อัปเดตล่าสุด 2019-05-15 10:14:06

ตอนที่ 5 บทที่ 5

บทที่ 5

 

                ธนิศราภรณ์เริ่มมองมายาวินอย่างจับตาเป็นพิเศษ มายาวินแปลกไปในสายตาเธอ แปลก…และเปลี่ยนไป มีบางสิ่งบางอย่างทำให้มายาวินเปลี่ยน นับตั้งแต่เขาไปศึกษางานแผนกต้อนรับหรือบางที…อาจก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ

                มายาวินผิดนัดกับเธอบ่อยครั้ง เขาไม่มากินข้าวตอนเย็นกับเธอหลายเย็น ทุกเย็นที่หายหน้าไปเขามักจะขับรถออกจากโรงแรมไปพร้อมกล้องถ่ายรูป จริงอยู่ที่เธอก็รู้ดีว่านั่นคือสิ่งที่เขาโปรดปราน…ยิ่งกว่าคำว่าโปรดปรานด้วยซ้ำ แต่ทุกทีเขาไม่เคยทุ่มเทให้กับมันถึงขนาดนี้

                ขนาดที่…ต้องออกไปถ่ายรูปทั้งเช้าและเย็น ซ้ำพื้นที่เล็กหน้าล็อบบี้ที่มีเคาน์เตอร์ทัวร์อยู่ก็มีไปรษณียบัตรที่ทำมาจากรูปถ่ายฝีมือเขาวางขาย ภาพถ่ายทะเล เรือ ประมง ผู้คน ตลาด และบางมุมในโรงแรม ไปรษณียบัตรเหล่านั้นขายดี แม้ว่าราคาจะค่อนข้างสูงกว่าที่มีขายกันตามท้องตลาดทั่วไป ศุภชัยผู้เป็นพ่อของเธอก็ดูจะสนับสนุนทุกความคิดของมายาวิน

                แผนกต้อนรับส่วนหน้าก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง อีกไม่นานที่จะเป็นช่วงโลว์ซีซั่น

                จะมีการทุบเคาน์เตอร์เดิมทิ้ง มีการออกแบบล็อบบี้และเคาน์เตอร์แผนกต้อนรับใหม่ มันจะไม่มีเคาน์เตอร์ที่เป็นคอกกั้นอีกต่อไป แบบใหม่จะมีลักษณะเป็นชานเรือนแบบบ้านไทยสมัยก่อน มีเก้าอี้นั่งให้สำหรับทั้งแขกและพนักงาน 

                ชุดทำงานถูกเปลี่ยนเป็นเสื้อลูกไม้สีขาวบางเบากับกระโปรงผ้าบาติกสมกับบรรยากาศ

                ฝ่ายการตลาดที่ขณะนี้มายาวินเข้าไปศึกษางานก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง มีการรุกทางการตลาดด้วยการทำเวบไซต์ใหม่ทั้งหมด และที่กำลังเป็นที่น่าจับตามองขณะนี้ก็คือการบุกตลาดต่างประเทศด้านการพักแบบ long stay ของโรงแรม

                ทางฝ่ายแม่บ้านได้เตรียมห้องที่เป็นรีสอร์ทด้านหลังไว้รับการเติบโตทางด้านนี้ เพราะบ้านพักส่วนหลังมักจะเงียบสงบกว่า การตกแต่งประกอบด้วยข้าวของเครื่องใช้น้อยชิ้นและเรียบง่าย ชาวต่างชาติมักจะชอบลักษณะเช่นนี้มากกว่าห้องในตึกใหญ่ที่เต็มไปด้วยความหรูหรา ซึ่งนั่นมักเป็นคนไทยที่จองเข้าพัก

                มายาวินเคยพูดเอาไว้ว่า…คนไทยมักชอบความหรูหราและปฏิเสธสิ่งเรียบง่าย

                การตลาดที่เน้นความเรียบง่ายตามความคิดของมายาวินนี่เอง ที่ดูประสบความสำเร็จ ดึงดูดนักเดินทางต่างชาติได้มากนัก และเม็ดเงินก็เข้ามามากโข

                ทุกคนต่างชื่นชมความสามารถของมายาวิน  ความสามารถของคนหนุ่มไฟแรงที่ต่างใครก็ต่างมองว่าเขาจะมาเป็นคู่ชีวิตของเธอ

                เธอ…ก็คิดเช่นนั้นเมื่อแรกเห็นเขามุ่งทำงาน

                เพียงแต่…เธอพบความแปลกเปลี่ยนขึ้นเสียก่อน ตรงที่สองอาทิตย์มานี้ ทั้งที่ไม่ได้ศึกษางานของแผนกต้อนรับแล้ว แต่ทำไมมายาวินยังคงเรียกยาย…ยายอะไรนะ สิริคนางค์คนนั้น...มาอธิบายเรื่องงานอยู่ได้ ไม่เข้าใจเลย

               

                “พี่วิน วันนี้ตอนเย็นอย่าลืมมากินข้าวกับแพรนะ” หญิงสาวเลื่อนรถล้อเข้าไปใกล้ๆ ชายหนุ่มที่ลุกออกจากโซฟาห้องผู้อำนวยการก่อนจะลงไปที่ออฟฟิศฝ่ายการตลาด ชายหนุ่มต้องชะงักเท้าทันที

                “วันนี้พี่มีนัดกับเพื่อนด้วยสิ”

                “นัดเพื่อนหรือนัดผู้หญิงที่ชื่อสิริคนางค์เอาไว้” ธนิศราภรณ์พูดอย่างจับผิด และนั่นก็ทำให้มายาวินชะงักไปแวบหนึ่ง ก่อนที่น้ำเสียงจะกลับมาเป็นปกติเช่นเดิม

                “เขาเป็นเพื่อนของพี่อีกคนหนึ่งน่ะน้องแพร”

                “เป็นเพื่อนแบบไหนคะพี่วิน ?” คำพูดของเธอออกจะติดขื่น “แพรไม่เห็นพี่วินจะมองเขาอย่างเพื่อน ทุกวันนี้ก็พาเขาไปไหนมาไหนด้วย ตัวจะติดกันอยู่นั่นแล้ว พี่วินอย่านึกว่าแพรไม่เห็นนะ”

                คำพูดรู้เท่าทันนั้นทำให้มายาวินเริ่มหงุดหงิดอย่างไม่ควรเป็นสักนิด

                “เขาเป็นเพื่อนพี่น้องแพร และทุกวันที่ยังให้เขามาคอยบอกอธิบายเรื่องการทำงานให้ก็เพราะว่าเขาทำงานจริง เขาพูดตรงไปตรงมาเหมือนๆ กับวุ้นนั่นแหละ แล้วทุกวันนี้พี่ก็คุยกับเขาเรื่องงานเท่านั้นแหละ อย่าใส่ความกันนะน้องแพร” ชายหนุ่มหงุดหงิดจริงๆ เพราะนอกจากเรื่องงานแล้วเขาก็ไม่เคยคุยเล่นหัวกับผู้หญิงที่ถูกพาดพิงถึงเลยสักเพียงนิด และกับยายแสบนั่น…เคยคุยกันดีๆ เสียที่ไหนกัน

                “คุยกันเฉพาะเรื่องงาน แล้วทำไมต้องนัดเจอกันข้างนอกด้วย”

                “นี่ก็งานนะน้องแพร คุณอุ๋นกับวุ้นเขารู้จักครอบครัวประมงที่เราจะขอให้เขาพาฝรั่งที่มาอยู่แบบ Long stay แล้วสนใจการประมงแบบพื้นบ้านได้ไปปฏิบัติจริงกับครอบครัวนี้ ก็เลยจะให้วุ้นกับอุ๋นเขาช่วยไปพูดคุยให้ น้องแพรไม่ได้ทำงาน น้องแพรอย่ามาพูดกับพี่แบบนี้นะ”

                มายาวินเดินออกจากห้องผู้อำนวยการทันทีและกระแทกประตูเสียดังโครมโดยไม่สนใจสายตาของศุภชัยและเลขานุการที่เงยมอง ทั้งยังไม่เหลียวหลังฟังสิ่งที่ธนิศราภรณ์ร้องลั่น

                “พี่วินจะทิ้งแพรอีกแล้ว พี่วินจะทิ้งแพรอีกแล้วใช่ไหม ?”

                “แพร...พอได้แล้วลูก พี่วินเขาไปทำงานจริงๆ” เสียงมีอำนาจของผู้เป็นเจ้าของห้องกลบดัง “พ่อเองเป็นคนให้เขาดำเนินการตาม Project นี้ และก็ยังมีงานอีกมากที่วินต้องทำ แพรอย่าเป็นตัวถ่วงพี่เขาสิลูก”

                “คุณพ่อ!” เสียงเด็กสาวแผดลั่น “คุณพ่อว่าแพรหรือคะ อ๋อ...ใช่สิ แพรมันใช้การอะไรไม่ได้นี่ ตอนนี้พี่วินทำอะไรก็ถูกหมดทุกอย่าง เพราะพี่วินกำลังทำเงินมหาศาลให้พ่อนี่ แต่แพรมันก็แค่คนพิการ ไม่มีเรี่ยวมีแรงจะทำอะไรได้ พ่อก็ตัดแพรทิ้งเลยสิ ไปรักพี่วินนั่น ไปเทิดทูนบูชาพี่วินนั่น”

                “แพร!”

                เพี๊ยะ!!!

                เด็กสาวบนรถล้อหน้าหันไปตามแรงมือของผู้พ่อซึ่งทนไม่ไหวอีกแล้วกับความก้าวร้าวของลูก

                …นี่เองหรือ ลูกที่ไม่มีแม่คอยสั่งสอน…

                มือที่เคลื่อนตบหน้าลูกสาวตัวเองนั้นพานปวดหนึบไปถึงไหล่ ในทันทีที่เด็กสาวหันมาจ้องหน้าผู้เป็นพ่ออย่างไม่สะทก ไม่มีน้ำตาในหน้า แต่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดชิงชังล้วนๆ

                เด็กสาวรีบหันเก้าอี้ไปที่ประตู บดลำล้อให้แล่นจากโดยเร็ว เลขานุการสาวที่นั่งอยู่ในห้องก็รับลุกตาม แต่ประมุขของโรงแรมกลับโบกมือห้าม

                “ช่างเขา ปล่อยเขาไป”

                เธอจึงต้องหันมาประคองผู้เป็นนายให้กลับเข้าที่ ก่อนที่จะเป็นอีกคนที่ถูกโบกมือไล่ให้ออกไปพักผ่อนเสียนอกห้อง

                พอได้อยู่ตามลำพังตัวเอง ศุภชัยถึงได้รู้ว่า…ตัวเองแก่ลงขนาดไหน ยิ่งมองมือข้างที่สั่นเทาเพราะการออกแรงไปเมื่อครู่ ก็ยิ่งรู้ว่าตัวเองแก่ขึ้นเป็นสิบๆ ปี

                …แพรเอ๋ย…แท้จริงพ่อเองที่ผิด พ่อเองที่เลี้ยงเจ้ามาให้ก้าวร้าวปานนี้ พ่อเองที่ตามใจเจ้าจนเสียคน พ่อเองที่ปลูกฝังความเห็นแก่ตัวไว้ในใจเจ้า…คงเป็นอย่างที่เจ้าหนุ่มคนนั้นพูด หากเราหลงไหลและชื่นชมความงามของดอกไม้ที่ตัวเองปลูกจนเกินไป จนมองไม่เห็นว่ามันมีโรคร้าย เราจะต้องเสียใจ…พ่อเองก็เสียใจแล้วจริงๆ

                ศุภชัยหยีตามองภาพใบหนึ่งที่ตั้งอยู่บนชั้นหนังสือตรงข้ามตัว ภาพหญิงสาววัยกลางคนที่ลาจากเขาไปด้วยอุบัติเหตุพร้อมพ่อแม่ของมายาวิน

                …คุณวดี…ผมเดินทางผิดมา 10 กว่าปีแล้วเชียวหรือนี่…

               

                เรือเล็กกลางทะเลนั้นประกอบด้วยคนสามคน นายท้ายเรือคือเด็กหนุ่มอายุราว 17 ปี ผมดำเข้มพอกันกับผิว กลางลำเรือคือหญิงสาวที่มองเหม่อไปยังเวิ้งทะเลกว้างและเอาแต่ใช้มือราน้ำเล่น สุดท้ายที่หัวเรือคือชายหนุ่มที่กล้องเอาไว้แน่น คอยถ่ายภาพอยู่ตลอดเวลา

                “พี่วินถ่ายรูปเดิมๆ ทุกวันไม่เบื่อหรือไงน่ะ” เด็กหนุ่มท้ายเรือที่ผ่อนเครื่องลงตะโกนถาม ได้รับการส่ายหน้าจากชายหนุ่มเป็นคำตอบ

                “ทะเลมันไม่เหมือนเดิมทุกวันหรอกโอ ต่างกันที่แสง เงา ก้อนเมฆ สีของน้ำ คลื่นทะเล เรือ องค์ประกอบมากมายของมันทำให้เราได้ภาพที่ต่างกันด้วย”

                “แล้วทะเลตอนไหนสวยที่สุด ?” เสียงผู้หญิงคนเดียวตรงกลางลำแว่วดัง

                “บอกไม่ได้หรอกคุณ มันแล้วแต่คนมอง คนบางคนก็ชอบทะเลตอนเช้าที่ตะวันกำลังขึ้น บางคนก็ชอบทะเลตอนตะวันจะตก บางคนก็ชอบตอนที่แสงแดดทำให้ทั่วท้องทะเลเป็นสีทองไปหมด บางคนชอบที่จะเห็นทะเลจากมุมสูงและมีภาพสะท้อนของฟ้าอยู่ในน้ำทะเล บางคนก็ชอบตอนที่สีของทะเลกับสีของท้องฟ้าเป็นสีน้ำเงินกลืนกันพอดี สำหรับผมทะเลก็สวยทุกตอนแหละ”

                บรรยากาศรอบข้างเริ่มมืดขึ้นเรื่อยๆ เด็กหนุ่มท้ายเรือเริ่มฉายแสงจากแบตเตอรี่ที่พกมาด้วย พร้อมกันนั้นก็ฉายแสงลงไปในน้ำทะเล ปลาหลายชนิดชอบเล่นแสงไฟไม่ต่างอะไรกับแมลงในฤดูฝน และนิสัยชอบเล่นแสงไฟนี่ย่อมรวมถึงปลาหมึกด้วย

                ใช้ไฟล่อเพียงไม่นาน วุ้นเรืองแสงสีเขียวๆ ก็วิ่งเข้าหาแสงไฟ เพียงแค่ใช้เครื่องมือที่คล้ายกระชอนขนาดใหญ่เข้าตัก ปลาหมึกก็ห้อยอยู่ตรงก้นกระชอนแล้ว…ทีละตัว…ทีละตัว

                โอเปิดเครื่องเดินเรือกลับเมื่อตอนสามทุ่ม พอได้ปลาหมึกสดย่างกินคืนนี้และสำหรับขายพรุ่งนี้อีกเล็กน้อย  หลังจากแบ่งปลาให้สิริคนางค์และมายาวินแล้ว  ต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

               

                “จะไม่เอารถขึ้นท้ายรถผมจริงๆ เหรอคุณ” มายาวินขับรถช้าๆ เลียบข้างๆ สิริคนางค์ที่ปั่นจักรยานตามถนนเพื่อกลับบ้าน 

                “ไปเลยคุณ ไม่ต้องขับรถตาม ฉันรำคาญ” หญิงสาวตะโกนเข้าไปในรถที่ถูกเลื่อนกระจกเปิด

                “เป็นผู้หญิงมาปั่นจักรยานคนเดียวกลางค่ำกลางคืนได้ยังไงกัน”

                “โอ๊ย…ฉันก็ทำของฉันบ่อยๆ  ไป...ไป๊”  หญิงสาวมัวแต่หันมองรถที่เลียบข้างๆ เลยไม่ทันได้เห็นว่าหินก้อนใหญ่ขนาดสองกำมือที่ขวางหน้ารถพอดิบพอดีเหมือนมีคนวางยา ทันทีที่วงล้อเลื่อนทับริมขอบหิน  ทุกอย่างก็เหมือนพลาดผิด วงล้อปัดผิดวิถีทางเดิน คนจึงล้มคว่ำไม่เป็นท่าอยู่ข้างถนน

                “เป็นยังไงบ้าง ?” ชายหนุ่มรีบจอดรถแล้ววิ่งลงไปดูอาการหญิงสาวที่อาจหาญจะยืนขึ้นแต่แล้วก็ต้องทรุดลงครางโอดโอยทันที

                “เป็นอะไรหรือเปล่า...เป็นอะไรหรือเปล่าน่ะคุณ ?” มายาวินดูจะเดือดเนื้อร้อนใจเป็นพิเศษ เขารีบแตะข้อเท้าข้างที่หญิงสาวกำอยู่

                “โอ๊ย…เจ็บ! จะบ้าเหรอ เจ็บนะโว้ย ไอ้บ้านี่!”

                “ถ้าแตะเบาๆ ล่ะ ?” ชายหนุ่มดูจะไม่สนใจคำพูดของหญิงสาวเท่าใดนัก เขาแตะข้อเท้าเบาๆ แล้วถามอย่างใคร่รู้จริงๆ

                “แตะเบาๆ ก็จะเจ็บได้ยังไงเล่า…เว้ย!” ชักหงุดหงิดที่เห็นชายหนุ่มตรงหน้ายิ้มขึ้นมาได้ คนเจ็บอยู่ยังจะมาหัวเราะซ้ำ มารยาทงามจริงๆ เล้ย…

                “งั้นก็คงแค่เคล็ดเฉยๆ เอ็นไม่ฉีกไม่ขาดอะไร” เขาว่าอย่างเบาใจ ก่อนจะลุกขึ้นถาม…เหมือนแกล้ง “แล้วตกลงคุณจะขึ้นรถผมไปได้หรือยัง ?”

                จากเงาลางเขายังพอรู้ว่าหญิงสาวชักสีหน้าไม่พอใจ กลับนั่นยิ่งทำให้เขาขำ 

                “เคราะห์กรรมตามสนองคุณแล้วรู้ไหม โทษฐานเมาแล้วดึงหน้าผม แล้วก็แกล้งเหยียบเท้าผมซ้ำวันต่อมา จากนั้นก็หลอกลิ้นปลิ้นตาลับหลังเวลาผมพูดอะไร แล้วก็เอาผมไปนินทาให้ครอบครัวโอฟังว่าผมเป็นเจ้าชายหน้ากาก และยังแสดงท่าทางล้อเลียนผมด้วย อ๊ะ…ไม่ต้องเถียง วันก่อนคุณทำ ผมเห็น”

                หญิงสาวที่กำลังจะอ้าปากเลยหุบปากเสียสนิท เริ่มนึกอยู่ในใจว่าก้อนหินที่มันมาสะดุดเข้าพอดีนี่เป็นเขาเองที่เอามาวางหรือเปล่า

                “ก็แล้วทำไมคุณต้องมาระลึกชาติเอาตอนนี้ด้วยเล่า”

                “อ้าว…แล้วตกลงจะขอโทษผมไหมเนี่ย ?”

                “หา ?”

                “ไม่ต้องหาหรอก ไอ้เรื่องทั้งหลายแหล่ที่คุณทำน่ะ คุณยังไม่ได้ขอโทษผมเลย ขอโทษคนน่ะทำเป็นหรือเปล่า ?”

                “ที่พล่ามมาทั้งหมดเนี่ย จะให้ฉันขอโทษงั้นเหรอ ?” หญิงสาวทำตาโตเสียจนแทบถลนออกมานอกเบ้า

                “ก็แล้วจะขอโทษไหมล่ะ ?” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วทอดตาลงมองหญิงสาวด้วยสีหน้าเรียบเฉย หากในแววตาแสดงออกชัดว่างานนี้เป็นต่ออยู่หลายขุมทีเดียว ก็ถ้าไม่ขอโทษจะปล่อยให้เจ็บโคตรอยู่ตรงนี้แหละ

                “ขอโทษ…ขออภิมหาโทษ ขอมหันตโทษ พอใจหรือยัง ?”

                “พูดให้มันเต็มใจหน่อยสิคุณ”

                “ขอโทษ”

                “เป็นผู้หญิงหัดมีค่ะด้วยสิ”

                “ขอโทษค่ะ”

                ไหล่ของชายหนุ่มยึกยักขึ้นลงด้วยสะกดเสียงหัวเราะเต็มกั้น…ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างสมใจ แล้วขยับตัวยกรถจักรยานของสิริคนางค์ขึ้นไว้ในกระโปรงท้ายรถ ก่อนจะเปิดประตูยกร่างหญิงสาวหน้าง้ำไปวางบนเบาะ พาเธอไปหาหมอเพื่อพันผ้าอย่างถูกวิธีแล้วค่อยพากลับห้องพัก

                แฝดชายเปิดประตูต้อนรับทันทีที่มาถึง แต่เพราะแฝดสาวโทรมาบอกก่อนแล้วเขาจึงไม่ตกใจกับสภาพการมาถึงของเธอ

                “แล้วปลาหมึกล่ะ ?” กลับห่วงกินเสียนี่ “หิวน่ะ อยากกินปลาหมึกย่าง เตรียมน้ำจิ้มสามรสไว้แล้วด้วย”

                มายาวินยื่นถุงปลาหมึกสดให้พร้อมรอยยิ้ม และนั่นก็ทำให้ชายหนุ่มยกมือลูบพุง

                “นอนหลับสบายละคืนนี้ ขอบคุณที่มาส่งอุ๋นนะครับ แล้วก็วันมะรืนเจ็ดโมงอย่าลืมเตรียมของให้พร้อม เราจะไปน้ำตกป่าละอูกัน” พิทยากรพูดกับมายาวิน แต่จู่ๆ ก็มีเสียงโฉงเฉงดังมาจากห้องนอนของหญิงสาว

                “แล้วก็อย่าหวังว่าถ้าวุ้นไม่ว่างเพราะอะไรก็ตามแล้วฉันจะไปแทนอีกนะ”

                ชายหนุ่มสองหน่อนอกห้องได้แต่สบตากันแล้วยิ้ม…ส่ายหน้าพร้อมๆ กันอย่างเข้าใจว่า

                เฮอะ…ผู้หญิง


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น