อัปเดตล่าสุด 2019-05-16 10:58:42

ตอนที่ 7 บทที่ 7

บทที่ 7

 

                เสียงเคาะประตูหน้าห้องดังลั่น ทำเอาธนิศราภรณ์ต้องรีปปาดน้ำตาทิ้ง ขณะจะอ้าปากตวาดก็พลันตกใจที่เสียงจากคนด้านหลังประตูเป็นผู้ชายที่ออกจากห้องเธอไปก่อนหน้านี้…แล้วนี่กลับมาอีกทำไม ?

                “คุณ…ห่มผ้าให้ดีล่ะ อย่านอนโป๊ ผมจะเปิดเอง” 

                เสียงลูกบิดประตูดังแกรกๆ 

                “เอาละนะ จะเปิดละนะ” 

                หญิงสาวรีบก้มดูความเรียบร้อยของตัวเอง ผึงผ้ารอบตัวให้เรียบและดูสวย ก่อนจะใช้ฝ่ามือปัดซับน้ำตาให้เหือดหาย

                “สวัสดีครับ” 

                ประตูถูกเปิดออกผึงพร้อมชายในชุดขาวที่เคลื่อนกายเข้ามาในห้อง ธนิศราภรณ์มองเลยไปหลังประตูที่เปิดกว้าง ศีรษะดำๆ ของรูมเมทหลบไปวูบๆ เธอกำลังจะอ้าปากตวาดแต่ชายหนุ่มรีบปิดประตูเสียก่อน…แล้วเปิดแง้มไว้นิดอย่างนึกได้ว่าจะได้ไม่ดูน่าเกลียด

                เขายื่นวุ้นสีขาวที่ข้างในลอยผลไม้หลากชนิดหลายสีสันดูสวยงามไปตรงหน้าเธอ วุ้นเย็นนั่นราดด้วยครีมช็อคโกแลตที่วาดลวดลายดอกไม้ไว้ด้านบน…ดอกไม้ที่ม้วนเกลียวซ้อนกันเพราะสิ่งที่ใช้วาดคือส้อม

                ขณะที่หญิงสาวมองตามอย่างเผลอไผลและเลื่อนมือหวังจะไปจับ ชายหนุ่มกลับดึงมือวุ้นเย็นกลับเข้าหาตัว

                “อย่าปาทิ้งนะ ทำลำบากนะกว่าจะได้มาแบบนี้น่ะ”

                ธนิศราภรณ์จึงเงยมองคนที่อยู่สูงกว่าด้วยความหงุดหงิด แบมือรับวุ้นเย็นที่เขาส่งให้พร้อมช้อน ตักวุ้นเข้าปากเสียหมับอย่างรำคาญใจระคนหิว

                และเพียงแค่คำเดียว…คำเดียวเท่านั้น

                ทันทีที่ลิ้นได้สัมผัสรสหวานของช็อคโกแลตที่เคลือบด้านหน้าวุ้นเย็น ทันทีที่ได้กัดความนุ่มหยุ่นของวุ้นและรับรสชื่นของผลไม้ที่ติดมาด้วย จู่ๆ นั้นน้ำตาก็ไหล

                “คิดถึงแม่”

                คำพูดนั้นเล่นเอาคนทำวุ้นเย็นงง และทันทีที่ได้เห็นว่าน้ำหูน้ำตาของคนกินไหลแหมะลงวุ้นเย็น เขาก็เกิดห่วงขึ้นมาว่าวุ้นเย็นจะเสียรสชาติ

                พิทยากรรีบคว้าวุ้นเย็นออกจากมือธนิศราภรณ์ ตั้งใจจะเอาไปวางบนโต๊ะเครื่องแป้งที่อยู่ไม่ไกลกันนั้นเท่าไร หากหญิงสาวกลับโผเข้าหาเขาอย่างนกที่โผเข้าหาคอน…ร้องไห้

                “เฮ้ย…อะไรน่ะคุณ!” ชายหนุ่มใช้สองมือประคองถาดวุ้นเย็นด้วยกลัวว่ามันจะตก ก่อนจะตัวแข็งทื่อไปหมดเมื่อหญิงสาวกอดเขาแน่นขึ้น ร้องไห้หนักขึ้น จับความฟังสิ่งที่เธอระบายแล้วความเป็นห่วงก็เคลื่อนที่จากวุ้นเย็นในมือไปหาคนที่ร้องไห้อยู่แทน

                “แม่…แพรอยากให้แม่มาอยู่ใกล้ๆ ไม่มีใครรักแพรแล้ว พี่วินสัญญาว่าจะดูแลแพรก็ไม่สนใจแพรแล้ว พ่อก็เลิกรักแพรแล้ว เมื่อวานวันเกิดแพรพ่อก็ลืม แล้วยังตบหน้าแพรด้วย แพรไม่มีใครเลย...ไม่มีเลย”

                อา…ไม่รู้สินะ พิทยากรทำหน้าไม่ถูก มีแต่ตัวแข็งทื่อไปหมด สิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่รวดเร็วคือความคิด ผู้หญิงคนนี้เธอเคยมีทุกสิ่ง และแม้ยามที่สูญเสียอะไรหรือใครไป เธอยืนหยัดได้เพราะยังมีคนที่เหลืออยู่จะคอยเติมให้เธอจนล้น และทำให้เธอลืมไปว่าเธอได้พบกับความสูญเสียแล้ว แต่ในห้วงยามที่ไม่มีคนคอยเติมอะไรให้ ไม่มีคนคอยเอาใจอย่างที่เคยเป็น เธอถึงค่อยได้มองเห็นว่า …หลายอย่างในชีวิตมันไม่เต็ม หลายอย่างในใจมันว่างโหวงไปหมด และโหยหาสิ่งที่เคยมีคืนมา

                โดยที่ไม่เคยรู้ว่า การรอคอยให้คนอื่นเติมให้…มักผิดหวังกว่ารู้จักเติมมันด้วยตัวเอง

                โดยไม่รู้ว่าการรอให้คนอื่นมารัก ยากยิ่งกว่าการรักตัวเอง และยากกว่าการรู้จักรักคนอื่นก่อน

                ชายหนุ่มทอดตามองเธอด้วยความสงสาร…และเอื้อเอ็นดู คนเราที่ไม่มีความสุขนั่นเป็นเพราะไม่รู้ว่าความสุขมันสร้างขึ้นได้ เหมือนอาหารอร่อย…แน่นอนที่กินแล้วย่อมหมด แต่ก็ใช่ว่ามันจะทำขึ้นมาใหม่ไม่ได้เสียหน่อย 

                พิทยากรยื่นมือข้างหนึ่งวางแปะลงบนกลางศีรษะหญิงสาว และสิ่งเดียวที่เขาทำได้ก็คือ

                “อยากกินอะไรอร่อยๆ ไหม ผมจะทำให้กิน”

 

                “นั่นคุณจะทำอะไรน่ะ ?” สิริคนางค์หน้านิ่วคิ้วขมวดเมื่อเห็นมายาวินขยับตัวไปชิดริมผนังข้างบังกะโลหลังหนึ่งแล้วนอนหงาย ส่องกระบอกเลนส์จดจ้องกับเถาวัลย์ชนิดหนึ่งคล้ายตีนตุ๊กแกแต่ใบใหญ่กว่าและเรียงสวยเป็นสีเขียวอ่อนๆ

                “ก็จะถ่ายรูปน่ะสิ” เสียงชายหนุ่มตอบอู้อี้ หากเรียกเสียงอันดังของสิริคนางค์ได้

                “ถ่ายรูปไอ้เถาวัลย์เนี่ยนะ ?”

                “อืม” คนที่หงายท้องอยู่ตอบอย่างเอือมๆ

                “ถ่ายให้มันดีๆ หน่อยไม่ได้หรือไงน่ะ ทำไมต้องนอนหงาย ทำท่ายังกะไอ้แดงที่หอ”

                “แดงไหน ? ทำงานที่โรงแรมเราไหม ?”

                “เปล่า หมาที่หอที่มาขอข้าวกินบ่อยๆ น่ะ เวลามันขอข้าวกินมันชอบทำท่าอย่างนี้แหละ”

                มายาวินพักกล้องลงกับอกทันทีที่รู้ว่าถูกเอาไปเปรียบกับหมา ออกจะติดเคืองนิดหน่อยที่หัวอกแต่พอหันไปเห็นคนพูดที่ยืนก๋าเท้าสะเอวข้างหนึ่ง มืออีกข้างถือไม้เท้ายันตัวเองไว้เลยเห็นเป็นขำแทน เลยตอบคำออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

                “ผมอยากให้รูปออกมาเหมือนเถาวัลย์ต้นนี้มันทะยานขึ้นที่สูงน่ะคุณ ถ้าเราถ่ายใกล้ๆ นั่งถ่ายธรรมดาๆ มันจะเห็นแค่ต้นเถาวัลย์ธรรมดาๆ ต้นหนึ่ง” เขาบอกพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ “องศาที่เรามองน่ะ จะให้ภาพต่างกันนะคุณ ต้นไม้ต้นเดียวกันมององศาหนึ่งอาจได้ภาพอีกลักษณะหนึ่ง  มองอีกองศาหนึ่งก็ได้ภาพอีกอย่างหนึ่ง มององศาหนึ่งอาจจะไม่งาม กลับองศามองอาจจะสวยกว่า และบางครั้งต้นไม้ต้นเดียวกัน องศาอย่างเดียวกันแต่ต่างคนมอง มันอาจจะไม่งามเท่ากันก็ได้นะ สำหรับผมทุกอย่างมันมีความงามในตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองมันที่องศาไหน”

                เขาว่าแล้วก็หันไปนอนหงายถ่ายรูปต่อ ปล่อยให้คนขาเคล็ดยืนจนเมื่อย…จนต้องหาที่นั่งสบายๆ ดูเขาแทน ไม่รบกวน…เมื่อเห็นเขามีสมาธินักกับการถ่ายรูป แม้ในใจจะเกิดคำถามขึ้นมาว่า 

                เธอล่ะ…เขามองเธอที่องศาไหน เจอความงามของมันบ้างหรือเปล่า ทำไมต้องคอยลากให้เธอตามตุเลงๆ อยู่ได้

                คำถามนั้นดังอยู่ในใจ...จนกระทั่งชายหนุ่มลุกขึ้น

                “แล้วคุณมองฉันองศาที่เท่าไหร่ ?” เธอยิงคำถามเสียจนมายาวินตั้งรับไม่ทัน มองเธอด้วยอาการงง “คุณน่ะ มองฉันด้วยองศาไหน ?”

                คำถามย้ำชัด ทำให้ชายหนุ่มแย้มริมฝีปากน้อยๆ

                …ไม่นึกว่าจะกล้าถาม…

                เออ…แฮะ…กล้าแฮะ…

                “ผมมองคุณทุกองศาแหละ”  เขาว่า

                “แล้วเจอความงามบ้างไหม ?”

                “บางทีก็ไม่งาม” ชายหนุ่มบอกยิ้มๆ นัยตาระยับ “โดยเฉพาะตอนเมา”

                แล้วคำตอบนั้นก็ทำให้หญิงสาวขุ่นใจ…กรุ่นๆ 

                “ฮะ…ทำยังกะคุณมีความดีความงามอยู่ในตัวมากมายนักหนางั้นล่ะ มาว่าฉัน”

                “อ้าว…ก็คุณถาม เอ๊ะ คุณนี่ยังไง ไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมฟังความคิดเห็นของคนอื่น”

                “ฉันฟัง แต่ว่าคุณ...”

                “เจอพอดีเลย กำลังจะชวนไปเดินเล่น”

                ไม่ทันได้เถียงกันอย่างที่ใจคิด พิทยากรที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้รีบแซงขึ้นพูดก่อน

                “อุ๋นออกเวร 4 โมงเย็นนี่ คุณวินก็ไม่ได้ไปไหนใช่ไหมเย็นนี้ ไปเดินเล่นที่หาดหน่อยสิ พาคุณแพรไปด้วย ผมนัดเธอไว้แล้วตอน 5 โมงเย็น ตอนนี้ผมจะไปทำกับข้าวก่อน อ้าว…อุ๋น ลุกๆๆๆ กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่หอนะ แล้วเจอกันที่หาดหน้าโรงแรมนี่แหละ 5 โมง”

                “อะไรของนายน่ะวุ้นเส้น” สิริคนางค์งงเหลือคณาที่พิทยากรเดินมาพยุงตัวเธอให้ลุกขึ้น พูดเองเออเองอยู่ฉอดๆ แล้วก็ดันตัวเธอให้เดินไปข้างหน้าเสียเร็วๆ

                “ไปเก็บข้าวของไป๊ แล้ว 5 โมงต้องมานะ”

                สิริคนางค์เลยเดินออกจากที่แห่งนั้นมาอย่างงุนงงสุดชีวิต หันไปมองพิทยากรที่อยู่ข้างหลัง เขาเข้าไปช่วยเก็บของและอุปกรณ์ต่างๆ ของมายาวินแล้วรั้ง…คุยกันอยู่

                “ผมนัดน้องสาวคุณเดินเล่นน่ะ แต่ไปกันสองคนมันไม่งาม ผมอยากให้คุณไปด้วย” พิทยากรกล่าวด้วยถ้อยคำเรียบรื่นตามแบบฉบับ “คุณอาจจะยุ่งจนลืมไปว่าเมื่อวานเป็นวันเกิดน้องสาวคุณ เธอเสียใจมากที่ไม่มีใครจำมันได้”

                มายาวินรับฟังด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แต่อมยิ้มในใจ…ก็ถ้ามีคนมาใส่ใจเรื่องน้องแพรจนตามจู้จี้กันปานนี้ เห็นทีจะมีน้องเขยแล้วเรา

                “ที่จริงผมไม่ได้ลืมหรอก เตรียมของให้น้องแพรเอาไว้นานแล้วเหมือนกัน แต่เมื่อวานผมกลับมาแล้วแกปิดห้องเงียบ แถมทำตัวไม่น่ารัก ผมก็เลยไม่อยากคุยด้วยเท่าไรน่ะ ถ้าจะมีใครผิด…ผมคงผิดเอง”

                “ผมไม่ได้ถามหาคนผิดหรอก แต่ผมอยากให้มาช่วยกันแก้ไข น้องสาวคุณน่ะ เธอเหมือนไม่พร้อมจะยอมรับเรื่องความสูญเสีย ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม แล้วเธอก็เหมือนจะไม่รู้ว่าบางสิ่งบางอย่างที่สูญเสียไปนั้นมันสามารถสร้างใหม่ได้ โอ๊ย…ผมจะพูดยังไงดีเนี่ย” พิทยากรเกาหัวแกรกๆ แล้วมองไปที่มายาวิน เพื่อที่จะถอนหายใจเสียเฮือกที่รู้ว่าผู้ชายที่เดินมาข้างๆ นั้นไม่ได้ยินสิ่งที่เขาพูดเลยสักนิด เพราะเอาแต่ใช้ตาแนบชิดสนิทแน่นกันลำเลนส์ที่ส่องกระบอกไปยังต้นไม้ต้นหนึ่งที่เสียงจิ๊บๆ ระรัวดัง และเพียงสองกระพริบตานกตัวหนึ่งก็บินออกจากรังที่ถูกสานด้วยหญ้าแห้งพร้อมๆ กับที่นกอีกตัวร่อนเข้าไปในรัง ปากคาบอาหารป้อนลูกน้อย 

                รังเล็กๆ แต่ก็คงอุ่น…สินะ

                “อืม…” พิทยากรพยักหน้าหงึกหงัก “ทอดกระเทียมนกก็น่าอร่อยแฮะ”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น