อัปเดตล่าสุด 2019-05-16 10:57:34

ตอนที่ 6 บทที่ 6

บทที่ 6

 

                ธนิศราภรณ์ไม่ออกจากห้องไปกินอาหารค่ำเมื่อวาน และยังไม่ยอมออกมากินอาหารเช้านั้นไม่น่าห่วงเท่าไร  เพราะศุภชัยและมายาวินต่างเข้าใจว่าเธอยังงอนไม่หายจึงปล่อยไว้เพื่อจะดัดนิสัย แต่การที่เธอไม่ยอมออกมากินอาหารกลางวัน ซ้ำตวาดทุกคนที่มาเคาะประตูห้อง นั่นทำให้ศุภชัยเริ่มหนักใจ และทำให้มายาวินต้องเคาะประตูห้องเธอเสียเอง  แต่…

                “ถึงจะเป็นพี่วินก็เถอะ ออกไปนะ ไปให้ไกลๆ เลย ปล่อยให้แพรอยู่คนเดียว” เสียงตะโกนลั่นจากในห้องแสดงให้รู้ว่าคนข้างในไม่คิดจะเปิดรับใครทั้งนั้น

                “พี่เป็นห่วงนะน้องแพร ออกมากินข้าวเถอะ พี่เอาข้าวมาให้น้องแพรด้วย น้องแพรไม่หิวเหรอ”

                “ช่างแพรเถอะ จะเป็นจะตายยังไงก็ช่างแพร ปล่อยแพรอยู่คนเดียว แพรอยากอยู่คนเดียว”

                ไม่ว่าจะขอร้องกันอย่างไรคนข้างในก็ไม่ยอมเปิด คนข้างนอกจึงได้แต่ยกข้าวกลับห้องครัว

               

                “ไม่กินเหรอครับคุณวิน ?” เชฟฝรั่งคนหนึ่งหันมาถามมายาวินเป็นภาษาไทยชัดคำ พร้อมๆ สายตาที่บอกคำถามเดียวกันจากคนอื่นๆ พอเห็นมายาวินส่ายหน้า ทุกคนจึงถามด้วยความเป็นห่วง

                “ทำยังไงกันดีล่ะ ?”

                ถึงแม้ว่าธนิศราภรณ์จะเป็นเจ้าหญิงบัลลังก์เงินตามคำค่อนแคะของใครต่อใคร แต่ข่าวที่ว่าเธอโดนผู้เป็นพ่อตบหน้าจนไม่ยอมออกมากินข้าวก็สร้างความสงสารขึ้นในใจของคนในโรงแรมได้มากโข

                “อาหารอะไรที่เธอชอบเป็นพิเศษน่ะ มีบ้างไหม ?” พิทยากรโพล่งถามขึ้นมา ทันทีที่เข้าเวรมาถึงใหม่ๆ และนั่นก็จุดประกายสว่างให้มายาวิน

                “ที่เห็นชอบมากๆ ไม่ใช่ข้าวหรอกครับ แต่เป็นขนม แพรชอบวุ้นเย็นมาก สมัยเด็กๆ ผมจะเห็นแม่ของแพรทำวุ้นเย็นให้บ่อยๆ เวลาเธองอนหรือไม่อยากอาหาร” มายาวินบอกกล่าว และนั่นก็ทำให้พิทยากรมีรอยยิ้ม

                “คุณวินไปทำงานเถอะครับ เดี๋ยวผมจัดการต่อเอง อ้อ…ขอยืมกุญแจห้องคุณแพรด้วยได้ไหมครับ หรือไม่ก็มาสเตอร์คีย์ ถ้าเป็นไปได้”

                เพียงไม่นานพิทยากรก็ได้รับกุญแจห้องของธนิศราภรณ์จากทางแม่บ้านที่มายาวินตามตัวมาให้ เขาหย่อนกุญแจลงกระเป๋าเสื้อ แล้วเข้าห้องแพนทรีทำขนมทั้งที่ไม่ถนัดนักเพราะรู้จักแต่ทำกับข้าว แต่ไม่นานเขาก็ได้วุ้นกะทิในพิมพ์รูปดอกไม้ออกมาจากตู้เย็น และหยิบวุ้นชิ้นเล็กที่ทำเผื่อเอาไว้ขึ้นชิมมาเข้าปาก

                “อร่อยใช้ได้แฮะเรา” เขาว่าแล้วเดินเข้าไปเคาะประตูห้องของเจ้าหญิงบัลลังก์เงินท่ามกลางการลุ้นระทึกของพวกรูมเมด

                “ไหวแน่หรือวุ้น แกเคยก่อคดีกับเขามาก่อนนะ”

                “เอาน่า” ชายหนุ่มเคาะประตูทันทีอย่างมั่นใจสุดขั้ว “คู้ณ…หิวข้าวแล้วสิท่า อย่ามาเรียกร้องความสนใจหน่อยเลยน่า หิวก็ออกมากินได้แล้ว ผมมีวุ้นเย็นอร่อยๆ มาฝาก”

                เพียงขาดคำประตูก็ถูกเปิดออกผึง พิทยากรยื่นวุ้นเย็นฝีมือตัวเองไปตรงหน้าคนเปิดประตูทันที หากหญิงสาวมองวุ้นเย็นในมือเขาเพียงแวบเดียวแล้วปัดทิ้ง

                “เฮ้ย!” นั่นเป็นเสียงเดียวที่ชายหนุ่มร้องได้ ก่อนจะต้องเงียบนิ่งเมื่อเห็นน้ำตาของคนตรงหน้าพรูพรั่งมาอย่างไม่อายใคร

                “ออกไป! ไม่ต้องมาเอาใจ เกลียดวุ้นเย็น เกลียดทุกอย่าง…ทุกอย่างที่ไม่ใช่แม่ทำให้ เกลียด! ออกไปนะ” มือเรียวเล็กของคนบนเก้าอี้ล้อทุบระรัวมาที่ร่างในชุดขาวของพ่อครัวหนุ่มที่ตั้งตัวไม่ติด ก่อนจะใช้มือรับกำปั้นเล็กเป็นระวิงพอกันเมื่อเท่าทันต่อสภาพการณ์แล้ว

                 ระหว่างประตู  ข้างในและข้างนอกห้องถูกแบ่งกั้นด้วยยกพื้นสูงประมาณสามนิ้ว ขณะที่หญิงสาวโถมตัวตีอยู่นั้น เก้าอี้ก็เลื่อนเข้าใกล้ยกพื้นมากขึ้น…มากขึ้น…และมากขึ้น ส่วนเสี้ยวสุดท้ายที่หญิงสาวโถมตัวตี ล้อก็เลื่อนตกจากยกพื้น ทั้งคนและรถล้มลงมาทันที หากดีที่ว่าพิทยากรไวพอจะคว้าร่างบางของหญิงสาวเอาไว้

                รถล้อเลื่อนล้มอยู่ประตูทางเท้า รูมเมดสาวพากันขึ้นมายกรถแล้วเลื่อนไปไว้ข้างเตียง ประจำตำแหน่งที่มันเคยอยู่

                “ไม่เป็นไรนะ” พิทยากรกอดร่างบางนั้นไว้ในอ้อมแขน สำรวจร่างกายเธอเพียงเท่าที่มองเห็น ก่อนจะยกร่างนั้นหมายจะไปวางบนเตียง หากต้องชะงักทันทีที่ยกร่างบางนั้นขึ้น

                กลิ่นแอลกอฮอล์อ่อนๆ ที่ได้สัมผัสทำให้ชายหนุ่มต้องเหลือบมองไปรอบห้อง เห็นขวดน้ำที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ตั้งบนมินิบาร์…ก็รู้ว่าเธอเอามาจากไหน และก็รู้ถึงเหตุที่ทำให้เด็กสาวเสียจริตออกปานนี้ หากนั่นก็ไม่เท่าที่ตกใจกับ…น้ำหนักตัวเบาหวิวของร่างที่เขายกขึ้นและรอยสัมผัสของช่วงขาที่อยู่ภายใต้กระโปรงยาวกรอมเท้าที่เธอใส่อยู่ ท่อนขาของเธอลีบเล็กจนเกือบเท่าแขนเขาได้กระมัง

                พิทยากรวางร่างบางลงบนเตียงด้วยท่าทางทะนุถนอม อาจจะด้วยตกใจที่ล้อตกจากยกพื้นทำให้ผู้หญิงตรงหน้าเลิกอาละวาดโวยวาย  ขณะที่ชายหนุ่มมีคำถามอยู่ในใจอื้ออึงแต่กลับไม่เอ่ยปากถาม ได้แต่มองหน้าหญิงสาวนิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันกลับไปเก็บจานที่ปราศจากวุ้นเย็นกลับคืนสู่ครัว

                หญิงสาวมองประตูที่ถูกปิดลงเบาๆ นั้น แล้วน้ำตาก็ไหลพรากอย่างกั้นไว้ไม่อยู่ ผู้ชายคนนี้รับรู้ถึงความพิการของเธอแล้ว…รับรู้ถึงขนาดได้จับต้องแล้วและเขาก็รังเกียจมัน เขารังเกียจมัน…ดูสิ เขามองเธอเหมือนเจอตัวประหลาด ดูเอาเถิด…เขารีบออกไปให้พ้นๆ ทันที 

                เด็กสาวร้องไห้ไม่หยุดยั้ง…เมื่อสำนึกย้ำเตือนตัวเองว่า…ทุกคนต่างรังเกียจเธอ

               

                พิทยากรจอดตัวเองอยู่หน้าห้องผู้อำนวยการโรงแรมแล้วเกาหัวแกรกๆ เอาไงดี ไม่เอาไงดีวะเนี่ย…หันรีหันขวางแล้วเลยสูดลมหายใจลึกๆ เคาะประตูห้องนั้นสามครั้ง เมื่อได้ยินเสียงขานข้างในประตูก็ถูกเปิดออกพร้อมหน้าตาขมึงทึงของคนที่เข้าไปใหม่

                ศุภชัยค่อนข้างแปลกใจว่าเด็กหนุ่มคนนี้เข้ามาปรากฏกายด้วยเรื่องอันใด

                “ขอโทษที่รบกวนครับท่าน ผมมีเรื่องฉุกเฉินต้องการสอบถาม เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณแพรเธอน่ะครับ คือ...” คำพูดถูกกลืนเข้าไปในลำคอเสียเฉยๆ

                เอาละสิ จะพูดยังไงดีวะเนี่ย...พิทยากรเกาหัวแกรกๆ

                “คือ...ผมอยากทราบว่า” เขาเกาหัวแกรกๆ

                “คือว่า...วุ้นเย็นครับ” เขาเกาหัวอีกแกรกๆ

                “จะไปสระผมด้วยแชมพูป้องกันรังแคก่อนไหม ?”

คนที่นั่งมือประสานกันบนโต๊ะถามหน้าตาย ทีนี้พิทยากรจึงได้กระพริบตาปริบๆ ท่าน M.D.มีมุข (ด้วยว่ะ)

                พิทยากรอดที่จะอมยิ้มออกมาไม่ได้ และนั่นก็ทำให้เขาลืมสิ้นความประหม่าที่เกิดขึ้น

                “ผมมาถามว่าวุ้นเย็นที่ภรรยาท่านเคยทำให้ลูกสาวกิน หน้าตาเป็นยังไงครับ ?”

                “วุ้นเย็น ?” ศุภชัยเลิกคิ้วสูง เจ้าหนุ่มนี่เข้ามาหาเขาด้วยเรื่องวุ้นเย็นนี่นะหรือ ?

                “ครับ วุ้นเย็น” พิทยากรทำหน้าเคร่งเครียดเป็นการเป็นงานขึ้นมาทันที ศุภชัยที่ได้ยินรายงานจากเลขามาก่อนแล้วเรื่องที่ลูกสาวปาวุ้นเย็นที่เด็กหนุ่มคนนี้ทำทิ้งไป จึงเริ่มเข้าใจเจตนาในการมาของเขา

                “วุ้นเย็นที่แม่เขาชอบทำให้น่ะ เปลี่ยนรสเปลี่ยนกลิ่นไปเรื่อยๆ แต่ว่าข้างในวุ้นจะมีผลไม้หั่นเป็นชิ้นพอคำรูปร่างต่างๆ อยู่ด้วย ผลไม้ตามฤดูกาลน่ะ เขาจะใส่ลงไปด้วย” ศุภชัยบอกกล่าวพร้อมรอยยิ้ม ภาพเบื้องหน้าที่มองเห็นเริ่มพร่าเบลอเป็นภาพของหญิงในรูปถ่ายที่วางเอาไว้บนชั้นหนังสือ เธอกำลังทำวุ้นเย็นอยู่ในครัว หลังจากที่ได้วุ้นเย็นไส้ผลไม้ที่พอแข็งตัวแล้ว เธอก็จะราดด้วยครีมช็อคโกแลตลงบนวุ้นเพื่อเคลือบหน้า ก่อนที่ช็อคโกแลตจะแข็งตัวเธอก็จะใช้ส้อมขีดวาดลวดลายลงบนครีมช็อคโกแลตนั้นแล้วเอาเข้าตู้เย็น ก่อนจะนำมาเสิร์ฟให้ลูกสาวที่จะหายปั้นปึ่งทันที

                พิทยากรรับฟังสิ่งที่ผู้สูงวัยรำลึกเล่าอย่างสงบ ก่อนจะเอ่ยปากขอบคุณแล้วกลับเขาครัว เตรียมของทำวุ้นเย็นลอยผลไม้ตามคำบอกที่ได้ยินมาโดยไม่สนใจจะทำอย่างอื่นเลย

 

                เสียงลิฟท์ส่งอาหารดังขึ้นมาจากห้องอาหารด้านหลังล็อบบี้ที่กำลังปิดปรับปรุงอยู่...ห้องอาหารที่ปิดปรับปรุงจะมีเสียงส่งอาหารได้อย่างไรกัน...มายาวินขมวดคิ้วมุ่นอยู่บนชั้นลอยเหนือล็อบบี้ แปลกใจด้วยว่าทำไมพนักงานฝ่ายต้อนรับส่วนหน้าแต่ละคนกลับวางเฉยเหมือนเป็นเรื่องปกติ

                ชุติกานต์เดินออกจากออฟฟิศที่ปราศจากหัวหน้าคุมอยู่มาเป็นคนแรก แล้วมุ่งตรงไปห้องอาหารด้านหลังนั้นทันที หายไปครู่ใหญ่ก่อนจะกลับออกมา และพอเธอออกมาข้างนอก พนักงานยกกระเป๋าคนหนึ่งก็เจริญรอยตามบ้าง เงียบหายเข้าไปในห้องอาหารที่ปิดปรับปรุง…นานครู่หนึ่ง ก่อนจะออกมาแตะมือให้พนักงานต้อนรับอีกคนเข้าไป วับหายได้ชั่วยามเดียวเธอก็ออกมาผลัดสลับกับพนักงานยกกระเป๋าเข้าไป

                มายาวินจับตามองเป็นพิเศษ และทันทีที่เห็นว่าคนถัดไปที่จะเข้าไปในห้องอาหารแห่งนั้นคือคนที่เดินขากะเผลกเพราะรถล้ม ชายหนุ่มก็อมยิ้มแล้วเดินลงมาที่ห้องอาหารด้วยอีกคนโดยไม่แยแสสายตาของพนักงานที่ทำตาโตตกใจ…แต่ช่วยอะไรคนข้างในไม่ได้สักนิด

                มายาวินหยุดอยู่ด้านหลังผู้หญิงที่รวบผมไว้กลางศีรษะ วันนี้ชุดที่เธอใส่เป็นสีม่วงเปลือกมังคุดซึ่งขับผิวขาวให้นวลเนียน อะไรก็ดูดียกเว้นรองเท้าแตะที่เธอใส่และข้อเท้าที่ถูกพันผ้าไว้โดยรอบ ที่ทำให้ดูเสร่อ…ชะมัด

                “กินอะไรน่ะ ?” ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงปกติ ทั้งที่ตาก็เห็นว่าหญิงสาวกำลังปอกมะม่วงอยู่ขลุกๆ

                “ก็ปอกมะม่วงอยู่เนี่ย ถามได้” คนตอบไม่หันมามองสักนิด เพราะคิดว่าคงเป็นเพื่อนสักคนที่น้ำลายสอเลยเข้ามาก่อน

                “ก็อยากรู้ให้มันชัดๆ ว่ากินอะไร ถึงได้เปลี่ยนเข้าเปลี่ยนออกอยู่ได้” ประโยคยาวๆ นี้เองที่ทำให้สิริคนางค์เริ่มคุ้นในน้ำเสียง “แล้วน้ำจิ้มนี่ได้มายังไงน่ะ โรงแรมเขาไม่ให้เอาอาหารเข้ามากินไม่ใช่เหรอ รู้เห็นกับพวกห้องอาหารน่ะสิเนี่ย หือ ?”

                ชัดๆ น้ำเสียงแบบนี้ชัดๆ สิริคนางค์หันขวับ ผู้ชายตรงหน้าเลิกคิ้วสูง…ทำหน้าตาย

                “นี่ถ้าโดน Warning นี่โดนทั้งสองแผนกเลยนะ” มายาวินว่า ก่อนจะยิ้มที่ริมฝีปากเล็กน้อย “แต่ผมมีข้อเสนอว่าถ้าคุณยอมตามผมไปทำงานวันนี้ ผมจะทำไม่รู้ไม่เห็นซะ”

                เขาชี้ไปที่มือของสิริคนางค์ที่มือหนึ่งถือมะม่วงที่ยังปอกไม่เสร็จ มือหนึ่งถือมีดปอกผลไม้ไว้ หญิงสาวแทบอยากโยนทุกอย่างในมือไปบนหน้าของคนที่ยิ้มกวนส้นอยู่นัก

                “ก็จะให้ฉันทำอะไรล่ะ?” …แต่มันช่วยไม่ได้ ดีกว่าพลอยซวยหมดทั้งแก๊ง…เธอต้องตอบไปอย่างนั้นพร้อมหน้าตาบูดบึ้ง แต่แปลก…หน้ายิ่งบูดกลับยิ่งทำให้มายาวินสนานในหัวใจ

                “ก็ช่วยถืออุปกรณ์ถ่ายรูปให้ผมหน่อย ผมจะถ่ายรูปแถวรีสอร์ทนี่แหละ”

                “หา!”

                “หาอะไรอีกล่ะ” ชายหนุ่มทำหน้าแกมรำคาญ ขณะเดียวกันกับที่หญิงสาวชี้ลงเท้าข้างที่พันผ้าเอาไว้มิดนั่น “ทีคุณเทียวเข้าเทียวออกออฟฟิศกับห้องอาหารไม่เห็นจะบ่นอะไรเลยนี่ แล้วผมก็มีผู้ช่วยให้คุณแล้ว...เอ้า”

                เขายื่นไม้ท่อนหนึ่งให้สิริคนางค์ เธอเพิ่งมาสังเกตตอนนั้นเองว่าเขาพกไม้มาด้วย ไม้นั้นมีชื่อว่า ไม้ค้ำ…เตรียมการมาอย่างดีแล้วนี่ว่าต้องเป็นเธอ

                หญิงสาวจึงรับไม้ค้ำมายันตัวเองอย่างเสียไม่ได้ พลางบ่นงึมงำตามเขาออกจากห้องอาหารมา

                “ทำไมคุณไม่ให้คนอื่นไปกับคุณบ้างนะ พวกเบลบอยนั่นก็แข็งแรงดีออก ทำไมต้องเป็นฉันด้วย”

                ยินคำถามแล้วชายหนุ่มจึงตอบออกมาทีเล่นทีจริงว่า 

                “ก็คนอื่นบอกให้เดินตามก็เดินตามลูกเดียว ไม่มีความคิดไม่มีความเห็นอะไรสักอย่าง มันเหงา…ผมไม่ชอบ แต่เวลามีคุณไปด้วยผมว่ามันสนุกปากดี”

                พอมายาวินเปิดประตูห้องอาหารออก คนกลุ่มหนึ่งก็แตกฮือ  3 พนักงานยกกระเป๋า กับอีก 2 พนักงานต้อนรับกำลังวิ่งหางานเฉพาะหน้าทำ บ้างเช็ดกระจก บ้างเช็ดประตู บ้างเอามือปัดหยากไย่…อย่างไม่รู้จะทำอะไรให้ดีไปกว่านั้น มายาวินหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะเอ่ยคำกับพนักงานต้อนรับที่เขาคุ้นหน้าดี

                “คุณชุ”

                “คะ” ชุติกานต์สะดุ้งถอยมือจากแจกันดอกไม้ที่เธอคอยจับๆ ถือๆ อยู่ทันที

                “ผมฝากเก็บกวาดผลงานด้านในด้วยนะครับ ส่วนเพื่อนคุณ ผมขอยืมตัวไปช่วยงานผมก่อน” มายาวินว่าแล้วดุ่มเดินออกจากตรงนั้นทันที แกล้งทำเป็นไม่เห็นว่าสิริคนางค์กำลังชี้มาที่เขาแล้วหลอกลิ้นปลิ้นตาให้ ก่อนจะหันไปทำหน้าหงิกกับเพื่อนแล้วค่อยกะเผลกตามเขามาอย่างจำใจ

                 

                พิทยากรดึงถาดวุ้นเย็นจากในตู้มาสองถาด จ้องมองด้วยรอยยิ้มแล้วยื่นให้พนักงานเสิร์ฟยกไปหนึ่ง ส่วนอีกหนึ่งเขาเป็นคนถือแล้วเดินออกไปจากห้องครัว

                เสียงเคาะประตูดังขึ้น เพียงมีเสียงขานรับจากคนข้างในเด็กเสิร์ฟก็เดินเข้าสู่ห้องของผู้เป็นประมุขของโรงแรมพร้อมถาดวุ้นเย็นในมือ เธอเดินมาจนถึงโซฟารับแขกของผู้อำนวยการแล้วก็ยืนเก้ๆ กังๆ เมื่อศุภชัยจับตามองของที่ถืออยู่ในมือ

                “คือ...พี่วุ้นเขาฝากเอาวุ้นเย็นมาให้ท่านน่ะค่ะ” เธอบอกกล่าวแล้วเดินไปหาผู้อำนวยการที่โต๊ะเมื่อเขากวักมือเรียก 

                เด็กเสิร์ฟวางของในมือลงบนโต๊ะแล้วขยับตัวถอยออกมาก่อนที่จะรีบรี่ออกจากห้องไป โดยไม่ได้เห็นเลยว่าผู้อำนวยการนั้นมีหน้าตาเช่นไรขณะที่เห็นวุ้นเย็นตรงหน้า

                เขายื่นมืออันสั่นเทาขึ้นจับช้อน ตักวุ้นเย็นขนาดพอดีคำ…แล้วยกเขาปาก

                หน่วยน้ำซึมอยู่ตรงขอบตาทันทีที่สัมผัสรส ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปที่ระเบียงห้องพร้อมถาดวุ้นเย็นในมือ  ดวงตามองเข้าไปในส่วนที่เป็นรีสอร์ท เบื้องหน้าของภาพเท่าที่พอมองเห็น…ผู้ชายชุดขาวที่พรวดเข้ามาหาเมื่อตอนบ่ายกำลังมุ่งสู่บังกะโลหลังที่มีคนปาวุ้นเย็นก้อนแรกที่ทำทิ้งไปนั่น…หลังที่มีคนชื่นชอบวุ้นเย็นอย่างที่เขาถือนี่อีกคน

                และอีกทางหนึ่งไม่ไกลกันนัก หลานชายที่เขาคิดจะให้สืบทอดกิจการเป็นคนต่อไปกำลังนอนกลิ้งอยู่ริมสนามหญ้าหน้าบังกะโลหลังหนึ่ง ในมือถือกล้องถ่ายรูปจนแทบชิดดวงตา ไม่ไกลกันกับที่เขากลิ้งเกลือกยังมีผุ้หญิงในชุดสีม่วงเปลือกมังคุดยืนอยู่  ข้างตัวเธอคือกระเป๋าสีดำใบเขื่องสำหรับใส่อุปกรณ์ถ่ายภาพ

                ภาพที่เขาเห็นนั้นไม่ต่างกับ 10 ปีที่แล้ว…10 ปีที่แล้วที่พ่อแม่ของมายาวินก็มักจะเป็นเช่นนี้…ลูกไม้ไม่เคยหล่นไกลต้นจริงๆ

                ศุภชัยตักวุ้นเย็นเข้าปากอีกครั้ง

                คุณวดี…ผมที่เดินทางผิดมาตลอด เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าทางที่มันเป็นที่แท้เป็นเส้นใด…

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น