไรสักอย่างในกระเป๋ากางเกง ได้ยางยืดมัดถุงธรรมดาๆ ขึ้นมาเส้นหนึ่ง แล้วก็ใช้รวบผมกระเซิงของตัวเองเสีย ไม่มีมาดงามสง่าอย่างตอนที่สวมชุดบอดี้สูทของโรงแรมในวันทำงานเลยสักนิด 

                เห็นหน้าเธอทีไรก็ให้นึกถึงยายเละเทะเมื่อเย็นวันนั้นทุกที…ให้ตาย! 

                มายาวินแอบค่อนในใจ ก่อนจะหันมาที่เด็กหนุ่มซึ่งรีบกลืนไอศกรีมอย่างเมามัน

                “พ่อไม่อยู่หรือ ?”

                “อยู่ครับ” เด็กหนุ่มพยักหน้า แล้วก็ตะโกนเรียกขึ้นหน้าตาเฉย “พ่อ…พ่อ…พี่คนนั้นมาหา”

                พ่อของเด็กพรวดพราดมาจากเรือลำหนึ่งไม่ไกลกันนัก ไม่ได้ยินหรือวาใครมาหา รู้แต่เสียงเรียกเป็นเสียงลูกชายก็พรวดออกมาเสียเท่านั้นเอง และพอเห็นคนที่ยืนอยู่กับลูกชาย แกก็รีบยกมือไหว้

                จำได้ว่าเป็นหลานเจ้านายของวุ้นมัน…

                “ไม่ต้องไหว้หรอกครับ” มายาวินหนีบกล่องแบนๆ กล่องหนึ่งไว้กับรักแร้แล้วยกมือขึ้นรับไหว้…อายุคงได้สั้นก็คราวนี้แหละ

                “มีอะไรให้รับใช้หรือคุณ ?” คนสูงวัยกว่าเข้ามาหาแล้วหยุดเสียไกล ด้วยกลัวว่าคนหนุ่มแต่งตัวดีจะรังเกียจกลิ่นคาวคลุ้งที่จับตัวอยู่ หากคนหนุ่มกลับเดินเข้าไปหาเสียเองแล้วยื่นกล่องแบนๆ ให้ลุง

                “รูปถ่ายครอบครัวลุงน่ะครับ ผมเอามาให้”

                “รูปถ่าย ?” คนสูงวัยค่อนข้างงง ด้วยลืมไปแล้วว่าเคยคุยอะไรกับคนตรงหน้าเรื่องรูปถ่ายบ้าง และพอนึกได้มือนั้นก็ยื่นออกมารับด้วยรอยสั่นเทา ไม่ทันได้เห็นภาพ ไม่ทันได้ขอบอกขอบใจ คนในครอบครัวที่อยู่แวดล้อมไม่ไกลนั้นก็โผเข้ามาประชิดผู้พ่อ สิริคนางค์เองก็อยากมีส่วนร่วมกับเขาด้วย ขณะที่โอคว้ากล่องแบนจากมือพ่อแล้วแกะเปิดทันทีด้วยตื่นเต้น พลางว่า

                “พ่อเปิดช้า โอเปิดเอง” เพียงครู่เด็กหนุ่มก็ฉายประกายในดวงตา 

                “นี่รูปพ่อนี่” โอดึงกรอบรูปใบแรกขึ้นมา นั่นคือรูปชายสูงวัยที่สุดในกลุ่มที่กำลังนั่งซ่อมแหอยู่ หัวเราะให้กับบางสิ่งเบื้องหน้า แสงแดดจับต้องภาพให้เป็นสีทองทั้งใบ ชายผู้เป็นคนในภาพได้แต่พยักน้าและยิ้มอย่างอิ่มเอม

                “นี่รูปทั้งบ้านเลย” กรอบรูปใบใหญ่ใบที่สองคือภาพถ่ายทุกคนในครอบครัว นั่นยิ่งทำให้ชายสูงวัยที่สุดในภาพยิ่งยิ้ม ยิ่งพยักหน้า และมีภาพใบเล็กอีกไม่กี่ใบที่ถ่ายไว้เขาก็เอามาให้ด้วย 

                “แล้วคิดตังค์เท่าไหร่เนี่ยพ่อ แพงไหม ?” คุณป้ารีบโพล่งขึ้นมาเมื่อดูภาพทุกใบหมดแล้ว และนั่นก็ทำให้ทุกสายตาหันมามองมายาวิน ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ และว่า

                “คิด…เท่าๆ กับ…ต่อไปถ้าเจอผมแล้วอย่ายกมือไหว้เลยครับ ขอผมเป็นคนไหว้จะดีกว่า”

                คำตอบนั้นทำให้ป้ายิ้ม ทำให้ลุงหัวเราะร่าและมีน้ำคลอหน่วยตาบางเบา ตบบ่าชายหนุ่มคนพูดเสียหลายที  พลางพร่ำ

                “สมราคา…สมราคา”

                รอยยิ้มของคนในที่นั้นทำให้สิริคนางค์นิ่ง มองเจ้าชายหน้ากากด้วยสายตาที่เปลี่ยนแปลกจากเดิม

                …ผู้ชายคนนี้...ที่จริงก็ไม่เลวนักหรอก

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น